เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 4 - คนฉลาดแห่งยุคสมัย

บทที่ 4 - คนฉลาดแห่งยุคสมัย

บทที่ 4 - คนฉลาดแห่งยุคสมัย


บทที่ 4 - คนฉลาดแห่งยุคสมัย

คาบสุดท้ายของช่วงบ่ายคือวิชาเรียนด้วยตนเอง ก่อนจะหมดเวลาประมาณสิบนาที หลี่เย่ก็รีบเก็บกระเป๋าเตรียมตัวชิ่งหนีไปก่อน

หูม่านหัวหน้าห้องรีบทักขึ้นมาว่า "หลี่เย่ นายจะไปไหนน่ะ? ยังไม่เลิกเรียนเลยนะ !"

หลี่เย่ตอบโดยไม่หันกลับมามองว่า "หัวหน้าครับผมมีธุระนิดหน่อย ฝากลาครูให้ด้วยนะ"

หูม่านตะโกนไล่หลังด้วยความโมโหว่า "เหลืออีกแค่นิดเดียวเองจะลาทำไม? ฉัน ..."

แต่หลี่เย่เดินออกจากห้องเรียนไปเรียบร้อยแล้ว เขาไปสมทบกับหลี่ต้าหยงที่นัดกันไว้ล่วงหน้า แล้วทั้งคู่ก็หายวับไปอย่างรวดเร็ว

หูม่านโกรธจนตัวสั่น หน้าอกหน้าใจของเธอกระเพื่อมขึ้นลงจนเห็นได้ชัดว่าข้างในนั้นมี "กระต่ายสองตัว" ที่มีขนาดไม่ธรรมดาเลยทีเดียว

ทว่าสุดท้ายเธอก็ยังอุตส่าห์หยิบกระดาษออกมาแผ่นหนึ่ง เพื่อเขียนใบลาให้หลี่เย่ เผื่อว่าครูถามหาจะได้มีคำอธิบายให้

หลี่ต้าหยงและหลี่เย่ออกจากโรงเรียนไป ทั้งคู่ซ้อนท้ายจักรยานคานคู่ไซส์ 28 มุ่งหน้าไปทางโรงเรียนมัธยม 1 ที่อยู่ทางทิศเหนือของอำเภอ

โรงเรียนมัธยม 1 และโรงเรียนมัธยม 2 อยู่ห่างกันไม่ไกลนัก ใช้เวลาไม่ถึงสิบนาทีก็ถึง

หลี่ต้าหยงจอดจักรยานพลางหยิบบุหรี่ขึ้นมาจุดสูบหนึ่งมวน แล้วถามหลี่เย่ด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึมว่า "พี่หลี่ พี่ตัดสินใจแน่แล้วเหรอ?"

หลี่เย่พยักหน้าเล็กน้อยพลางตอบว่า "อืม ตัดสินใจแล้ว"

วันนี้ที่หลี่เย่มาที่หน้าประตูโรงเรียนมัธยม 1 ก็เพื่อมาทวงหนี้

ตอนที่เขาหมั้นหมายกับลู่จิ่งเหยาในตอนนั้น เขาได้มอบจักรยานยี่ห้อฟีนิกซ์ รุ่น 26 ให้เป็นของขวัญแก่ฝ่ายหญิง

จักรยานฟีนิกซ์ในยุค 80 ถ้ามีคูปองก็ราคาหนึ่งร้อยแปดสิบกว่าหยวน แต่ถ้าไม่มีคูปองต่อให้มีเงินสามร้อยหยวนก็ซื้อไม่ได้ ยิ่งรุ่น 26 ซึ่งหายากกว่ารุ่น 28 ด้วยแล้ว จักรยานฟีนิกซ์รุ่น 26 เพียงคันเดียวจึงดูโดดเด่นสะดุดตายิ่งกว่ารถยนต์หรูในรุ่นลูกหลานเสียอีก

เดิมทีปู่และพ่อของหลี่เย่ที่เพิ่งจะกลับมาทำงานได้เพียงปีกว่าๆ หลังจากรวบรวมคูปองอุตสาหกรรมจนซื้อจักรยานได้สองคันแล้ว ตั้งใจจะซื้อจักรยานยี่ห้อเฟยเกอ รุ่น 28 ให้หลี่เย่อีกคันหนึ่ง

แต่หลี่เย่ยืนกรานจะส่งจักรยานให้ลู่จิ่งเหยาเป็นของหมั้น ปู่ของหลี่เย่จึงต้องใช้เส้นสายเพื่อหาซื้อจักรยานฟีนิกซ์ รุ่น 26 ที่เหมาะสำหรับผู้หญิงขี่คันนี้มามอบให้ลู่จิ่งเหยาเป็นของขวัญวันหมั้น

ซึ่งการหมั้นหมายของทั้งสองครอบครัวในตอนนั้น สร้างความตื่นเต้นฮือฮาไปทั่วอำเภอไม่ต่างจากการส่งมอบรถบีเอ็มดับเบิลยูให้หลานสะใภ้ในอนาคตเลยทีเดียว

ดังนั้นต่อให้ครอบครัวลู่จะอาลัยอาวรณ์แค่ไหน ตอนที่มาขอยกเลิกการหมั้นพวกเขาก็ควรจะเอาจักรยานคันนี้มาคืนด้วย

ทว่าตอนที่พ่อของลู่จิ่งเหยามาขอยกเลิกการหมั้นที่บ้านตระกูลหลี่ พ่อของหลี่เย่กลับโยนปลาและเนื้อทิ้งออกนอกประตู พร้อมกับตะโกนด่าว่า "เงินสินสอดถือว่าเอาไปให้หมามันกินก็แล้วกัน"

ขณะที่พ่อของลู่จิ่งเหยาแม้จะไม่ได้ก้มเก็บปลาและเนื้อเหล่านั้น แต่เขาก็ไม่ได้ทิ้งจักรยานฟีนิกซ์คันนั้นไว้ให้

ส่วนปู่ผู้สุขุมและย่าผู้ประหยัดของหลี่เย่ ก็ไม่ได้ขัดขวางตอนที่พ่อของลู่จิ่งเหยาขี่จักรยานคันนั้นจากไป

ตอนนั้นหลี่เย่อาจจะไม่เข้าใจ แต่หลี่เย่ในตอนนี้รู้ดีว่า ปู่และย่าของเขาต่างอดกลั้นต่อความโกรธแค้นเพื่อจะทิ้งทางถอยไว้ให้หลานชาย

ถ้าปีนี้หลี่เย่สอบติดมหาวิทยาลัย ตระกูลหลี่ก็คงจะใช้วิธีทั้งไม้อ่อนและไม้แข็งเพื่อพยายามดึงหัวใจของลู่จิ่งเหยากลับมาให้หลานชายอีกครั้ง

ตระกูลลู่เองก็คงจะมีความคิดแบบเดียวกัน

จักรยานฟีนิกซ์คันที่ไม่ได้ถูกส่งคืนคันนี้ จึงเป็นเสมือนสายใยที่เชื่อมทั้งสองครอบครัวไว้ไม่ให้ขาดสะบั้น

และหลังจากที่ลู่จิ่งเหยาเดินทางไปเรียนที่ปักกิ่ง จักรยานคันนั้นก็ตกไปอยู่ในมือของลู่จื้อเสวียนน้องชายของเธอที่กำลังเรียนอยู่ชั้นมัธยมปีที่ 4 ที่โรงเรียนมัธยม 1 แห่งนี้แทน

หลี่เย่คนก่อนเคยเพ้อฝันว่าลู่จิ่งเหยาจะเปลี่ยนใจกลับมาหา เขาจึงยอมเดินเท้าไปไหนมาไหนเองโดยไม่คิดจะไปทวงจักรยานคันนั้นคืนเลย

แต่หลี่เย่คนนี้มีใจกว้างขนาดนั้นที่ไหนกันล่ะ?

ถ้าเรื่องราวในอดีตจบลงด้วยดีแบบต่างคนต่างไปเขาก็คงไม่ว่าอะไร แต่นี่ลู่จิ่งเหยากลับประกาศเรื่องส่งเงินคืนให้โรงเรียนจนดังไปทั่ว เพื่อทำให้หลี่เย่ต้องกลายเป็นหวงซื่อเหริน เห็นหลี่เย่เป็นคนโง่ที่รังแกได้ง่ายๆ งั้นเหรอ?

นายจะมาเอาเปรียบฉันไปพร้อมๆ กับการป่าวประกาศเรื่อง "เสรีภาพ" ของตัวเองไม่ได้หรอกนะ

และเหตุผลที่สำคัญที่สุดก็คือ ... หลี่เย่เองก็ยังไม่มีจักรยานขี่เลย ! ไปไหนมาไหนไม่สะดวกเลยสักนิด แล้วฉันจะปล่อยให้พวกนายใช้ชีวิตสะดวกสบายได้ยังไงล่ะ?

หลี่ต้าหยงสูบบุหรี่เข้าไปเฮือกใหญ่แล้วพูดอย่างลังเลว่า "พี่หลี่ ถ้าพี่เอาจักรยานฟีนิกซ์คันนั้นคืนมา เรื่องระหว่างพี่กับเธอก็จะจบสิ้นลงจริงๆ เลยนะ ..."

หลี่เย่ชำเลืองมองหลี่ต้าหยงแล้วพูดว่า "ลู่จิ่งเหยาดีขนาดนั้นเลยเหรอ? ทำไมฉันต้องไปผูกคอตายที่ต้นไม้ต้นเดียวอย่างเธอด้วยล่ะ? พี่ชายของนายน่ะมีความสามารถมากพอที่จะครอบครองป่าทั้งผืนเลยนะรู้ไหม"

"..."

หลี่ต้าหยงอึ้งไปครู่หนึ่ง เขาได้แต่กะพริบตาปริบๆ และดูเหมือนจะไม่ค่อยเข้าใจสิ่งที่หลี่เย่พูดเท่าไหร่นัก

[ ที่ผ่านมา พี่แทบจะเป็นแทบจะตายเพราะลู่จิ่งเหยาไม่ใช่เหรอครับพี่? ]

หลี่เย่มองท่าทางของหลี่ต้าหยงแต่ก็ไม่ได้อธิบายอะไรมาก เขาเพียงแค่ตบไหล่เพื่อนเพื่อให้อีกฝ่ายสบายใจ

แม้เพื่อนรักคนนี้จะตัวใหญ่เหมือนหมีป่า แต่ความจริงเขาก็มีมุมที่ละเอียดอ่อนอยู่เหมือนกัน

ยกตัวอย่างเช่น ตอนที่เขาไปด่าทอที่หน้าบ้านลู่จิ่งเหยา หรือตอนที่เสนอให้ไปตะโกนด่าลู่จิ่งเหยาที่ปักกิ่งวันนี้ ทั้งหมดนั้นล้วนมีเป้าหมายที่ชัดเจนเพียงอย่างเดียว

นั่นคือการบีบให้ลู่จิ่งเหยากลับมาคืนดีกับหลี่เย่ให้ได้

[ ถ้าเธอไม่ออกมาคุยกับพี่ชายฉันให้รู้เรื่อง ฉันก็จะป่าวประกาศความเลวของเธอให้คนทั้งเมืองรู้ ถ้าเธอจะทิ้งพี่ชายฉัน ฉันก็จะไปป่าวประกาศให้คนทั้งมหาวิทยาลัยรู้เรื่องของเธอซะเลย ]

เรียกได้ว่าการที่หลี่เย่ถูกป้ายสีว่าเป็น "หวงซื่อเหริน" นั้น หลี่ต้าหยงเพื่อนรักที่เป็น "มู่เหรินจื้อ" คนนี้ก็มีส่วนช่วยส่งเสริมอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว

"พี่ครับ ใกล้จะเลิกเรียนแล้ว เราถอยห่างจากประตูโรงเรียนหน่อยดีไหมครับ?"

เมื่อเห็นว่าใกล้เวลาเลิกเรียนแล้ว หลี่ต้าหยงก็เริ่มมีท่าทางกังวลขึ้นมา

"หือ? นายกลัวอะไร?"

"พวกครูที่โรงเรียน 1 ดุมากครับ ผมกลัวพวกเขาจะหาเรื่องมายุ่งไม่เข้าเรื่องกับพวกเรา"

"..."

โรงเรียนมัธยม 1 ไม่เหมือนกับโรงเรียนมัธยม 2 นอกจากจะมีบรรยากาศการเรียนที่เข้มงวดมากแล้ว พวกเขายังแข็งกร้าวต่อพวกวัยรุ่นว่างงานจากภายนอกโรงเรียนอย่างมากอีกด้วย

ในปี 81 บนท้องถนนเริ่มมีพวกจิ๊กโก๋เด็กคอยไถเงินเด็กเล็กๆ กันแล้ว แต่ไม่มีใครกล้ามาซ่าที่หน้าโรงเรียนมัธยม 1 เลย และด้วยรูปร่างหน้าตาของหลี่ต้าหยงที่ดูยังไงก็เหมือนพวกอันธพาล ย่อมเป็นที่จับตามองของเหล่าคุณครูเป็นธรรมดา

"กลัวอะไรกัน อำนาจของครูมีอยู่แค่ในโรงเรียนเท่านั้น พวกเขาจะออกมาวุ่นวายถึงนอกโรงเรียนได้ยังไง?" หลี่เย่พูดอย่างไม่ใส่ใจ

"ถูกต้องแล้วล่ะน้องชาย มือของครูจะยาวแค่ไหน ก็ยาวออกมาไม่ถึงนอกโรงเรียนหรอก" มีเสียงหนึ่งดังขึ้นข้างๆ เพื่อสนับสนุนคำพูดของเขา

หลี่เย่และหลี่ต้าหยงหันไปมอง และพบชายวัยประมาณสามสิบปีคนหนึ่งกำลังยิ้มร่ามองมาที่พวกเขา

ชายคนนี้เดินมาที่นี่สักพักแล้ว หลี่เย่และหลี่ต้าหยงนึกว่าเขามามารับลูกหลาน แต่ตอนนี้ดูเหมือนจะไม่ใช่แบบนั้นเสียแล้ว

หลี่ต้าหยงทำหน้าเข้มพลางถามด้วยเสียงดุดันว่า "นายเป็นใคร? มาทำอะไรที่หน้าประตูโรงเรียน?"

เด็กหนุ่มในยุคนี้เติบโตมากับการดูหนังรักชาติ เมื่อเห็นใครที่มีท่าทางน่าสงสัยว่าจะเป็นสายลับ หรือพวกอันธพาลแปลกถิ่นก็อยากจะเข้าไปจัดการเสียหน่อย ชายตรงหน้าพูดสำเนียงคนต่างถิ่น ไม่แน่ว่าอาจจะเป็นคนไม่ดีก็ได้

ชายคนนั้นไม่ได้โกรธเคืองแต่กลับยิ้มพลางบอกว่า "ผมมาขายขนมตุ้บตั้บน่ะครับ นายน้อยทั้งสองสนใจรับไปลองชิมดูบ้างไหมครับ?"

"นายน้อยอะไรกัน นายคิดว่านี่เป็นยุคสังคมเก่าหรือไง? มาขายขนมแบบนี้นายไม่กลัวสำนักงานปราบปรามการกักตุนสินค้าจะมาจับตัวนายไปเหรอ"

หลี่ต้าหยงพูดจาด้วยท่าทางเที่ยงธรรม แต่ปากกลับไม่รักดี เขาแอบลอบกลืนน้ำลายไปอึกใหญ่

สำนักงานปราบปรามการกักตุนสินค้าและเก็งกำไร หรือ "ตาโถวปั้น" นั้นมีอิทธิพลมากในช่วงสิบกว่าปีที่ผ่านมา พวกเขามีบทบาทสำคัญในการกำจัดต้นกล้าของลัทธิทุนนิยมจักรพรรดิให้สิ้นซาก

"น้องชายอย่าเพิ่งรีบยัดข้อหาให้ผมสิครับ ทางเบื้องบนเขาก็ประกาศออกมาแล้วนะว่า เศรษฐกิจส่วนบุคคลเป็นส่วนเติมเต็มที่จำเป็นของเศรษฐกิจของรัฐและเศรษฐกิจส่วนรวม ..."

ชายคนนั้นพูดพลางหยิบหนังสือพิมพ์ออกมาฉบับหนึ่ง บนหนังสือพิมพ์มีบทความหนึ่งที่ถูกขีดเส้นใต้ด้วยปากกาสีแดงไว้ หัวข้อข่าวก็คือ "ข้อกำหนดบางประการเกี่ยวกับนโยบายเศรษฐกิจส่วนบุคคลที่ไม่ใช่เกษตรกรรมในเขตเมือง"

หลี่เย่รู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย คนฉลาดในโลกนี้มีอยู่มากมายจริงๆ เราจะดูแคลนยอดฝีมือทั่วแผ่นดินไม่ได้เลย

เบื้องบนเพิ่งจะออกข้อกำหนดนี้มาเมื่อไม่กี่เดือนก่อน คาดว่าหลายหน่วยงานในตอนนี้ยังไม่เข้าใจเจตนารมณ์ของมันเลยด้วยซ้ำ แต่กลับมีคนคว้าโอกาสเพื่อ "แสวงหาความร่ำรวยท่ามกลางความเสี่ยง" เสียแล้ว

สัญชาตญาณทางธุรกิจและความกล้าหาญในการเสี่ยงเช่นนี้ ในบ่อน้ำที่ยังนิ่งสงบและยังไม่คึกคักแห่งนี้ ย่อมสามารถสร้างระลอกคลื่นขนาดใหญ่ให้เกิดขึ้นได้อย่างง่ายดาย

แน่นอนว่าคนที่ต้องจมน้ำตายย่อมมีไม่น้อยเช่นกัน เพราะกว่าจะมีการยกเลิกความผิดฐานกักตุนและเก็งกำไรก็ต้องรอถึงปี 97 โอกาสที่จะถูกตัดสินผิดหรือลงโทษผิดจึงหลีกเลี่ยงไม่ได้เลย

"ขนมของนายขายยังไง?"

หลี่เย่เดินไปหาชายคนนั้นพลางส่งสัญญาณให้เขาหยิบของออกมาดู

ชายคนนั้นแกะห่อผ้าที่พกติดตัวมา เผยให้เห็นโถดินเผาขนาดเล็กข้างใน ซึ่งมีขนมตุ้บตั้บสีน้ำตาลเหลืองอยู่เกือบครึ่งโถ

ขนมตุ้บตั้บ (หมาถัง) เป็นขนมโบราณที่มีประวัติยาวนาน โดยมีชื่อเสียงมากที่สุดจากทางเหนือแถวถังซานและทางใต้แถวมณฑลเหอเป่ย ทำจากข้าวเหนียว งา และน้ำตาลมอลต์จากธรรมชาติ มีรสชาติหอม หวาน บาง และกรอบ ซึ่งมีเสน่ห์เฉพาะตัวมาก

หลี่ต้าหยงน้ำลายไหลมากกว่าเดิมจนมีเสียงซี๊ดปากออกมา

ในยุคที่การจะซื้ออะไรยังต้องใช้คูปองแบบนี้ สิ่งของที่มีรสหวานเย้ายวนใจแบบนี้ถือว่ามีแรงดึงดูดมหาศาลจริงๆ

คาดว่าเจ้าหมอนี่คงจะมาดักรอที่หน้าประตูโรงเรียน เพื่อที่จะล่อลวงเงินจากพวกนักเรียนนั่นแหละ

ชายคนนั้นบอกราคาด้วยรอยยิ้ม "ราคากิโลละหนึ่งหยวนครับ น้องชายทั้งสองจะรับไปเท่าไหร่ดีครับ?"

หลี่ต้าหยงแทบจะกระโดดตัวลอย "กิโลละหนึ่งหยวนเชียวเหรอ ลูกอมกระต่ายขาวราคากิโลละหยวนห้าเฟินเองนะ ฉันว่านายมัน ..."

"เดี๋ยวๆ พวกน้องเข้าใจผิดแล้วครับ"

ชายคนนั้นรีบอธิบายว่า "ผมหมายถึงกิโลกรัมครับ ลูกอมกระต่ายขาวหยวนห้าเฟินนั่นมันราคาครึ่งกิโล แถมยังต้องใช้คูปองน้ำตาลอีกด้วยนะ ..."

ไอ้ระยำเอ๊ย ... นี่มันพ่อค้าหน้าเลือดชัดๆ

หลี่เย่ยิ้มแต่ไม่ได้แฉกลโกงของหมอนี่ เขาเพียงแค่หยิบเงินสองหยวนออกมาแล้วโยนให้ไป

ชายคนนั้นรีบคว้าธนบัตรใบละหนึ่งหยวนสองใบใส่กระเป๋าอย่างรวดเร็ว จากนั้นจึงหยิบตาชั่งคานออกมาเพื่อชั่งขนมให้หลี่เย่

เขาดูออกตั้งนานแล้วว่านายน้อยคนนี้ต้องมีเงินแน่ๆ แต่ไม่นึกเลยว่าจะเป็นลูกค้ารายใหญ่ขนาดนี้

เขามาเฝ้าที่หน้าประตูโรงเรียนทั้งวัน ขายได้ทีละเหมาสองเหมา หรือแม้แต่ห้าเฟินหกเฟิน บางวันรวมกันยังไม่ถึงสองหยวนเลยด้วยซ้ำ !

หลี่เย่ไม่ได้ใส่ใจเงินไม่กี่หยวนหรอก เขาเป็นลูกชายคนเดียวของบ้าน ทั้งปู่ ย่า พ่อ และพี่สาวต่างก็ให้เงินค่าขนมเขาตลอด ถึงจะไม่ใช่เศรษฐีใหญ่โตแต่เขาก็ถือเป็นเศรษฐีน้อยๆ คนหนึ่งเลยทีเดียว

ทว่าเมื่อเขาเห็นพ่อค้าขนมคนนั้นแอบใช้นิ้วก้อยข้างขวากดที่คานตาชั่ง เขาก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกขุ่นเคืองในใจ

จะมาโกงตาชั่งกันต่อหน้าแบบนี้เลยเหรอ เห็นฉันเด็กแล้วจะหลอกกันง่ายๆ งั้นสิ?

"อะแฮ่ม ..."

เสียงกระแอมเบาๆ เพียงครั้งเดียว ทำเอาพ่อค้าขนมคนนั้นสะดุ้งจนรีบวางมือ เขาคว้าขนมตุ้บตั้บชิ้นใหญ่จากโถดินเผามาเติมลงในถาดตาชั่งเพิ่มอีก จนคานตาชั่งดีดขึ้นสูงลิ่ว

"รับมาสองหยวนครับ ได้ไปสองกิโลกับอีกสี่ขีด ให้ผมห่อแยกเป็นสองห่อไหมครับ?"

"ห่อเป็นสามห่อเถอะ"

ชายคนนั้นหยิบกระดาษสีขาวที่ตัดเตรียมไว้มาห่อขนมอย่างคล่องแคล่วเป็นสามห่อแล้วส่งให้หลี่เย่

หลี่เย่และหลี่ต้าหยงแบ่งกันกินคนละห่อ ส่วนอีกห่อหนึ่งหลี่เย่เก็บใส่ไว้ในกระเป๋านักเรียน

พ่อค้าขนมคนนั้นนั่งยองๆ พลางคอยชำเลืองมองไปที่ประตูโรงเรียน เพื่อรอคอยลูกค้ารายต่อไป

ขนมในโถของเขาหายไปเกือบครึ่งแล้ว วันนี้เขาน่าจะมีรายได้ที่งดงามทีเดียว

หลี่เย่กินขนมไปพลาง ชวนพ่อค้าคุยไปพลางอย่างไม่เป็นทางการนัก

"นายเป็นพวกปัญญาชนที่เคยถูกส่งไปอยู่ชนบทแถวนี้แล้วไม่ได้กลับเข้าเมืองงั้นเหรอ?"

"แต่งเมียอยู่ที่นี่น่ะครับ เลยกลับไปไม่ได้แล้ว"

"ทิ้งที่อยู่ติดต่อไว้หน่อยสิ เผื่อวันหลังมีธุระจะได้ไปหาถูก"

"ผมก็วนเวียนอยู่ในเมืองนี่แหละครับ ถ้าไม่อยู่หน้าโรงเรียน 1 ก็อยู่หน้าโรงเรียนมัธยมอวี้หงนั่นแหละครับ ..."

ดูสิ ... ยังจะมีความระแวดระวังอยู่อีกนะเนี่ย ท่าทางจะเป็นสมุนที่น่าเอามาใช้งานไม่น้อยเลยทีเดียว

[ จบแล้ว ]

จบบทที่ บทที่ 4 - คนฉลาดแห่งยุคสมัย

คัดลอกลิงก์แล้ว