- หน้าแรก
- คัมภีร์อสูรพิชิตฟ้า
- บทที่ 589 สุสานป่าศิลาจารึก
บทที่ 589 สุสานป่าศิลาจารึก
บทที่ 589 สุสานป่าศิลาจารึก
ราตรีสลัวราง
ลานวัดภายในอารามเก่าแก่ เงียบสงัดไร้สรรพเสียง
ผิวน้ำในบ่อน้ำโบราณเป็นประกายระยิบระยับ สะท้อนเงาจันทร์เพ็ญอันนวลผ่อง
ไม่นานนัก ผิวน้ำก็สะท้อนภาพของนักบวชรูปหนึ่ง อายุอานามดูไม่มาก เพียงยี่สิบกว่าปี หน้าตาหมดจดเกลี้ยงเกลา ดวงตาคู่นั้นใสกระจ่างยิ่งกว่าน้ำในบ่อเสียอีก
ซูจื่อโม่จ้องมองเงาของตนเองในน้ำ แล้วยิ้มออกมาบางๆ
"หมิงซิน, หมิงซิน... ต้องการให้ข้าทำจิตใจให้กระจ่างแจ้ง เข้าถึงตัวตนที่แท้จริงอย่างนั้นหรือ?"
ซูจื่อโม่พึมพำเสียงเบา
ยามนี้ ภิกษุชราไม่รู้ออกไปที่ใด หมิงเจินเองก็หลับไปแล้ว
ข้างหูมีเสียงกบเขียดร้องระงม เสียงจั๊กจั่นดังเป็นช่วงๆ จิ้งจอกน้อยหมอบอยู่ข้างบ่อน้ำ หลับสนิทอย่างมีความสุข จู่ๆ ซูจื่อโม่ก็รู้สึกว่า ภายในใจช่างสงบสุขและผ่อนคลายอย่างหาที่เปรียบไม่ได้
ณ ก้นหุบเขาฝังมังกรที่ตัดขาดจากโลกภายนอกแห่งนี้ สภาพจิตใจของซูจื่อโม่ได้รับการชำระล้างอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน
แปดปีมานี้ เขาต่อสู้มาโดยตลอด
บัดนี้ ในที่สุดก็ได้หยุดพัก
นี่เปรียบเสมือนการตกตะกอนทางความคิด คืนสู่สามัญ
เมื่อมองดูดวงจันทร์กลมโตเหนือศีรษะ ซูจื่อโม่ก็อดไม่ได้ที่จะหวนนึกถึงค่ำคืนเมื่อแปดปีก่อน
เตี๋ยเยว่สวมชุดคลุมสีแดงเลือด ยืนอยู่ท่ามกลางกลีบดอกท้อที่ร่วงหล่น อาบไล้ด้วยแสงจันทร์ เอ่ยถามเสียงเบาว่า "เจ้า, อยากฝึกวิชาไหม?"
แปดปีมานี้ ทุกค่ำคืนซูจื่อโม่จะฝึกฝนคัมภีร์ลับสิบสองราชันอสูรมหาแดนทุรกันดาร
แต่ทว่ายามนี้ แก่นในแตกละเอียด บวกกับไม่มีพลังงานเพียงพอมาเติมเต็ม คัมภีร์ลับสิบสองราชันอสูรมหาแดนทุรกันดารจำต้องหยุดชะงักลง ซูจื่อโม่ยังรู้สึกไม่คุ้นชินอยู่บ้างจริงๆ
รู้สึกเพียงว่าในใจมันว่างโหวงพิกล
ทันใดนั้นเอง ข้างหูของซูจื่อโม่พลันมีเสียงหนึ่งดังขึ้น เต็มไปด้วยน้ำเสียงหยอกเย้า
"เจ้าหนู กำลังคิดหาวิธีซ่อมแซมแก่นในอยู่ใช่หรือไม่ กิกิกิกิ!"
ซูจื่อโม่ตกใจ
เสียงนี้ดังขึ้นโดยไม่มีลางบอกเหตุ อีกทั้งยังแปลกหูยิ่งนัก ไม่ใช่เสียงของภิกษุชราและเณรน้อยหมิงเจิน
อย่างแน่นอน!
ซูจื่อโม่หันไปมองจิ้งจอกน้อยข้างกายโดยสัญชาตญาณ
จิ้งจอกน้อยยังคงหลับสนิท เห็นได้ชัดว่าไม่ได้ยินเสียงนี้!
เสียงที่ปรากฏขึ้นอย่างกะทันหันนี้ มีเพียงเขาที่ได้ยิน!
สีหน้าของซูจื่อโม่เคร่งขรึม กวาดตามองไปรอบด้าน เตรียมพร้อมที่จะส่งเสียงเตือนภิกษุชราและเณรน้อยได้ทุกเมื่อ
"กิกิกิกิ เจ้าหนูไม่ต้องหาแล้ว เจ้ามองไม่เห็นข้าหรอก!"
เสียงนี้ดังขึ้นอีกครั้ง ล่องลอยไม่แน่นอน ยากจะแยกแยะทิศทาง ราวกับกำลังหลบอยู่ในมุมมืดสักแห่งเพื่อเยาะเย้ยซูจื่อโม่
ครั้งนี้ ซูจื่อโม่กลับสงบสติอารมณ์ลงได้ แอบหัวเราะเย็นชาในใจ
คนผู้นี้หลบอยู่ในที่มืดแสร้งทำเป็นภูตผีปีศาจ ขอเพียงเขาไม่สนใจ คนผู้นี้จะต้องทนไม่ไหวเป็นฝ่ายเผยตัวก่อนแน่
"เจ้าหนู บิดามีวิธีช่วยเจ้าซ่อมแซมแก่นใน หากอยากรู้ ก็มาที่ลานหลังมหาวิหารนี่!"
เป็นไปตามคาด เจ้าของเสียงนี้บอกจุดประสงค์ออกมา
"ลานหลังมหาวิหาร?"
ซูจื่อโม่ขมวดคิ้วเล็กน้อย
ก่อนหน้านี้ ลานหลังมหาวิหารมักจะมีเสียงโซ่ตรวนอันหนักอึ้งดังขึ้นเป็นครั้งคราว ดูเหมือนจะมีบางสิ่งถูกขังอยู่ที่นั่น และค่อนข้างดุร้ายเกรี้ยวกราด
"แปลกจริง" ในดวงตาของซูจื่อโม่ฉายแววฉงนสงสัย ครุ่นคิดในใจว่า’"ท่านอาจารย์เคยบอกว่า ในอารามเก่าแก่นี้ มีเพียงท่านกับหมิงเจินสองคน คนที่ลานด้านหลังผู้นี้…’
สีหน้าของซูจื่อโม่แปรเปลี่ยนไป ทันใดนั้นก็นึกถึงความเป็นไปได้ข้อหนึ่ง
ตัวตนที่อยู่ลานด้านหลังนี้ เป็นไปได้มากว่าจะไม่ใช่คน แต่เป็นภูตผีร้ายตนหนึ่ง!
เหมือนกับหญิงสาวในชุดขาวที่เขาพบนอกอาราม
ดังนั้น ภิกษุชราถึงได้บอกว่า ในอารามแห่งนี้ มีเพียงท่านกับหมิงเจินสองคน
เพราะตัวตนที่อยู่ลานด้านหลัง ไม่ใช่คนเลยสักนิด!
การที่ทำให้หมิงเจินหวาดกลัวได้ถึงเพียงนั้น และภิกษุชราก็ยังระมัดระวังตัว ไม่เอ่ยถึงแม้แต่ครึ่งคำ ประวัติความเป็นมาของภูตผีร้ายตนนี้คงไม่ธรรมดา และฝีมือก็คงไม่ด้อยอย่างแน่นอน!
"ตกลงเจ้าอยากซ่อมแซมแก่นในหรือไม่ เหตุใดถึงได้ยืดยาดนัก รีบมาพบบิดาที่ลานด้านหลังเร็วเข้า!" เสียงของภูตผีร้ายดังขึ้นอีกครั้ง ดูเหมือนเริ่มจะหมดความอดทนแล้ว
ซูจื่อโม่ย่อมอยากซ่อมแซมแก่นใน แต่เขาไม่ไว้ใจภูตผีร้ายตนหนึ่งจริงๆ
ยิ่งไปกว่านั้น หมิงเจินเคยกำชับนักหนาว่า อย่าให้เขาไปที่ลานหลังมหาวิหาร
"เจ้าหนู เจ้านี่ขี้ขลาดตาขาวจริงๆ บิดาจะทำร้ายเจ้าได้อย่างไร?"
"ดูความไร้น้ำยาของเจ้าสิ เทียบกับบิดาในสมัยนั้นแล้วห่างไกลกันลิบลับ เทียบกันไม่ติดเลยสักนิด! สมัยนั้นบิดาไม่เกรงกลัวฟ้าดิน ท่องไปทั่วหล้า ใครกล้าขวาง!"
"เจ้าหนู สรุปแล้วเจ้าจะมาหรือไม่?"
น้ำเสียงของภูตผีร้ายเริ่มอ่อนลงเรื่อยๆ
ซูจื่อโม่หลับตาพักผ่อน ไม่หวั่นไหวแม้แต่น้อย
เงียบไปครู่หนึ่ง ภูตผีร้ายก็เอ่ยขึ้นกะทันหันว่า "เจ้าอยากรู้หรือไม่ว่าแปดปีก่อน สตรีชุดคลุมเลือดผู้นั้นมาที่นี่ แล้วทำอะไรไปบ้าง? ฮี่ฮี่ สมัยนั้นบิดาเห็นเหตุการณ์ทั้งหมดกับตา!"
จิตใจของซูจื่อโม่ไหววูบ ลืมตาขึ้นทันที
สตรีชุดคลุมเลือดที่ภูตผีร้ายตนนี้พูดถึง เห็นได้ชัดว่าเป็นเตี๋ยเยว่
ราวกับจับสังเกตความเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ของซูจื่อโม่ได้ ภูตผีร้ายกล่าวอย่างลำพองใจว่า
"หากอยากรู้ ก็มาที่ลานหลังมหาวิหาร บิดารอเจ้าอยู่ที่นั่น กิกิกิกิ"
ซูจื่อโม่กำหมัดแน่น สูดลมหายใจเข้าลึกๆ ในที่สุดก็อดรนทนไม่ไหว ลุกขึ้นยืน เดินตรงไปยังด้านหลังของมหาวิหาร
ข่าวคราวใดๆ ที่เกี่ยวกับเตี๋ยเยว่ เขาไม่อยากพลาดไปแม้แต่น้อย
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องจริงหรือเท็จก็ตาม
เมื่ออ้อมผ่านมหาวิหารรัตนตรัยอันเก่าแก่โบราณ ซูจื่อโม่ก็มาถึงลานด้านหลัง แล้วหยุดฝีเท้าลง
ซูจื่อโม่กวาดสายตามองไปโดยสัญชาตญาณ อดไม่ได้ที่จะเผยอปากค้าง ในดวงตาฉายแววตื่นตะลึงอย่างสุดซึ้ง
ลานหลังมหาวิหาร คือสุสานป่าศิลาจารึกอันกว้างใหญ่ไพศาล มองไม่เห็นจุดสิ้นสุด!
ป้ายหลุมศพสูงตระหง่านตั้งเรียงราย บนนั้นสลักตัวอักษรไว้อย่างชัดเจน
"สุสานเต้าจวินเทียนอี้แห่งวัดฝ่าหัว"
"สุสานเต้าจวินฟูเหยียนแห่งวัดต้าหมิง"
"สุสานผู้ทรงอิทธิฤทธิ์อวี่เจ๋อแห่งวัดฝ่าหัว"
"สุสานผู้ทรงอิทธิฤทธิ์ซูอวิ๋นแห่งวัดต้าหมิง"
"สุสานแม่ทัพใหญ่แห่งจักรวรรดิ ผู้ทรงอิทธิฤทธิ์ฮั่นเฟย!"
"......"
กวาดตามองไป ป้ายหลุมศพตั้งตระหง่านอยู่บนเนินดินอย่างหนาแน่น
สุสานป่าศิลาจารึกแห่งนี้ อบอวลไปด้วยความโศกสลดอันน่าเกรงขามบางอย่าง
ผู้ที่ถูกฝังอยู่ที่นี่ อย่างน้อยที่สุดล้วนเป็นเต้าจวินขั้นฟ่าเซี่ยง กระทั่งป้ายหลุมศพของผู้ทรงอิทธิฤทธิ์ขั้นเหอถี่ ซูจื่อโม่ก็ยังเห็นไม่น้อย!
"หืม?"
สายตาของซูจื่อโม่หยุดชะงัก ตกอยู่ที่ป้ายหลุมศพอีกแห่งหนึ่ง
"สุสานบรรพชนหงกวงแห่งวัดต้าหมิง!"
หลุมศพของบรรพชนขั้นต้าเฉิง!
บรรพชนขั้นต้าเฉิงเชียวนะ แทบจะเป็นยอดคนระดับจุดสูงสุดของทวีปเทียนฮวงแล้ว
คิดไม่ถึงว่า กลับต้องมาถูกฝังอยู่ในสุสานแห่งนี้
ขณะที่ซูจื่อโม่กำลังทอดถอนใจ สายตาก็เหลือบไปเห็นใจกลางของสุสานโดยสัญชาตญาณ
ที่นั่นมีเพียงเนินดินธรรมดาๆ ที่ไม่สะดุดตาอยู่เนินหนึ่ง หากไม่สังเกตให้ดี ก็คงคิดว่าเป็นเพียงกองดินนูนๆ กองหนึ่งเท่านั้น
แต่เนินดินเล็กๆ กองนี้ กลับดูเหมือนจะยืนหยัดอย่างทรนงเหนือสุสานทั้งมวล!
ภายในรัศมีร้อยเมตรโดยรอบ ไม่มีป้ายหลุมศพอื่นใด มีเพียงเนินดินเล็กๆ เนินนี้เท่านั้น!
ด้านบนของเนินดิน มีแผ่นไม้แผ่นหนึ่งปักอยู่ อย่างบิดๆ เบี้ยวๆ
บนแผ่นไม้ เขียนไว้เพียงอักษรสองคำ
จักรพรรดิธรรม!
อักษรสองคำนี้ ราวกับมีพลังอำนาจลึกลับบางอย่าง
สีหน้าของซูจื่อโม่เปลี่ยนไปอย่างมาก รู้สึกเพียงหน้าอกอึดอัด ถึงกับถอยหลังไปหลายก้าวอย่างไม่อาจควบคุม!
สุสานของระดับจักรพรรดิ!
ในหัวสมองของซูจื่อโม่ มีประโยคหนึ่งดังก้องไม่ขาดสาย ดังขึ้นเรื่อยๆ
หมื่นปีก่อน ใต้รอยแยกหุบเขานี้มีระดับจักรพรรดิหลั่งเลือด บรรพชนร่วงหล่น ฝังกลบเทพมังกร เป็นดินแดนอัปมงคลอย่างยิ่ง!
ทั้งหมดนี้ ล้วนเป็นเรื่องจริง!
มหันตภัยเมื่อหมื่นปีก่อน ช่างน่าสยดสยองถึงเพียงนี้ มีระดับจักรพรรดิตกตายอยู่ที่นี่!
"แกรก แกรก!"
พร้อมกับเสียงโซ่ตรวนอันหนักอึ้งดังขึ้น
ท่ามกลางป้ายหลุมศพนับไม่ถ้วน ภายใต้แสงจันทร์สลัว ร่างสูงใหญ่ร่างหนึ่ง ค่อยๆ ลุกขึ้นยืนจากพื้นดิน กลิ่นอายคุกคามเสียดฟ้า ราวกับจะกระแทกท้องนภาเบื้องบนให้เป็นรูโหว่!
-สองสิงห์:ผู้แปล-