เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

เล่มที่ 1 บทที่ 3 ก็แค่นักท่องเที่ยวคนนึง

เล่มที่ 1 บทที่ 3 ก็แค่นักท่องเที่ยวคนนึง

เล่มที่ 1 บทที่ 3 ก็แค่นักท่องเที่ยวคนนึง


“สำนักหลวนขจีค่อนข้างน่าสนใจอย่างงั้นรึ?...อย่าบอกนะว่าก่อนหน้านี้, เจ้าไม่ได้สนใจสถานที่แห่งนี้ที่ถูกยอมรับกันทั่วอาณาจักรว่าเป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์หน่ะ?”

ชายชราจ้องชายหนุ่มอย่างเหม่อลอยเป็นเวลาพักใหญ่ๆ ในขณะนั้นเองเขาก็พยายามทำความเข้าใจถึงความแตกต่างระหว่างตัวเขากับชายหนุ่มวัยสิบเจ็ดย่างสิบแปดปีคนนี้, แต่ถึงกระนั้นมันก็ไม่มีทางที่เขาจะเข้าในความคิดของเด็กคนนี้ได้เลย, เขาตัดสินใจที่จะไม่พูดอะไรอีก, แล้วหลับตาลงเพื่อพักผ่อนต่ออีกซักนิด

...

ฝนฤดูใบไม้ผลินี้ยังคงตกลงมาเป็นเวลาพักใหญ่ๆ รถม้าเดินทางไปได้อีกสิบลี้ผ่านถนนโคลน ณ ตอนนี้ หลิน ฉี ได้ยกผ้าม่านของรถม้าขึ้นแล้วเขาก็เห็นภูเขาสูงที่ทอดยาวออกไปไม่รู้จบปรากฎขึ้นในระยะไกลๆ, พร้อมกับสายฝนที่ตกลงมาดังเปาะแปะ

อย่างไรก็ตาม, ภูเขาลูกนี้สูงมาก, มีหิมะสีขาวบริสุทธิ์ปกคลุมที่ยอดของมัน แสงอาทิตย์สะท้อนออกมาจากหน้าผาที่สูงตระหง่านเหนือเมฆฝน, ซึ่งนี่ทำให้ยอดของภูเขาลูกนี้ดูชัดเจนและสดใส

“นั่นคือเส้นทางสายหลักของทะเลภูเขา”

ในตอนที่เขาได้ยินเสียงรบกวนในรถม้า, ชายชราที่สวมชุดกันฝนสีเขียวชะอุ่มไม่ได้หันกลับมา, แล้วพูดต่อ “ถ้าเจ้าเริ่มต้นจากทะเลภูเขาทางฝั่งตะวันออกที่ห่างไกล, มุ่งหน้าไปตามแนวชายเขาที่คดเคี้ยว, ในที่สุดเจ้าก็จะไปถึงเขตทะเลภูเขาน้ำแข็งที่อยู่ทางเหนือ, หนึ่งในสองเทือกเขาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของอาณาจักรหยุนฉิน หลังจากที่พวกเราพ้นเทือกเขานี้แล้ว, อีกไม่ไกลก็จะถึงสำนักหลวนขจี”

“สำนักหลวนขจีอยู่ข้างหลังภูเขาพวกนี้หรอครับ?”

หลิน ฉีมองเทือกเขาที่ตั้งอยู่ไกลๆ ไม่ว่ามันจะเป็นฝน, หิมะ, พืชที่อยู่บนภูเขา, หรือแสงอาทิตย์ที่สะท้อนออกมาจากหน้าผา, ทุกสิ่งนั้นล้วนสะอาดบริสุทธิ์ ที่สองฝั่งของรถม้าที่เปื้อนโคลน, มีพื้นหญ้าที่มีดอกไม้ทุกชาติพันธ์ทอดยาวไปจนถึงตีนเขา บรรยากาศที่สะอาดและสงบสุขนี้ทำให้เขารู้สึกหลงไหลอย่างบอกไม่ถูกจริงๆ

ที่ตีนเข้านั้นมีหมู่บ้านอยู่แห่งนึง, มีบ้านไม้กระจัดกระจายอยู่ตามพื้นดินต่างระดับ ที่รอบๆหมู่บ้านและตามเนินเขานั้นมีทุ่งแอปริคอตอยู่, และตอนนี้ดอกของมันก็เบ่งบานอย่างงดงามและเจริญตาเหมือนกับเมฆดอกไม้

“ลุงหลิว, พวกเราจะผ่านที่นั่นรึเปล่าครับ?” สายตาของหลิน ฉีถูกความเงียบสงบและความบริสุทธิ์งดงามของหมู่บ้านนี้ดึงดูดอย่างสมบูรณ์, เขาอดถามชายชราที่นั่งอยู่ข้างหน้ารถม้าไม่ได้

ชายชราเหม่อไปพักนึง จากนั้นเขาก็พยักหน้าแล้วพูดออกมา “หมายถึงหมู่บ้านทุ่งแอปริคอต*สินะ หุบเขาที่พวกเราจะผ่านอยู่ข้างหลังหมู่บ้านนั่นแหล่ะ”

“หมู่บ้านทุ่งแอปริคอตหรอครับ?” หลิน ฉี อดเผยรอยยิ้มออกมาไม่ได้ “แล้วที่หมู่บ้านทุ่งแอปริคอตนี่มีไวน์ไหมครับ?”

ชายชราหันมาด้วยความประหลาดใจเล็กน้อยในขณะที่มอง หลิน ฉี เขาพูดพลางขมวดคิ้ว “ถ้าร้านเล็กๆที่ต้นหมู่บ้านยังเปิดอยู่,     ก็น่าจะพอมีไวน์ขายหล่ะนะ, แต่มันก็ไม่ใช่ไวน์ที่พิเศษอะไรหรอก, และถ้าพวกเราแวะพักที่นี่, พวกเราก็จะเดินทางช้าไปอีกหนึ่งวันเลยนะ...”

“ไม่เป็นไรครับ, ข้าแค่บังเอิญนึกถึงกลอนบทนึงขึ้นมา, ก็เลยถามเฉยๆครับ” หลิน ฉีฉีกยิ้มจนหางตาของเขาก็โค้งตามไปด้วย เขารู้ว่าชายชราคนนี้ไม่เข้าใจความหมายของสิ่งที่เขาจะสื่ออย่างแน่นอน

ชายชราพยักหน้า, เห็นได้ชัดว่าเขาไม่ได้สนใจบทกลอนที่ว่านี่เลย, ดังนั้นเขาจึงไม่ได้พูดอะไรออกมาอีก

หมู่บ้านที่ซ่อนอยู่ข้างหลังทุ่งแอปริคอตค่อยๆเผยออกมาชัดขึ้นเรื่อยๆ หลิน ฉี ตกตะลึง

ตรงริมเขาที่อยู่ไกลๆมีวัวควายอยู่ฝูงนึง ที่ด้านหลังพวกมันมีเด็กชายเลี้ยงวัวสวมชุดกันฝนอยู่คนนึง

ในตอนที่หลิน ฉีถามชายชราเรื่องร้านไวน์, เด็กชายคนนั้นก็ชี้ไปทางหมู่บ้านทุ่งแอปริคอต ต่อให้ไม่มีไวน์อยู่ในหมู่บ้านทุ่งแอปริคอต, แต่ฉากที่อยู่เบื้องหน้าเขานี้ก็ดูคุ้นเคยมากจริงๆ

“ลุงหลิว, พวกเราหยุดที่นี่สักแปบนึงได้ไหมครับ?” ทันใดนั้นเอง, หลิน ฉีก็ถามชายชราที่กำลังขับรถม้าอยู่

หลังจากเงียบไปครู่นึง, ชายชราก็หยุดรถม้า

หลิน ฉีกางร่มกระดาษน้ำมัน, แล้วรีบเดินออกไปจากรถม้าภายใต้สายตาตกอกตกใจของชายชรา

ทางฝั่งซ้ายของรถม้านั้นเป็นทุ่งหญ้าที่เต็มไปด้วยดอกไม้เล็กๆสีม่วง, และมันก็มีกลีบดอกไม้ที่ร่วงลงมาจากต้นแอปริคอตกระจายอยู่เต็มพื้นด้วย หลิน ฉี เดินเข้าไปในทุ่งหญ้านี้, แล้วมองไปที่บ้านไม้หลังนึงที่อยู่ไม่ไกลจากริมหมู่บ้าน

มีลำธารเล็กๆไหลผ่านข้างหน้าบ้านไม้หลังนี้, และเหนือบ้านไม้ไปก็เป็นสะพานไม้

มีผู้หญิงถือตะกร้าคนนึงกำลังเดินไปที่สะพานนั้นพร้อมกับถือร่มกระดาษน้ำมันที่มีลักษณะอันคุ้นเคย หน้าตากับเสื้อผ้าของผู้หญิงคนนั้นปกติดี, แต่ในความเป็นจริงนั้น, ความบริสุทธิ์และความเรียบร้อยของเธอเป็นสิ่งที่ผู้หญิงในโลกก่อนของเขาไม่สามารถมีได้, และไม่สามารถปลอมได้ด้วยเช่นกัน  แค่เด็กเลี้ยงวัวที่อยู่ห่างออกไป, ผู้หญิงที่อยู่บนสะพานไม้, และหมู่บ้านทุ่งแอปลิคอตนี้, ก็ดูเหมือนจะเป็นทัศนียภาพที่งดงามที่สุดที่ปรากฎอยู่เบื้องหน้าสายตาของเขาแล้ว

“ก็แค่หญิงสาวชาวบ้านคนนึง, เจ้าจะมองอะไรนักหนา?” หลิน ฉี เดินกลับมาที่รถม้าหลังจากที่ยืนจ้องผู้หญิงคนนั้นเป็นเวลาพักใหญ่ๆ, ในตอนนั้นเองชายชราก็พูดพร้อมขมวดคิ้ว

หลังจากที่ หลิน ฉี ถอดรองเท้าที่เปียกเล็กน้อยออก, เขาก็นั่งเหยียดขาด้วยท่าที่สบายที่สุด, แล้วเขาก็พูดออกมาในลักษณะที่เหมือนกับมันเป็นสิ่งที่ลึกซึ้งและเข้าใจยาก “ลุงหลิว, สิ่งที่ข้ากำลังมองอยู่หน่ะไม่ใช่ผู้หญิงคนนั้นหรอก, แต่มันคือความเงียบสงบต่างหากหล่ะ”

แค่ก...แค่ก...ดูเหมือนว่าชายชราจะสำลักน้ำลายของตัวเอง, แล้วไอออกมา

“พวกเรากำลังจะถึงสำนักหลวนขจีแล้ว ลุงหลิว, จากสิ่งที่ลุงพูดมา, คงจะมีคนจากทุกสารทิศในอาณาจักรหยุนฉินมารวมตัวกันเยอะแยะเลยสินะครับ, และพวกเขาส่วนใหญ่ก็คงจะไม่ใช่ลูกสามัญชนธรรมดา การพูดอะไรพล่อยๆอาจจะทำให้เกิดปัญหาขึ้นได้มากมาย, ดังนั้นหลังจากที่ผ่านภูเขาลูกนี้ไป, ข้าจะไม่พูดเรื่องไร้สาระอีก” หลิน ฉี มองแผ่นหลังที่สั่นเล็กน้อยของชายชรา, จากนั้นเขาก็หัวเราะออกมาเบาๆ, แล้วกลับมาจริงจังต่อ “แต่ว่า, ก่อนที่จะผ่านเขาลูกนี้ไป, ข้าต้องพูดเรื่องไร้สาระออกมาให้เยอะๆก่อนไม่อย่างนั้นข้าอาจจะไม่สามารถทนเก็บมันเอาไว้ได้...ตอนนี้, ข้ามีพ่อแม่และน้องสาวที่ยอดเยี่ยมที่สุดในโลก, แต่ในบางครั้ง, ข้าก็ยังอดรู้สึกโดดเดี่ยวไม่ได้”

“ซึ่งมันเป็นเพราะไม่มีใครเข้าใจข้า” หลิน ฉี ยกผ้าม่านรถม้าขึ้นสุด, แล้วมองออกไปยังโลกภายนอกพร้อมกับพูดออกมา “อันที่จริง, ข้ามาจากโลกอื่น มันเป็นโลกที่มีสิ่งก่อสร้างสูงๆอยู่เต็มไปหมด, มีเครื่องบินแล้วก็รถไฟด้วย ในโลกนั้น, ข้าเป็นแค่นักศึกษามหาวิทยาลัยคนนึงที่กำลังจะจบปีสี่แล้ว, แต่ว่าข้าก็ดันเจออุบัติเหตุรถชนเข้าซะก่อน จากนั้นในตอนที่ข้าลืมตาตื่นขึ้นมาอีกครั้งนึง, ข้าก็มาอยู่ในโลกนี้, และกลายเป็นหลิน ฉีเข้าซะแล้ว พูดตามตรงนะ, ข้าชอบโลกใบนี้มากเลย, มันบริสทุธิ์มาก, โดยเฉพาะเมื่อนำไปเทียบกับพ่อแม่ในโลกเก่าของข้าที่ไม่เคยสนใจข้าเลยซักนิด, บางทีพวกเขาอาจจะไม่รู้ด้วยซ้ำว่าข้าประสบอุบัติเหตุรถชน ในตอนที่มาถึงที่นี่ข้าได้อ่านหนังสือมากมาย, ในตอนแรกข้าเชื่อว่าอาณาจักรหยุนฉินนั้นอาจจะมีประวัติศาตร์คล้ายกับฉิน, ยุคสมัยแห่งสงครามและอาวุธ, แต่ข้าก็ไม่เคยนึกฝันเลยว่าจะมีเด็กผู้หญิงคนนึงมาปรากฎตัวขึ้นอย่างกระทันหันแล้วถามคำถามข้ามากมาย, หลังจากนั้นก็มีเรื่องสำนักหลวนขจีเข้ามาต่อ ตอนแรก, ข้าไม่ได้สนใจสำนักหลวนขจีมากนักหรอก, เพราะถึงยังไง, ชีวิตในครอบครัวพ่อค้าที่มั่งคั่งในหมู่บ้านป่ากวางก็ไม่ได้เลวร้ายอะไร แต่ว่า, ในวันนั้นเองก็มีคนใหญ่คนโตผู้หนึ่งมากับลุงพร้อมกับคำสั่งภายใต้อำนาจของเจ้าเมือง, ตำแหน่งเจ้าเมืองที่ว่านี่โดยพื้นฐานแล้วก็คงจะเหมือนกับตำแหน่งเทศมนตรีในโลกของข้าสินะ, และด้วยเหตุนี้เองข้าจึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากยอมตามมาแต่โดยดี แต่ว่านะ, ข้าเองก็ไม่เคยนึกฝันเลยว่าจริงๆแล้วสำนักหลวนขจีจะเป็นสถานที่แบบนี้, สำนักฝึกจอมยุทธกับเวทมนตร์งั้นหรอ? แบบนี้ข้าก็เหมือนกับเป็นแฮรี่ พอตเตอร์เลยหน่ะสิ...”

“ในระหว่างเดินทางท่านชอบถามข้าบ่อยๆสินะว่าทำไมข้าถึงชอบมองเรื่องบางอย่างด้วยความสนใจและความละเอียดมากจนเกินเหตุ, รวมทั้งผู้หญิงเมื่อสักครู่นี้ด้วย” หลังจากที่เงียบไปพักนึง, หลิน ฉี ก็พูดต่อ “มันเป็นเพราะว่าในโลกนี้, ข้าก็เหมือนเป็นแค่นักท่องเที่ยวคนนึงยังไงหล่ะ”

“เรื่องราวของเจ้านี่ฟังดูค่อนข้างไร้สาระจริงๆนะ” คิ้วของชายชราขมวดแน่นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนในขณะที่ฟังหลิน ฉีเล่าอดีตของเขา “ไม่สิมันไร้สาระมากเลยหล่ะ, ถ้าเจ้าเข้าไปในสำนัก, เจ้าคงจะพูดเรื่องพวกนี้ออกมาไม่ได้จริงๆ

หลิน ฉี พยักหน้า เขามองชายชราที่ทำหน้าจริงจัง, แล้วจากนั้นก็พูดพลางหัวเราะออกมา “เรื่องราวของข้าจบแค่นี้แหล่ะ ลุงหลิว, แล้วเรื่องราวของท่านเป็นยังไงบ้าง? ข้ายังไม่เคยฟังท่านเล่าเรื่องอดีตเลย”

ร่างของชายชราตึงเล็กน้อย เขาหันกลับมา, สูดหายใจเข้าลึกๆ, แล้วถอนหายใจออกมาอย่างช้าๆ “เรื่องของข้ามันไม่ค่อยมีอะไรหรอก, ก็แค่เคยอยู่ที่กองทัพชายแดนมาสองสามปีเท่านั้นเอง”

...

รถม้าผ่านหุบเขาอันเงียบสงบและทอดยาวผ่านหมู่บ้านแอปริคอต ในตอนที่มันเข้าไปในหุบเขากว้างนี้หลิน ฉีก็รู้สึกเหมือนกับกำลังฝันอยู่, ตอนเข้ามานั้นมันยังเป็นช่วงเช้าตรู่อยู่เลย, แต่พอออกมา, มันก็มืดแล้ว

ที่อีกฝั่งนึงของหุบเขาฝนหยุดตกแล้ว ในตอนแรก, ทัศนียภาพนั้นไม่ได้แตกต่างอะไรจากโลกภายนอก, มันยังคงเป็นพื้นที่หุบเขา, และมีต้นแอปริคอตกับดอกไม้ป่านานาพันธุ์เบ่งบานอย่างงดงาม

มันไม่มีหมู่บ้านอื่นอยู่ในระยะสายตาเลย, แต่ชายชราก็ไม่ได้หยุดตั้งค่ายเหมือนปกติ, แต่เร่งขับรถม้าขึ้นไปทางเหนือแทน

ในตอนนั้นเองหลิน ฉีก็รู้สึกตัวด้วยความตกใจว่าอากาศกำลังร้อนขึ้นเรื่อยๆ, ราวกับว่าพวกเขากำลังจะเปลี่ยนฤดูจากใบไม้ผลิเป็นฤดูร้อน, และทัศนียภาพที่อยู่ข้างทางเองก็กำลังเปลี่ยนไปเหมือนกัน

“นี่คือทุ่งหญ้าสี่ฤดู, พื้นที่ราบต่ำที่ตั้งอยู่ระหว่างเส้นทางหลักของทะเลภูเขาที่พวกเราพึ่งผ่านมากับเทือกเขาบันไดสวรรค์, ซึ่งคนที่เดินทางผ่านนั้นจะได้เจอกับฤดูกาลทั้งสี่ ข้าแนะนำให้เจ้าถอดเสื้อผ้าออกบ้างดีกว่านะ, เพราะมันจะร้อนขึ้นเรื่อยๆ แต่ก็ไม่จำเป็นต้องห่วงหรอก, คนของสำนักจะมารับเราในเร็วๆนี้” ท้องฟ้าค่อยๆมืดลง  มีหมอกฟุ้งขึ้นมาจากภูเขา, ทำให้ทุกสิ่งดูพร่ามัวไปหมด, แต่ถึงอย่างนั้นชายชราก็ยังคงขับรถม้าต่อไป, แล้วพูดกับหลิน ฉีแบบนี้

“พวกเราจะไปเจอกับคนของสำนักหลวนขจีวันนี้เลยหรอครับ?” หลิน ฉีพึ่งดึงผ้าม่านในรถม้าขึ้นในตอนที่ได้ยินคำพูดของชายชรา, และเขาก็ตกใจในทันที

“พรุ่งนี้เป็นวันสอบเข้าสำนักหลวนขจี ตอนแรกข้ากะว่าจะพามาให้ถึงก่อนวันสอบอย่างน้อยสองวัน, เจ้าจะได้มีเวลาเรียนรู้เกี่ยวกับสำนักหลวนขจี, แต่ว่าวันนี้ฝนตกค่อนข้างหนัก, และเส้นทางก็ไม่ค่อยดีด้วย ถ้าพวกเราฝืนรีบเดินทาง, ม้าสองตัวนี้อาจจะทนไม่ไหว, แล้วจะกลายเป็นว่าทำให้พวกเราช้ากว่าเดิมได้” ชายชราหันกลับมามองหลิน ฉีแล้วพูด “ดังนั้นเจ้าจะมีเวลาแค่คืนนี้ในการถามและเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับการสอบเข้าในวันพรุ่งนี้”

หลิน ฉีตกตะลึง ในที่สุดเขาก็เข้าใจแล้วว่าทำไมชายชราถึงเดินทางผ่านทะเลภูเขาในวันนี้และรีบมาที่นี่

ทันใดนั้นเอง, รถม้าก็หยุดลงอย่างกระทันหัน

สายตาของหลิน ฉีมองผ่านร่างที่แข็งกระด้างของชายชรา, แล้วเห็นจุดแสงเล็กๆปรากฎขึ้นในหมอกที่อยู่ข้างหน้าโดยไม่มีสัญญาณอะไรมาก่อนเลย

จากนั้นชายหนุ่มคนนึงก็เดินผ่านหมอกมาพร้อมกับตะเกียงอันนึงที่ถืออยู่ในมือ

ชายหนุ่มคนนี้สวมชุดคลุมสีดำทั้งตัว, ที่แขนเสื้อของชุดคลุมกับขอบผ้านั้นมีริ่มสีทองอยู่ เขาดูแก่กว่า หลิน ฉี ไม่กี่ปี, และมีหน้าตาที่หล่อเหลากับคิ้วที่คมเข้มเหมือนกับดาบ เขามีรอยยิ้มที่เป็นมิตรแสดงอยู่บนหน้า, หน้าผากของเขาดูผ่อนคลาย, และผมของเขาก็ถูกผูกเอาไว้อย่างเรียบร้อยด้วยยางรัดผมสีเขียวที่ทำจากผ้า

“ข้าชื่อเซี่ย หยางปิง, หนึ่งในสมาชิกของสำนักนี้ พวกท่านมาเข้าร่วมการทดสอบใช่ไหม? ขอเหรียญผู้รับรองด้วย” ชายหนุ่มพยักหน้าให้ชายชรากับหลิน ฉีด้วยท่าทีสบายๆที่ดูไม่อ่อนปวกเปียกเหมือนทาสและดูไม่ดูดุดันเหมือนพวกหยิ่งผยอง, แต่ถึงอย่างนั้นมันก็ให้ความรู้สึกถึงความอ่อนโยนและความภาคภูมิใจ

“ใช่ครับ” ชายชราพยักหน้า เขาเอาของบางอย่างออกจากแขนเสื้อจากนั้นก็ส่งให้ชายหนุ่ม

หลิน ฉีมองดูอย่างเงียบๆด้วยความสงสัย เขาไม่รู้เรื่องเหรียญผู้รับรองเลย สิ่งที่ชายหนุ่มรับไปนั้นเป็นเหรียญผู้รับรองสีทองทรงสี่เหลี่ยม, จากที่ดูมันน่าจะเป็นของที่สำคัญมาก

“เชิญตามข้ามาได้เลยครับ”

หลังจากที่ชายหนุ่มคนนี้ตรวจสอบเหรียญอย่างละเอียดเป็นเวลาพักนึง, เขาก็ยิ้มให้พวกเขาอีกครั้งด้วยความอบอุ่น, และหันหลังกลับเพื่อเตรียมนำทาง

ภูเขาที่อยู่รอบตัวพวกเขาสูงขึ้นเรื่อยๆ, ม้าแก่ทั้งสองตัวเองก็ดูเหนื่อยล้าหนักขึ้นเรื่อยๆ, แม้ว่าจะไม่ได้โดนกระตุ้นให้เร่งความเร็วแล้วตาม ในขณะนั้นเอง, หมอกรอบตัวพวกเขาก็ค่อยๆหายไป, แล้วบรรยากาศกับทัศนียภาพข้างหน้าก็เหมือนกับอยู่ช่วงกลางฤดูร้อนแล้ว

หลังจากปีนไปถึงยอดของไหล่เขา, หลิน ฉี ก็ทอดสายตาออกไปไกล, แล้วเขาก็ถึงกับพูดไม่ออกในทันที

ข้างใต้ไหล่เขานี้เป็นที่ราบกว้างใหญ่, และในพื้นที่นั้นก็มีภูเขาทะเลสาบสีฟ้าอยู่แห่งนึง มีต้นหลิวสีเขียวต้นยักษ์ตั้งอยู่ที่ข้างทะเลสาบด้วยหนึ่งต้น

มีหิ่งห้อยจำนวนนับไม่ถ้วนบินว่อนอยู่เหนือทุ่งหญ้านี้ ในขณะที่บนพื้นที่ใกล้ๆทะเลสาบนั้นมีเตนท์กับกองไฟอยู่นับไม่ถ้วน นี่มันเหมือนกับหนังแฮรี่พอตเตอร์ที่เขาเคยดูในชีวิตก่อนจริงๆ, มันคือฉากตอนกำลังดูการแข่งควิดดิชเวิลด์คัพ

*บทกลอนที่มีชื่อ เสียงในเทศกาลเชงเม้ง, พูดถึงหมู่บ้านแห่งนึงที่มีต้นแอปริคอตบานและมีร้านไวน์อยู่แห่งนึง

清 明

qing ming

ชิง หมิง (เชงเม้ง)

ผู้ประพันธ์ ตู้มู่ 杜 牧du mu

清 明 时 节 雨 纷 纷 ,

qing ming shi jie yu fen fen

ฝนโปรยปรายในช่วงเทศกาลเชงเม้ง

路 上 行 人 欲 断 魂 .

lu shang xing ren yu duan hun

ผู้เดินทางมาสุสานแสนโศกาปิ้มขาดใจ

借 问 酒 家 何 处 有 ,

jie wen jiu jia he chu you

ขอถามหน่อยนะจ๊ะว่าโรงเตี๊ยมอยู่หนใด

牡 童 摇 指 杏 花 村 .

mu tong yao zhi xing hua cun

หนูน้อยเลี้ยงวัวควายชี้ทางให้ไปที่ซิ่งฮัวชุน(ชื่อสถานที่, หมู่บ้านทุ่งแอปริคอต)

(เนื้อหาบทกวีแปลไทย credit จาก trueplookpunya โดยคุณนฤมล แสงวัฒนจินดา และคุณภูมิ

จบบทที่ เล่มที่ 1 บทที่ 3 ก็แค่นักท่องเที่ยวคนนึง

คัดลอกลิงก์แล้ว