- หน้าแรก
- เส้นทางลูกหนัง พรสวรรค์ที่หลับใหล สู่ความเกรียงไกรในเลสเตอร์ ซิตี้
- บทที่ 26 ความหน้าไม่อายของวิชัย
บทที่ 26 ความหน้าไม่อายของวิชัย
บทที่ 26 ความหน้าไม่อายของวิชัย
บทที่ 26 ความหน้าไม่อายของวิชัย
เวสต์แฮมยูไนเต็ดทำการเปลี่ยนตัวผู้เล่นอย่างรวดเร็ว
พวกเขาถอดกองกลางตัวรับออก และส่งกองกลางตัวรุกขนานแท้ลงมาแทน
นอกจากนี้ ยังส่งฟูลแบ็คที่มีสไตล์การเล่นเกมรุกดุดันกว่าเดิมลงสนาม ดูเหมือนเตรียมจะเจาะทะลวงแนวรับของเลสเตอร์ซิตี้ให้พังทลาย
สำหรับฟูลแบ็คคนที่สองที่ถูกเปลี่ยนตัวลงมา บีลิชเลือกคนที่เพิ่งจะประกบติดเฉินอวี่เฟิง
นี่เป็นทางเลือกสุดท้ายจริงๆ ไม่ใช่สิ่งที่บีลิชตั้งใจทำ หรือเป็นเพราะเขาไม่อยากชนะ
ด้วยความอันตรายของมาห์เรซ ปีกตัวเก่งของเลสเตอร์ซิตี้ที่คอยป้วนเปี้ยนอยู่ทางฝั่งซ้ายตลอดเวลา ทำให้เจนกินสัน แบ็คซ้ายของพวกเขาแทบไม่กล้าขยับเติมเกมเลย
หากเปลี่ยนตัวเขาออก มาห์เรซคงจะเจาะทะลวงฝั่งซ้ายของพวกเขาได้อย่างง่ายดาย ซึ่งจะสร้างความอันตรายมากยิ่งขึ้นไปอีก
พวกเขาจึงทำได้เพียงเปลี่ยนตัวผู้เล่นอีกฝั่ง... เพราะนอกจากลูกเปิดแล้ว เฉินอวี่เฟิงก็ยังไม่ได้แสดงความสามารถที่โดดเด่นอย่างอื่นให้เห็น ทักษะการตัดเข้าในของเขาน่าจะยังอ่อนหัดอยู่
และแล้ว เกมการแข่งขันก็ดำเนินต่อไปนาทีแล้วนาทีเล่า
หลังจากการปรับทัพ เกมรุกโดยรวมของเวสต์แฮมยูไนเต็ดก็ไหลลื่นขึ้นมากจริงๆ และความอันตรายในพื้นที่สุดท้ายก็เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
ไม่ว่าจะทางริมเส้นหรือเจาะตรงกลาง พวกเขาเริ่มพยายามเปิดฉากทะลวงแนวรับระลอกใหม่
ส่วนทางฝั่งเลสเตอร์ซิตี้นั้น เล่นด้วยแทคติกที่เรียบง่ายมาก
นั่นก็คือการเน้นตั้งรับให้เหนียวแน่นแล้วรอสวนกลับ
ยังไงซะ สำหรับทีมหนีตกชั้นอย่างพวกเขา การคว้ามาได้หนึ่งแต้มก็ถือว่ารับได้แล้ว และถ้าขโมยประตูจากการสวนกลับเร็วได้ก็ยิ่งดีเข้าไปใหญ่
พวกเขาไม่ได้รีบร้อนที่จะไปแย่งการครอบครองบอล
เมื่อทั้งปีกซ้ายและแดนกลางถูกประกบติดอย่างแน่นหนา การขึ้นเกมรุกของเลสเตอร์ซิตี้หลังจากนั้นจึงมักจะเริ่มต้นจากฝั่งขวา
ซึ่งเป็นพื้นที่ที่เฉินอวี่เฟิงประจำการอยู่
วันนี้เฉินอวี่เฟิงมีโอกาสดีในการจับจังหวะเกมของตัวเอง โดยมีจังหวะให้เขาได้เปิดบอลเข้ามาทุกๆ ไม่กี่นาที
เขาไม่ได้ดันทุรังที่จะเปิดบอลทุกครั้ง มันยังต้องดูสถานการณ์ของเพื่อนร่วมทีมในกรอบเขตโทษประกอบด้วย
อย่างไรก็ตาม ต้องบอกเลยว่าการแข่งขันในสี่สิบห้านาทีนี้ ได้ช่วยเพิ่มพูนประสบการณ์การลงสนามอันน้อยนิดของเขาได้อย่างมหาศาล!
จำนวนครั้งในการจ่ายและรับบอลเพิ่มขึ้น การได้สัมผัสบอลก็เพิ่มขึ้นด้วย!
สิ่งเหล่านี้จะเป็นประโยชน์ต่อพัฒนาการของเขาในอนาคต ทำให้เขารู้ว่าควรจะรับมือกับแต่ละสถานการณ์ในการแข่งขันอย่างไร!
เฉินอวี่เฟิงดื่มด่ำกับความรู้สึกของการพัฒนาตัวเองต่อไป พร้อมกับเก็บบันทึกประสบการณ์ทั้งหมดนี้ไว้ในหัว
หากค่าสถานะและทักษะระดับดาวที่ได้จากสัญญาปีศาจคือปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแกร่งของเขา
การยกระดับไอคิวฟุตบอลก็คือปัจจัยเสริมที่จะทำให้เขากลายเป็นยอดนักเตะระดับท็อปอย่างแท้จริงในอนาคต
เวลาผ่านไปนาทีแล้วนาทีเล่า รานิเอรี่ที่อยู่ข้างสนามเอาแต่ก้มมองนาฬิกาข้อมือ ราวกับกำลังรอคอยอะไรบางอย่าง
สตีฟ วอลช์ ผู้อำนวยการฟุตบอลที่นั่งอยู่ด้านหลังในตอนนี้ เอ่ยถามด้วยความสงสัยเล็กน้อย "คุณรานิเอรี่ครับ ตอนนี้เราไม่ควรจะพยายามทำประตูขึ้นนำเหรอครับ?"
"ไม่ต้องรีบหรอกครับ สิ่งที่ควรจะเกิดเดี๋ยวมันก็เกิดเอง" รานิเอรี่ยืนเท้าเอว ตอบกลับไปเรียบๆ "คนที่ควรร้อนใจน่าจะเป็นเวสต์แฮมยูไนเต็ดที่อยากจะชนะจนตัวสั่นมากกว่า"
"เดี๋ยวพวกเขาก็เปิดช่องว่างให้เราเอง เชื่อมั่นในผลลัพธ์จากการฝึกซ้อมของทีมในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมาเถอะ"
"เอาล่ะครับ" สตีฟ วอลช์ พยักหน้าเบาๆ ไม่ซักไซ้ต่อ เขาไม่ได้เข้าใจเรื่องแทคติกมากนัก แต่แค่สงสัยว่ารานิเอรี่กำลังมองหาอะไรอยู่
"เฉินอวี่เฟิงคนนั้นเล่นได้ดีจริงๆ นะครับ"
ผ่านไปครู่หนึ่ง สตีฟ วอลช์ ก็ชวนรานิเอรี่คุยอีกครั้ง "จากเดิมที่ผมประเมินค่าตัวเขาไว้แค่สามแสนถึงห้าแสนยูโร ตอนนี้ในใจผมให้เขาพุ่งไปถึงสามล้านแล้ว"
"ถ้าไม่ติดเรื่องอายุ ค่าตัวเขาอาจจะพุ่งไปได้ไกลกว่านี้อีก"
"สามล้านเร็วขนาดนั้นเลยเหรอครับ?" รานิเอรี่คลี่ยิ้มและหันหน้ามา ดูเหมือนจะสนใจบทสนทนาเกี่ยวกับเฉินอวี่เฟิงเป็นอย่างมาก
จะไปโทษเขาก็ไม่ได้หรอก นักเตะที่คอยสร้างเซอร์ไพรส์ให้คุณซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทำผลงานได้ดีเมื่อถูกส่งลงสนาม แถมยังมีสถิติที่จับต้องได้อีก
ใครได้เป็นผู้จัดการทีมก็ต้องโปรดปรานนักเตะแบบนี้กันทั้งนั้นแหละ
"ใช่ครับ"
เมื่อได้รับคำตอบที่หนักแน่นจากวอลช์ รานิเอรี่ก็ยิ้มอีกครั้งแล้วถามว่า "แล้วทำไมก่อนหน้านี้คุณถึงไม่ค้นพบเขาล่ะครับ? กลับกลายเป็นว่าคุณวิชัย เจ้าของทีม เป็นคนดึงตัวเขามาสโมสรซะงั้น"
"การส่องฟอร์มนักเตะมันก็ต้องดูจากแมตช์การแข่งขันสิครับ เขาแทบไม่ได้ลงเล่นเลยตอนอยู่สเปอร์สหรือแม้แต่ก่อนหน้านั้น แล้วผมจะไปค้นพบเขาได้ยังไง?"
วอลช์รู้สึกเหมือนความเป็นมืออาชีพของตัวเองกำลังถูกท้าทาย จึงรีบสวนกลับทันควัน
พูดจบ เขาก็ส่ายหน้าเบาๆ หลังจากนิ่งไปครู่หนึ่ง "ดูเหมือนว่าการทำงานสายนี้ นอกจากจะต้องมีสายตาเฉียบแหลมและประสบการณ์แล้ว เรื่องของดวงและสายมูก็สำคัญมากเหมือนกันนะเนี่ย"
"ปีนึงมีสามร้อยกว่าวัน ผมใช้เวลาไปตั้งสองร้อยวันออกไปตระเวนดูฟอร์มนักเตะข้างนอก กว่าจะเจอเพชรเม็ดงามสักสองสามคนก็ใช้เวลาตั้งหลายปี"
"แต่คุณวิชัยนี่สิแปลก เขาแค่กะจะเอามาปั่นกระแสโซเชียลมีเดียของทีมในจีนเล่นๆ แท้ๆ กลับคว้านักเตะที่เข้ามาช่วยยกระดับทีมได้อย่างมหาศาลซะงั้น"
"คราวหน้าก่อนจะออกไปส่องฟอร์มนักเตะ ผมคงต้องไปหาพระไทยให้ท่านช่วยรดน้ำมนต์เปิดทางสว่างให้บ้างแล้วล่ะ"
"ยังไงซะ ผลงานของคุณวิชัยก็เป็นที่ประจักษ์แก่สายตาทุกคนแล้วนี่ครับ"
พูดประโยคสุดท้ายจบ สตีฟ วอลช์ ก็ชี้ไปที่เฉินอวี่เฟิงในสนาม แล้วยักไหล่ด้วยท่าทีที่ไม่ค่อยอยากจะยอมรับความจริงเท่าไหร่นัก
"ฮ่าๆๆๆๆ..."
คำพูดติดตลกของเขาเรียกเสียงหัวเราะครืนใหญ่จากทีมงานสตาฟฟ์โค้ชและม้านั่งสำรองของเลสเตอร์ซิตี้...
ตัดภาพมาอีกด้านหนึ่ง
ภายในบ็อกซ์วีไอพีของสนาม
วิชัยกำลังนั่งชมเกมการแข่งขันร่วมกับกลุ่มเพื่อนนักธุรกิจชาวอังกฤษ
"ฮัดชิ่ว!"
จู่ๆ วิชัยก็จามออกมา ก่อนจะหันไปสานต่อบทสนทนากับคนข้างๆ อย่างเป็นธรรมชาติด้วยสีหน้าชื่นมื่น
"บางครั้งเวลาเราจะจับตามองนักเตะสักคน เราจะดูแค่เปลือกนอกหรือฟังแค่คำวิจารณ์จากคนอื่นไม่ได้หรอกนะ"
"ใช่ ประสบการณ์เป็นสิ่งสำคัญมาก ตั้งแต่ตอนที่อัยยวัฒน์ลูกชายของผมเริ่มหลงรักสโมสรแห่งนี้ และผมตัดสินใจซื้อทีมให้เขา ผมก็ตั้งมั่นว่าจะต้องศึกษาเจาะลึกเรื่องฟุตบอลอย่างจริงจัง"
"แล้วก็มีอีกเหตุผลหนึ่งด้วย..."
"แน่นอนว่านี่ไม่ใช่ความดีความชอบของผมคนเดียวหรอก ผมว่า..."
วิชัยโม้เป็นคุ้งเป็นแควให้คนข้างๆ ฟังแบบน้ำไหลไฟดับ พูดจบเขาก็หันกลับไปมองที่สนาม
เห็นได้ชัดเลยว่าเขากำลังโอ้อวดวีรกรรมอันยิ่งใหญ่ในการเซ็นสัญญาคว้าตัวเฉินอวี่เฟิงมาร่วมทีมแบบไร้ค่าตัว รวมถึงคุณูปการที่เฉินอวี่เฟิงกำลังทำเพื่อทีมเลสเตอร์ซิตี้อยู่ในตอนนี้
"ดูเขาสิ ลูกเปิดนั่น!"
วิชัยเครื่องติดสุดๆ เขาอธิบายให้เพื่อนๆ ฟังอย่างออกรส "แม่นยำมาก เปิดไปหาวาร์ดี้ที่เสาไกลเป๊ะเลย!"
"จุดโทษ! นั่นมันจุดโทษชัดๆ!"
ราวกับเห็นอะไรบางอย่าง จู่ๆ วิชัยก็ผุดลุกขึ้นตะโกนลั่น พร้อมกับชี้นิ้วลงไปที่สนามเบื้องล่าง
เมื่อเห็นผู้ตัดสินชี้ไปที่จุดโทษพร้อมกับชูใบเหลือง เขาก็ชูไม้ชูมือดีใจโดยสัญชาตญาณ ก่อนจะรีบดึงสติกลับมาปั้นหน้าขรึมแล้วนั่งลงที่เดิม
ใจเย็นไว้ ใจเย็นไว้... จะตื่นเต้นเกินหน้าเกินตาไม่ได้ ต้องคีพลุคไว้ก่อน
"ลูกจ่ายนั้นเฉียบขาดมากจริงๆ ถ้ากองหลังฝั่งนั้นไม่ดึงวาร์ดี้จนล้ม ลูกนั้นก็แทบจะใส่สกอร์รอได้เลย..." ใครบางคนที่นั่งอยู่ข้างๆ เอ่ยชม
วิชัยดูเหมือนจะรอคอยประโยคนี้มานานแสนนาน เขาพยักหน้าแสร้งทำเป็นนิ่งขรึม ก่อนจะเอ่ยปากเรียบๆ ว่า "ใช่แล้วล่ะ นั่นคือจุดเด่นที่ผมมองเห็นในตัวเขาตั้งแต่แรกเลยล่ะ"