- หน้าแรก
- มาร์เวล ฉันมีระบบกลืนกินสรรพสิ่ง
- ตอนที่43 เจียงเฉินปะทะอินฮิวแมน
ตอนที่43 เจียงเฉินปะทะอินฮิวแมน
ตอนที่43 เจียงเฉินปะทะอินฮิวแมน
ทันทีที่คำพูดนั้นหลุดออกมา
หญิงตัวแทนของเมดูซาก็หน้าถอดสีรีบวิ่งหนีออกจากบาร์อย่างไม่คิดชีวิต
บรรดาแขกที่ยืนมุงดูอยู่ด้านนอกต่างตาค้างสายตาทุกคู่จับจ้องไปที่เจียงเฉิน
“บ้าชะมัด! หมอนั่นเล่นงานคนทั้งร้านได้ยังไง?!”
“พระเจ้า.....เขามาถล่มบาร์โดยเฉพาะหรือไงเด็กหนุ่มคนนี้น่ากลัวเกินไปแล้ว!”
“ซวยแล้ว....เจ้าของร้านคงได้เปลี่ยนแน่!”
“แบบนี้ต้องแจ้งตำรวจไหม? การ์ดข้างในลุกไม่ขึ้นกันหมดแล้ว อาจมีคนตายก็ได้!”
เสียงวิพากษ์วิจารณ์ดังระงม บางคนถึงกับรีบโทรแจ้งสถานีตำรวจ
ทว่าสิ่งที่ทำให้ทุกคนประหลาดใจคือไม่ว่าสายไหนที่โทรเข้าไปคำตอบที่ได้กลับเหมือนกันหมด
ไม่มีหน่วยใดเข้ามายุ่งเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่บาร์หมายเลข 67
เพราะหลังจากนิค ฟิวรี่ออกจากบ้านของเจียงเฉินเขาได้ส่งคำสั่งลับไปยังสถานีตำรวจนิวยอร์ก
เนื้อหาชัดเจนช่วงหลายวันนี้เหตุการณ์ใดๆ ที่เกิดขึ้นในบาร์แห่งนี้หากไม่กระทบความปลอดภัยสาธารณะห้ามแทรกแซงโดยเด็ดขาด
ภายในบาร์เจียงเฉินลากร่างบอดี้การ์ดอินฮิวแมนที่หมดสภาพมากองรวมกันก่อนหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดโทรหาโพลาริส
เขาสั่งสั้นๆ ให้เธอพาคนมารับตัวทั้งหมดไปยังโรงงานร้างแห่งหนึ่ง
――――――――――――――――――――――――――――――
วันรุ่งขึ้น
ภายในศูนย์บัญชาการของ อินฮิวแมน
ทันทีที่เมดูซาได้ยินรายงานว่าเกิดเรื่องที่บาร์สีหน้าของเธอก็หม่นลงทันที
“จำหน้าตาของคนคนนั้นได้ไหม?”
“จำได้เพคะ! เขาเหมือนรู้ว่าบาร์เป็นจุดข่าวกรองของอินฮิวแมนตั้งใจมาหาเรื่องโดยเฉพาะ!”
หญิงตัวแทนพูดด้วยน้ำเสียงอู้อี้ริมฝีปากยังบวมช้ำสีหน้าเต็มไปด้วยความคับแค้น
“หมอนั่นร้ายกาจมาก จับตัวคนของพวกเราไป แถมยังพูดจา....”
“พูดว่าอะไร?” เมดูซาเลิกคิ้วสายตาเย็นเฉียบสั่งให้เล่าต่อ
“เขาบอกว่า…ให้ฝ่าบาทคุกเข่ามาหาเขาด้วยตัวเองไม่อย่างนั้นผลลัพธ์จะร้ายแรง” (เอานังนี่)
ปัง!!
สิ้นคำ โต๊ะเบื้องหน้าก็แตกกระจายใต้ฝ่ามือของ เมดูซา
“อาจหาญนัก! กล้าดูหมิ่นฉันถึงเพียงนี้!”
“ตอนนี้เขาอยู่ที่ไหน?” น้ำเสียงของเมดูซาเย็นจัดแฝงโทสะเดือดพล่าน
ทั้งที่รู้ว่าเป็นทรัพย์สินของอินฮิวแมน ยังกล้าบุกมาท้าทายนี่ไม่ต่างจากการตบหน้าอินฮิวแมนต่อหน้าธารกำนัล
หากไม่เอาคืนอินฮิวแมนจะรักษาศักดิ์ศรีบนโลกนี้ได้อย่างไร
“นี่คือข้อมูลที่เขาทิ้งไว้เพคะ… ฝ่าบาทจะเสด็จไปเองจริง ๆ หรือ?”
“จะไม่แจ้งท่านราชาก่อนหรือเพคะ? ดูเหมือนอีกฝ่ายเตรียมตัวมาแล้ว…”
หญิงตัวแทนเอ่ยอย่างหวาดหวั่นภาพเหตุการณ์เมื่อคืนยังติดตาไม่หายเธอไม่กล้าให้เมดูซาเสี่ยงอันตรายด้วยตัวเอง
“จัดการคนระดับนั้นฉันคนเดียวก็พอ” เมดูซาตอบอย่างเยือกเย็น
“เรื่องแค่นี้ไม่จำเป็นต้องให้แบล็คโบลต์ลงมือ”
―――――――――――――――――――――――――――
หลังจากวันนั้น
เจียงเฉิน ลาเรียนโดยเฉพาะและพาโพลาริสพร้อมพวกมารออยู่ ณ จุดนัดหมายเตรียมเผชิญหน้ากับอินฮิวแมน
ทันทีที่ได้ยินว่าคู่ต่อสู้คืออินฮิวแมนสีหน้าของโพลาริสก็เปลี่ยนไปเล็กน้อย
“หัวหน้า… นายคิดจะรับมืออินฮิวแมนคนเดียวจริง ๆ เหรอ?”
เธอถามอย่างระมัดระวังโพลาริสรู้ดีถึงขีดความสามารถของพวกตนหากเป็นศัตรูทั่วไปยังพอสู้ไหว
แต่ถ้าเป็นกำลังหลักของอินฮิวแมนพวกเธอแทบไม่มีโอกาสแม้แต่จะต้านทาน
ยิ่งตอนนี้ปีเตอร์ ปาร์คเกอร์ไม่ได้อยู่ที่นี่นั่นหมายความว่าคนที่สู้ได้จริงๆ มีเพียงเจียงเฉินคนเดียว
“แล้วจะให้ทำยังไง?” เจียงเฉินเหลือบตามอง
เขาไม่เคยคิดหาเรื่องก่อนแต่เมื่อแบล็คโบลต์เล่นงานมาถึงขั้นนี้จะให้เขากล้ำกลืนความโกรธได้อย่างไร
หากยอมถอยแล้วจะรักษาความเชื่อมั่นของคนรอบตัวได้อย่างไร
ด้วยเหตุนี้เจียงเฉินจึงตั้งใจใช้เหตุการณ์นี้เป็นการแสดงอำนาจเปิดฉากให้องค์กร “หง” อย่างเป็นทางการ
“หรือ… ให้ฉันโทรหาพ่อดีไหม?” โพลาริส เอ่ยเสียงแผ่วความกังวลฉายชัดจนลืมความบาดหมางระหว่างเจียงเฉินกับแม็กนีโตไปชั่วขณะ
“อยากให้เรื่องมันเละกว่านี้หรือไง?” เจียงเฉิน ขมวดคิ้วทันที
“เอ่อ… ถ้าฉันอธิบายดีๆ พ่ออาจช่วยก็ได้นะ… ยังไงเขาก็มีฉันเป็นลูกสาวคนเดียว…”
เธอพูดตะกุกตะกัก แววตาฉายความไร้เดียงสา
“ถ้าฉันบอกว่า… นายคือคนรักของฉัน บางทีพ่ออาจไม่ยอมให้อินฮิวแมนแตะต้องนาย”
เพียงพูดจบใบหน้าของโพลาริสก็แดงจัด
วินาทีถัดมา เธอก็รีบยกมือปิดปากตัวเอง ราวกับเพิ่งตระหนักว่าหลุดคำพูดอะไรออกไป
หัวใจเต้นระส่ำ ความคิดสับสนวุ่นวาย
แม้เพิ่งรู้จักกันไม่นาน แต่ความเด็ดขาดและท่าทีของ เจียงเฉิน กลับทำให้เธอเผลอรู้สึกบางอย่างโดยไม่รู้ตัว
“ฮะ…”
เจียงเฉิน ถึงกับพูดไม่ออกฉันไปเป็นคนรักของเธอตั้งแต่เมื่อไร?!
เขาแทบอยากโวยแม้รู้ว่าโพลาริสมีเจตนาดี
แต่หากแม็กนีโตโผล่มาจริงสถานการณ์คงกลายเป็นสงครามสามฝ่ายทันที
ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่เขาต้องการเลยเป้าหมายของเขาไม่ได้มีเพียงการเอาคืนอินฮิวแมนเท่านั้น
“ไปยืนข้าง ๆ เลย วันนี้ฉันจะสอนอินฮิวแมนให้รู้จักคำว่าเกรงใจ”
ฟิ้ววว!!
ขณะที่ทั้งสองยังสนทนากัน
เงาร่างสีม่วงพร้อมเส้นผมยาวพลิ้วไหวดุจปีศาจก็ร่อนลงจากฟากฟ้าอย่างกะทันหัน