- หน้าแรก
- ผู้อัญเชิญลำดับหนึ่ง
- ตอนที่ 338 ยากจะปฏิเสธความรับผิดชอบ
ตอนที่ 338 ยากจะปฏิเสธความรับผิดชอบ
ตอนที่ 338 ยากจะปฏิเสธความรับผิดชอบ
"เข้าใจแล้ว!"
ทุกคนขานรับ
ทันใดนั้น ผู้อำนวยการสวี่เจ๋อก็เรียกอาจารย์ผู้ฝึกสอนของสำนักศึกษาเขตกลางท่านหนึ่งมา เพื่อให้เขาจัดการเรื่องที่พักและรับคะแนนห้าล้านคะแนนให้แก่นักเรียนที่รั้งอยู่เหล่านี้
เมื่อได้คะแนนห้าล้านคะแนนนี้มา อันดับของกลุ่มอสูรในสำนักศึกษาเขตตะวันตกก็พุ่งพรวดขึ้นมา อยู่ในอันดับที่สองของตารางจัดอันดับทีมทันที!
ส่วนทีมอู๋เซี่ยง ยังคงเป็นอันดับที่หนึ่ง
เพราะทีมอู๋เซี่ยงก็ได้รับห้าล้านคะแนนเช่นกัน
ด้วยเหตุนี้ กลุ่มอสูรจากสำนักศึกษาเขตตะวันตก กลุ่มจากสำนักศึกษาเขตทักษิณ และกลุ่มจากสำนักศึกษาเขตบูรพา จึงได้เข้าพักในสำนักศึกษาเขตกลาง
พวกเขาไม่ได้พักอยู่รวมกับนักเรียนของสำนักศึกษาเขตกลาง ทว่าพักอยู่ในเรือนรับรองของสำนักศึกษาเขตกลาง
เรือนรับรองนั้นกว้างใหญ่มาก ดังนั้นกลุ่มจากทั้งสามเขตจึงพักอยู่ในเรือนรับรองหลังเดียวกัน
ผู้อำนวยการเสวียนอวิ๋นและทีมอู๋เซี่ยงมาส่งกลุ่มอสูรเข้าเรือนรับรองด้วยตัวเอง ก่อนจากกัน ผู้อำนวยการเสวียนอวิ๋นและคนอื่น ๆ ต่างก็กำชับพวกเขา
"สองเดือนนี้ พวกเจ้าจงอยู่แต่ในสำนักศึกษาเขตกลางให้ดี อย่าได้ออกไปข้างนอก"
ผู้อำนวยการเสวียนอวิ๋นกล่าวด้วยความหวังดีและห่วงใย
"ท่านผู้อำนวยการ โปรดวางใจ พวกเราจะรั้งอยู่ในสำนักศึกษาเขตกลางและบำเพ็ญเพียรอย่างดีเจ้าค่ะ"
เสิ่นเยียนตอบกลับ
ผู้อำนวยการเสวียนอวิ๋นได้ยินดังนั้นก็พยักหน้า จากนั้นก็ส่งเสียงผ่านปราณจิตถึงเสิ่นเยียนด้วยสีหน้าลึกลับซับซ้อน
"อย่าให้เผยซู่เปิดเผยสถานะเด็ดขาด"
"เจ้าค่ะ ข้าจะจับตาดูเขาเอง"
เสิ่นเยียนรับคำอย่างหนักแน่น
"อีกอย่าง ทรัพยากรการบำเพ็ญเพียรของสำนักศึกษาเขตกลางนั้นดีกว่าสำนักศึกษาเขตตะวันตกของเรามากนัก หากพวกเจ้าพบเจอทรัพยากรที่เหมาะสมกับตนเอง ก็จงใช้คะแนนของทีมแลกมาเสีย อย่าปล่อยให้โอกาสในครั้งนี้เสียเปล่า"
ผู้อำนวยการเสวียนอวิ๋นกำชับต่อ
"อืม"
เสิ่นเยียนพยักหน้า
"ศิษย์น้องเสิ่น ไว้พบกันใหม่ในอีกสองเดือนข้างหน้า"
ตอนนั้นเอง อินซือเยี่ยนก็เอ่ยขึ้น
"รักษาตัวด้วย"
เฉียวหรูอีตบไหล่เสิ่นเยียน เผยรอยยิ้มกล่าว
เสิ่นเยียนรับคำทีละคน
ผู้อำนวยการเสวียนอวิ๋นและคนอื่น ๆ ก็ได้กำชับพวกของเวินอวี้ชูอีกสองสามประโยค ให้พวกเขาพยายามอย่าทำตัวโดดเด่น ในสำนักศึกษาเขตกลางในช่วงสองเดือนนี้
"พวกเราทราบแล้วขอรับ"
ผ่านไปไม่นาน ผู้อำนวยการเสวียนอวิ๋นก็พาทีมอู๋เซี่ยงออกจากสำนักศึกษาเขตกลางไป ส่วนผู้ที่จากไปก่อนพวกเขาก็คือผู้อำนวยการสำนักศึกษาเขตอุดรและโหยวฮั่วจิง
เรือนรับรองของสำนักศึกษาเขตกลางนั้น ดีกว่าโรงเตี๊ยมข้างนอกเสียอีก
แต่ละคนมีห้องพักคนละหนึ่งห้อง
ส่วนคนทั้งแปดแห่งกลุ่มอสูรนั้นพักอยู่ใกล้กับกลุ่มของสำนักศึกษาเขตทักษิณมาก
อันที่จริง กลุ่มของสำนักศึกษาเขตทักษิณ เหลือเพียงทีมถูเซียนเท่านั้น และกลุ่มของสำนักศึกษาเขตบูรพาก็เหลือเพียงทีมก้ายซื่อเช่นกัน
โดยรวมแล้ว จำนวนคนไม่ถือว่ามากนัก
ก่อนที่เสิ่นเยียนจะเข้าห้องพักในเรือนรับรอง นางกวาดสายตาอันมืดมนเดาทางไม่ถูกมองไปยังอิ๋งฉีที่ยืนอยู่ในลานเรือนแวบหนึ่ง
ส่วนอิ๋งฉีก็รับรู้ถึงสายตานั้นได้อย่างฉับไว ทว่าเมื่อเขาหันไปมอง ก็เห็นเพียงแผ่นหลังของพวกเสิ่นเยียนเท่านั้น
แววตาของอิ๋งฉีวูบไหว ลอบคิดในใจ เสิ่นเยียนผู้นี้ดูเหมือนจะมีความรู้สึกบางอย่างต่อเขาที่บอกไม่ถูก มันคือความเป็นศัตรู? จิตสังหาร? หรือการแอบมอง?
ก่อนหน้าที่จะดำเนิน โครงการห้าสำนักเขาและนางไม่เคยพบกันมาก่อน ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการพูดคุยแลกเปลี่ยนใด ๆ
อิ๋งฉีคิดไปคิดมา จู่ ๆ ก็คิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ ในตอนที่คำตอบกำลังจะหลุดออกจากปาก ก็มีคนเรียกเขาสองสามครั้ง
"อิ๋งฉี? อิ๋งฉี?"
"ศิษย์พี่หญิงกงซุน มีอันใดหรือ?"
ความคิดของอิ๋งฉีถูกขัดจังหวะ เขาขมวดคิ้วเล็กน้อย เงยหน้ามองกงซุนอวิ้น เอ่ยปากช้า ๆ
"ต่อจากนี้ ทีมเฟิงเสินของพวกเราต้องเก็บตัวฝึกตน เรื่องดูแลพวกเขา คงต้องมอบหมายให้เจ้าแล้ว"
กงซุนอวิ้นมีสีหน้าเคร่งเครียดกล่าว
อิ๋งฉีได้ยินดังนั้น ก็ลังเลไม่นานนัก จึงตอบตกลงไป
"ขอบใจเจ้ามาก อิ๋งฉี"
คิ้วของกงซุนอวิ้นคลายออก นางไม่เพียงต้องไปเก็บตัวฝึกตน แต่ยังต้องจัดพิธีศพให้สหายที่ตายไปอีกด้วย
"ศิษย์พี่หญิงไยต้องกล่าวคำเกรงใจเช่นนี้ด้วยเล่า?"
อิ๋งฉีรู้ดีว่าแรงกดดันที่กงซุนอวิ้นแบกรับไว้นั้นยิ่งใหญ่นัก จึงหัวเราะหยอกล้อ
กงซุนอวิ้นยิ้มบาง ๆ
"เนี่ยสวิน เจ้าจะไม่รั้งอยู่ในสำนักศึกษาเขตกลางกับพวกเราจริง ๆ หรือ?"
ในขณะเดียวกัน เหยียนเหยาก็มองเนี่ยสวินด้วยสีหน้าที่เปลี่ยนไปมา กล่าวว่า
"ข้ามีธุระต้องจัดการ จำเป็นต้องกลับไปวิถีหวงซานแห่งเขตทักษิณสักรอบ"
เนี่ยสวินเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
"ธุระอันใด?"
"ไม่มีอะไรจะบอกกล่าว"
"เนี่ยสวิน หากเจ้าจัดการธุระเสร็จแล้ว จะยังกลับมาที่เมืองเขตกลางอีกใช่หรือไม่?"
สีหน้าของเหยียนเหยาแข็งค้างไปเล็กน้อย นางกดข่มอารมณ์ไว้ เอ่ยถามอย่างสงบ
"ไม่แน่ใจ"
เนี่ยสวินส่ายหน้า มือข้างหนึ่งกางร่มกระดาษสีฟ้าอ่อน ใบหน้าดูซีดเซียวเล็กน้อย เห็นได้ชัดว่าอาการบาดยังไม่ฟื้นตัวดีนัก
"เนี่ยสวิน ข้าหวังว่าเจ้าจะมานะ"
เมื่อเหยียนเหยาได้ยินดังนั้น ในใจก็ราวกับถูกมีดกรีด เจ็บปวดจนเลือดโชก นางเงยหน้าจ้องมองเนี่ยสวิน ด้วยน้ำเสียงที่แฝงแววเว้าวอน
เนี่ยสวินทอดถอนใจแผ่วเบา
"เหยียนเหยา สายตาของเจ้าไม่จำเป็นต้องหยุดอยู่ที่ข้าหรอก"
คำพูดนี้เทียบเท่ากับการปฏิเสธอย่างอ้อม ๆ แล้ว
เหยียนเหยาร่างกายแข็งทื่อไปทั้งตัว ในใจมีความรู้สึกเหมือนถูกฉีกหน้ากลางผู้คน ทำให้จู่ ๆ นางก็รู้สึกชาหนึบที่หนังศีรษะ อดคิดไม่ได้ว่า ความชอบของตัวเองถูกเขามองทะลุปรุโปร่งมาตั้งนานแล้วใช่หรือไม่?
แต่...
ต่อให้ถูกเขามองออกแล้วจะเป็นไรไป?
นี่ก็เป็นแค่การเปลี่ยนจากที่ลับมาเป็นที่แจ้งเท่านั้น
"เนี่ยสวิน ต้องมีสักวันที่เจ้าจะเห็นความดีของข้า และหยุดสายตาไว้ที่ข้า"
มุมปากของเหยียนเหยายกขึ้น ส่งเสียงผ่านปราณจิตบอกเขา
เมื่อเนี่ยสวินได้ยินดังนั้น เห็นได้ชัดว่าตกตะลึงกับคำพูดของนางไปชั่วขณะ
"เนี่ยสวิน ข้าจะรอเจ้ามานะ"
เหยียนเหยาส่งยิ้มทางแววตา
"เจ้าจะทำตัวเองให้ลำบากไปไย? บนโลกใบนี้ มีบางเรื่องที่ไม่อาจฝืนใจกันได้"
เนี่ยสวินเงียบไปครู่หนึ่ง ทอดถอนใจแผ่วเบา
เหยียนเหยายังอยากจะพูดอะไรอีก แต่ก็เห็นเนี่ยสวินเอ่ยทักทายคนอื่น ๆ จากนั้นก็ก้าวเท้าเดินออกจากเรือนรับรองไป
"เนี่ยสวิน!"
เหยียนเหยาสีหน้าย่ำแย่
และหลังจากที่เนี่ยสวินเดินออกจากประตูเรือนรับรองไปแล้ว ฝีเท้าของเขาก็ชะงักไปเล็กน้อย กางร่มกระดาษสีฟ้าอ่อน พลางหันกลับมามองแวบหนึ่ง
การมองแวบนี้ ในหัวของเขากลับปรากฏร่างของเด็กสาวผู้หนึ่งขึ้นมา
การจากลากันในครั้งนี้ ก็ไม่รู้ว่าเมื่อใดจะได้พบกันอีก?
เขาค่อย ๆ ดึงสายตากลับมา
ตอนที่อยู่ในแดนต้องห้าม ผนึกสลักวิถีหวงซานของเขาได้ถูกทำลายไปแล้ว ยามนี้ตบะของเขาจึงบรรลุถึงขอบเขตระดับสวรรค์ขั้นสิบจุดสูงสุด
เขารู้ดีว่า ขอเพียงเขาเก็บตัวฝึกตนอีกสักระยะหนึ่ง ก็จะสามารถทะลวงผ่านพันธนาการของขอบเขตระดับสวรรค์ บรรลุสู่อีกขอบเขตหนึ่งได้
ทว่า ก่อนที่เขาจะออกจากเขตกลาง เขายังอยากไปดูสถานการณ์ที่ทางเข้าออกแดนต้องห้ามสักหน่อย เขาอยากรู้ว่าบุรุษที่ชื่อว่า 'เฟิงสิง' ผู้นั้น จะสามารถต้านทานไอหมอกดำมากมายถึงเพียงนี้ได้หรือไม่?
และเขา...มีความสัมพันธ์อันใดกับเสิ่นเยียนกันแน่?
…
อีกด้านหนึ่ง
คนทั้งแปดของทีมเสิ่นเยียนได้เข้าไปในห้องเดียวกัน
หลังจากที่เสิ่นเยียนกางม่านพลังป้องกันการแอบฟังแล้ว จูเก่อโย่วหลินก็เริ่มเปิดปากพูด
"ข้านึกว่าวันนี้พวกเราจะต้องมาตายอยู่ที่เขตกลางเสียแล้ว ว่าแต่ สิงชุนแห่งจ้วนเซิงเทียนผู้นั้น เหตุใดจึงต้องพูดแทนพวกเราด้วย?"
"เขาก็แค่พูดแทนเสิ่นเยียนเท่านั้น"
เซียวเจ๋อชวนนั่งลง เอ่ยเรียบ ๆ
"ขออภัยด้วยหัวหน้า ครั้งนี้ เป็นเพราะเรื่องที่ข้าลอบสังหารเซี่ยโหวเหว่ยเผยพิรุธออกมา ข้ายากจะปฏิเสธความรับผิดชอบนี้ได้"
เวินอวี้ชูหลุบตาลง ถอนหายใจเฮือกหนึ่ง
ในตอนนั้น มีเพียงเขาคนเดียวที่มีความสามารถทำให้ฝ่ายตรงข้ามสูญเสียสติสัมปชัญญะได้ ดังนั้น การที่พวกเขาสงสัยจึงไม่ใช่เรื่องไร้เหตุผล
หากไม่ได้ผู้คนจากจ้วนเซิงเทียนเหล่านั้นช่วยเหลือ เกรงว่าวันนี้พวกเขาคงต้องเผชิญกับเคราะห์กรรมครั้งใหญ่เป็นแน่
"โธ่ เวินอวี้ชู เหตุใดเจ้าถึงคิดจะรับความผิดไว้คนเดียวเล่า? เซี่ยโหวเหว่ย พวกเราก็ร่วมมือกันจัดการไม่ใช่หรือ! หากไม่ใช่เพราะเขาแข็งแกร่งเกินไป จนสามารถดิ้นหลุดจากพันธนาการพลังจิตของเจ้าได้ พวกเราก็คงไม่เผยพิรุธหรอก"
จูเก่อโย่วหลินจิ๊ปากเบา ๆ