- หน้าแรก
- วิถีเทพบุตรสายเปย์ ผมมันทั้งหล่อ เท่ และรวยมาก
- บทที่ 1: ยากจนแต่มีความสุข
บทที่ 1: ยากจนแต่มีความสุข
บทที่ 1: ยากจนแต่มีความสุข
บทที่ 1: ยากจนแต่มีความสุข
แสงแดดยามเช้าลอดผ่านช่องว่างของผ้าม่านที่เก่าและมีรอยด่างดวง สาดส่องลงมาเป็นหย่อมๆ บนท่อนขาเปลือยเปล่าจนรู้สึกแสบร้อนนิดๆ มือข้างหนึ่งเอื้อมลงไปเกาขาตัวเอง
ฮ้าว~
กู้เหยียนในสภาพผมเผ้ายุ่งเหยิงราวกับรังนกยันตัวลุกขึ้นนั่งพิงพนักเตียงพลางหาวหวอดใหญ่
เมื่อคืนเป็นอีกคืนที่เขานอนไม่หลับ
ตั้งแต่ได้รับระบบมา เขาก็แทบไม่ได้นอนหลับสนิทเลยตลอดช่วงสิบกว่าวันหลังการสอบเข้ามหาวิทยาลัย
ทุกๆ คืนตอนกลางดึก เขาจะต้องลุกขึ้นมาซิทอัพหนึ่งร้อยครั้งในห้องของตัวเอง นั่นคือสิ่งที่ภารกิจของระบบเรียกร้อง โชคดีที่เมื่อคืนเป็นวันสุดท้ายแล้ว
【ระบบ: การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอคือการเตรียมพร้อมเพื่อเพลิดเพลินกับทุกวันของชีวิตนับจากนี้ นี่คือก้าวแรกของคุณในฐานะเทพบุตร 15/15 เสร็จสิ้น】
【รางวัล: ฉายา นักเรียนกีฬาดีเด่น】
【นักเรียนกีฬาดีเด่น: ร่างกาย +2, พละกำลัง +2, จิตวิญญาณ +1】
"ในที่สุดภารกิจนี้ก็จบลงสักที"
กู้เหยียนลุกขึ้นอย่างเกียจคร้านแล้วนั่งลงตรงขอบเตียงเพื่อสวมกางเกงขายาว หน้าต่างสถานะเด้งขึ้นมาในหัวของเขา
【โฮสต์: กู้เหยียน】
【พละกำลัง: 5+2 (เกณฑ์ผู้ใหญ่ 5)】
【ร่างกาย: 4+2 (เกณฑ์ผู้ใหญ่ 4)】
【จิตวิญญาณ: 3+1 (เกณฑ์ผู้ใหญ่ 4)】
【ฉายา: นักเรียนกีฬาดีเด่น】
【ทักษะ: ไม่มี】
【ทรัพย์สิน: 58 หยวน】
【สินทรัพย์: จักรยานเสือภูเขาไร้ยี่ห้อหนึ่งคัน】
"ค่าสถานะของเราก็ถือว่าดีใช้ได้ ส่วนที่เหลือ... ก็พอถูไถไปได้ล่ะนะ"
กู้เหยียนเป็นคนทำอะไรเชื่องช้าและไม่ถนัดเรื่องการเข้าสังคม เขามีใบหน้าที่ดูเคร่งขรึม จมูกโด่งเป็นสัน ดวงตาลึก และผิวขาวจัด เวลาที่เขาขมวดคิ้ว แววตาจะดูเฉียบขาด แต่ในวันธรรมดาทั่วไปมันกลับดูอมทุกข์ สำหรับคนนอกแล้ว สิ่งนี้ทำให้เขาดูเย็นชาและเข้าถึงยาก
ในฐานะเด็กหนุ่มคนหนึ่ง เขาก็เคยมีคนที่แอบชอบสมัยมัธยมปลาย
เขาเคยรวบรวมความกล้าไปสารภาพรักกับเธอ หวังว่าจะเปลี่ยนภาพลักษณ์อันเย็นชาในสายตาคนอื่นได้ แต่โชคร้ายที่ถูกปฏิเสธกลับมาด้วยประโยคที่ว่า "ห้ามมีความรักในวัยเรียน"
หลังสอบเข้ามหาวิทยาลัย เขาเคยคิดจะไปสารภาพรักกับเธออีกครั้ง แต่พอคิดดูแล้วว่าพวกเขาอาจจะไม่ได้เรียนมหาวิทยาลัยเดียวกัน เขาก็เลยถอดใจ
ทว่าท้ายที่สุดแล้ว รักระยะไกลก็มักจะจบลงด้วยการนอกใจอยู่ดี
"ไอ้ลูกคนนี้ ยังไม่ตื่นอีกเหรอ?!"
เสียงบ่นกระปอดกระแปดของไทเฮาจ้าวหว่านจวินดังมาจากนอกห้องอีกแล้ว ในสมัยสาวๆ ไทเฮาจ้าวผู้แข็งแกร่งคนนี้เคยเป็นหญิงงามลือชื่อในหมู่บ้านแถบนี้ ดังคำกล่าวที่ว่าลูกชายมักจะหน้าตาเหมือนแม่ ส่วนลูกสาวมักจะหน้าตาเหมือนพ่อ
กู้เหยียนก็ถอดแบบหน้าตานั้นมาจากเธอ
ที่ด้านนอก จ้าวหว่านจวินเคาะประตูสองครั้งก่อนจะผลักประตูเข้ามา
"มีลูกบ้านไหนเขานอนกินบ้านกินเมืองจนถึงเที่ยงทุกวันแบบแกบ้าง? รีบๆ ลุกขึ้นมาจัดการตัวเองให้เรียบร้อยได้แล้ว กำลังจะเข้ามหาวิทยาลัยอยู่รอมร่อ อย่าทำตัวซกมกให้มันมากนัก" ไทเฮาจ้าวบ่นอุบพลางดึงผ้าม่านเปิดออก แล้วหยิบเสื้อผ้าใช้แล้วของกู้เหยียนไปซักอย่างเคยชิน
"แม่คร้าบ!"
กู้เหยียนหยีตาเมื่อแสงแดดส่องกระทบใบหน้า เขาตะโกนเรียกจ้าวหว่านจวินที่กำลังบ่นเป็นหมีกินผึ้ง ส่วนหนึ่งก็เพื่อทดสอบภารกิจสุ่มของระบบด้วย
"อะไร?" ไทเฮาจ้าวหันกลับมาถลึงตาใส่เขา
"รักแม่นะ!"
จู่ๆ กู้เหยียนก็ฉีกยิ้มกว้าง พร้อมกับยกมือขึ้นมาทำรูปหัวใจส่งให้แม่ของเขา
"ไอ้เด็กบ้า อย่าคิดนะว่ามาทำตัวน่ารักออดอ้อนแล้วฉันจะไม่ด่าแกน่ะ!"
จ้าวหว่านจวินหัวเราะและดุเขาอีกสองสามคำก่อนจะเดินออกไปพร้อมกับหอบเสื้อผ้าสกปรกของลูกชายไว้ในมือ
【ระบบ: เพลิดเพลินกับช่วงเวลาแห่งครอบครัว รางวัล: 500 หยวน】
เป็นอย่างที่คิดไว้จริงๆ ด้วย ภารกิจสุ่มพวกนี้จำเป็นต้องถูกกระตุ้น เขาแค่ไม่รู้ว่ามันจะสามารถกระตุ้นซ้ำๆ ได้ไหม ถึงแม้เขาจะเดาว่าระบบคงไม่ปล่อยให้กู้เหยียนใช้ช่องโหว่เพื่อหาเงินซ้ำแล้วซ้ำเล่าก็เถอะ
"ไอ้ตัวดี รีบๆ ไปอาบน้ำล้างหน้าล้างตาได้แล้ว เดี๋ยวพ่อแกกลับมาเห็นก็โดนด่าอีกหรอก"
จ้าวหว่านจวินตะโกนมาจากระเบียงซักล้างหลังห้องครัว บ้านที่พวกเขาอยู่ไม่ได้ใหญ่โตอะไรนัก มีพื้นที่แค่เจ็ดสิบกว่าตารางเมตรนิดๆ พอหักลบพื้นที่ส่วนกลางออกก็เหลือแค่หกสิบห้าตารางเมตร ดังนั้นต่อให้มีห้องน้ำกั้นอยู่ตรงกลาง กู้เหยียนก็ยังได้ยินเสียงแม่เร่งเร้าอยู่ดี
ทว่านี่ก็เป็นย่านที่พักอาศัยเก่าแก่ พื้นที่ส่วนกลางเล็กๆ จึงเป็นเรื่องปกติ หากเป็นโครงการบ้านจัดสรรใหม่ๆ ในยุคนี้ พื้นที่ส่วนกลางก็คงเริ่มต้นที่ยี่สิบตารางเมตรไปแล้วไม่ใช่หรือไง?
"อืม"
กู้เหยียนขยี้ผมที่ยุ่งเหยิงของตัวเอง เดินสวมรองเท้าแตะเข้าไปในห้องน้ำ บีบยาสีฟัน และค่อยๆ แปรงฟันอย่างเชื่องช้าหน้ากระจก
ในกระจกสี่เหลี่ยมบานนั้น ภายใต้ทรงผมที่ยุ่งเหยิง ใบหน้าของกู้เหยียนมีเครื่องหน้าที่คมคายหล่อเหลา เมื่อประกอบกับส่วนสูงร้อยแปดสิบห้าเซนติเมตรของเขาแล้ว รับรองว่าเรียกคะแนนความสนใจจากสาวๆ ได้ไม่น้อยเลยทีเดียว
น่าเสียดายที่นิสัยส่วนตัวของเขาทำให้ไม่ค่อยมีสาวๆ มาปลื้มสักเท่าไหร่
เขาไม่ชอบพูด ไม่ถนัดเข้าสังคม และยิ่งไม่เก่งเรื่องการพูดจาเอาอกเอาใจใคร หลังจากใช้ชีวิตในรั้วมัธยมปลายมาสามปี เขายังจำชื่อเพื่อนร่วมชั้นได้แค่ไม่กี่คนด้วยซ้ำ พูดให้เข้าใจง่ายๆ ก็คือ กู้เหยียนค่อนข้างมีอาการหวาดกลัวการเข้าสังคมอยู่เบาๆ
สาเหตุหลักก็คือตอนที่เขาเพิ่งย้ายจากชนบทเข้ามาเรียนมัธยมปลายในเมือง เขาเคยถูกพี่สาวข้างห้องพาไปข้างนอกแล้วโดนพวกนักเลงรีดไถเงิน ซึ่งนั่นทำให้เขาไม่อยากเข้าสังคมและมีท่าทีระแวดระวังคนแปลกหน้าตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา
ประจวบเหมาะกับช่วงเวลาอาหาร กู้เจี้ยนจวินที่เพิ่งเลิกงานจากโรงงานก็เปิดประตูเข้ามาในบ้าน เขาคงได้ยินเสียงบ่นของภรรยามาจากข้างนอก และเมื่อเดินเข้ามาก็เจอเข้ากับกู้เหยียนที่เพิ่งล้างหน้าเสร็จพอดี เขาจึงตวัดสายตามองลูกชายขวับหนึ่ง
เขาเป็นคนจริงจังและเจ้าระเบียบ จึงไม่เข้าใจเลยว่าทำไมตัวเองถึงได้มีลูกชายที่ขี้เกียจสันหลังยาวแบบนี้ โชคดีที่ลูกชายของเขาไม่ได้โง่ ไม่อย่างนั้นเขาคงต้องกังวลจนล้มหมอนนอนเสื่อเป็นแน่
"แม่แกพูดถูก บ่ายนี้ไปตัดผมซะ กำลังจะเข้ามหาวิทยาลัยแล้ว จัดการตัวเองให้มันดูดีหน่อย เป็นวัยรุ่นก็ควรทำให้ดูสมกับเป็นวัยรุ่น"
"อ้อ"
กู้เหยียนพยักหน้ารับ หยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาแล้วทิ้งตัวลงบนโซฟา เลื่อนดูแชทกลุ่มของห้องเรียน ชื่อกลุ่มเก่าของนักเรียนมัธยมปลายปีสามห้องห้าถูกเปลี่ยนเป็น 'กลุ่มเพื่อนเก่ามัธยมปลาย' ไปเสียแล้ว
เพื่อนหลายคนในกลุ่มกำลังแชร์ประสบการณ์ว่าหลังสอบเข้ามหาวิทยาลัยเสร็จพวกเขาไปเที่ยวที่ไหนกันมาบ้าง ได้เห็นและได้สัมผัสอะไรมาบ้าง แต่เพื่อนส่วนใหญ่อีกหลายคนก็ยังคงนอนเปื่อยอยู่บ้าน นอกจากนี้ยังมีบางคนเสนอให้จัดงานเลี้ยงรุ่นในวันนี้หรือพรุ่งนี้เพื่อเป็นการปิดฉากชีวิตมัธยมปลายอย่างสมบูรณ์แบบ
ใช่แล้ว ชีวิตมัธยมปลายได้สิ้นสุดลงแล้ว
กู้เหยียนคิดด้วยความรู้สึกใจหายเล็กน้อย แว่วเสียงพ่อกับแม่คุยกันเบาๆ ดังมาจากในห้องนอน
"ค่าเทอมกับค่ากินอยู่ของกู้เหยียนพอไหม?"
"เกือบแล้ว ขาดอีกนิดหน่อย รอเงินเดือนเดือนนี้ออกก็น่าจะพอดี"
"ไม่ง่ายเลยนะกว่าครอบครัวเราจะมีเด็กมหาวิทยาลัย แถมยังเป็นมหาวิทยาลัยระดับท็อปอีก ญาติๆ ฝั่งตระกูลกู้ของคุณคงอิจฉาคุณกันตาร้อนผ่าวเลยล่ะ"
กู้เจี้ยนจวินมีพี่น้องสองคน พี่น้องทั้งสามคนในรุ่นของเขาล้วนลาออกจากโรงเรียนกลางคันตั้งแต่ช่วงมัธยมต้นเพื่อไปรับจ้างใช้แรงงานหาเงินอยู่ต่างเมือง พวกเขาไม่ได้มีการศึกษาสูงอะไรนัก
ตอนนี้ลูกๆ ของพี่น้องทั้งสองคนนั้นต่างก็เรียนในวิทยาลัยอาชีวะ แต่ลูกชายของเขา กู้เจี้ยนจวินคนนี้ กลับสอบเข้ามหาวิทยาลัยหนานเจียงซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยระดับแนวหน้าของประเทศได้ สำหรับในบ้านเกิดของพวกเขาแล้ว นี่คือเรื่องที่เอาไปคุยโวได้ยันลูกบวชเลยทีเดียว
ในตอนแรก เพื่อให้กู้เหยียนได้รับการศึกษาที่ดีขึ้น เขาและจ้าวหว่านจวินผู้เป็นภรรยาต้องกัดฟันทุ่มเงินเก็บทั้งหมดที่มีเพื่อซื้อบ้านในเมือง พวกเขาจ่ายเงินดาวน์ไปสามสิบเปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นเงินเต็มจำนวนถึงสามแสนหยวน ภาระผ่อนบ้านในแต่ละเดือนหลังจากนั้นทำเอาสองสามีภรรยาแทบจะขาดใจ
แน่นอนว่าค่าเทอมมหาวิทยาลัยของกู้เหยียนยิ่งทำให้พวกเขาฝืดเคืองเรื่องเงินทองเข้าไปใหญ่
กู้เจี้ยนจวินจุดบุหรี่แล้วนั่งลงบนขอบเตียง สูบอัดเข้าปอดลึกๆ
"ไม่ว่ายังไง เราก็ต้องกัดฟันส่งเสียให้เขาเรียนจนจบนั่นแหละ"
ฝั่งตรงข้าม จ้าวหว่านจวินผู้เป็นภรรยาพับเสื้อผ้าหลายชุดเก็บเข้าตู้ ก่อนจะเดินมาดึงบุหรี่ออกจากปากของสามีอย่างคุ้นชิน
"สูบให้น้อยๆ หน่อยเถอะ"
ท่ามกลางเสียงบ่นของภรรยา กู้เจี้ยนจวินหัวเราะหึๆ สองครั้งแล้วลุกขึ้นเดินออกไป เขาเดินมาหยุดที่ประตูห้องนอน ปรายตามองลูกชายที่กำลังนั่งกดโทรศัพท์มือถือเครื่องเก่าบนโซฟาเงียบๆ จากนั้นก็หันหลังเดินไปที่ราวแขวนเสื้อโค้ตข้างประตูนิรภัย เขาล้วงธนบัตรสีแดงสองใบออกจากกระเป๋าเสื้อแจ็คเก็ตแล้ววางมันลงบนโต๊ะกระจก
จากนั้นเขาก็เดินเข้าไปในห้องครัว ตักข้าวใส่ชาม คีบกับข้าวที่เหลือจากเมื่อคืนกินอย่างลวกๆ สองสามคำ กำชับกู้เหยียนเรื่องไปตัดผมช่วงบ่ายนี้อีกครั้ง แล้วก็รีบร้อนออกไป เขาคงรีบไปทำงานล่วงเวลาสักสองสามวันก่อนที่มหาวิทยาลัยจะเปิดเทอม เพื่อหาเงินให้พอสำหรับเป็นค่าใช้จ่ายในช่วงหกเดือนแรกของลูกชาย
กู้เหยียนฟังเสียงที่ดังมาจากในครัว นัยน์ตาจับจ้องไปยังเงินสองร้อยหยวนบนโต๊ะกระจกอย่างเหม่อลอย ก่อนจะหันไปมองประตูนิรภัยที่ปิดลงแล้ว
เขารู้สึกปวดหนึบในใจเล็กน้อย
เฒ่ากู้แทบจะไม่ค่อยคุยกับเขา และมักจะปั้นหน้าขรึมเวลาพูดด้วยเสมอ แต่กู้เหยียนรู้ดีว่าพ่อของเขาก็แค่เป็นคนแสดงออกไม่เก่ง ทว่าความรักที่พ่อมีให้ไม่เคยลดน้อยลงเลยแม้แต่นิดเดียว
【ระบบ: ตระหนักรู้ถึงความยิ่งใหญ่ของความรักจากพ่อที่หนักแน่นดั่งขุนเขา ทำให้โฮสต์เข้าใจความหมายที่แท้จริงของชีวิตบนเส้นทางแห่งการเติบโต รางวัล: คูปองการบริโภคหนึ่งใบ สามารถใช้สำหรับการดูแลรูปลักษณ์ส่วนบุคคลเท่านั้น】
【ติ๊ง ระบบได้ออกภารกิจแล้ว】
【ภารกิจ: ในฐานะเทพบุตร คุณควรมีภาพลักษณ์ที่สมกับเป็นเทพบุตร โปรดแปลงโฉมตัวเองใหม่และทำให้เพื่อนเก่ารวมถึงครอบครัวของคุณต้องเบิกตาโพลงด้วยความตื่นตะลึง】
【รางวัลภารกิจ: ฉายา เทพบุตรผู้เย็นชา】
"ในที่สุดภารกิจที่สองก็มาสักที"
กู้เหยียนรู้สึกยินดีอยู่ลึกๆ จากนั้นเขาก็รีบเข้าไปในครัว ยกกับข้าวที่อุ่นเสร็จแล้วมาวางบนโต๊ะ และเรียกไทเฮาจ้าวมากินข้าวด้วยกัน
หลังมื้อเที่ยง เขาบอกจ้าวหว่านจวินว่าจะไปตัดผม จากนั้นก็หยิบเงินสองร้อยหยวนที่พ่อให้ใส่กระเป๋า รวมกับเงิน 558 หยวนที่มีอยู่ในบัตร แล้วขี่จักรยานเสือภูเขาที่จอดอยู่ตรงโรงเก็บจักรยานใต้ถุนตึกออกจากเขตที่พักอาศัย มุ่งหน้าตรงไปยังร้านทำผม 'กรรไกรทองคำ' บนถนนคนเดิน
"ยินดีต้อนรับค่ะ! วันนี้มาตัดผมหรือจัดแต่งทรงผมดีคะ?"
ทันทีที่ผลักประตูกระจกของร้านทำผมเข้าไป ลมเย็นฉ่ำจากเครื่องปรับอากาศก็ปะทะเข้ากับใบหน้าจนรู้สึกสดชื่นในทันที กู้เหยียนรู้สึกสบายตัวขึ้นมาเปลาะหนึ่ง เขาพยักหน้าเล็กน้อยให้กับพนักงานสาวผมสีทองที่เคาน์เตอร์
เขาชี้ไปที่ผมอันยุ่งเหยิงของตัวเอง
"ตัดผมครับ"
"กรุณารอสักครู่นะคะ เดี๋ยวฉันจะแนะนำช่างทำผมที่เก่งที่สุดของร้านเราให้ค่ะ"
นี่เป็นแค่เทคนิคการขาย ซึ่งกู้เหยียนก็ไม่ได้ปักใจเชื่ออยู่แล้ว แต่ร้านกรรไกรทองคำค่อนข้างมีชื่อเสียงในย่านนี้ เขาจึงเชื่อว่าฝีมือของช่างคงไม่แย่จนเกินไปนัก
ครู่ต่อมา ช่างทำผมไว้หนวดเคราและย้อมผมสีทองก็เดินส่ายอาดๆ เข้ามา หลังจากฟังความต้องการของกู้เหยียนแล้ว เขาก็ทำมือเป็นสัญลักษณ์โอเคอย่างมั่นใจ
"โอเคครับสุดหล่อ วางใจแล้วมอบทรงผมของคุณให้เป็นหน้าที่ของผมได้เลย ผมจะดึงความดูดีที่สุดของคุณกลับมาเอง"
ช่างโทนี่กำกรรไกรในมือแน่น พินิจพิจารณาใบหน้าของกู้เหยียนอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตบหน้าอกตัวเองเพื่อรับประกัน
"ผมเนี่ยแหละคือกรรไกรทองคำเลื่องชื่อแห่งย่านนี้"