- หน้าแรก
- ระบบศัลยแพทย์ขั้นเทพ
- บทที่ 80 - ไฟ
บทที่ 80 - ไฟ
บทที่ 80 - ไฟ
บทที่ 80 - ไฟ
หยางผิงเดินออกไปล้างมือแล้ว
พอเห็นคนที่ออกไปไม่ใช่ผู้อำนวยการถาน หัวหน้าหาน หรือเถียนหยวน แต่กลับเป็นหยางผิง ทุกคนก็อดประหลาดใจไม่ได้
การผ่าตัดกระดูกเชิงกรานแบบนี้ ถือเป็นการผ่าตัดระดับสี่ขนานแท้ หากเพดานการจัดระดับไม่ได้ตันอยู่แค่ระดับสี่ล่ะก็ ต่อให้ประเมินความยากเป็นระดับห้าหรือระดับหกก็ยังไม่เกินจริงเลย
ในตอนนี้ สำหรับทั้งสองฝ่ายแล้ว การผ่าตัดครั้งนี้มีความหมายแอบแฝงบางอย่าง... นั่นคือการปกป้องศักดิ์ศรี!
แน่นอนว่าความปลอดภัยของคนไข้ต้องมาเป็นอันดับหนึ่ง นี่คือบรรทัดฐานของทุกการรักษาพยาบาล
"พังผืดในอุ้งเชิงกรานเกาะติดกันรุนแรงเป็นบริเวณกว้าง มีแต่รอยแผลเป็น โครงสร้างทางกายวิภาคเละเทะไปหมดแล้ว" ด็อกเตอร์จิน ที่นั่งอยู่ข้างๆ ผู้อำนวยการโอวหยางวิจารณ์
"เขาให้แพทย์เจ้าของไข้ใต้บังคับบัญชาขึ้นเตียงงั้นเหรอ?" ผู้อำนวยการป๋ายแค่นเสียงในใจ อวดเก่ง!
"ดูจะใจร้อนไปหน่อยนะ" คำพูดแฝงความหมาย ผู้อำนวยการโอวหยางมักจะนิ่งสงบ ไม่แสดงอาการใดๆ เสมอ
เมื่อนั่งอยู่แถวที่สองกันหมด จะวิพากษ์วิจารณ์อะไรก็ไม่ถนัดนัก พูดไปไม่กี่คำทุกคนก็เงียบ ตั้งใจดูต่อไป
หมอคนอื่นๆ ที่อยู่ด้านหลัง พอเห็นพังผืดเกาะติดกันเป็นวงกว้างแบบนี้ ต่างก็รู้สึกหวาดหวั่น ทุกครั้งที่ศัลยแพทย์ผู้ลงมีดผ่าแยกเนื้อเยื่อ ใจก็เต้นระทึกตามไปด้วย นี่มันไม่ใช่แขนขานะ แต่นี่คือกระดูกเชิงกราน คืออุ้งเชิงกราน ถ้าพลาดไปไม่ตายก็พิการ
เมื่อครู่ยังชื่นชมในความชำนาญและความมั่นใจของศัลยแพทย์อยู่เลย อิจฉาที่แพทย์เจ้าของไข้ของโรงพยาบาลแห่งที่สองเก่งกาจขนาดนี้ แต่ตอนนี้ทุกคนเก็บความชื่นชมอันล้นหลามนั้นไว้ แล้วหันมาสนใจว่าการผ่าตัดจะดำเนินต่อไปยังไงดีกว่า
การผ่าตัดจำต้องดำเนินไปอย่างเชื่องช้า
"พลาดนิดเดียวก็โดนหลอดเลือดกับเส้นประสาทแล้ว"
"เมื่อก่อนเคยมีโรงพยาบาลนึง ผ่าตัดกระดูกเชิงกรานที่มีพังผืดเยอะแบบนี้แหละ เส้นประสาทต้นขาเคลื่อนผิดตำแหน่ง ใช้มีดจี้ไฟฟ้าเร็วไปหน่อย ตัดเส้นประสาทต้นขาขาดกระจุย โดนฟ้องร้องอยู่หลายปีเลยนะ"
"ใช่ แถมยังมีหลอดเลือดมงกุฎมรณะฝังอยู่ในรอยแผลเป็นอีก กรีดมีดเดียวขาดเลย หลอดเลือดหดตัวกลับ ทำเอาลงจากเตียงผ่าตัดไม่ได้เลยล่ะ"
"อืม เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ เลยนะ"
"เขาเริ่มไม่กล้าทำต่อแล้วล่ะสิ"
"ต่อให้เป็นผู้อำนวยการถานลงมือเอง ก็คงต้องงัดฝีมือออกมาจนหมดหน้าตักแหละ!"
"น่าจะถึงคิวผู้อำนวยการถานขึ้นเตียงแล้วมั้ง?"
"อืม ถ้าไม่ขึ้นไป การผ่าตัดมีหวังต้องหยุดชะงักแน่"
การวิพากษ์วิจารณ์คือสัญชาตญาณของผู้ชม!
ทุกคนซุบซิบกันเบาๆ เหลือบมองไปข้างหน้าเป็นระยะ กลัวว่าคนแถวหน้าจะได้ยิน ใครๆ ก็รู้ว่าผู้อำนวยการถานคนนั้น ต่อไปจะได้เป็นหัวหน้าแผนกศัลยกรรมจุลศัลยศาสตร์อุบัติเหตุ ขืนปล่อยให้เขาได้ยินเข้า มีหวังตายแน่ๆ ถึงจะเสี่ยงขนาดนั้น แต่ทุกคนก็ยังห้ามสัญชาตญาณความเป็นผู้ชมไว้ไม่ได้อยู่ดี
"ส่งหมอหนุ่มขนาดนี้ขึ้นเตียงเนี่ยนะ?" ถึงจะสวมหน้ากากอนามัย แต่ถานป๋ออวิ๋นก็สามารถกะอายุคร่าวๆ จากแววตาได้
ลึกๆ แล้ว ถานป๋ออวิ๋นสัมผัสได้ถึงความเฉียบขาดของอีกฝ่าย การประลองกำลังเริ่มต้นขึ้นอย่างเงียบๆ เขาไม่ค่อยคุ้นเคยกับนิสัยของหัวหน้าหานเท่าไหร่นัก แต่กับเถียนหยวนน่ะ เขารู้จักดีเลยล่ะ ภายนอกดูสุภาพเรียบร้อย แต่ภายในพร้อมจะระเบิดรังสีอำมหิตออกมาได้ทุกเมื่อ
ถานป๋ออวิ๋นเหลือบมองซ้ายขวาด้วยหางตา หัวหน้าหานมีรอยยิ้มประดับใบหน้า นิ้วเคาะต้นขาเป็นจังหวะ เถียนหยวนก็มีรอยยิ้มบนใบหน้าเช่นกัน แต่เป็นรอยยิ้มที่แตกต่างออกไป มันคือรอยยิ้มซ่อนดาบ
การส่งแพทย์เจ้าของไข้ที่อายุน้อยขนาดนี้ขึ้นเตียงผ่าตัด ดูเหมือนจะคิดไม่ถี่ถ้วนและประเมินสถานการณ์ผิดพลาดไปหน่อยนะ ดูท่าเถียนหยวนจะยังขาดประสบการณ์และไม่เข้าใจความยากของการผ่าตัดกระดูกเชิงกรานเคสพิเศษแบบนี้อย่างลึกซึ้ง ไม่อย่างนั้นคงไม่ตัดสินใจมุทะลุแบบนี้หรอก ก็นะ ประสบการณ์ผ่าตัดของเขาน้อยกว่าตัวเองเป็นสิบปีนี่นา
หัวหน้าหานก็เชื่อใจเถียนหยวนเกินไป ถึงได้ยอมโอนอ่อนผ่อนตามเขา
รอดูไปก่อนเถอะ สุดท้ายก็ต้องถึงมือตัวเองขึ้นเตียงอยู่ดี ถือซะว่าเป็นแค่สีสันเล็กๆ น้อยๆ ก็แล้วกัน ถานป๋ออวิ๋นคิดในใจ
ในความเป็นจริง การผ่าตัดได้หยุดชะงักลงแล้ว
หมอจงเริ่มขยับมือซ้ำไปซ้ำมาอย่างไร้จุดหมาย มีดยังคงขยับต่อไป แต่กลับไม่มีความคืบหน้าอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน
วางมีดลง ปลายนิ้วก็เริ่มคลำหาอีกครั้ง สายตาเหม่อลอยมองขึ้นข้างบน พยายามงมหาความรู้สึก คลำอยู่พักหนึ่งก็คว้าน้ำเปล่า ต้องเรียกหากรรไกรอีกครั้ง พอลองใช้กรรไกรหยั่งเชิงดูสองสามที ก็ไม่กล้าทำต่อ ต้องเปลี่ยนกรรไกรเป็นมีด ใช้มีดกรีดตื้นๆ เป็นพิธีไปสองสามที แล้วก็กลับมาคลำใหม่อีก วนลูปอยู่แบบนี้แหละ
ย่ำอยู่กับที่ตลอดแบบนี้ ไม่ดีแน่ๆ
กัดฟันใช้มีดกรีดลงไปอย่างระมัดระวัง เลือดก็พุ่งกระฉูดออกมาอีก เอาผ้าก๊อซกดห้ามเลือด ใช้มีดจี้ไฟฟ้าจี้ แล้วก็หยุดพักหายใจ
เปลี่ยนเป้าหมายไปผ่าแยกเส้นประสาทต้นขาก่อนดีกว่า ประสบการณ์หน้างานของเขาโชกโชน แต่ทว่าศัตรูช่างแข็งแกร่งเหลือเกิน พังผืดที่กระดูกเชิงกรานเกาะติดกันแน่นหนาขนาดนี้ ต่อให้เป็นปรมาจารย์ระดับเทพมาจัดการ ก็ยังต้องเหงื่อตก
เพราะประสบการณ์ส่วนใหญ่ล้วนสร้างมาจากโครงสร้างทางกายวิภาคที่ปกติ พังผืดที่เกาะติดกันเป็นวงกว้างแบบนี้ นอกจากชั้นเนื้อเยื่อจะพร่ามัวแล้ว ตำแหน่งของหลอดเลือดและเส้นประสาทก็ยังคลาดเคลื่อนไปจากปกติอีก ความเบลอของการผ่าแยกบวกกับการเคลื่อนตัวผิดตำแหน่ง ทำให้ใต้คมมีดของคุณอาจเป็นเส้นประสาทหรือหลอดเลือดได้ทุกเมื่อ
แม้แต่หมอที่มากประสบการณ์ ก็ยังรู้สึกไม่คุ้นชิน
ทำได้แค่คลำทางไปพลางๆ รอคอยกำลังเสริมไปพลางๆ แล้วล่ะ เขาเงยหน้าขึ้น เหลือบมองผ่านหน้าต่างกระจกบานใหญ่บนผนัง ศาสตราจารย์ถานยังคงนิ่งเฉย นั่งอยู่ที่เดิมไม่ขยับเขยื้อน
อารมณ์ของหมอจงเริ่มแปรปรวน กระสับกระส่าย เขาสูดหายใจเข้าลึกๆ บอกตัวเองให้ใจเย็นๆ ก้มหน้าลง แล้วทำต่อไป
"กรรไกรตัดเนื้อเยื่อ!"
กรรไกรตัดเนื้อเยื่อถูกส่งมาให้
"เอาเบอร์เล็กกว่านี้! นี่เธอเข้าห้องผ่าตัดแผนกกระดูกเป็นครั้งแรกหรือไง?" หมอจงถลึงตาใส่ จ้องซูอี๋เซวียนเขม็ง ใช้ด้ามคีมหนีบหลอดเลือดเคาะมือเธอ ซูอี๋เซวียนรู้สึกน้อยใจ มือบอบบางที่สวมถุงมือถูกเคาะจนเจ็บ ตกใจจนต้องรีบชักมือกลับ เปลี่ยนเป็นกรรไกรเบอร์เล็กลงให้ทันที
ถอดใจจากการผ่าแยกหลอดเลือดอิลีแอคภายนอก เปลี่ยนเป้าหมายมาผ่าแยกเส้นประสาทต้นขาแทน
การผ่าแยกเส้นประสาทดูเหมือนจะง่ายขึ้นมานิดนึง เลือดออกแล้วก็ห้ามเลือดสลับกันไปมาหลายรอบ ในที่สุดเส้นประสาทต้นขาก็ถูกผ่าแยกออกมาได้นิดหน่อย หมอจงเรียกความมั่นใจกลับมาได้บ้างแล้ว เมื่อเดินตามเส้นประสาทที่เผยให้เห็นส่วนนี้
การที่สามารถหาเส้นประสาทเจอในรอยแผลเป็นแบบนี้ได้ ถือว่าฝีมือฉกาจจริงๆ ไม่ได้มีดีแค่ปากด่าคนไปวันๆ
ไล่ตามเส้นประสาทที่โผล่ออกมาส่วนหนึ่ง ย้อนกลับไปหาต้นตอ จับเถาวัลย์ไว้ในมือแล้ว จะหาผลแตงกวาก็คงไม่ยากนัก
แต่หมอจงกลับต้องฉงนใจ จับเถาวัลย์ไว้แน่นแล้ว แต่กลับคลำหาผลแตงกวาไม่เจอ เส้นประสาทต้นขาเส้นนี้มาจากไหนกันแน่? แล้วมันจะไปโผล่ที่ไหน? ทำไมถึงแยกไม่ออก ลึกลงไปอีกเหรอ? หรือยังอยู่ในชั้นนี้เหมือนเดิม?
ความรู้ด้านกายวิภาคศาสตร์แบบปกติใช้ไม่ได้ผลแล้ว หมอจงหยุดมืออีกครั้ง
"พวกนายสองคน! ทำตัวให้เป็นมืออาชีพหน่อยได้ไหม? ดึงคีมถ่างแบบนี้ได้ยังไง กระดูกเชิงกรานจะขาดครึ่งอยู่แล้ว เบามือหน่อย"
ซ่งจื่อโม่กับเสี่ยวอู่แทบจะสบถด่าแม่ในใจ
พ่อยังไม่เคยเข้าผ่าตัดเคสไหนแล้วรู้สึกอัดอั้นตันใจขนาดนี้มาก่อนเลย ซ่งจื่อโม่ก้มหน้าเงียบ เขาเป็นผู้ดีพอ คงไม่ไปเถียงฉอดๆ กลางเตียงผ่าตัดหรอก นี่คือห้องผ่าตัดนะ
เสี่ยวอู่เงยหน้าขึ้น ถลึงตาใส่แวบหนึ่ง ถ้าไม่ติดกฎระเบียบของเตียงผ่าตัด ที่ต้องเชื่อฟังศัลยแพทย์ผู้ลงมีดล่ะก็ เขาคงระเบิดอารมณ์ไปแล้ว ถ้าเปรียบเป็นการเล่นหมากรุก ป่านนี้เขาคงคว่ำกระดานทิ้งไปตั้งนานแล้ว
จริงอยู่ที่ว่า ถ้าศัลยแพทย์ผู้ลงมีดนิสัยไม่ดี ขี้โมโห ผู้ช่วยกับพยาบาลก็จะอึดอัดกันไปหมด นี่แหละคือปัญหาเรื่องสไตล์การคุมเตียงผ่าตัด
ถ้าศัลยแพทย์ผู้ลงมีดมีสไตล์การคุมเตียงผ่าตัดที่ดี เวลาผ่าตัดก็จะพูดคุยหยอกล้อ มีอารมณ์ขัน ทำให้บรรยากาศสดชื่นเบิกบาน ทุกคนก็จะทำงานอย่างผ่อนคลาย
หัวหน้าหานกับเถียนหยวนก็เป็นแบบนี้ แต่คนแบบนี้มีน้อยมาก
พวกที่สไตล์การคุมเตียงผ่าตัดแย่ๆ เอะอะก็ด่าทอ ศัลยแพทย์ผู้ลงมีดที่เฮงซวยที่สุด เวลาผ่าตัดเจอปัญหา ก็จะพาลด่าผู้ช่วยสาดเสียเทเสีย ไม่ไว้หน้ากันสักนิด ด่าจนผู้ช่วยกลัวจนหัวหด ทำตัวไม่ถูก ผ่าตัดเสร็จทีเหงื่อแตกพลั่กเหมือนไปอาบน้ำมา บางคนโดนด่าจนต้องแอบไปร้องไห้ในห้องน้ำเลยก็มี
ได้ยินมาว่าถานป๋ออวิ๋นเป็นคนอารมณ์ร้ายขึ้นชื่อที่โรงพยาบาลแห่งที่สองเลยนะ เคยมีครั้งนึงตอนผ่าตัด เขาปาเครื่องมือลงพื้นกระจายเกลื่อนไปหมด ไม่รู้ว่าจริงหรือเปล่า
ดูเหมือนว่า การผ่าตัดนอกจากจะมีสไตล์ของตัวเองแล้ว ยังมีสไตล์ที่สืบทอดกันมาในสายงานด้วยนะ
พักเหนื่อยสักแป๊บ!
"มีด!" หมอจงแบมือขอ
หยิบมีดขึ้นมาผ่าแยกไปสองสามที แล้วโยนมีดลงในถาดโค้งสำหรับทิ้งของมีคมเบาๆ
"เปลี่ยนใบมีด!"
ซูอี๋เซวียนรีบเปลี่ยนใบมีดใหม่ทันที
แล้วส่งให้ใหม่อีกครั้ง
"กรรไกรตัดเนื้อเยื่อ... เอากรรไกรจักษุมา!" น้ำเสียงของเขาเจือแววอิดหนาระอาใจ หงุดหงิดที่ไม่ได้ดั่งใจ
ซูอี๋เซวียนรับมีดคืนมา รีบเตรียมกรรไกรจักษุให้ทันที แต่บนโต๊ะเครื่องมือไม่มีกรรไกรจักษุเลย การผ่าตัดแบบนี้ปกติไม่เคยกรรไกรจักษุอยู่แล้ว
แต่ด้านล่างมีแบบแพ็กเดี่ยวที่เตรียมไว้
"ฉีกซองกรรไกรจักษุหน่อย!" ซูอี๋เซวียนเรียกพยาบาลผู้ช่วย
พยาบาลผู้ช่วยเห็นเหตุการณ์เมื่อครู่ทั้งหมด มีหรือจะกล้าชักช้า รีบฉีกซองกรรไกรจักษุที่ผ่านการฆ่าเชื้อแล้วทันที ใช้เวลาไม่ถึงสิบวินาที กรรไกรจักษุก็ถูกส่งมาถึงมือ
"รบกวนพวกคุณเคลื่อนไหวให้มันเร็วกว่านี้หน่อยได้ไหม นี่ไม่ใช่เวลาแต่งหน้าทาปากนะ นี่มันการผ่าตัด ทำไมถึงเพิ่งจะมาฉีกซองกรรไกรจักษุเอาป่านนี้?"
ศัลยแพทย์ผู้ลงมีดไม่พอใจอย่างมาก
โรงพยาบาลแห่งที่สองผ่าตัดกระดูกเชิงกรานให้เด็กทารกหรือไงวะ? ผ่าตัดกระดูกเชิงกราน โรงพยาบาลบ้าที่ไหนเขาเตรียมกรรไกรจักษุไว้ในชุดเครื่องมือด้วยวะ?
เสี่ยวอู่โมโหจนควันออกหู กฎระเบียบ! กฎระเบียบห้ามแหกเด็ดขาด ทุกอย่างต้องเก็บกดไว้ในใจ ถ้าอยู่ข้างล่างล่ะก็ พ่อจะด่ากลับ! ด่าให้ตายไปเลย
เตียงผ่าตัดก็คือสนามรบ ศัลยแพทย์ผู้ลงมีดก็คือแม่ทัพ คุณต้องเชื่อฟัง ต่อให้โมโหแค่ไหน ก็ต้องไปอารมณ์เสียทีหลัง ตอนนี้ไม่ได้ ชีวิตคนสำคัญที่สุด ตราบใดที่ศัลยแพทย์ผู้ลงมีดไม่ได้เป็นบ้าเอามีดมากรีดมั่วซั่วบนเตียง ตราบใดที่การผ่าตัดยังปลอดภัยและดำเนินไปตามปกติ คุณก็ต้องฟังคำสั่ง
ซ่งจื่อโม่ปรายตามองเสี่ยวอู่ เสี่ยวอู่แทบจะมองเห็นลูกไฟลุกโชนอยู่ในแววตาของเขา เนตรอัคคี!
มองผ่านกระจกไปก็ไม่รู้ว่าฝั่งนู้นกำลังพูดอะไรกัน รู้แค่ว่าสัญญาณชีพของคนไข้ยังคงที่ บริเวณผ่าตัดยังไม่มีเลือดออกเพิ่ม เพียงแต่การผ่าตัดมาถึงทางตัน เดินหน้าต่อไปไม่ได้แล้ว
เริ่มใช้กรรไกรจักษุอันประณีตผ่าแยก รอยแผลเป็นแข็งมาก กรรไกรจักษุตัดรอยแผลเป็นแทบไม่เข้า อ้าและหุบอยู่หลายครั้งถึงจะฝืนตัดไปได้นิดเดียว
ถอดใจจากกรรไกรจักษุ เปลี่ยนกลับมาใช้มีดปลายแหลมเหมือนเดิม
"นี่จะให้ศิษย์พี่หยางขึ้นไปเหรอ?" หมอจากแผนกศัลยกรรมกระดูกสันหลังกระซิบถาม
"น่าจะใช่นะ! เทพแห่งวงการ!" หมอจากแผนกศัลยกรรมข้อต่อตอบ
"เก่งขนาดนั้นเลยเหรอ?" หมอจากแผนกศัลยกรรมทั่วไปแฝงตัวอยู่ด้วย สงสัยจะเพิ่งผ่าตัดเสร็จ เลยแวะมาดูลาดเลาฆ่าเวลา
ในที่สุดคนของแผนกศัลยกรรมกระดูกและข้อก็พูดขึ้นมาบ้าง "ศิษย์พี่ใหญ่ของเรา ต้องเก่งอยู่แล้วสิ!"
"ศิษย์พี่ใหญ่ของพวกนายไม่ใช่ซ่งจื่อโม่หรอกเหรอ?" หมอแผนกศัลยกรรมทั่วไปเหมือนเพิ่งจะหลุดออกมาจากหลังเขา
มีคนเบ้ปากใส่ความหลังเขาของหมอนี่ "จัดอันดับใหม่แล้วโว้ย ตอนนี้เขาเป็นศิษย์พี่ใหญ่ ส่วนซ่งจื่อโม่เป็นศิษย์พี่รอง"
หยางผิงล้างมือเสร็จแล้ว ประตูอัตโนมัติเปิดออก
(จบแล้ว)