- หน้าแรก
- มหาเทพหมื่นพิภพ
- บทที่ 279 ศึกศิษย์ไท่อี!
บทที่ 279 ศึกศิษย์ไท่อี!
บทที่ 279 ศึกศิษย์ไท่อี!
ของวิเศษทั้งสามชิ้นของชั้นสาม ได้มาครบแล้ว!
อวี่เหวินเจิ้นซิงและกงซุนชื่อตายในการต่อสู้ นับว่าได้ชดใช้กรรมแล้ว
ผลลัพธ์เช่นนี้ จะใช้คำว่าสะใจคำเดียวมาอธิบายได้อย่างไร?
โดยเฉพาะเจดีย์ไท่อีนี้ แทบจะมอบความสามารถในการต่อสู้ที่ต่อเนื่องน่าหวาดกลัวให้กับอิ๋งฮั่วและเมี๊ยวเมี๊ยวเลยทีเดียว
เท่ากับว่าในวันข้างหน้าหากพวกมันได้รับบาดเจ็บ กลับเข้าไปพักฟื้นในพื้นที่ประจำตัวเพียงครู่เดียว ก็จะกลับมาคึกคักมีชีวิตชีวา หรือกระทั่งเปี่ยมด้วยพลังวังชา กลับสู่จุดพีคได้อีกครั้ง
ของเทพเช่นนี้ คาดว่าทั่วทั้งแดนตงหวง คงหาชิ้นที่สองไม่ได้อีกแล้ว
เห็นได้ชัดว่า แม้แต่บรรพชนตระกูลศักดิ์สิทธิ์หลี่ ก็คงมีหลายรุ่นเลยทีเดียว ที่ไม่ได้ครอบครองเจดีย์ไท่อีที่แท้จริง
"ดูจากรูปการณ์นี้แล้ว กระบี่ตงหวงเล่มนั้น ก็ต้องเป็นของเทพที่หาใดเปรียบอย่างแน่นอน"
"เป็นศิษย์ไท่อี เข้าร่วมศึกสงครามระหว่างดินแดน ไม่แน่ว่า ข้าอาจจะไปแย่งชิงมันมาได้เหมือนกัน?" หลี่เทียนมิ่งยิ้มออกมา
เขามองเห็นเส้นทางอันรุ่งโรจน์ในอนาคตแล้ว
"แต่ว่าพี่ชาย ถึงจะได้เจดีย์ไท่อีมา แต่ท่านก็ฆ่าอวี่เหวินเจิ้นซิงไปแล้ว พอออกไปข้างนอก ตระกูลอวี่เหวินจะไม่ฆ่าท่านทันทีเหรอ?" เจียงเฟยหลิงยังคงคิดไม่ตกในเรื่องนี้
"ถ้าข้าสามารถเป็นศิษย์ไท่อีได้ก่อนที่พวกเขาจะเจอศพของอวี่เหวินเจิ้นซิง พวกเขาก็ฆ่าข้าไม่ได้" หลี่เทียนมิ่งตอบ
ฆ่าศิษย์สายตรง กับฆ่าศิษย์ไท่อี มันคนละเรื่องกัน
ศิษย์สายตรง เป็นของผู้อาวุโสคนใดคนหนึ่ง หากฆ่า ก็เท่ากับล่วงเกินผู้อาวุโสคนนั้น
เย่เส้าชิงอาจจะสู้ตายถวายชีวิต แต่ในช่วงเวลาพิเศษเช่นนี้ สภาผู้อาวุโสอาจจะไม่ออกหน้า
ทว่า ศิษย์ไท่อีเป็นสมบัติของทั้งสำนักตงหวง เป็นของสภาผู้อาวุโส เป็นของผู้อาวุโสทั้งสามสิบสามท่าน
หากจะฆ่าศิษย์ไท่อีท่ามกลางสายตาประชาชี ก็ต้องดูว่าผู้อาวุโสทั้งสามสิบสามท่านจะยอมหรือไม่
หลี่เทียนมิ่งรู้ถึงความสมดุลอันละเอียดอ่อนระหว่างตระกูลอวี่เหวินและสภาผู้อาวุโส
ตราบใดที่ยังไม่รู้ว่า ใครจะได้ครอบครองกระบี่ตงหวง ก็ไม่มีใครกล้าทำลายความสมดุลนี้
นั่นหมายความว่า ตระกูลอวี่เหวินกล้ากดดันเย่เส้าชิง แต่ไม่แน่ว่าจะกล้ากดดันทั้งสภาผู้อาวุโส โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาสำคัญเช่นนี้
"หมายความว่า ถ้าท่านรีบออกไปตอนนี้ ไม่รอท้าชิงในอีกหนึ่งเดือนข้างหน้า แต่เอาชนะศิษย์ไท่อีคนหนึ่งและเข้าไปแทนที่ภายในหนึ่งชั่วยามครึ่งนี้ ท่านก็จะรอดตาย?" เจียงเฟยหลิงถาม
"ถูกต้อง หลิงเอ๋อร์ ถึงตอนนั้น แม้ทุกคนจะรู้ว่าข้าเป็นคนฆ่าอวี่เหวินเจิ้นซิง แต่ยังไงก็ไม่มีหลักฐานชัดเจน ดังนั้น ข้าจะเป็นฆาตกรหรือไม่ อันที่จริงไม่สำคัญเลย"
"ที่สำคัญคือ ข้ามีสถานะอะไร มีความแข็งแกร่งระดับไหน"
"ครั้งนี้ข้าเข้าใจอย่างถ่องแท้แล้ว"
"ก่อนหน้านี้ข้ากังวลมาตลอดว่าจะทำให้ท่านอาจารย์เดือดร้อน ไม่อยากล่วงเกินตระกูลอวี่เหวิน"
"แต่ดูจากตอนนี้ ขอแค่ข้าทำให้พวกเขาปวดหัวได้ พวกเขาก็ย่อมมีข้ออ้างและวิธีการที่จะสังหารข้าอยู่ดี"
"ในเมื่อชะตากำหนดมาให้เป็นแบบนี้ สู้ให้ข้าฆ่าพวกมันก่อนสักไม่กี่คนไม่ดีกว่ารึ"
หลี่เทียนมิ่งพูดอย่างเรียบง่าย แต่เขารู้ดีว่า ทันทีที่อวี่เหวินเจิ้นซิงตาย เขาได้ก้าวเข้าสู่สมรภูมิความเป็นตายแล้ว
แต่ความคิดของเขานั้นชัดเจนมาก
นั่นคือศิษย์ไท่อี สภาผู้อาวุโส!
การเป็นอัจฉริยะ ต้องดึงดูดกระแสสังคม แสดงศักยภาพที่เหนือชั้น เพื่อให้คนที่เป็นกลางเหล่านั้น รู้สึกเสียดายหากต้องปล่อยให้เขาตายไป
มัวแต่หดหัว กลับจะไม่มีทางรอด
กล้าบุกตะลุยไปข้างหน้า ถึงจะเป็นหนทางสู่อนาคตที่ยิ่งใหญ่!
ตำแหน่งศิษย์ไท่อี คือโอกาสที่ดีที่สุดที่หลี่เทียนมิ่งจะสั่นคลอนสภาผู้อาวุโส
ดังนั้น การที่เขาฆ่าอวี่เหวินเจิ้นซิง จึงไม่ใช่ความวู่วามชั่ววูบ แต่เป็นผลลัพธ์จากการไตร่ตรองอย่างรอบคอบมานานแล้ว
"เข้าใจแล้ว ยังไงขอแค่พี่ชายปลอดภัย ข้าก็วางใจแล้ว"
"หลิงเอ๋อร์ ขอโทษนะ เมื่อครู่ทำให้เจ้าตกใจแย่เลย" หลี่เทียนมิ่งกล่าวจากใจจริง
"ไม่เป็นไรหรอก พวกเราอยู่ด้วยกัน จะไม่มีเรื่องร้ายอะไรเกิดขึ้น เชื่อใจทุกคนนะ!" เจียงเฟยหลิงให้กำลังใจอย่างอบอุ่น
ช่างเป็นหวานใจตัวน้อยจริงๆ
หลี่เทียนมิ่งยิ้มเงยหน้ามองช่องทางบนท้องฟ้า
"พี่ชาย ออกไปตอนนี้ ถ้าจะเอาชนะซูอู๋โยว คงยากมากสินะ?" เจียงเฟยหลิงถาม
"ใช่ ดังนั้นข้าจึงยังไม่รีบออกไป"
หลี่เทียนมิ่งไม่อยากให้การต่อสู้ยากลำบากเกินไป
"หา? ทำอะไรน่ะ?"
"ฝึกฝน ทะลวงขั้น"
คิดไม่ถึงว่า หลี่เทียนมิ่งจะนั่งขัดสมาธิลงกับพื้นตรงนั้นเลย
พูดตามตรง การประชันในวันนี้ ทำให้สภาวะจิตใจของเขาพัฒนาขึ้นมาก
อันที่จริงเขาบรรลุขั้นคืนเดียวระดับสี่มาได้สิบวันแล้ว หลายวันมานี้เขาและพวกอิ๋งฮั่วกับเมี๊ยวเมี๊ยว ติดอยู่ที่ขอบของขั้นคืนเดียวระดับห้า ไม่สามารถทะลวงขึ้นไปได้
แต่ครั้งนี้ เขารู้สึกว่ามีหวัง..
โดยเฉพาะการต่อสู้กับหลี่เทียนมิ่งผมดำ บวกกับการได้เห็นอิ๋งฮั่วและเมี๊ยวเมี๊ยวตกอยู่ในอันตราย จนจิตสังหารในใจระเบิดออกมา ในบัดนั้น อันที่จริงได้ก่อเกิดความเข้าใจที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นต่อขั้นคืนเดียวของเขา
บางทีความเข้าใจนั้น อาจจะเรียกว่ามิตรภาพลูกผู้ชายที่แท้จริงกระมัง
อิ๋งฮั่วและเมี๊ยวเมี๊ยวไม่ใช่สัตว์เลี้ยง แต่เป็นพี่น้องร่วมสายเลือดที่มีชีวิตจิตใจ การได้เห็นพวกมันต่อสู้ยิบตาเพื่อปกป้องเขา อันที่จริงหลี่เทียนมิ่งซาบซึ้งใจมาก
อิ๋งฮั่วไม่ต้องพูดถึง แม้แต่เมี๊ยวเมี๊ยวที่ปกติเอาแต่แอบอู้นอนหลับ ก็ยังยอมปะทะกับเทาเที่ยโลหิตมารที่ตัวใหญ่กว่ามันเพื่อเขา ทั้งยังถูกตั๊กแตนจักรพรรดิเพลิงผลาญฟ้ารบกวน ภาพนั้นช่างยากจะลืมเลือนจริงๆ
พวกมันล้วนมีนิสัยไม่ยอมจำนน..
บางทีตอนแรกอาจจะไม่ใช่ แต่แท้จริงแล้วนิสัยของหลี่เทียนมิ่ง มีอิทธิพลต่อพวกมันอย่างมาก
ขั้นคืนเดียว ผู้ควบคุมสัตว์และสัตว์ประจำตัวเป็นหนึ่งเดียว
การต่อสู้เสี่ยงเป็นเสี่ยงตาย คือยาดีในการยกระดับขั้นพลัง
แน่นอนว่า ต้องอยู่บนพื้นฐานของพรสวรรค์ที่โดดเด่นและรากฐานที่มั่นคงด้วย
การฝึกฝนสิบวันนั้น ได้วางรากฐานที่มั่นคงที่สุดในการทะลวงสู่ขั้นคืนเดียวระดับห้า
และตอนนี้ หลี่เทียนมิ่งและพวกอิ๋งฮั่วเมี๊ยวเมี๊ยว ก็เริ่มพุ่งทะยานสู่ขั้นคืนเดียวระดับห้าไปด้วยกัน
การต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่ของพี่น้อง การหลอมรวมของสนามพลังคืนเดียว ความเป็นหนึ่งเดียวทางเจตจำนง ทำให้พวกเขาบุกตะลุยได้อย่างรวดเร็ว
เดิมทีสำหรับพวกเขา การทะลวงสู่ขั้นคืนเดียวระดับห้าเป็นเพียงเรื่องของเวลา และตอนนี้ เวลานั้นก็มาถึงแล้ว
"การต่อสู้เสี่ยงเป็นเสี่ยงตาย มีบ้างเป็นครั้งคราวก็พอแล้ว"
"ส่วนใหญ่ ข้าไม่อยากให้พวกเขาทั้งสาม ต้องมาเสี่ยงอันตรายไปพร้อมกับข้า"
"ดังนั้น ถ้าแข็งแกร่งขึ้นได้ บดขยี้คู่ต่อสู้ได้ ทำไมต้องไปทรมานตัวเองด้วยล่ะ?"
หลี่เทียนมิ่งไม่ใช่คนแบบนั้น
เขาแค่อยากจะบดขยี้พวกสวะนั่น ให้คุกเข่าร้องขอชีวิต
ดังนั้น เขาจึงไม่รีบออกไป เขารวบรวมความเข้าใจจากการต่อสู้ทั้งสองรอบกับหลี่เทียนมิ่งผมดำและอวี่เหวินเจิ้นซิง มาแลกเปลี่ยนกับพวกอิ๋งฮั่วและเมี๊ยวเมี๊ยว
ประเด็นสำคัญคือ พลังฟ้าดินที่เจดีย์ไท่อีมอบให้ ทำให้พวกเขาแทบจะได้รับผลลัพธ์การฝึกฝนเทียบเท่ากับตอนอยู่ที่สุสานหลี่เสินเซียว!
นี่สิถึงจะสุดยอด
"วันหน้า พวกเราพี่น้องจะยิ่งรวมใจเป็นหนึ่ง"
"ใช่"
"ฆ่ามันสักคน ให้ฟ้าดินพลิกคว่ำ ไม่ให้เหลือซาก"
"ปกป้องหลิงเอ๋อร์ไปด้วยกัน!" อิ๋งฮั่วกล่าว่า
"ไปไกลๆ เลย หลิงเอ๋อร์ข้าปกป้องคนเดียวก็พอแล้ว" หลี่เทียนมิ่งว่า
"งั้นข้าไปปกป้องเสี่ยวเยว่เยว่ของข้าดีกว่า" อิ๋งฮั่วกล่าว่า
"ไหนเจ้าว่าจะเปิดฮาเร็มไม่ใช่เหรอ?"
"ก็ใช่น่ะสิ งั้นข้าจะปกป้องเสี่ยวเยว่เยว่ก่อน แล้วค่อยขี่ลาไปหาม้า ขยายฮาเร็มต่อไป"
"ถ้าเจ้ากล้าเรียกซั่วเยว่ว่าลา เดี๋ยวชิงอวี่กลับมา ข้าจะฟ้องนาง"
"หลี่เทียนมิ่ง ไอ้หลานชาย เจ้าขายเพื่อน!" อิ๋งฮั่วโกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยง
"เหอะๆ"
"เอ่อ เร่งความเร็วหน่อยได้ไหม เปิ่นเมี๊ยวง่วงแล้ว" เมี๊ยวเมี๊ยวแทรกขึ้นมาประโยคหนึ่ง
"......"
"ลุกขึ้นมาเดี๋ยวนี้"
"ตอนมีชีวิตจะมัวหลับไปทำไม ตายไปก็ได้นอนยาวแล้ว!" อิ๋งฮั่วเทศนา
"แต่พี่ไก่ ข้ากลัวว่าข้าจะไม่ตายน่ะสิเมี๊ยว"
นี่คือปัญหาระดับโลก
หลี่เทียนมิ่งยังคงเป็นผู้นำในการฝึกฝน ครั้งนี้ความเข้าใจส่วนใหญ่มาจากเขา ดังนั้นโดยพื้นฐานแล้วเขาจึงเป็นผู้นำทาง
เจียงเฟยหลิงช่วยปรับลมหายใจ
ทุกอย่างเป็นไปตามครรลอง
"ขั้นคืนเดียวระดับห้า สำเร็จ!"
ตอนที่ทะลวงขั้น มุมปากของหลี่เทียนมิ่งยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย ระดับพลังของเขาและสัตว์ประจำตัวทั้งสอง แข็งแกร่งขึ้นอย่างไม่เคยมีมาก่อน นี่คือกายาวัฏสงสารสิบกัลป์ นี่คือมหาภัยพิบัติสิบทิศหมื่นกัลป์!!
อาจมีอันตรายถึงชีวิต อาจมีขวากหนามมากมาย แต่มีสิ่งหนึ่งที่ไม่เปลี่ยนแปลง
นั่นคือ หลี่เทียนมิ่งคืออัจฉริยะที่ท้าทายสวรรค์ที่สุดในทวีปยั้นหวงแห่งนี้ ไม่มีใครเทียบได้!
ทั้งพรสวรรค์ของตนเองและสัตว์ประจำตัว ล้วนสมบูรณ์แบบไร้ที่ติ!
การทะลวงระดับขั้น นำมาซึ่งพลังที่พุ่งสูงขึ้นอีกครั้ง
"ต่ำกว่าขั้นเจตจำนงสวรรค์ ข้าคงไร้คู่ต่อสู้แล้ว"
"นั่นหมายความว่า ก่อนที่หลี่เหยียนเฟิงจะไปถึงเมืองเยี่ยนตู้ คาดว่าเขายังไม่ใช่คู่ต่อสู้ของข้า"
"พัฒนารวดเร็วเกินไปแล้ว"
เขามาที่สำนักตงหวงยังไม่ถึงกี่เดือนเลย
เร็วก็จริง แต่ก็มั่นคงพอสมควร
ความจริงเช่นนี้ หลี่เทียนมิ่งพูดได้คำเดียวว่า: โคตรสะใจ
"ตอนนี้ คนนับแสนข้างนอก ผู้อาวุโสสามสิบสามคน ตระกูลอวี่เหวิน คงกำลังรอให้การทดสอบชั้นที่สามจบลงสินะ"
"พวกเขาทุกคนคงกำลังมองไปที่ยอดเจดีย์ ดูว่าใครจะออกมาได้ใช่ไหม?"
ยังเหลือเวลาอีกหนึ่งชั่วยามกว่าการแย่งชิงในชั้นที่สามจะสิ้นสุดลง
หนึ่งชั่วยาม ก่อนที่พวกเขาจะพบศพของอวี่เหวินเจิ้นซิง ก็เพียงพอแล้วที่จะกลายเป็นศิษย์ไท่อี
ดังนั้น หลี่เทียนมิ่งจึงจบการต่อสู้ แล้วลุกขึ้นยืน
"ให้ทุกท่านรอนานแล้ว"
ดวงตาของเขาลุกโชน เท้าข้างหนึ่งย่ำลงพื้น ปีกสวรรค์กางออก ร่างทั้งร่างประดุจลำแสง พุ่งทะยานออกจากเจดีย์ไท่อีในชั่วพริบตา!
เมื่อหลี่เทียนมิ่งเหยียบย่างลงบนยอดเจดีย์ไท่อี เผชิญหน้ากับแสงแดดและท้องฟ้าสีคราม ปรากฏตัวต่อหน้าทุกคน เขาพบว่า สายตาของทุกคนในสมรภูมิตงหวงแห่งที่หนึ่ง ล้วนจับจ้องมาที่เขา
ภายใต้แสงตะวัน ผมขาวของเด็กหนุ่มผู้นี้ยังคงพลิ้วไหว เผยให้เห็นสีสันอันเจิดจรัส
ในชั่วขณะนั้น ราวกับเทพเบื้องบนจุติลงมา
สมรภูมิตงหวงแห่งที่หนึ่ง แทบจะตกอยู่ในความเงียบสงัดเป็นเวลาประมาณสิบจังหวะหายใจ
จากนั้น...
เสียงโห่ร้องยินดีที่ระเบิดออกมาอย่างกะทันหัน ก็ประดุจพายุในมหาสมุทร ที่ม้วนกวาดซัดสาดเข้ามาอย่างบ้าคลั่ง!
ยามนั้น สง่างามเหนือใครในหล้า!!
-สองสิงห์:ผู้แปล-