เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 2: เทพบุตรมาดเท่

บทที่ 2: เทพบุตรมาดเท่

บทที่ 2: เทพบุตรมาดเท่


บทที่ 2: เทพบุตรมาดเท่

การตัดผมก็เหมือนการเสี่ยงดวง ไม่มีใครรู้เลยว่าพอลืมตาขึ้นมาตัวเองจะกลายสภาพเป็นตัวประหลาดแบบไหน

ฉับ... ฉับ ฉับ... กรรไกรขยับไปมาบนเส้นผมที่เปียกชื้น ช่างโทนี่เดินวนรอบตัวกู้เหยียนไม่หยุด ตั้งอกตั้งใจเล็มผมทุกกระเบียดนิ้วอย่างจดจ่อ

ปอยผมร่วงหล่นลงมา ทรงผมที่เคยยุ่งเหยิงก็ค่อยๆ เผยให้เห็นเค้าโครงใหม่เอี่ยม

"เป็นไงบ้างครับ ทรงเสยครึ่งหัวปล่อยปอยผมระกรอบหน้าแบบนี้เข้ากับคุณสุดๆ ไปเลยใช่ไหมล่ะ?"

"แต่ยังไม่เสร็จแค่นี้นะครับ ถ้าทำสีเทาหม่นเพิ่มเข้าไปรับรองว่าดูดีกว่านี้อีก"

ช่างโทนี่บอกกู้เหยียนว่ารูปหน้าของเขาหล่อเหลาและดูมีความเด็ดเดี่ยว ไม่เหมือนพวกหนุ่มหน้าหวานทั่วๆ ไป เขาสามารถเอาทรงนี้อยู่ได้อย่างแน่นอน

เมื่อมองตัวเองในกระจก จะพูดยังไงดีล่ะ... นี่เป็นครั้งแรกที่เขาเห็นตัวเองในลุคนี้ ก็เลยรู้สึกไม่ค่อยชินเท่าไหร่ แต่กู้เหยียนก็รู้สึกว่าในเมื่อตัดมาแล้ว เขาก็ค่อนข้างพอใจกับทรงผมนี้อยู่เหมือนกัน

แต่สำหรับคนอื่น เขาราวกับได้เกิดใหม่ มันให้ความรู้สึกที่ดูสดใสสะดุดตา พนักงานสาวผมทองที่เคาน์เตอร์เดินโฉบไปโฉบมา ทำทีเป็นเข้ามาคุยกับช่างโทนี่เพื่อแอบมองกู้เหยียนอยู่บ่อยครั้ง

ไม่นานนัก ช่างโทนี่ก็ผสมสีเสร็จและให้กู้เหยียนเปลี่ยนไปนั่งอีกมุมหนึ่งเพื่อทำการดัดและทำสี

ตอนที่กู้เหยียนเดินไปจ่ายเงินหลังจากทำผมเสร็จ พนักงานสาวผมทองคนนั้นจ้องเขาตาไม่กะพริบ ยิ่งมองหน้าเธอก็ยิ่งแดงระเรื่อ

"ขอบคุณที่ใช้บริการค่ะ ทั้งหมดแปดร้อยเจ็ดสิบสองหยวน จ่ายแค่แปดร้อยก็พอค่ะ"

"โอเคครับ ขอบคุณครับ"

กู้เหยียนใจหายวาบเมื่อได้ยินราคา เงินห้าร้อยกว่าหยวนในกระเป๋าบวกกับอีกสองร้อยที่พ่อให้มายังไงก็ไม่พอ โชคดีที่เขานึกถึงคูปองการบริโภคที่ระบบให้มาได้ เขาจึงลองเปิดแอปพลิเคชันชำระเงิน สแกนคิวอาร์โค้ดของร้านทำผม และตอนที่ใส่จำนวนเงินลงไป คูปองใบนั้นก็ถูกหักแทนการจ่ายเงินโดยอัตโนมัติ

เสียงแจ้งเตือนการชำระเงินดังขึ้นในร้าน พนักงานสาวผมทองสะดุ้งหลุดจากภวังค์ราวกับเพิ่งตื่นจากฝัน ใบหน้าของเธอแดงก่ำขณะมองตามแผ่นหลังของกู้เหยียนที่เดินจากไป

"โอกาสหน้าเชิญใหม่นะคะ"

"เดี๋ยวก่อนครับ"

จู่ๆ ช่างโทนี่คนเมื่อกี้ก็วิ่งตามออกมาและตะโกนเรียกกู้เหยียน "ผมมีข้อเสนอแนะฮะ ลองเจาะหูใส่จิวดูสิ รับรองว่าจะทำให้คุณดูหล่อเท่แถมยังมีกลิ่นอายความดื้อรั้นแบบแบดบอยนิดๆ ด้วยนะ!"

"มันจะไม่ดูเหมือนผู้หญิงไปหน่อยเหรอครับ?"

"รูปหน้าคุณไม่ได้ดูสาวเลยสักนิด การใส่จิวจะช่วยให้ใบหน้าคุณดูซอฟต์ลงฮะ ดูแข็งกระด้างเกินไปก็ไม่ดีหรอก"

"ขอบคุณครับ เดี๋ยวผมจะลองคิดดู"

กู้เหยียนปรายตามองเขา พยักหน้าให้อย่างสุภาพ เก็บโทรศัพท์มือถือ แล้วปั่นจักรยานเสือภูเขาวนรอบถนนคนเดินอีกครั้ง

ช่างโทนี่ยืนอยู่ตรงประตู มองตามแผ่นหลังของเขาที่ค่อยๆ ลับสายตาไปพลางจีบนิ้วกรีดกรายโบกมือลา

"แหม พูดด้วยอีกสักสองสามคำก็ไม่ได้ ชิ"

ในขณะเดียวกัน กู้เหยียนที่กำลังปั่นจักรยานและมองดูร้านรวงสองข้างทาง ก็สั่งการระบบในใจให้ติดตั้งรางวัลจากภารกิจที่เพิ่งทำสำเร็จ นั่นก็คือฉายา เทพบุตรมาดเท่

【เทพบุตรมาดเท่: ไม่มีโบนัสเพิ่มค่าสถานะ แต่มาพร้อมกับบุคลิกที่ดูเท่และเย็นชา ดึงดูดคนที่ชื่นชอบและผลักไสคนที่เกลียดชัง】

หลังจากติดตั้งฉายานี้ กู้เหยียนไม่ได้รู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงอะไรในตัวเองเลย สิ่งเดียวที่ต่างออกไปคือมีคนบนถนนหันมามองเขามากขึ้น ซึ่งนั่นทำให้คนที่มีอาการประหม่าเวลาเข้าสังคมนิดๆ อย่างเขารู้สึกอึดอัดอยู่บ้าง

เมื่อนึกถึงจิวเจาะหูที่ช่างทำผมพูดถึง กู้เหยียนก็รู้สึกลังเล

แต่พอคิดว่าตัวเองเรียนจบมัธยมปลายแล้ว เขาจึงอยากจะตามใจตัวเองสักครั้ง

ตอนอยู่มัธยมปลายปีสอง เขายังกล้าเปลี่ยนตัวเองเพื่อไปสารภาพรักเลย นับประสาอะไรกับแค่การเจาะหู

ถึงแม้คราวนี้จะไม่มีภารกิจจากระบบ แต่กู้เหยียนก็ยังอยากลองเปลี่ยนลุคใหม่ดู เขากัดฟันตัดสินใจ และรีบหาร้านขายเครื่องประดับอย่างรวดเร็ว

โดยทั่วไปแล้วร้านพวกนี้มักจะมีอุปกรณ์รับเจาะหูอยู่ด้วย

ค่าเจาะหูไม่ได้แพงเลย แค่สิบหยวนเท่านั้น

ความรู้สึกเหมือนมดกัด ติ่งหูซ้ายของเขาก็มีรูเลือดเพิ่มมาหนึ่งรู เขาจงใจเลือกจิวที่ดูไม่ฉูดฉาดจนเกินไปและขอให้เจ้าของร้านช่วยใส่ให้ จากนั้นก็ไปยืนอยู่หน้ากระจกบานใหญ่

กู้เหยียนล้วงกระเป๋ากางเกง มองดูตัวเองในกระจกบานใหญ่ เขาเอียงหน้าเล็กน้อย ความเย็นชาที่แผ่ออกมามีกลิ่นอายของความดื้อรั้นและดูแบดบอยนิดๆ อย่างที่ช่างบอกจริงๆ

เจ้าของร้านที่ยืนอยู่ข้างๆ เป็นผู้หญิงวัยสามสิบต้นๆ หน้าตาธรรมดาและหุ่นอวบไปสักหน่อย

ผู้หญิงคนนั้นมองกู้เหยียนด้วยแววตาที่ฉายแววทึ่งเล็กน้อย ก่อนจะส่งยิ้มอบอุ่นมาให้ "พ่อหนุ่ม ตอนกลางคืนอย่าลืมหาก้านใบชามาใส่รูหูไว้นะ จะได้ป้องกันการอักเสบ ปล่อยไว้สักสองสามวันก็หายแล้ว"

กู้เหยียนยกยิ้มมุมปากเล็กน้อย พยักหน้ารับแกนๆ จ่ายเงินแล้วเดินออกจากร้านไป

เหตุผลที่เขารีบจ้ำอ้าวออกมาก็เพราะผู้หญิงคนนั้นแอบลูบหลังล่างของเขาไปตั้งหลายที... เมื่อเขากลับถึงบ้านก็เป็นเวลาห้าโมงเย็นแล้ว จ้าวหว่านจวินถึงกับยืนอึ้งอยู่ในห้องรับแขกเมื่อเห็นลุคใหม่ของลูกชาย กว่าจะเรียกสติกลับมาได้ก็พักใหญ่ เธอวางมะเขือเทศสองลูกในมือลงแล้วเดินเข้าไปด้อมๆ มองๆ สำรวจกู้เหยียนตั้งแต่หัวจรดเท้า

"นี่ลูกชายฉันเหรอเนี่ย? แกไม่กลัวพ่อกลับมาเห็นว่าไปย้อมผมแล้วจะโดนตีเตลิดเปิดเปิงหรือไง?"

"แค่อยากลองเปลี่ยนลุคใหม่ดูน่ะครับแม่"

กู้เหยียนยิ้มบางๆ จับมือแม่ที่กำลังจับหน้าเขาออก แล้วช่วยถือมะเขือเทศเข้าไปล้างและปอกเปลือกในครัว

ไทเฮาจ้าวเดินตามเข้ามา มองดูลูกชายกำลังปอกมะเขือเทศด้วยรอยยิ้มเอ็นดูและพูดเจื้อยแจ้วอย่างอารมณ์ดี

เธอบ่นพึมพำ

"แกนี่ได้เชื้อฉันมาเต็มๆ เลยนะเนี่ย ถ้าไปได้เชื้อพ่อแกมาล่ะก็แย่แน่ๆ"

"ฮี่ๆ พอเข้ามหาวิทยาลัย ไม่รู้จะมีสาวๆ มาหลงเสน่ห์ลูกชายฉันกี่คนกันน้า"

"แต่ไอ้ตัวดี แกห้ามไปทำตัวเหลวไหลเด็ดขาดนะ แม่ก็เป็นผู้หญิง สิ่งที่เกลียดที่สุดก็คือพวกผู้ชายที่ฟันแล้วทิ้ง หรือพวกมักมากหลายใจ แกเป็นลูกฉัน ฉันยิ่งไม่อยากให้แกกลายเป็นคนแบบนั้น ได้ยินไหม?"

กู้เหยียนพยักหน้ารับรัวๆ ทันใดนั้นเสียงเรียกเข้าโทรศัพท์มือถือในกระเป๋ากางเกงก็ดังขึ้น

เขารีบวางมะเขือเทศลงบนเคาน์เตอร์ครัว เช็ดมือให้แห้ง หยิบโทรศัพท์มือถือออกมา แล้วเดินไปรับสายที่ห้องรับแขก

ปลายสายคือเพื่อนสนิทที่เขามักจะไปไหนมาไหนด้วยประจำ

"เวรเอ๊ย ไอ้กู้ ทำไมเพิ่งมารับสายวะเนี่ย?"

"มีไรเหรอ?" กู้เหยียนถามเสียงเรียบ

"แกไม่ได้ดูในแชทกลุ่มห้องรึไง? คืนนี้มีงานเลี้ยงรุ่นครั้งสุดท้ายของห้องเราเว้ย เดี๋ยวฉันส่งที่อยู่ไปให้ รีบนั่งแท็กซี่มาเลย ยังไงงานนี้ก็ใช้เงินกองกลางห้องจ่ายอยู่แล้ว ไปกินฟรีซะหน่อยจะเป็นไรไป"

เมื่อวางสาย กู้เหยียนก็เปิดดูข้อความในกลุ่ม แล้วก็จริงอย่างที่ว่า เพื่อนร่วมชั้นตกลงกันว่าจะไปกินข้าวเย็นนี้ โดยนัดเวลาไว้ตอนหกโมงเย็น ที่อยู่ที่สือเทาส่งมาให้ก็อยู่ไม่ไกลจากบ้านเขา นั่งรถแท็กซี่ไปแค่สิบนาทีก็ถึง

ถ้าไฟเขียวตลอดทางล่ะก็นะ

"แม่ครับ คืนนี้ผมไม่กินข้าวบ้านนะ มีงานเลี้ยงรุ่นครับ"

เมื่อได้ยินเสียงใส่รองเท้าและเสียงเปิดประตู จ้าวหว่านจวินก็รีบเดินออกมาจากครัว "พกเงินไปพอหรือเปล่า?"

"พอครับ ค่าอาหารมื้อนี้ใช้เงินกองกลางห้องจ่าย"

กู้เหยียนผูกเชือกรองเท้าเสร็จก็เอ่ยลาแม่ เดินออกจากบ้าน ลงไปข้างล่าง แล้วเรียกรถไปยังที่จัดงานเลี้ยง

ภัตตาคารอู่ฝู

เป็นภัตตาคารอาหารที่ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของถนนวงแหวนรอบที่สองในเมืองซี เน้นเจาะกลุ่มลูกค้าทั่วไป ภายในร้านมีของว่างและอาหารเลิศรสจากทั่วทุกสารทิศ หน้าตาน่าทานแถมราคาก็ไม่แพง อีกทั้งยังมีบริการสั่งกลับบ้านด้วย

ร้านนี้ค่อนข้างมีชื่อเสียงในเมืองซี คนมีเงินหลายคนก็ชอบมาทานอาหารที่นี่เพราะชื่อเสียงและความคุ้มค่า

ภัตตาคารอู่ฝูมีทั้งหมดสามชั้น แต่ละชั้นมีพื้นที่กว้างกว่า 300 ตารางเมตร ชั้นแรกเป็นโถงต้อนรับ ชั้นสองแบ่งเป็นโซนร้านอาหารทั่วไปและห้องส่วนตัว ส่วนชั้นสามเอาไว้สำหรับรับจัดงานเลี้ยงแต่งงาน

เมื่อเขามาถึง หัวหน้าห้องเจียงจ้วงจ้วงกับเพื่อนผู้ชายอีกสองคนก็ยืนอยู่ตรงประตูทางเข้าพอดี

ตอนที่กู้เหยียนเดินเข้าไปหา ทีแรกทั้งสามคนจำเขาไม่ได้ จนกระทั่งกู้เหยียนหยุดยืนอยู่ตรงหน้า เจียงจ้วงจ้วงถึงได้เอ่ยถามด้วยใบหน้าเหลอหลา "นายคือ..."

จากนั้นเขาก็อ้าปากค้าง แววตาประหลาดใจพาดผ่านดวงตา

"กู้เหยียน?"

เพื่อนผู้ชายอีกสองคนก็รีบขยับเข้ามาล้อมวง มองสำรวจกู้เหยียนตั้งแต่หัวจรดเท้า

"ไม่ได้เจอกันแค่ครึ่งเดือน... นายแอบไปศัลยกรรมที่เกาหลีมาเหรอวะ?"

"เชี่ยเอ๊ย จู่ๆ ก็หล่อขึ้นเป็นกอง เกือบจำไม่ได้แน่ะ เดี๋ยวถ้าหลี่เสี่ยวซวงมาเห็นเข้า คงเสียดายจนอกแตกตายแน่ๆ"

ช่วงเรียนมัธยมปลาย ทุกคนต่างก็ยุ่งอยู่กับการทำโจทย์แบบฝึกหัด ด้วยภาระการเรียนที่หนักอึ้ง พวกผู้หญิงยังพอแต่งเนื้อแต่งตัวได้บ้าง แต่พวกผู้ชายแทบจะไม่สนใจดูแลตัวเองเลย ตอนเช้าแค่แปรงฟันล้างหน้า แล้วก็สะพายกระเป๋าฝ่าความมืดไปเรียนคาบเช้าตรู่

กู้เหยียนในตอนนั้นก็ไม่ต่างกัน ผมเผ้ายุ่งเหยิง แต่งตัวลวกๆ ซ้ำยังดูซกมกนิดๆ อดหลับอดนอนอ่านหนังสือทั้งวัน หน้าตาก็เลยดูทรุดโทรมไร้เรี่ยวแรง

"อย่ามัวแต่ยืนคุยกันตรงประตูเลย ไปเถอะ พวกเราเข้าไปข้างในกันได้แล้ว"

เจียงจ้วงจ้วงดึงแขนกู้เหยียนแล้วเดินเข้าไปข้างใน ห้องของพวกเขามีนักเรียนห้าสิบกว่าคน และตอนนี้ก็มากันเกือบครบแล้ว คนที่ยังไม่มาถึงป่านนี้ก็คงไม่คิดจะมาแล้วล่ะ

เขาสั่งอาหารไว้สี่โต๊ะ นั่งโต๊ะละสิบคน ส่วนคนที่เกินมาก็เบียดๆ กันนั่งไป

"หัวหน้าห้อง รีบมานั่งเร็วเข้า!"

"ว้าว นั่นกู้เหยียนเหรอ?"

สิ้นเสียงตะโกนของใครบางคน เพื่อนร่วมชั้นสี่สิบกว่าชีวิตที่นั่งอยู่ตรงสี่โต๊ะนั้นก็หันขวับไปมองที่ประตู สายตาของพวกเขามองเจียงจ้วงจ้วงเป็นอันดับแรก ก่อนจะพร้อมใจกันจ้องเขม็งไปที่กู้เหยียนซึ่งกำลังเดินเข้ามา

และก็เป็นไปตามคาด สีหน้าประหลาดใจปรากฏขึ้นบนใบหน้าของทุกคนโดยไม่ได้นัดหมาย

โดยเฉพาะเพื่อนผู้หญิงยี่สิบกว่าคนในห้อง พวกเธอแทบจะละสายตาจากเขาไม่ได้เลย ตอนที่ยังไม่เรียนจบ พวกเธอแค่คิดว่ากู้เหยียนก็หล่อดี แต่ก็ดูธรรมดาๆ ทั่วไป ทว่าวันนี้พอมาในลุคนี้ เขากลับดูเหมือนดาราดังในทีวีไม่มีผิด

ทรงผมปาดหลังปล่อยปอยผมระกรอบหน้า รับกับเครื่องหน้าที่คมคาย บวกกับจิวที่เจาะตรงหูข้างซ้าย

มันกระแทกใจพวกเธอเข้าอย่างจัง

ที่โต๊ะซึ่งเต็มไปด้วยกลุ่มผู้หญิง เด็กสาวในชุดเสื้อยืดสีขาวเงยหน้าขึ้น ใบหน้าที่ดูบริสุทธิ์ราวกับรักแรกหันไปทางโต๊ะของผู้ชาย เธอเหลือบมองร่างสูงโปร่งนั้น และสีหน้าของเธอก็ชะงักงันไปชั่วขณะอย่างเห็นได้ชัด

จากนั้นเธอก็รีบหันหน้าหนี สองมือกุมแก้วน้ำเอาไว้พลางคิดอะไรบางอย่างในใจ แต่สายตาก็ยังคงจับจ้องไปที่กู้เหยียนซึ่งนั่งอยู่ตรงโต๊ะกลาง

เธอเป็นหนึ่งในสามดาวโรงเรียนที่ได้รับการยอมรับในสมัยมัธยมปลาย และมีความหยิ่งทะนงในศักดิ์ศรีของตัวเอง

ตอนมัธยมปลายปีสอง เธอเคยปฏิเสธคำสารภาพรักของกู้เหยียน โดยบอกให้รอจนกว่าจะเรียนจบ ตอนนี้เธอเรียนจบมัธยมปลายแล้ว ในใจจึงอดรู้สึกว้าวุ่นไม่ได้ว่า เขาจะฉวยโอกาสนี้มาสารภาพรักกับเธออีกครั้งหรือเปล่า?

เพราะยังไงช่วงฤดูจบการศึกษาก็มักจะมีการสารภาพรักกันเยอะแยะไปหมด

เธอควรจะตอบตกลงดีไหมนะ?

อืม... ถึงแม้เขาจะดูเปลี่ยนไปมากแถมยังหล่อขึ้นเป็นกองก็เถอะ แต่ก็ต้องขอดูพฤติกรรมของเขาก่อนล่ะนะ จริงไหม?

เมื่อคิดได้แบบนี้ หลี่เสี่ยวซวงก็ยืดอกขึ้นเล็กน้อย และอดไม่ได้ที่จะวางมาดสงวนท่าที

จบบทที่ บทที่ 2: เทพบุตรมาดเท่

คัดลอกลิงก์แล้ว