เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

เล่มที่ 1 บทที่ 2 ชายชราหนึ่งคนและชายหนุ่มอีกหนึ่งคนภายใต้ฝนฤดูใบไม้ผลิ

เล่มที่ 1 บทที่ 2 ชายชราหนึ่งคนและชายหนุ่มอีกหนึ่งคนภายใต้ฝนฤดูใบไม้ผลิ

เล่มที่ 1 บทที่ 2 ชายชราหนึ่งคนและชายหนุ่มอีกหนึ่งคนภายใต้ฝนฤดูใบไม้ผลิ


 

ฝนฤดูใบไม้ผลิตกลงมาปรอยๆ รถม้าเคลื่อนที่ไปข้างหน้าอย่างยากลำบากผ่านถนนที่เต็มไปด้วยโคลน

“ลุงหลิวครับ, อาณาจักรหยุนฉินของเรามีดาบบินรึเปล่าครับ? พวกเราเป็นอมตะได้รึเปล่า?”

ตอนนี้หลิน ฉีนั่งอยู่ข้างในรถม้า, และใช้แขนข้างนึงค้ำศรีษะของตัวเองเอาไว้ เขามองชายชราผมหงอกที่พักจากการขับรถม้าเข้ามาอยู่ที่มุมนึงข้างในรถ, และถามคำถามนี้อย่างจริงจัง

ด้วยความที่เหตุการณ์ลอบสังหารไม่เคยเกิดขึ้นจริงๆ, ลักษณะการแสดงออกของหลิน ฉีจึงทำให้เขาดูเหมือนกับชายหนุ่มเรียบร้อยและอัธยาศัยดีคนนึง, ทัศนคติของคนขับรถเฒ่าคนนี้เองก็อ่อนโยนกว่ามากเมื่อเทียบกันดูแล้ว, เขาไม่ได้ปล่อยกลิ่นอายที่เหมือนกับภูเขาศพผสมกับทะเลเลือดออกมา อย่างไรก็ตาม, ในตอนที่ได้ยินคำพูดของหลิน ฉี, ชายชรา, ที่ยังคงอ่อนโยนและใจดี, ก็รู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาอย่างกระทันหัน “หลิน ฉี, ลืมที่พ่อของเจ้าบอกไปแล้วรึไง! หลังจากที่ออกมาจากหมู่บ้านป่ากวางแล้ว, เจ้าควรจะพูดเรื่องไร้สาระแบบนี้ให้น้อยลงนะ ในช่วงสิบวันมานี้, เจ้าถามเรื่องนี้กับข้ามาไม่ต่ำกว่าสามสิบรอบแล้ว! ถ้าเจ้าอยู่ที่เมืองหลวงของทวีปกลาง, เจ้าอาจจะถูกโยนเข้าคุกไปแล้วด้วยซ้ำ

“ทำไมข้าต้องถูกจับส่งเข้าคุกเพราะแค่พูดเรื่องพวกนี้ด้วย?” หลิน ฉีดูมีท่าทีตกใจที่ภายนอก, แต่อันที่จริงนั้นเขากำลังหัวเราะคิกคักอยู่ในใจ พวกเขาอยู่ด้วยกันมาเป็นเวลาประมาณสองสัปดาห์แล้ว หลังจากผ่านเหตุการณ์พยายามลอบสังหารมา, เขาก็มองว่าชายชราที่มีนามสกุลหลิวคนนี้เป็นคนประเภทเดียวกับแม่ของเขาในโลกนี้, ภายนอกอาจดูเข้มงวด, แต่จริงๆแล้วมีจิตใจที่อ่อนโยนแฝงอยู่ข้างใน ตราบใดที่เขาไม่ทำอะไรล่วงเกินชายชราคนนี้, อีกฝ่ายก็จะไม่แสดงด้านที่อันตรายออกมาเลย

“ข้าเหนื่อยแล้ว...” ใบหน้าของชายชราจริงจัง, เขาพูดออกมาด้วยน้ำเสียงเฉื่อยชา, และจากนั้นเขาก็ตัดสินใจที่จะหลับตาลง ทัศนคติของหลิน ฉีทำให้เขาไม่มีทางเลือก ในการเผชิญหน้ากับชายหนุ่มที่สุภาพอ่อนโยนเช่นนี้, มันไม่มีทางที่เขาจะทำเหมือนกับตอนที่อยู่ในกองทัพชายแดน, อย่างการพูดใส่ทหารใหม่อย่างโหดร้ายเพียงเพราะตัวเองหมดความอดทนได้เลย

“ลุงหลิว, ในเมื่อท่านสัญญากับท่านพ่อว่าจะดูแลข้าเป็นอย่างดี, ท่านก็คงไม่อยากให้ข้าต้องเจอกับปัญหาใหญ่เพียงเพราะข้าพูดเรื่องไม่ดีหรอก ใช่ไหมครับ? ยิ่งไปกว่านั้น, พวกเราก็เดินทางมาได้ครึ่งทางแล้ว! แม้ว่าข้าจะได้เห็นทิวทัศน์ต่างๆมาค่อนข้างเยอะ, แต่ข้าก็ยังไม่รู้อะไรเกี่ยวกับสำนักหลวนขจีที่เป็นจุดหมายปลายทางของข้าเลย อย่างน้อยท่านก็น่าจะเล่าเรื่องเกี่ยวกับสำนักหลวนขจีให้ข้าฟังบ้างสิ...”

อย่างไรก็ตาม, คำพูดที่อ่อนโยนของหลิน ฉีก็ยังคงเข้าไปถึงหูของเขาอยู่ดี

“แล้วก็, นี่มันก็ผ่านมาตั้งหลายวันแล้วนะ, ถ้าท่านไม่คุยกับข้า, ข้าได้เบื่อตายจริงๆแน่! ขืนยังอยู่ในสภาพแบบนี้ต่อไป, ถึงจะไม่มีอะไรผิดปกติเกิดขึ้นกับข้า, ข้าก็คงจะล้มป่วยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้อยู่ดี!”

ในตอนที่เขาได้ฟังประโยคครึ่งแรกของหลิน ฉี, ชายชรายังคงไม่สนใจ, แต่ในตอนที่ได้ฟังประโยคครึ่งหลัง, ความเย็นชาของเขาก็หายไป, แล้วคิ้วของเขาก็เลิกขมวดด้วย

ใช่แล้ว, หลิน ฉีก็ไม่ต่างอะไรไปจากชายหนุ่มธรรมดาคนนึงที่ไม่เคยออกจากหมู่บ้านป่ากวางเลย แม้จะรู้สึกว่าเจ้าหนุ่มคนนี้ชอบทำตัวแปลกๆ, แต่เขาก็ไม่ใช่พวกทหารในกองทัพชายแดนที่ชายชราคนนี้คุ้นเคยด้วย, และเขาก็ไม่ใช่คนที่จะยอมตรงเข้าไปหาอันตรายโดยไม่ปริปากอะไรเลย

อันที่จริง, แม้กระทั่งในกองทัพชายแดน, การลงโทษที่หนักที่สุดสำหรับพวกทหารที่ทำผิดวินัยจะได้รับนั้นก็ไม่ใช่การลงแซ่, แต่มันคือการปล่อยให้อยู่ในห้องมืดๆที่มีความกว้างพอๆกับรถม้าคันนี้เป็นเวลาหนึ่งเดือนต่างหากหล่ะ

พอคิดถึงจุดนี้, หัวใจของชายชราที่แข็งดุดเหล็กกล้าจากการใช้ชีวิตอยู่กับความเป็นความตายมาโดยตลอดก็เริ่มละลายในทันที

ทันใดนั้นเองเขาก็นึกย้อนถึงช่วงเวลาเกือบสองสัปดาห์ที่ผ่านมานี้, นิสัยของชายหนุ่มจากตระกูลที่มั่งคั่งในหมู่บ้านป่ากวางคนนี้, นอกจากการที่ชอบพูดแปลกๆนั้น, จริงๆแล้วเขาเป็นคนที่เหนือความคาดหมายมากเลย ถึงแม้ว่าพวกเขาจะไม่มีที่พักที่ถูกสุขลักษณะ, ถึงแม้ว่ามันจะเป็นแค่เสื่อที่คลุมพื้นหญ้าเอาไว้เฉยๆ, แต่ชายหนุ่มที่เคยใช้ชีวิตเหมือนกับเจ้าชายก็ไม่เคยปริปากบ่นเลย ในตอนที่มีแค่น้ำเย็นๆไร้รสชาติและขนมปังแข็งๆที่แทบจะเคี้ยวไม่ได้ให้กิน, ชายหนุ่มคนนี้ก็ยังยอมกินเข้าไปด้วยจิตวิญญาณที่แกร่งกล้า

“หรือว่าเจ้าหน้าที่ระดับสูงคนนั้น, จะเล็งเห็นถึงศักยภาพของเจ้าหนูนี่ได้ในช่วงสั้นๆ, ก็เลยเป็นคนส่งให้เขาไปเข้าร่วมการสอบเข้าของสำนักหลวนขจีกันนะ?” ราวกับเข้าใจเรื่องบางอย่างขึ้นมาได้อย่างกระทันหัน, ร่างของชายชราก็สั่นเหล็กน้อย หลังจากนั้นด้วยเสียงซู่ว, เขาก็เอนตัวพิงผนักรถม้า, ทำให้น้ำฝนที่มารวมกันอยู่ที่มุมนี้กระจายไปทั่วทุกที่

รถม้ากลับสู่ความเงียบในทันที

ชายชราผมหงอก, ที่มีตีนกาเหมือนกับถูกแกะสลักด้วยมีดและเคยผ่านความยากลำบากมาอย่างไม่รู้จบผู้นี้, มองไปที่เด็กหนุ่ม

สายตาที่สดใสและบริสุทธิ์ของเด็กหนุ่มนั้น, เต็มไปด้วยความอยากรู้และความคาดหวัง

ม้าแก่ขนสีเทาทั้งสองตัวเดินไปตามพื้นโคลนอย่างช้าๆ ไม่นานนักทั้งสองฝั่งของถนนก็เต็มไปด้วยป่าสน ฝนใบไม้ผลิยังคงตกลงมาปรอยๆ, ทำให้เกิดเสียงดังเปาะแปะไปตามทาง มียอดไผ่มากมายที่พึ่งจะโผล่พ้นดิน, และมันก็เป็นสีเขียวชะอุ่มเต็มไปด้วยความมีชีวิตชีวาเหมือนกับหลิน ฉี

“ทำไมเจ้าถึงชอบพูดเรื่องไร้สาระพวกนี้จังเลยนะ?” อารมณ์ของชายชราผ่อนคลาย, เขาเหยียดขาจนสุด, และจัดท่านั่งของตัวเองให้สบายขึ้น

หลิน ฉี มองชายชราที่เห็นได้ชัดว่ายอมใจอ่อนแล้ว, ด้วยความตื่นเต้นอยู่ข้างใน สำหรับเขา, โลกนี้ยังถือเป็นสิ่งแปลกใหม่อย่างสมบูรณ์ เขาเหมือนกับนักท่องเที่ยว, ที่อยากรู้ไปหมดทุกอย่าง

“จริงๆแล้วมันไม่ได้ไร้สาระซักหน่อย ท่านก็น่าจะรู้อยู่แกใจนี่?” เขามองชายชราที่เห็นได้ชัดว่ามีเรื่องจะเล่ามากมาย, แล้วพูดพลางหัวเราะออกมา “ข้าเคยอ่านหนังสือที่ค่อนข้างน่าสนใจมาบ้างหน่ะ และเรื่องราวในหนังสือเหล่านั้น, ก็มีการพูดถึงผู้แข็งแกร่งที่สามารถปล่อยดาบบินออกมาตัดหัวคนที่อยู่ห่างออกไปเป็นไมล์ได้, แถมมันยังสามารถแหวกฟ้า, มุดดิน, เคลื่อนภูเขาและแยกทะเลได้ด้วย! แล้วก็นะ, ถึงแม้ว่าข้าจะไม่เคยออกจากหมู่บ้านป่ากวาง, และที่หมู่บ้านก็ไม่ค่อยมีคนมีประสบการณ์ซักเท่าไหร่, แต่สำหรับพวกเราสองคนที่เป็นชายชราคนนึงกับเด็กอีกคนนั้น, การเดินทางตัดผ่านอาณาจักรหยุนฉิน, จะต้องมีอันตรายมากมายรออยู่อย่างแน่นอน เมื่อไม่นานมานี้, ท่านพ่อเคยเล่าให้ข้าฟังว่าเมืองป่าตะวันออกมีขบวนพ่อค้าถูกโจมตีและถูกปล้นด้วย แต่ถึงอย่างนั้นท่านกลับมั่นใจว่าจะพาข้าเดินทางได้ด้วยตัวคนเดียว, แถมลุงหลิวก็ดูไม่มีทีท่าจะกังวลหรือไม่สบายใจด้วย ยิ่งไปกว่านั้น, ข้ารู้สึกว่าท่านดูคุ้นเคยกับเส้นทางนี้มากเลย, ดังนั้นข้าจึงเชื่อว่าท่านจะต้องเป็นหนึ่งในจอมยุทธเหมือนเรื่องเล่าพวกนั้นอย่างแน่นอน และนั่นก็คือเหตุผลที่ทำไมข้าถึงถามเรื่องพวกนี้กับท่าน”

ชายชราตกตะลึง

คำพูดไร้สาระต่างๆที่หลิน ฉีพูดมานั้น, พอเอาจริงๆแล้วมันก็มีเหตุผลในตัวมันเองอยู่, ทุกสิ่งที่ว่ามานี้เชื่อมโยงกันได้อย่างเหลือเชื่อ

“เจ้านี่หัวดีใช้ได้เลยนะ” ชายชรามองหลิน ฉี, และจากนั้นก็ส่ายหัว “แล้วก็ดูเหมือนว่าเจ้าจะอ่านพวกหนังสือเพ้อฝันที่มีความเชื่อผิดๆเกี่ยวกับความอมตะมากเกินไปด้วย”

“นี่ลุงหลิวกำลังจะบอกว่าโลกนี้ไม่มีคนที่สามารถปล่อยดาบบินออกมา, และใช้เวทมนตร์ที่น่าตกตะลึงอย่างการเคลื่อนภูเขาแยกทะเลหรอครับ?”

“ดาบบินหน่ะอาจจะมีคนไปถึงขั้นนั้นอยู่, แต่ไม่มีทางที่จะมีจอมยุทธคนไหนไปถึงระดับอมตะตามที่เขียนเอาไว้ในหนังสือพวกนั้นหรอกนะ ลองคิดดูดีๆสิ, ถ้ามีคนแข็งแกร่งระดับนั้นจริงๆ, คนพวกนั้นก็น่าจะฆ่าพวกเจ้าหน้าที่ระดับสูงได้ง่ายๆเลยถูกไหม?”

“แสดงว่ามีสินะครับ?” หลิน ฉี อ้าปากค้างโดยไม่รู้ตัว “พวกดาบบินนี่, มันบินไปได้ไกลแค่ไหนหรอครับ? แล้วในอาณาจักรหยุนฉินของเรา, มีคนที่ทำแบบนั้นได้กี่คน?”

“พวกที่อ่อนแอจะสามารถปล่อยไปได้แค่ประมาณหนึ่งร้อยก้าว, ส่วนพวกที่แข็งแกร่งจะสามารถฆ่าได้ในพันก้าว ในส่วนของจำนวนคนที่ทำได้ถึงระดับนั้น, ข้าเองก็ไม่รู้เหมือนกัน, สิ่งที่ข้ารู้มันมีขีดจำกัดมากๆ” ชายชราพึมพำกับตัวเอง “ในช่วงชีวิตของข้า, ข้าเคยเจอคนระดับนั้นแค่สามคนเท่านั้นเอง”

“พันก้าวหรอ...ขนาดนี้ก็ถือว่าไร้เทียมทานมากๆแล้วนะ” หลิน ฉีพึมพำกับตัวเอง ต่อให้มันทำได้แค่ร้อยก้าว, แต่การที่ตัวตนอย่างดาบบินมีอยู่จริงๆก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้เขาเปลี่ยนมุมมองความเข้าใจในโลกนี้ใหม่

“แล้วลุงหลิวหล่ะครับ? ลุงใช้ดาบบินได้ไหม?” หลังจากที่พึมพำกับตัวเอง, หลิน ฉีก็เงยหน้ามองชายชราตรงๆ, แล้วถามอย่างจริงจัง

“แน่นอนว่าไม่ได้อยู่แล้ว, ไม่อย่างนั้นข้าจะมาเป็นคนขับรถม้ากระจอกๆแบบนี้ไปทำไม?” ชายชราเองก็ตอบอย่างจริงจัง หลังจากนั้นไม่นาน, ชายชรากับคนหนุ่ม, ก็รู้สึกว่าการสนทนานี้ค่อนข้างไปในทางที่ดีขึ้นเรื่อยๆ, และพวกเขาทั้งคู่ก็ระเบิดเสียงหัวเราะออกมาร่วมกัน

“แล้วสำนักหลวนขจีเป็นสถานที่แบบไหนกันแน่ครับ?” ในตอนที่เสียงหัวเราะเบาบางลง, หลิน ฉี ก็มองชายชราคนนี้, และขอคำชี้แนะเพิ่มเติม

“ถ้าพูดง่ายๆ, มันก็คือสถานที่ที่เอาไว้ฝึกฝนพวกจอมยุทธประเภทที่สามารถปล่อยดาบบินอย่างที่เจ้าพูดถึงนั่นแหล่ะ, มันเป็นสถานที่สำหรับฝึกฝนบุคคลชั้นยอด” ในตอนที่เขาได้ยินคำว่าสำนักหลวนขจี, ความจริงจังและความเคารพก็แสดงออกมาบนใบหน้าของชายชราอย่างชัดเจน “ในบรรดาเหล่าบุคคลผู้ยิ่งใหญ่ที่มีอิทธิพลในอาณาจักรหยุนฉินของพวกเรานั้น, มีอยู่อย่างน้อยครึ่งนึงที่มาจากสำหนักหลวนขจี”

หลิน ฉี อ้าปากค้าง, เขาอึ้งจนพูดไม่ออก

แม้ว่าชายชราที่มากับรถม้าคันนี้จะบอกกับเขาไปแล้วว่าตราบใดที่เขาเข้าสำนักหลวนขจีได้, อย่างน้อยที่สุดเขาก็จะได้รับตำแหน่งของทางการอย่างแน่นอน, และมันก็จะไม่ใช่ตำแหน่งต่ำๆด้วย, แต่เขาก็ไม่เคยคิดเลยว่าสำนักหลวนขจีนั้นจริงๆแล้วจะเป็นสถานที่แบบนี้ นี่มันยิ่งน่าสนใจขึ้นเรื่อยๆแล้ว

หลิน ฉี เหม่อไปพักนึง จากนั้น, หลังจากที่ถอนหายใจออกมา, เขาก็มองชายชราแล้วถาม “ลุงหลิว, ท่านช่วยเล่าละเอียดกว่านี้หน่อยได้ไหมครับ?”

“นอกจากพวกที่ได้เข้าเรียนสำหนักหลวนขจี,  ก็ไม่ค่อยมีใครรู้เกี่ยวกับสำนักแห่งนี้มากนักหรอก แต่ถ้าให้พูดตรงๆหล่ะก็, สำนักหลวนขจีไม่ใช่สถานที่ที่คนอย่างข้ากล้าพูดออกมาง่ายๆอย่างแน่นอน ยิ่งไปกว่านั้น, นอกจากพวกที่จบจากสำนักหลวนขจีจริงๆและพวกผู้ทรงอิทพลของเมืองหลวงทวีปกลาง, ความเข้าใจของคนอื่นๆเกี่ยวกับสำนักหลวนขจีนั้นมีจำกัดมาก และด้วยเหตุนี้เองข้าจึงอยากขอให้เจ้าห้ามไปบอกคนอื่นนะว่าวันนี้เขาได้เล่าเรื่องเกี่ยวกับสำนักหลวนขจีให้เจ้าฟัง, ไม่อย่างนั้นมันจะนำพาปัญหาที่ไม่จำเป็นมาให้เจ้ากับข้า” ชายชรามองหลิน ฉี, ด้วยสีหน้าที่ค่อนข้างจริงจัง

“เข้าใจแล้วครับ” หลิน ฉี พยักหน้าอย่างหนักแน่น

“สำนักหลวนขจีนั้นเป็นหนึ่งในสามของสำนักที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของอาณาจักร, ในช่วงนี้มันไม่มีผู้ที่แข็งแกร่งจนถึงขั้นเด่นสะดุดตาหรอก, แต่มันก็เป็นสำนักที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานที่สุดในอาณาจักรหยุนฉินของพวกเรา นอกจากนี้, ถ้าไม่ใช่เพราะสำนักหลวนขจีได้สร้างคนที่ยอดเยี่ยมอย่างอาจารย์ใหญ่จางขึ้นมา, อาณาจักรหยุนฉินของพวกเราก็คงจะไม่ได้มีดินแดนที่กว้างขวางเฉกเช่นทุกวันนี้หรอก” ชายชราพึมพำกับตัวเอง, ดวงตาของเขาสั่นคลอน, ด้วยความที่รู้ดีว่าการพูดเรื่องนี้ออกมานั้นเป็นการกระทำที่เสี่ยงมาก อย่างไรก็ตาม, ศักยภาพของหลิน ฉีก็ยังทำให้เขายอมเล่าเรื่องพวกนี้ออกมาได้อยู่ดี

“สามสำนักที่ยิ่งใหญ่หรอครับ?” หลิน ฉี มองอย่างเหม่อลอย

“ใช่แล้วนอกจากสำนักหลวนขจีมันยังมีสำนักนิรันดร์และสำนักอัศนีอยู่ด้วย” ชายชราพยักหน้า “ก่อนหน้านี้ข้าบอกเจ้าไปแล้วสินะว่าบุคคลที่มีอิทธิพลของอาณาจักรครึ่งนึงมาจากสำนักหลวนขจี, ซึ่งอีกครึ่งที่ว่านั้น...ส่วนใหญ่ก็มาจากสองสำนักนี้แหล่ะ”

หลิน ฉีถามต่อ “แล้วทั้งสามสำนักนี้แตกต่างกันยังไงหรอครับ?”

ชายชรามองหลิน ฉี “นอกจากพวกที่ศึกษาในทั้งสามสำนักนี้, ก็ไม่ค่อยมีใครรู้เรื่องเกี่ยวกับทั้งสามสำนักนี้นักหรอก, เพราะในตอนที่นักเรียนของทั้งสามสำนักนี้จบมา, พวกเขาก็มีตำแหน่งเทียบเท่ากับหัวหน้าหมู่บ้านแล้ว ยิ่งไปกว่านั้น, พวกเขาส่วนใหญ่ยังไต่อันดับขึ้นไปได้อย่างรวดเร็วด้วย, แล้วแบบนี้คนธรรมดาอย่างพวกเราจะไปทำความเข้าใจได้ยังไงหล่ะ? แต่ว่านะ, นี่ไม่ใช่สิ่งที่เจ้าต้องกังวลหรอก ถ้าเจ้าเข้าสำนักหลวนขจีได้จริงๆ, เจ้าก็จะเข้าใจเรื่องทั้งหมดนี้ด้วยตัวเอง”

“แค่เข้าไปเรียนแล้วจบออกมา, ก็จะมีตำแหน่งเทียบเท่ากับหัวหน้าหมู่บ้านสินะ?” รูปแบบความเข้าใจนี้ปรากฎขึ้นในหัวของหลิน ฉี

“ถ้าในเมื่อทั้งสามสำนักนี้มันฟังดูน่าเหลือเชื่อขนาดนี้, แล้วทำไมพวกเขาถึงให้ข้าเข้าไปหล่ะ, ท่านรู้ไหมครับว่าใครเป็นคนอยากให้ข้าไปเข้าสำนัก?” สายตาของหลิน ฉีเปล่งประกาย

“ข้ารู้ว่าถ้าข้าไม่ตอบคำถามนี้กับเจ้า, เจ้าก็คงจะกวนใจข้าไปตลอดการเดินทางนี้สินะ แต่ว่า, ข้าคงบอกได้แค่ว่าข้าเองก็ไม่รู้คำตอบของคำถามนี้หรอก เพราะคนธรรมดาไม่มีคุณสมบัติในการเข้าร่วมสอบเข้าทั้งสามสำนักที่ยิ่งใหญ่นี้เลย! แม้แต่ข้าเองก็ค่อนข้างอยากรู้ว่าเจ้าหน้าที่ระดับสูงคนนี้เป็นใครกันถึงมีอำนาจในการฝากเจ้าให้เข้าร่วมการสอบสำนักหลวนขจีได้, แต่ว่าสถานะของคนๆนั้นสูงเกินไป, ซึ่งนั่นเป็นเหตุผลที่ทำไม...”

“เป็นเหตุผลที่ทำไมมันจะเป็นการดีที่สุดถ้าพวกเราไม่ไปเดามั่วๆ, และมันจะดีที่สุดกับตัวพวกเราเองสินะครับ เพราะถ้าขึนพวกเราเดาความคิดของเจ้าหน้าที่ระดับสูงคนนี้ผิดและมีคนไม่พอใจขึ้นมา, พวกเราก็อาจจะเจอกับปัญหาใหญ่ได้” ก่อนที่ชายชราจะพูดจบ, หลิน ฉี ก็หัวเราะในใจ, แล้วพูดแทรกขึ้นมา

ชายชรามองด้วยสายตาเหม่อลอยเป็นเวลาพักนึง, เขาไม่ได้ยิ้ม, แต่พยักหน้าแล้วพูดออกมาแทน “ถ้าเจ้าเข้าใจก็ดีแล้ว”

จากนั้นรถม้าก็กลับมาอยู่ในความเงียบ, มีแค่เสียงฝนฤดูใบไม้ผลิที่ตกลงมากระทบกับหลังคาของรถม้าเท่านั้น

“ลุงหลิวครับ” หลิน ฉี เรียกชายชราอย่างกระทันหัน

“มีอะไร?” ชายชรามองหลิน ฉีด้วยความรู้สึกค่อนข้างประหลาดใจ, แต่เขาก็เห็นแค่สีหน้าที่ค่อนข้างเหม่อลอยของหลิน ฉี “ลุงหลิว, ตอนนี้ข้าเริ่มรู้สึกสนใจสำนักหลวนขจีนี้ขึ้นมาแล้วหล่ะ”

จบบทที่ เล่มที่ 1 บทที่ 2 ชายชราหนึ่งคนและชายหนุ่มอีกหนึ่งคนภายใต้ฝนฤดูใบไม้ผลิ

คัดลอกลิงก์แล้ว