- หน้าแรก
- มหาเทพหมื่นพิภพ
- บทที่ 280 กระบี่ชี้ซูอู๋โยว!!
บทที่ 280 กระบี่ชี้ซูอู๋โยว!!
บทที่ 280 กระบี่ชี้ซูอู๋โยว!!
การเดินออกมาจากยอดเจดีย์ไท่อี พิสูจน์ได้เพียงเรื่องเดียวเท่านั้น
..นั่นคือ หลี่เทียนมิ่งได้ผ่านบททดสอบทั้งสามชั้นของเจดีย์ไท่อีแล้ว!
หากไม่ใช่เพราะศิษย์ไท่อีในรุ่นนี้มีจำนวนคนเต็มแล้ว ในบัดนี้ เขาจะกลายเป็นศิษย์ไท่อีทันที!
เทียบเท่ากับเซิ่งเทียนจื่อแห่งวังเทพศักดิ์สิทธิ์!
นี่หรือคือความเร็วในการไต่เต้าของศิษย์ที่เพิ่งมาอยู่สำนักตงหวงได้ไม่ถึงสามเดือน?
ท่ามกลางผู้คนกว่าแสนคน ยิ่งคุ้นเคยกับหลี่เทียนมิ่งมากเท่าไหร่ ในเวลานี้ก็ยิ่งตกตะลึงมากเท่านั้น
ต้องรู้ว่า ความคาดหวังที่พวกเขามีต่อหลี่เทียนมิ่ง คือขอแค่ให้เขามีชีวิตรอดกลับออกมาจากเจดีย์ไท่อีได้ก็พอ…
แต่นี่ผ่านไปเพียงสองชั่วยาม เขากลับผ่านด่านออกมาได้เสียอย่างนั้น
นั่นคือสายตานับไม่ถ้วนที่กำลังตื่นตะลึงจนแทบลืมหายใจ
พวกเขาไม่เคยเห็นหลี่เทียนมิ่งเป็นขยะ ต่างรู้ดีว่าเขาคือปีศาจที่ท้าทายสวรรค์ แต่คนเรามักมีความคิดที่ยึดติดอยู่บ้าง ว่าต่อให้ท้าทายสวรรค์แค่ไหน ก็คงไม่น่ากลัวจนถึงขนาดนี้กระมัง
มันเหนือจินตนาการไปแล้ว! แต่ผลลัพธ์ความเป็นจริงก็คือ เขาน่ากลัวถึงระดับนี้จริงๆ
จนทำให้เสียงโห่ร้องยินดีทั่วทั้งสนามในตอนนี้ ดังกึกก้องประดุจคลื่นยักษ์ถาโถม
"นายน้อยสำนัก!"
"หลี่เทียนมิ่ง!!"
"นี่สิ คือนายน้อยสำนักตัวจริง! นายน้อยสำนักที่มีดีพอจะเป็นศิษย์ไท่อี!"
ต้องยอมรับว่า ความนิยมของหลี่เทียนมิ่งในสำนักตงหวง ได้พุ่งขึ้นถึงจุดสูงสุดในเวลานี้
ความคลั่งไคล้ที่ผู้คนมีต่อเขาในใจ แทบจะเทียบเท่ากับอวี่เหวินเสินตู และข่มรัศมีของศิษย์ไท่อีอีกสามคนที่เหลือลงไปจนหมดสิ้น
ยิ่งไปกว่านั้น ผู้คนต่างรู้ดีแก่ใจว่า อวี่เหวินเสินตูก็ไม่ได้มีความเร็วในการผงาดขึ้นมาเช่นนี้ เขาเพียงแค่แข็งแกร่งกว่าคนรุ่นเดียวกัน แต่ไม่เคยหลุดกรอบจินตนาการ ทว่าการผงาดขึ้นมาของหลี่เทียนมิ่ง มีหลายครั้งที่อยู่นอกเหนือจินตนาการของผู้คน!
ไม่กลัวราชสีห์สู้ช้าง แต่กลัวมดที่แบกช้างขึ้นมาได้ต่างหาก
อย่างหลังสิ ถึงจะเรียกว่าสะเทือนเลื่อนลั่น!
ทว่า เขายังมีเรื่องสำคัญที่สุดที่ยังทำไม่สำเร็จ ดังนั้น ท่าทีของเขาจึงดูสงบนิ่ง
แต่ เย่เส้าชิงไม่สงบนิ่งเอาเสียเลย
เขายืนอยู่ที่หน้าต่าง ในฐานะอาจารย์ เขาอ้าปากค้างตะลึงงัน
ข้างกายเขา เย่อวี่ซีก็มีสภาพไม่ต่างกัน
"นี่เขาโกงหรือเปล่าเนี่ย? บรรพชนตระกูลหลี่เปิดประตูหลังให้เขาข้างในนั้นรึ?" เย่เส้าชิงกล่าวอย่างเหม่อลอย
"เขาเป็นศิษย์เจ้านะ มีอาจารย์แบบเจ้าด้วยหรือ? ที่สงสัยลูกศิษย์ตัวเอง?" เย่อวี่ซีมองค้อนตาคว่ำ
เย่เส้าชิงรีบใช้พัดจีบพัดวี เพื่อให้ตัวเองใจเย็นลงบ้าง
เมื่อหันกลับไปมอง ก็เห็นเย่ชิงน้ำตาคลอเบ้า
"ตาแก่ ท่านร้องไห้เหรอ? ซาบซึ้งใจล่ะสิ?" เย่เส้าชิงเอ่ยแซว
"บอกว่าอย่าพัดๆ ลมมันพัดเข้าตาพ่อเจ้าเนี่ย!" เย่ชิงถลึงตาใส่เขาอย่างดุเดือด
จากนั้น ก็หันกลับไปมองเด็กหนุ่มที่ยืนอยู่บนยอดเจดีย์นั้นต่อ
"ข้ารู้สึกว่าเขาเหมือนบรรพชนรุ่นที่หนึ่ง" เย่ชิงกล่าว
"ก็เหมือนในภาพวาดอยู่นิดหน่อย" เย่อวี่ซีเสริม
"แล้วยังไงต่อ?" เย่เส้าชิงถาม
"ใช้ชีวิตปกป้องเขา ไม่ต้องสนความเป็นความตายของตระกูลเย่แล้ว เดินหน้าไปให้สุดทางจนกว่าจะตัวตายนั่นแหละ!" เย่ชิงกัดฟันกล่าว
"ตาแก่ ใจถึงดีนี่นา" เย่เส้าชิงกล่าวด้วยความเลื่อมใส
ตัวเขาเองยิ่งไม่ต้องพูดถึง
"หลี่อู๋ตี้ ลูกชายที่เจ้าเก็บมาได้คนนี้ นำมาซึ่งความประหลาดใจที่ยิ่งใหญ่กว่าตัวเจ้าเสียอีก"
"ดูท่า เจ้าคงวางใจก้าวเดินในก้าวสุดท้ายนี้ได้อย่างหมดห่วงแล้วสินะ"
เย่เส้าชิงรู้ดียิ่งกว่าใคร ว่าต่อไปจากนี้ เขาต้องแบกรับหน้าที่อะไร
ดังนั้น เขาจึงก้าวออกจากตำหนัก 'เขาชิงเสิน' ตรงไปหาหลี่เทียนมิ่งทันที
"มาทำไมครับ?" หลี่เทียนมิ่งถาม
"ตอนนี้เจ้าเป็นสมบัติล้ำค่า แน่นอนว่าต้องมาคุ้มครองเจ้า เดี๋ยวโดนคนฆ่าตายเสียของเปล่า" เย่เส้าชิงกล่าว
นี่กะจะคุ้มกันแบบประชิดตัวเลยทีเดียว
"เว่อร์ไปมั้งครับ?" หลี่เทียนมิ่งถาม
"เจ้าไม่เห็นสีหน้าของพวกคนตระกูลอวี่เหวินน่ะสิ" เย่เส้าชิงหัวเราะ
เขาพาหลี่เทียนมิ่งกลับไปยังสมรภูมิตงหวงแห่งที่หนึ่ง
ในเวลานั้น หลี่เทียนมิ่งรู้สึกได้จริงๆ ว่ามีสายตาที่ร้อนแรงดั่งไฟเผาจำนวนมาก ตกกระทบลงบนร่างของเขา
ต้องมาจากตระกูลอวี่เหวินแน่นอน
แต่แน่นอนว่า สายตาที่ชื่นชมและคลั่งไคล้นั้นมีมากกว่า เป็นพันเท่าของตระกูลอวี่เหวิน!
คำว่านายน้อยสำนัก ยังคงดังกึกก้องอยู่ในสมรภูมิตงหวงแห่งที่หนึ่ง!
ฟังแล้วชวนให้เลือดลมสูบฉีดพลุ่งพล่านจริงๆ
หลี่เทียนมิ่งไม่รู้เลยว่า ณ โถงใหญ่บนภูเขาเฟิ่งเทียน กำลังมีการหารืออะไรกันอยู่
ยิ่งไม่รู้ว่า มีกี่คนที่ตัดสินใจแน่วแน่ว่าจะต้องสังหารเขาให้ได้
เช่นในขณะนี้ เมื่อพวกเขาเห็นความนิยมอันถึงขีดสุดของหลี่เทียนมิ่ง อวี่เหวินไคไท่ก็พูดขึ้นตรงๆ ว่า:
"ทุกท่าน พวกเราดูถูกอิทธิพลของแมลงวันตัวนี้เกินไปหรือเปล่า? ทำไมข้ารู้สึกว่า มันมาถึงจุดที่ต้องรีบฆ่ามันให้เร็วที่สุด โดยไม่ต้องสนว่าเย่เส้าชิงพวกนั้นจะขัดขืนยังไงแล้ว?"
"ความเร็วในการพัฒนาของเด็กคนนี้ท้าทายสวรรค์จริงๆ ข้าคิดว่าที่ไคไท่พูดมามีเหตุผล" เฉินหนานเทียนขมวดคิ้ว
"สามารถออกมาจากชั้นที่สามของเจดีย์ไท่อีได้ ย่อมไม่ธรรมดาจริงๆ ตอนนี้เขามีคุณสมบัติที่จะท้าชิงตำแหน่งศิษย์ไท่อีแล้ว"
"ในหนึ่งเดือนนี้ เขายังสามารถพัฒนาได้อีก ถ้าเกิดปล่อยให้เขาท้าชิงสำเร็จ กลายเป็นศิษย์ไท่อี ข้าเกรงว่าพวกหวงฝู่เฟิงอวิ๋นจะไปเข้าพวกกับเย่เส้าชิง"
ผู้อาวุโสลำดับสองซูอวิ๋นจื่อ มองไปที่ซูอู๋โยวซึ่งนั่งอยู่มุมห้องแวบหนึ่ง
เขารู้ดีว่าหลานสาวของเขาคนนี้ เป็นศิษย์ไท่อีที่อ่อนแอที่สุด
อีกหนึ่งเดือนข้างหน้า หลี่เทียนมิ่งจะต้องท้าสู้กับนางแน่นอน!
ตอนนี้ หลี่เทียนมิ่งอาจยังไม่ใช่คู่ต่อสู้ของนาง แต่ใครจะรู้ว่าอีกหนึ่งเดือน เขาจะพัฒนาไปถึงระดับไหน!
"พูดตามตรง คงต้องลงมือจริงๆ แล้ว ก่อนหน้านี้ดูถูกเขาเกินไป นึกไม่ถึงว่ากายาวัฏสงสารห้ากัลป์ จะท้าทายสวรรค์ได้ถึงขนาดนี้" อวี่เหวินเฟิ่งเทียนกล่าว
แม้แต่เขาก็ยังแสดงท่าที
สุดท้าย สายตาของทุกคนก็จับจ้องไปที่อวี่เหวินไท่จี๋
เขาคือผู้ที่มีอำนาจสูงสุดในที่แห่งนี้
แม้แต่บิดาอย่างอวี่เหวินเฟิ่งเทียน ในเวลานี้ก็ยังฟังคำของเขา
เห็นเพียงเขาหรี่ตาลง กล่าวด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำว่า:
"ข้าจัดการเอง ข้าจะสังหารมันก่อนที่มันจะเป็นศิษย์ไท่อี"
แมลงวันตัวหนึ่งที่เขาไม่เคยใส่ใจ เดิมทีเลือกมาเพื่อให้เป็นคู่มือฝึกฝนของอวี่เหวินเชิ่งเฉิง
จากนั้นก็ส่งต่อให้อวี่เหวินเจิ้นซิง
ตอนนี้พรสวรรค์ของหลี่เทียนมิ่ง มีเพียงอวี่เหวินเสินตูเท่านั้นที่กดข่มได้ แต่อวี่เหวินไท่จี๋ไม่อยากให้เกิดเรื่องยุ่งยากแทรกซ้อน และไม่อยากปล่อยให้หลี่เทียนมิ่งเดินหน้าต่อไปได้อีก
พรสวรรค์ของเขา กำลังค่อยๆ ทำลายสมดุลทางจิตใจของเหล่าผู้อาวุโสที่เป็นกลางในสภา
นี่ไม่ใช่สัญญาณที่ดีแน่นอน
อัจฉริยะขั้นคืนเดียวระดับสูงสุดคนหนึ่ง ไม่มีประโยชน์อะไร
แต่หากทำให้ขั้วอำนาจที่เป็นกลางในสภาผู้อาวุโสเอนเอียงได้ นั่นแหละคือปัญหาที่จัดการยาก
ดังนั้น อวี่เหวินไท่จี๋จึงตัดสินใจ
"รอพวกเจิ้นซิงออกมา ศึกชิงเจดีย์ไท่อีจบลงเมื่อไหร่ ข้าจะไปที่ยอดเขากระบี่มังกรเขียว สังหารแมลงวันตัวนี้ซะ"
"ปล่อยให้เย่เส้าชิงพวกมันโวยวายไป รอพวกเราได้กระบี่ตงหวงมา กลับมาเมื่อไหร่ก็จะเป็นวันล้างโคตรตระกูลเย่แห่งมังกรเขียว"
เสียงของอวี่เหวินไท่จี๋ ดังก้องอยู่ในโถงใหญ่ที่ว่างเปล่า
ดูออกเลยว่า เขาหมดความอดทนแล้วจริงๆ
"พี่ใหญ่ เย่เทียนหลงแห่งตระกูลเย่มังกรเขียว มาขอสวามิภักดิ์กับพวกเรา" อวี่เหวินไคไท่กล่าว
"ฆ่าซะ"
"รับทราบ"
อวี่เหวินไคไท่ก้มหน้าลง
เขาพูดได้คำเดียวว่า พี่ใหญ่ของเขาคนนี้ ยังคงดูถูกคนประเภทเย่เทียนหลงอยู่ดี
ตอนนี้ พวกเขากำลังรอให้อวี่เหวินเจิ้นซิงและคนอื่นๆ ออกมา ศึกชิงเจดีย์ไท่อีก็จะจบลงอย่างเป็นทางการ
แต่ทว่า พวกเขาคาดไม่ถึงเลยว่า ในเวลานี้ หลี่เทียนมิ่งไม่ได้กลับไปที่ตำหนักยอดเขากระบี่มังกรเขียว
เขาหยุดยืนอยู่กลางสนามรบ สอบถามผู้อาวุโสซูเจิ้นว่า:
"ขอถามผู้อาวุโส ข้าผ่านด่านเจดีย์ไท่อีแล้ว มีคุณสมบัติที่จะท้าชิงศิษย์ไท่อีเพื่อเข้าไปแทนที่หรือไม่"
ซูเจิ้นมีสีหน้าย่ำแย่ ตอบว่า "ใช่ เจ้ามีเวลาเตรียมตัวหนึ่งเดือน"
ดวงตาของผู้ชมกว่าแสนคนเป็นประกาย มีเรื่องสนุกให้ดูอีกแล้ว เพียงแต่ต้องรออีกตั้งหนึ่งเดือน ทุกคนต่างรู้สึกอดรนทนไม่ไหวอยู่บ้าง
แต่ในขณะนั้นเอง แม้แต่ซูเจิ้นก็ยังคาดไม่ถึง หลี่เทียนมิ่งชักกระบี่มังกรทมิฬออกมา แล้วกระโดดลงไปที่สมรภูมิตงหวงแห่งที่หนึ่ง!
เขายืนตระหง่านอยู่กลางสนามรบ ปลายกระบี่ชี้ตรงไปยัง 'ภูเขาเฟิ่งเทียน'!
จากนั้น ด้วยพลังอันฮึกเหิม น้ำเสียงดังกังวานกึกก้อง:
"ข้าไม่ต้องการเวลาหนึ่งเดือน ข้าจะท้าชิงศิษย์ไท่อีเดี๋ยวนี้!"
"ซูอู๋โยว ข้าให้เวลาเจ้าสิบจังหวะหายใจ ไสหัวลงมา!"
ในบัดนี้ ทั่วทั้งสนามตกอยู่ในความเงียบสงัด จ้องมองเขาด้วยความตะลึงลาน
-สองสิงห์:ผู้แปล-