- หน้าแรก
- นางเซียนผู้เย็นชา ระบบเอาชะตานางมา
- ตอนที่ 51 วีรบุรุษช่วยสาวงาม ทว่าความโรแมนติกติดลบ
ตอนที่ 51 วีรบุรุษช่วยสาวงาม ทว่าความโรแมนติกติดลบ
ตอนที่ 51 วีรบุรุษช่วยสาวงาม ทว่าความโรแมนติกติดลบ
......
สามสิบลี้ภายนอกทะเลป่ามรณะ
ศิษย์สำนักเสวียนเซียวเจ็ดแปดคนรวมตัวกันอยู่ที่นี่
บนร่างของพวกเขามีบาดแผลหนักเบาแตกต่างกันไป
ร่างกายซีกหนึ่งของเซวียหย่งแทบจะแหลกเหลว โลหิตปะปนกับเศษเนื้อและเครื่องในอาบย้อมชุดนักพรตของเขาจนชุ่ม
เขานอนอยู่ในอ้อมกอดของหนิงเสี่ยวเยว่ ลมหายใจรวยริน หายใจเข้าได้น้อยกว่าหายใจออก
การอาละวาดอย่างบ้าคลั่งของอสูรก่อนหน้านี้ก่อให้เกิดปฏิกิริยาลูกโซ่
เพื่อปกป้องตนเอง ทุกคนต่างพากันใช้พลังวิญญาณ ทว่าความผันผวนของพลังวิญญาณกลับดึงดูดอสูรตะกละที่ซุ่มซ่อนอยู่ในทะเลป่ามรณะให้ตามมาสมทบมากยิ่งขึ้น
การสังหารหมู่เพียงฝ่ายเดียวจึงเปิดฉากขึ้น
ไม่ว่าจะเป็นศิษย์สำนักกระบี่หลิงสวีหรือสำนักเสวียนเซียว ล้วนเผชิญกับการโจมตีอันย่อยยับ
ต่อให้เซวียหย่งและหนิงเสี่ยวเยว่จะเตรียมการไว้ล่วงหน้า แต่สำนักเสวียนเซียวก็ยังบาดเจ็บล้มตายอย่างหนัก
เพื่อปกป้องหนิงเสี่ยวเยว่ เซวียหย่งถึงกับฝืนรับการโจมตีปลิดชีพจากอสูรเที่ยตัวหนึ่งเข้าไปเต็มๆ
ยามนี้ เขาตกอยู่ในสภาพร่อแร่เต็มทน
"ศิษย์พี่เซวีย... ท่านแข็งใจไว้นะ! ท่านต้องแข็งใจไว้นะ!"
หนิงเสี่ยวเยว่กอดเซวียหย่งเอาไว้ น้ำตาไหลรินลงมาไม่ขาดสาย
หัวใจของนางราวกับถูกมือที่มองไม่เห็นบีบรัดอย่างแรงจนเจ็บปวดแทบขาดใจ
พวกเขาเติบโตมาด้วยกัน เป็นศิษย์พี่ศิษย์น้อง และยังเป็นว่าที่คู่บำเพ็ญเพียรที่หมั้นหมายกันมาเนิ่นนาน
แม้จนถึงตอนนี้นางจะยังคงให้เกียรติเขา แต่ความรู้สึกที่ซ่อนอยู่ลึกซึ้งในใจนั้นได้หลอมรวมเข้ากับสายเลือดไปนานแล้ว
ทว่าตอนนี้ เพื่อปกป้องนาง เขาเกือบจะต้องตายเสียแล้ว
"ศิษย์น้อง... เสี่ยวเยว่..."
เซวียหย่งยกมือขึ้นอย่างยากลำบาก หมายจะเช็ดคราบน้ำตาบนใบหน้านาง ทว่ากลับไร้เรี่ยวแรงแม้เพียงนิด
"อย่า... อย่าร้องไห้... ข้า... ข้าไม่เป็นไร..."
"ท่านยังจะบอกว่าไม่เป็นไรอีก!"
หนิงเสี่ยวเยว่น้ำตาร่วงหล่น กัดฟันแน่น
"อาการบาดเจ็บของท่านในตอนนี้ หากผ่านไปไม่เกินยี่สิบวันท่านต้องตายแน่ รู้หรือไม่"
เซวียหย่งมองนาง นัยน์ตาเปี่ยมไปด้วยความอ่อนโยนและอาลัยอาวรณ์
"แค่... แค่ปกป้องเจ้าได้ ก็... ก็พอแล้ว..."
หากศิษย์น้องหนิงสามารถจดจำเขาไปชั่วชีวิตได้เพราะเหตุนี้ เช่นนั้นต่อให้เขาต้องแลกด้วยชีวิตนี้ก็คุ้มค่าแล้ว
"ไม่! ข้าไม่ต้องการให้ท่านตาย!"
หนิงเสี่ยวเยว่ขบเม้มริมฝีปากแน่น เล็บจิกทึ้งลงบนฝ่ามือลึก นัยน์ตาปรากฏแววเด็ดเดี่ยว
ในเวลานั้นเอง นางก็พลันนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้
"ใช่แล้ว! ตำหนักเทียนซิน! ตำหนักเทียนซินที่อยู่ใจกลางแดนลึกลับ!"
นางเคยเห็นบันทึกในตำราโบราณของสำนักว่า ภายในตำหนักเทียนซินมีวาสนาอยู่มากมายก่ายกอง หนึ่งในนั้นก็คือยาระดับสูงสุดที่ชื่อว่า โอสถสร้างร่างเนรมิต!
ยานี้แย่งชิงโชคชะตาแห่งฟ้าดิน มีสรรพคุณฝืนลิขิตสวรรค์ ถึงขั้นสามารถทำให้แขนขาที่ขาดงอกใหม่ได้!
ขอเพียงได้ยานั้นมา ศิษย์พี่เซวียก็รอดแล้ว!
แววตาของหนิงเสี่ยวเยว่กลับมามีสติอีกครั้ง นางแบ่งปันข้อมูลนี้กับเซวียหย่ง
เมื่อเซวียหย่งฟังจบ นัยน์ตาก็ทอประกาย
ทั้งสองปรึกษาหารือกันสั้นๆ ก่อนจะตัดสินใจมุ่งหน้าไปยังตำหนักเทียนซินทันที
ท้ายที่สุดแล้ว หากยังมีโอกาสรอดชีวิต ต่อให้ตายเซวียหย่งก็ไม่ยอมตายเด็ดขาด
......
ตำหนักเทียนซินใหญ่โตโอ่อ่า
ทั่วทั้งตำหนักไม่รู้ว่าหล่อหลอมขึ้นจากวัสดุชนิดใด ปลดปล่อยรัศมีสีทองจางๆ ออกมาทั่วสารทิศ แม้จะอยู่ห่างออกไปไกลลิบก็ยังสัมผัสได้ถึงความยิ่งใหญ่และน่าเกรงขามที่พวยพุ่งเข้ามา
ลั่วจื่ออินยืนอยู่บนเนินเขาแห่งหนึ่งซึ่งอยู่ห่างจากนอกตำหนักไปไม่ไกล เฝ้ารออย่างเงียบงัน
นางได้ติดต่อฉู่โม่ผ่านพันธสัญญาจิตวิญญาณแล้ว และได้รู้ว่าอีกไม่นานเขาจะตามมาสมทบ
ทว่า นางกลับไม่ได้รอจนฉู่โม่มาถึง แต่คนที่มากลับเป็นศัตรูคู่อาฆาตของนางเอง
"แหม นึกว่าใคร ที่แท้ก็ลั่วจื่ออินนี่เอง"
น้ำเสียงแหลมปรี๊ดและเสียดสีดังมาจากด้านหลัง
ลั่วจื่ออินหันขวับไปมอง เห็นเพียงโม่อยู่กำลังพาศิษย์ชายเจ็ดแปดคนเดินตรงมาหานางด้วยใบหน้าเย้ยหยัน
สายตาของศิษย์ชายเหล่านั้นกวาดมองเรือนร่างอรชรอันเย้ายวนของลั่วจื่ออินอย่างกำเริบเสิบสาน เต็มไปด้วยความโลภและตัณหาอย่างไม่ปิดบัง
เมื่อโม่อยู่เห็นลั่วจื่ออินอยู่เพียงลำพัง ในใจก็เบิกบานราวกับดอกไม้บาน
ช่างเป็นโอกาสทองที่สวรรค์ประทานให้เสียจริง!
ขอเพียงจัดการลั่วจื่ออินเสียที่นี่ ตำแหน่งศิษย์ถ่ายทอดโดยตรงนั่นก็ไม่มีใครมาแย่งชิงกับนางได้อีก!
"คิกคิกคิก สวรรค์เข้าข้างข้าจริงๆ ในแดนลึกลับแห่งนี้ไม่มีกฎของสำนัก ขอเพียงข้ากำจัดเจ้าทิ้งเสียที่นี่ ตำแหน่งศิษย์ถ่ายทอดโดยตรงนั่น... ก็จะเป็นของข้าแต่เพียงผู้เดียว"
ขณะที่พูด ใบหน้าของโม่อยู่ก็เต็มไปด้วยความสะใจอันบิดเบี้ยว
นัยน์ตาหงส์อันเย็นชาของลั่วจื่ออินปรากฏแววเย้ยหยันพาดผ่าน
นางกวาดตามองโม่อยู่ตั้งแต่หัวจรดเท้า ริมฝีปากแดงระเรื่อขยับเบาๆ :
"เจ้าจะเอาอะไรมากำจัดข้า? ด้วยตบะอันน้อยนิดของเจ้าคงไม่ไหวหรอกกระมัง หรือคิดจะพึ่งพาบุรุษพวกนี้ของเจ้ากันล่ะ?"
"พวกเขาคงเป็นคนที่เจ้าใช้เรือนร่างเข้าแลกมาล่ะสิ?"
"ไม่รู้ว่าเรือนร่างอันต่ำต้อยของเจ้านั้นถูกบุรุษย่ำยีมาแล้วกี่คนกันเชียว"
สิ้นคำพูดนี้ ใบหน้าของโม่อยู่ก็พลันแดงก่ำราวกับสีตับหมู!
คำพูดของลั่วจื่ออินนั้นทิ่มแทงใจดำทุกถ้อยคำ ทิ่มแทงตรงจุดที่นางเจ็บปวดที่สุดอย่างแม่นยำ!
"หาที่ตาย!"
โม่อยู่โกรธจนตัวสั่นเทิ้ม
ลั่วจื่ออินแค่นหัวเราะเสียงเย็น
แม้ตอนนี้นางจะตกอยู่ภายใต้การควบคุมของผู้อื่น กลายเป็นของเล่นของปีศาจร้ายอย่างฉู่โม่ก็ตาม
แต่ก่อนหน้านี้ นางก็รักนวลสงวนตัว ครองตนบริสุทธิ์ดุจหยกงาม
ไม่เหมือนสินค้าอย่างโม่อยู่ที่ไม่รู้ว่าขายเรือนร่างมาแล้วกี่ครั้งต่อกี่ครั้ง
ถึงอย่างงั้นจะว่าแต่เขาอิเหนาเป็นเอง เธอก็เคยหลับนอนกับฉู่โม่ แต่เพียงคนเดียวก็ทำให้นางรู้สึกเหนือกว่าอย่างรุนแรง
"เข้าไปจัดการมัน!"
โม่อยู่ชี้หน้าลั่วจื่ออิน น้ำเสียงแหลมปรี๊ดบาดหูด้วยความโกรธเกรี้ยวถึงขีดสุด
"ใครจับตัวมันได้ เรือนร่างอันต่ำต้อยของมันผู้นั้น ข้าจะยกให้พวกเจ้าจัดการตามใจชอบ!"
สิ้นคำพูดนี้ ดวงตาของศิษย์ชายเหล่านั้นก็แดงก่ำขึ้นมาทันที!
ลมหายใจของพวกเขาหอบถี่ ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้มหื่นกระหาย ราวกับหมาป่าหิวโซ พุ่งทะยานเข้าหาลั่วจื่ออินอย่างดุดัน!
"ศิษย์พี่หญิงลั่ว ล่วงเกินแล้ว!"
"หึๆ อยากลิ้มรสชาติของศิษย์พี่หญิงลั่วมาตั้งนานแล้ว!"
นัยน์ตาหงส์ของลั่วจื่ออินแฝงไปด้วยจิตสังหาร ไอเย็นรอบกายแผ่ซ่านอย่างรุนแรง
กระบี่ยาวในมือถูกชักออกจากฝัก ประกายกระบี่สีฟ้าครามดุจสายน้ำแข็ง พริบตาเดียวก็ปะทะเข้ากับศิษย์ชายหลายคนที่พุ่งเข้ามาก่อน
เคร้ง! เคร้ง! เคร้ง!
เสียงโลหะกระทบกันดังขึ้นไม่ขาดสาย
ศิษย์ชายเหล่านั้นล้วนมีระดับพลังอยู่ขอบเขตสร้างรากฐานขั้นปลาย เมื่อร่วมมือกัน พลังฝีมือจึงไม่อาจดูแคลนได้
ทว่า เพลงกระบี่ของลั่วจื่ออินกลับดุดันกว่าที่พวกเขานึกภาพไว้มาก!
เพียงสองสามกระบวนท่า ก็มีสองคนถูกกระบี่ของนางตวัดจนลอยกระเด็น หน้าอกอาบชุ่มไปด้วยเลือด ล้มลงไปนอนครวญครางอยู่บนพื้น
เมื่อโม่อยู่เห็นเช่นนั้น ใบหน้าก็พลันเปลี่ยนสี
พลังฝีมือของลั่วจื่ออินผู้นี้ เหตุใดจึงแข็งแกร่งกว่าตอนที่ปะทะกันคราวก่อนตั้งมากมาย?!
ภายในใจของนางตื่นตระหนกและสงสัย ทว่าก็ไม่ยอมตัดใจถอยเพียงเท่านี้
นางตวาดลั่น ในมือพลันปรากฏแส้ยาวที่ลุกโชนไปด้วยเปลวเพลิงสีดำขึ้นมาจากความว่างเปล่า ราวกับอสรพิษร้าย ฟาดเข้าใส่ใบหน้าของลั่วจื่ออินอย่างเหี้ยมโหด!
ลั่วจื่ออินเบี่ยงตัวหลบ ปลายกระบี่ไม่ลดละ ทิ่มแทงเข้าใส่ลำคอของโม่อยู่
โม่อยู่ตกใจสุดขีด รีบดึงแส้กลับมาต้านรับ
เคร้ง!
แรงมหาศาลสายหนึ่งพุ่งกระแทกเข้ามา โม่อยู่รู้สึกชาหนึบที่ง่ามมือ แส้ยาวในมือแทบจะหลุดกระเด็น!
นางซวนเซถอยหลังไปหลายก้าว ใบหน้าเต็มไปด้วยความไม่อยากจะเชื่อ
เป็นไปได้อย่างไร?!
รากฐานพลังวิญญาณของลั่วจื่ออินผู้นี้ กลายเป็นลึกล้ำถึงเพียงนี้ตั้งแต่เมื่อใด?!
นางไม่ใช่คู่ต่อสู้เลยแม้แต่น้อย!
ไม่ได้! วันนี้จะต้องกำจัดมันทิ้งให้จงได้! มิเช่นนั้น ภัยพิบัติในภายภาคหน้าย่อมไม่มีที่สิ้นสุด!
นัยน์ตาของโม่อยู่ปรากฏแววเหี้ยมเกรียม ตะคอกใส่คนอื่นๆ ว่า
"มัวยืนบื้ออยู่ทำไม! เข้าไปพร้อมกันเลย! ฆ่ามัน!"
ศิษย์ชายที่เหลือสบตากัน ก่อนจะพุ่งกรูกันเข้าไปอีกครั้ง!
แม้ลั่วจื่ออินจะอยู่ขอบเขตสร้างรากฐานขั้นสมบูรณ์แล้ว อีกทั้งยังหลอมละลายผลึกน้ำแข็งหมื่นปีไปบางส่วน ทำให้พลังต่อสู้เหนือกว่าผู้ที่มีระดับเดียวกันมาก
ทว่า สองหมัดหรือจะสู้สี่มือ
ฝ่ายตรงข้ามมีคนมากกว่า อีกทั้งแต่ละคนล้วนเป็นยอดฝีมือขอบเขตสร้างรากฐานขั้นปลาย พวกเขาสลับกันโจมตีอย่างดุดันไม่กลัวตาย
แม้ลั่วจื่ออินจะอาศัยเพลงกระบี่อันล้ำเลิศทำให้คนหลายคนบาดเจ็บสาหัสได้ ทว่าพลังวิญญาณของนางเองก็กำลังลดทอนลงอย่างรวดเร็วเช่นกัน
บนร่างกายก็มีบาดแผลตื้นลึกเพิ่มขึ้นมาหลายแห่ง
ที่มุมปาก มีเลือดสายหนึ่งไหลซึมออกมาอย่างช้าๆ ช่วยขับเน้นความงดงามอันแสนรันทดให้นางไปอีกแบบ
"คิกคิกคิก! ลั่วจื่ออิน! เจ้าไม่ไหวแล้วล่ะสิ!"
เมื่อโม่อยู่เห็นเช่นนั้นก็หัวเราะร่วนอย่างได้ใจ
แส้เพลิงดำในมือของนางตวัดฟาดอย่างบ้าคลั่งยิ่งขึ้น ทุกกระบวนท่าล้วนมุ่งเป้าไปที่จุดตายของลั่วจื่ออิน!
ลั่วจื่ออินกัดฟันต้านทาน ประกายกระบี่สีฟ้าครามเริ่มสับสนวุ่นวายขึ้นมาบ้างแล้ว
ในวินาทีนั้นเอง ศิษย์ชายคนหนึ่งก็สบโอกาสเห็นช่องโหว่ นัยน์ตาปรากฏแววเหี้ยมเกรียม ดาบใหญ่ในมือที่แฝงไปด้วยอานุภาพผ่าขุนเขาแยกศิลา ฟันฉับลงบนหัวไหล่ของลั่วจื่ออินอย่างโหดเหี้ยม!
ดาบนี้ หากฟันเข้าเต็มๆ นางก็จบเห่!
รูม่านตาของลั่วจื่ออินหดเกร็งวูบ อยากจะหลบหลีก ทว่าก็สายเกินไปเสียแล้ว!
ในช่วงเวลาแห่งความเป็นความตายนั้นเอง
เงาร่างสายหนึ่งราวกับหายตัวได้ พลันปรากฏขึ้นเบื้องหน้าของลั่วจื่ออิน
คนผู้นั้นเพียงแค่ยกมือขึ้นอย่างลวกๆ ก็คีบดาบใหญ่อันทรงพลังนั้นไว้ได้อย่างง่ายดาย
จากนั้นก็ออกแรงหักเบาๆ
กร๊อบ!
ดาบใหญ่ที่ตีขึ้นจากเหล็กกล้าเล่มนั้นขาดสะบั้นลงทันที!
ชั่วพริบตาต่อมา คนผู้นั้นก็พลิกฝ่ามือซัดเข้าที่หน้าอกของศิษย์ชายคนนั้น
ปัง!
ศิษย์คนนั้นร้องลั่น ปลิวกระเด็นถอยหลังไปราวกับว่าวสายป่านขาด หน้าอกยุบตัวลงไปทั้งแถบ ดูท่าแล้วคงไม่รอดแน่
ผู้มาเยือนผู้นี้ก็คือฉู่โม่
แขนข้างหนึ่งของเขาโอบรัดเอวคอดกิ่วอันอ่อนนุ่มของลั่วจื่ออิน ดึงนางเข้ามาสู่อ้อมอก
ลั่วจื่ออินพิงอยู่บนแผงอกอันแข็งแกร่งของฉู่โม่ สูดดมกลิ่นอายอันคุ้นเคยบนตัวเขา จิตใจสั่นสะท้านอย่างรุนแรง ชั่วขณะหนึ่งถึงกับลืมตอบสนอง
"เจ้า... เจ้าเป็นใคร?!"
โม่อยู่และคนอื่นๆ ถูกความเปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหันนี้ทำให้ตกใจจนหน้าถอดสี
เมื่อสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายขอบเขตสร้างรากฐานขั้นต้นบนร่างของฉู่โม่ ใบหน้าของพวกเขาก็ต่างเผยให้เห็นถึงความตื่นตระหนกและสงสัย
เป็นไปได้อย่างไร? ขอบเขตสร้างรากฐานขั้นต้นถึงกับสามารถสังหารขอบเขตสร้างรากฐานขั้นปลายได้ในพริบตา?!
เป็นไปไม่ได้ เขาต้องใช้ศาสตราวุธวิเศษที่พิเศษอะไรสักอย่างแน่ๆ
หลังจากตกตะลึง ทุกคนต่างก็คิดเห็นตรงกันเช่นนี้
โดยปกติแล้ว ศาสตราวุธวิเศษอันทรงพลังที่สามารถสังหารศัตรูข้ามขั้นได้ในพริบตาเช่นนี้ มักจะมีข้อจำกัดเรื่องจำนวนครั้งที่ใช้งานได้ หรือไม่ก็ต้องใช้เวลาสะสมพลังงานนาน
ศิษย์ชายคนหนึ่งคำรามลั่น ไม่เชื่อเรื่องหลอกเด็ก พุ่งเข้าหาฉู่โม่อีกครั้ง
ฉู่โม่โอบลั่วจื่ออินไว้ด้วยแขนข้างเดียว ส่วนมืออีกข้างก็รวบนิ้วเป็นกระบี่ สะบัดไปข้างหน้าอย่างลวกๆ
ปราณกระบี่ที่ควบแน่นถึงขีดสุดสายหนึ่ง พลันพุ่งทะยานออกจากปลายนิ้วของเขาในชั่วพริบตา!
ศิษย์ที่พุ่งเข้ามาคนนั้นยังไม่ทันได้ตอบสนองเลยด้วยซ้ำว่าเกิดอะไรขึ้น ก็รู้สึกเย็นวาบที่ลำคอ
วินาทีต่อมา
ศีรษะอันงดงามก็พุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า
โลหิตสาดกระเซ็นราวกับน้ำพุ ย้อมกลางอากาศจนกลายเป็นสีแดงฉาน
ร่างไร้หัวล้มตึงลงกับพื้นเสียงดังสนั่น
ทั่วทั้งบริเวณตกอยู่ในความเงียบสงัดดุจป่าช้า
ทุกคนล้วนถูกการโจมตีอันเฉียบขาด โหดเหี้ยม และทารุณของฉู่โม่ข่มขวัญจนหวาดผวา
ฉู่โม่ดึงนิ้วกลับมา
ภายในโบราณสถาน หากไม่ใช่เพราะเขาต้องการให้หลินอู๋เจี๋ยมีชีวิตอยู่ ความจริงแล้วการโจมตีครั้งนั้นหากฟาดออกไป หน้าอกของหลินอู๋เจี๋ยคงทะลุไปตรงนั้นแล้ว
พลังต่อสู้ของเขาในยามนี้คือขอบเขตแก่นทองคำขั้นต้นเชียวนะ
โม่อยู่และศิษย์ชายที่เหลืออีกสองสามคนต่างก็ขาอ่อนระทวย วิญญาณแทบหลุดลอย
พวกเขาเห็นอะไรกัน?
กระบวนท่าเดียว
ก็ยังเป็นกระบวนท่าเดียว!
ผู้ฝึกตนขอบเขตสร้างรากฐานขั้นปลายคนหนึ่ง ถูกตัดหัวง่ายดายราวกับเชือดไก่เช่นนี้เชียว!
ในที่สุดโม่อยู่ก็ตั้งสติกลับมาจากความตกตะลึงถึงขีดสุด ไม่สนตำแหน่งศิษย์ถ่ายทอดโดยตรงอะไรอีกแล้ว นางพาศิษย์ชายที่เหลือหันหลังวิ่งหนีทันที นางไม่กล้าเสี่ยง
หากศาสตราวุธวิเศษของฉู่โม่ไม่มีข้อจำกัดในการใช้งานเล่า?
หรือไม่ก็ จำนวนครั้งที่ใช้งานได้อาจจะมากพอ มากพอที่จะฆ่าทุกคนที่อยู่ที่นี่ได้จนหมดสิ้น
หลังจากที่ทุกคนหนีไปหมดแล้ว
ลั่วจื่ออินเหม่อมองบุรุษข้างกายผู้นี้อย่างเหม่อลอย
เขายังคงโอบกอดนางไว้ด้วยแขนข้างเดียว สีหน้าสงบนิ่ง นัยน์ตาลึกล้ำคู่นั้นไม่มีร่องรอยของความตื่นตระหนกแม้แต่น้อย
ราวกับว่าเมื่อครู่นี้เขาเพียงแค่บี้แมลงวันน่ารำคาญตายไปสองสามตัวก็เท่านั้น
คนผู้นี้...
ปีศาจร้ายที่เคยหยามเกียรตินาง ปั่นหัวนางราวกับของเล่น และใช้วิชาลับควบคุมชีวิตนางทั้งชีวิต...
ทว่าเมื่อครู่นี้ เขากลับใช้อำนาจบาตรใหญ่ ไร้เทียมทาน บดขยี้ยอดฝีมือ ช่วยชีวิตนางเอาไว้
เผยให้เห็นถึงพรสวรรค์อันน่าทึ่ง
เรื่องแบบนี้ไม่ได้เกิดขึ้นแค่ครั้งเดียวเสียด้วย
ลั่วจื่ออินขบเม้มริมฝีปากสีชมพูระเรื่อเบาๆ พวงแก้มก็พลันร้อนผ่าวขึ้นมาอย่างไม่มีสาเหตุ
นางไม่รู้ว่ายามนี้นางกำลังรู้สึกเช่นไร
สรุปก็คือสับสนซับซ้อนอย่างมาก
ในขณะที่จิตใจของนางกำลังสับสนวุ่นวายอยู่นั้น ฉู่โม่ก็พลันก้มหน้าลง ใบหน้าอันหล่อเหลาที่ทำให้นางไม่รู้ว่าจะรักหรือเกลียดดี ขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ในกรอบสายตาของนาง
จากนั้น ภายใต้สายตาอันตื่นตะลึงของลั่วจื่ออิน เขาก็ประทับริมฝีปากลงมา
ดุดัน เอาแต่ใจ และไม่อนุญาตให้ปฏิเสธ
สมองของลั่วจื่ออินขาวโพลนไปในพริบตา
เนิ่นนานกว่าริมฝีปากจะผละออกจากกัน
ฉู่โม่มองหญิงงามล่มเมืองในอ้อมกอดที่ใบหน้าแดงก่ำไปถึงใบหู นัยน์ตาหงส์เต็มไปด้วยความหลงใหลและสับสน ริมฝีปากของเขายกยิ้มอย่างนึกสนุก
"แยกจากกันเพียงไม่กี่วัน ข้าคิดถึงทาสอินเหลือเกิน ข้ามีเรื่องอยากไหว้วานเจ้าสักเรื่อง"
"เรื่อ... เรื่องอะไร?"
เขากดศีรษะของนางลงไป
ลั่วจื่ออินถูกดึงกลับมาจากอารมณ์อันสับสนวุ่นวายเหล่านั้นสู่โลกความเป็นจริงในทันที
ใบหน้างดงามของนางแดงก่ำ ฟันขาวสะอาดขบเม้มริมฝีปากล่างแน่น นัยน์ตาหงส์คู่สวยลุกโชนไปด้วยเปลวเพลิงแห่งความอับอายและเคียดแค้นอีกครั้ง
ไร้ยางอาย! ไอ้ปีศาจราคะ!
ไอ้สารเลวเอ๊ย! เป็นแบบนี้ทุกที!
เพิ่งจะทำให้นางรู้สึกเปลี่ยนมุมมองที่มีต่อเขาขึ้นมาได้นิดหน่อย ก็ใช้วิธีการเช่นนี้ทำให้ทุกอย่างกลับไปเป็นเหมือนเดิมทันที!
......
ตำหนักเทียนซิน
ทั่วทั้งตำหนักใหญ่โตโอ่อ่า ทั่วทั้งหลังหล่อหลอมขึ้นจากผลึกสีทองที่ไม่รู้จักชื่อ ปลดปล่อยกลิ่นอายอันศักดิ์สิทธิ์และน่าเกรงขามออกมา
ฉู่โม่และลั่วจื่ออินเดินตามกันเข้าไปในตำหนัก
ใบหน้าของลั่วจื่ออินแดงระเรื่อ จ้องมองแผ่นหลังของฉู่โม่ด้วยความโกรธเคือง
บางครั้งคนผู้นี้ก็ทำตัวงี่เง่าเหมือนสัตว์เพศผู้ยุคดึกดำบรรพ์ ควบคุมตัวเองไม่ได้
ความงี่เง่าอันน่ารังเกียจนี้สามารถติดต่อกันได้ ทำให้นางในตอนนี้เต็มไปด้วยคราบคาวแบบเด็กๆ เต็มปาก
ฉู่โม่ไม่ได้สนใจอารมณ์ของลั่วจื่ออิน เขามองดูบรรยากาศรอบๆ ตัวตามลำพัง
ภายในตำหนักเทียนซินราวกับเป็นอีกโลกหนึ่ง
บนเพดานโค้งสูงตระหง่าน ประดับประดาไปด้วยไข่มุกราตรีขนาดเท่ากำปั้นนับไม่ถ้วน ส่องสว่างให้ทั่วทั้งพื้นที่สว่างไสวราวกับตอนกลางวัน
ผนังทั้งสี่ด้านล้วนสร้างจากผลึกสีทองเช่นกัน ด้านบนสลักอักขระลึกลับซับซ้อนที่ค่อยๆ ไหลเวียน ปลดปล่อยความผันผวนของพลังวิญญาณที่ทำให้ผู้คนใจสั่น
ทว่า สิ่งที่ดึงดูดสายตาที่สุดก็คือโครงสร้างมิติของที่นี่
ผนังหินสีทองเหล่านั้น กลับเคลื่อนที่และแปรเปลี่ยนไปอย่างช้าๆ และแปลกประหลาดอยู่ตลอดเวลา!
วินาทีก่อนยังเป็นทางเดินอันกว้างขวาง วินาทีต่อมาอาจจะกลายเป็นกำแพงตายอันเย็นยะเยือก
ที่นี่... ช่างเหมือนกับเขาวงกตที่มีชีวิตชัดๆ!
"นี่... แล้วจะเดินไปอย่างไรเล่า?"
ลั่วจื่ออินขมวดคิ้วเรียวสวย นัยน์ตาเต็มไปด้วยความเคร่งเครียด
ภายในเขาวงกตที่ภูมิประเทศแปรเปลี่ยนได้ตลอดเวลาเช่นนี้ หากเดินพลาดเพียงก้าวเดียว ก็มีความเป็นไปได้สูงที่จะถูกขังตายอยู่ที่นี่ตลอดกาล
ฉู่โม่หยิบแผนที่เก่าๆ สีเหลืองซีดแผ่นหนึ่งออกมาจากแหวนมิติ
"เดินตามข้ามาก็พอ"
พูดจบ เขาก็เปรียบเทียบกับแผนที่ เดินทอดน่องอย่างสบายใจลึกเข้าไปในเขาวงกต
เมื่อลั่วจื่ออินเห็นเช่นนั้น นัยน์ตาก็ปรากฏแววตกตะลึงพาดผ่านอีกครั้ง
เขา... เขามีแผนที่ของที่นี่ด้วยหรือ?!
บนตัวของบุรุษผู้นี้ ซุกซ่อนความลับเอาไว้อีกมากมายเท่าใดกันแน่?
นางข่มความตระหนกสงสัยในใจลง แล้วรีบเดินตามเขาไป