- หน้าแรก
- พญาครุฑตกสวรรค์
- ตอนที่ 1: ค่ำคืนนองเลือด
ตอนที่ 1: ค่ำคืนนองเลือด
ตอนที่ 1: ค่ำคืนนองเลือด
ตอนที่ 1: ค่ำคืนนองเลือด
ยามดึกสงัด ณ เมืองใหญ่แห่งหนึ่งในจักรวรรดิเทียนโต้ว
เวลานี้ จวนตระกูลจางคราคร่ำไปด้วยเสียงโห่ร้องและเสียงการเข่นฆ่าอย่างต่อเนื่อง เสียงปะทะกันของวิญญาณยุทธ์และทักษะวิญญาณดังสะท้อนกึกก้องไปทั่วทั้งจวน จนเล็ดลอดออกไปยังถนนโดยรอบ
ทว่า แม้จะเกิดเหตุโกลาหลใหญ่โตถึงเพียงนี้ กลับไม่มีทหารยามลาดตระเวนแม้แต่คนเดียวรุดหน้ามาให้ความช่วยเหลือ
ในจังหวะนั้นเอง สตรีโฉมงามผู้หนึ่งได้นำเด็กหญิงวัยสิบเอ็ดสิบสองปีและเด็กชายวัยห้าหกขวบ รีบรุดไปยังช่องลับที่ดูสะดุดตาแห่งหนึ่ง
พื้นที่ภายในช่องลับนั้นคับแคบ แต่ก็เพียงพอที่จะให้เด็กหญิงร่างอรชรและเด็กชายตัวน้อยเข้าไปหลบซ่อนได้
“เล่อเซวียน รีบพาเสี่ยวยวี่เข้าไปซ่อนตัวข้างในเร็วเข้า ห้ามส่งเสียงเด็ดขาดนะลูก!”
อวี้ชิงหยาจมองดูเด็กทั้งสองผ่านม่านน้ำตา หัวใจของนางเจ็บปวดรวดร้าวราวกับถูกมีดกรีดแทง
นางไม่เข้าใจเลยว่าเหตุใดตระกูลของนางถึงตกเป็นเป้าหมายของพวกวิญญาจารย์ชั่วร้าย หรือเหตุใดพวกมันถึงกล้าลงมืออย่างโหดเหี้ยมอำมหิตในเมืองใหญ่ที่มีกองทัพของจักรวรรดิเทียนโต้วประจำการอยู่เช่นนี้
ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด ทำไมเวลาผ่านไปเนิ่นนานเพียงนี้กลับไม่มีใครมาช่วยพวกนางเลย?
แล้วตระกูลวิญญาจารย์เพื่อนบ้านที่เคยมีความสัมพันธ์อันดีต่อกันเล่า? พวกเขาไม่มีผลประโยชน์ร่วมกันหรือ? พวกเขาไม่ได้เรียกสามีของนางว่าพี่น้องหรอกหรือ?
ทำไมตอนนี้ถึงไม่มีใครยื่นมือมาช่วยแม้แต่น้อย?
แล้วกองทัพของเจ้าเมืองเล่า? ไหนบอกว่าจะปกป้องความปลอดภัยของราษฎรและตระกูลต่างๆ ในเมืองอย่างไร?
ทำไมพวกเขาถึงหายหัวไปหมดในยามที่วิญญาจารย์ชั่วร้ายกำลังก่อความวุ่นวายเช่นนี้?
“ไม่นะ ท่านแม่ ข้าไม่อยากให้เกิดเรื่องร้ายกับท่าน!”
จางเล่อเซวียนมองมารดาของตน ใบหน้าที่งดงามแม้จะยังดูเยาว์วัยนั้นเปรอะเปื้อนไปด้วยฝุ่นผง แต่ก็ยังพอมองเห็นเค้าโครงความงามที่คล้ายคลึงกับอวี้ชิงหยาถึงหกส่วน
เสียงคำรามกึกก้องยังคงดังมาจากลานหน้าจวนตระกูลจาง ทำให้เอวบางของจางเล่อเซวียนสั่นสะท้านอย่างไม่อาจควบคุม ใบหน้าของนางซีดเผือด น้ำตาไหลรินลงมาไม่ขาดสาย ทิ้งรอยคราบน้ำตาไว้อย่างชัดเจน
ข้างกายของนาง เด็กชายที่จางเล่อเซวียนกุมมืออยู่ก็เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
“ใช่ครับ ท่านน้าอวี้ พี่เล่อเซวียนพูดถูก เราหนีกันเถอะ ตราบใดที่เราไม่อยู่ที่นี่ ท่านลุงจางก็ไม่ต้องห่วงหน้าพะวงหลังสู้กับคนพวกนั้น ท่านต้องหาทางปลีกตัวและตามมาหาพวกเราได้แน่ๆ”
แม้เขาจะพยายามทำน้ำเสียงให้สงบ แต่ความหวาดกลัวที่ซ่อนอยู่ในใจก็แสดงออกมาผ่านน้ำเสียงที่สั่นเทา
เด็กชายคนนี้มีนามว่าฟู่ยวี่ เพิ่งจะอายุครบหกขวบ มีใบหน้าหล่อเหลาเกลี้ยงเกลา ผมสีเทาและดวงตาสีฟ้า เขาเป็นบุตรชายของเพื่อนสนิทบิดาจางเล่อเซวียน
เนื่องด้วยภาระหน้าที่การงาน พ่อแม่ของเขาจำต้องเดินทางไกลไปยังอาณาจักรซิงหลัว จึงฝากฟู่ยวี่น้อยไว้ให้ท่านพ่อจางช่วยดูแลชั่วคราว
โชคร้ายที่พวกเขาไม่ได้กลับมาอีกเลย ข่าวที่ส่งกลับมาแจ้งว่ากองคาราวานพ่อค้าของพวกเขาเผชิญหน้ากับกลุ่มวิญญาจารย์ชั่วร้าย และไม่มีผู้รอดชีวิตแม้แต่คนเดียวในร้อยคน
ท้ายที่สุด ฟู่ยวี่ในวัยเพียงสองขวบจึงได้อาศัยอยู่กับตระกูลจางและเติบโตมาพร้อมกับจางเล่อเซวียน
อวี้ชิงหยาไม่ได้กล่าวสิ่งใด นางเพียงย่อตัวลงและจุมพิตที่หน้าผากของจางเล่อเซวียนและฟู่ยวี่
จากนั้นนางมองไปที่จางเล่อเซวียนผู้เป็นพี่และกล่าวเสียงเบาว่า
“เล่อเซวียน ลูกเป็นพี่สาว ลูกต้องดูแลเสี่ยวยวี่ให้ดีนะ เข้าใจไหม?”
เด็กๆ ยังคงไร้เดียงสา แต่อวี้ชิงหยารู้ดีว่าพวกวิญญาจารย์ชั่วร้ายเหล่านั้นไม่มีทางปล่อยให้พวกเขามีโอกาสหนีรอด
สามีของนางกำลังเผาผลาญพลังชีวิตเพื่อรั้งพวกวิญญาจารย์ชั่วร้ายไว้ที่ลานหน้าบ้าน นางต้องใช้เวลานี้ซ่อนเด็กๆ แล้วออกไปช่วยหนุนเสริมเขา ตราบใดที่นางถ่วงเวลาได้นานพอ โอกาสรอดของเด็กๆ ก็จะเพิ่มขึ้นมาก
ไม่ว่ากองกำลังป้องกันเมืองจะไม่มาช่วยด้วยเหตุผลใด มันย่อมต้องมีขีดจำกัดของเวลา
หากพวกเขาไม่มาช่วยสักสิบหรือยี่สิบนาที พวกเขายังพออ้างได้ว่าการตอบสนองล่าช้า แต่หากปล่อยปละละเลยเป็นชั่วโมงหรือสองชั่วโมง...
ไม่เพียงแต่ตระกูลวิญญาจารย์อื่นๆ ในเมืองจะไม่ยอมรับ แต่มันยังเป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้สำหรับราชวงศ์เทียนโต้ว เป็นการตบหน้าราชวงศ์อย่างจัง
หากปล่อยให้วิญญาจารย์ชั่วร้ายเพียงไม่กี่คนสร้างความหายนะในเมืองเอกของมณฑลเป็นเวลาหลายชั่วโมง เจ้าเมืองย่อมไม่มีข้อแก้ตัวใดๆ ต่อราชวงศ์
จางเล่อเซวียนจมองมารดาอย่างเหม่อลอย ดูเหมือนจะเข้าใจอะไรบางอย่าง และพยักหน้าเงียบๆ
นางไม่ได้บอกมารดาว่านางเองก็เป็นวิญญาจารย์ และเป็นอัคราจารย์วิญญาณที่อายุน้อยที่สุดในเมือง ซึ่งนางสามารถต่อสู้กับวิญญาจารย์ชั่วร้ายเคียงบ่าเคียงไหล่กับบิดาได้
เพราะมันไร้ประโยชน์ ผู้ที่อ่อนแอที่สุดในลานหน้าบ้านก็เป็นถึงวิญญาจารย์ชั่วร้ายระดับราชาวิญญาณ ต่อให้มีนางสักสิบคนก็ยังไม่ใช่คู่ต่อสู้ของพวกมัน
สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับนางตอนนี้คือทำตามคำสั่งของมารดา ซ่อนตัวเงียบๆ ในช่องลับกับฟู่ยวี่ และรอให้เรื่องราวสงบลง
“ถูกต้อง ลูกแม่เก่งมาก ซ่อนตัวให้ดีกับน้องชาย อย่าส่งเสียง แล้วทุกอย่างจะผ่านไป”
ขณะพูด อวี้ชิงหยาก็ดันร่างของทั้งสองเข้าไปในช่องลับ แล้วค่อยๆ เลื่อนผนังกั้นปิดลง พลางมองดูเด็กทั้งสองเป็นครั้งสุดท้าย
ช่องลับนี้ตั้งอยู่ตรงมุมระหว่างอาคารสองหลังและถูกซ่อนไว้อย่างแนบเนียน เมื่อปิดจากด้านนอกแล้ว ยากนักที่จะหาเจอหากไม่ค้นหาอย่างละเอียดถี่ถ้วน
อวี้ชิงหยาทอดถอนใจ แววตาแปรเปลี่ยนเป็นเย็นชาขณะมองไปทางลานหน้าบ้าน นางต้องทำสิ่งที่ต้องทำต่อไป
เหลือง, เหลือง, ม่วง, ม่วง, ดำ, ดำ! จักรพรรดิวิญญาณหกวงแหวน!
วงแหวนวิญญาณหกวงลอยขึ้นจากใต้เท้าของนาง ไข่มุกสีเงินขนาดเล็กและงดงามปรากฏขึ้นเหนือศีรษะของอวี้ชิงหยา แสงที่ไหลเวียนบนพื้นผิวของมันดูราวกับดวงจันทร์ดวงน้อยที่กำลังเปลี่ยนข้างขึ้นข้างแรม
วิญญาณยุทธ์เครื่องมือระดับสูง ไข่มุกจันทราเงิน!
ไม่เพียงเท่านั้น อุปกรณ์วิญญาณระดับ 6 หลายชิ้นยังปรากฏขึ้นบนร่างของอวี้ชิงหยา มีตั้งแต่โจมตี ป้องกัน ไปจนถึงโจมตีระยะไกลและอุปกรณ์ช่วยบิน แม้กระทั่งขวดนม ซึ่งเป็นไอเทมหายากในสามอาณาจักรของทวีปดั้งเดิมก็ยังมี
เมื่อเตรียมพร้อมทุกอย่างแล้ว อวี้ชิงหยาก็แตะปลายเท้า อุปกรณ์วิญญาณสำหรับบินที่ด้านหลังพ่นลำแสงพลังวิญญาณสีเงินออกมาหลายสาย พาร่างของนางพุ่งตรงขึ้นสู่ท้องฟ้า
ขณะที่วงแหวนวิญญาณกะพริบอย่างต่อเนื่อง ดวงจันทร์ดวงน้อยอีกดวงก็ปรากฏขึ้นเหนือจวนตระกูลจาง สะท้อนรับกับดวงจันทร์สีเงินบนท้องฟ้า สาดแสงสีเงินลงสู่ลานบ้าน
เสียงระเบิดดังขึ้นอย่างต่อเนื่องจากลานบ้านอีกครั้ง
—
เวลาผ่านไปทีละน้อย เสียงคำรามจากภายนอกค่อยๆ แผ่วลงจนกระทั่งเงียบสนิท
“พี่เล่อเซวียน!”
“ชู่ว! เป็นเด็กดีนะเสี่ยวยวี่ เราจะต้องไม่เป็นไรแน่ๆ”
ในความมืด จางเล่อเซวียนขดตัวกอดฟู่ยวี่ไว้ ขณะที่ปลอบโยนน้องชาย น้ำตาก็ยังคงไหลรินไม่ขาดสาย
ทันใดนั้น เสียงพูดคุยจากด้านนอกก็ลอยเข้ามา
“ผัวเมียคู่นั้นตึงมือชะมัด พวกมันมีอุปกรณ์วิญญาณชิ้นแล้วชิ้นเล่า บ้าเอ๊ย ข้าไม่ยักรู้ว่าจักรวรรดิเทียนโต้วมีวิญญาจารย์แบบนี้อยู่ด้วย”
“เอาน่า เลิกบ่นได้แล้ว ได้ข่าวว่ายังมีเด็กๆ อยู่ในบ้านหลังนี้ แยกย้ายกันไปหาพวกมันซะ”
“รับทราบ คนแก่ตายหมดแล้ว พวกตัวเล็กๆ ก็คงจัดการได้ง่ายๆ ตราบใดที่พวกมันยังอยู่ในลานบ้านนี้ จมูกข้าดมกลิ่นหาพวกมันเจอได้สบาย”
เสียงเหล่านั้นค่อยๆ จางหายไปในความไกล แต่ข้อมูลที่พวกมันเปิดเผยทำให้จางเล่อเซวียนและฟู่ยวี่ที่ซ่อนตัวอยู่ในช่องลับร้องไห้อย่างเงียบงัน
เมื่อสัมผัสได้ถึงหยดน้ำตาที่ร่วงหล่นจากใบหน้าของจางเล่อเซวียน ฟู่ยวี่ก็ตัดสินใจอย่างแน่วแน่ในใจ
จากคำพูดของวิญญาจารย์ชั่วร้าย เขารู้ว่าชายคนนั้นสามารถดมกลิ่นของสิ่งมีชีวิตได้
และความสามารถเช่นนั้นย่อมต้องมีขีดจำกัด ยิ่งมีคนมาก กลิ่นก็จะยิ่งชัดเจน ในทางกลับกัน กลิ่นก็จะเจือจางลง
เมื่อคิดได้ดังนั้น ฟู่ยวี่จึงเงยหน้าขึ้นและจุมพิตที่ริมฝีปากอันซีดเซียวของจางเล่อเซวียน
จางเล่อเซวียนที่ยังคงจมดิ่งอยู่กับความเจ็บปวดจากการสูญเสียบิดามารดา ไม่เข้าใจเลยว่าทำไมฟู่ยวี่ถึงทำเช่นนี้
จบตอน