เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 31 เสียงกระซิบข้างหู

บทที่ 31 เสียงกระซิบข้างหู

บทที่ 31 เสียงกระซิบข้างหู


บทที่ 31 เสียงกระซิบข้างหู

"ใครน่ะ?"

สวี่จิ้นตวาดถามเสียงดัง แต่ก็ไม่มีเสียงตอบรับใดๆ

หลังจากตรวจสอบจนแน่ใจแล้วว่าไม่ได้หูแว่วไปเอง สวี่จิ้นก็เดินออกจากห้องไปสำรวจรอบๆ บริเวณอย่างละเอียด

แต่ก็ไม่พบใครเลย

บริเวณรอบๆ เรือนพักแห่งนี้ ไม่มีใครอยู่เลยแม้แต่คนเดียว

สวี่จิ้นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วก็เดินกลับเข้าห้องไปหยิบห่อผ้าใบหนึ่งออกมา เขาแกล้งทำทีเป็นตรวจดูของข้างใน แต่แอบโรยผงปูนขาวไว้ที่หน้าประตูและใต้หน้าต่างอย่างแนบเนียน

นับตั้งแต่เหตุการณ์ที่เขาฆ่าพวกเติ้งหู่วันนั้น สวี่จิ้นก็ค้นพบว่า ปูนขาวเป็นไอเทมที่ยอดเยี่ยมมาก

ในยามคับขัน มันคืออาวุธวิเศษที่สามารถพลิกสถานการณ์ได้เลยทีเดียว

ดังนั้น เขาจึงไปซื้อปูนขาวมาตุนไว้อีกหลายห่อ

ตอนนี้ ทุกครั้งที่สวี่จิ้นออกนอกสำนักศึกษา เขาจะต้องพกห่อปูนขาวติดตัวไว้เสมอ

"โห ติดใจการใช้ปูนขาวเข้าแล้วล่ะสิ แต่วิธีนี้ ถ้าเอาไปใช้กับพวกศัตรูที่ยังไม่สามารถหล่อหลอมดาราได้ล่ะก็ ส่วนใหญ่ก็มักจะได้ผลดีเสมอนั่นแหละ ตอนหนุ่มๆ ข้าก็เคยใช้เหมือนกัน"

เสียงกระซิบนั้นดังขึ้นที่ข้างหูอีกครั้ง ทำเอาสวี่จิ้นถึงกับขนหัวลุกซู่ เขากระโดดลงจากเตียง แล้วพุ่งพรวดออกไปนอกห้องทันที

แต่ภายนอกห้องก็ยังคงว่างเปล่า ไร้เงาผู้คน

มองขึ้นไปบนหลังคา ก็ไม่เห็นใครเช่นกัน

"สวี่จิ้น เกิดอะไรขึ้นรึ?" เฉียวรั่วหนานที่พักอยู่ห้องติดกัน ได้ยินเสียงเอะอะโวยวาย จึงเดินออกมาดู

"ศิษย์พี่เฉียว เมื่อกี้ข้าได้ยินเสียงคนเคาะประตู ก็เลยออกมาดูน่ะขอรับ" สวี่จิ้นรีบหาข้ออ้าง

"เสียงเคาะประตูงั้นรึ?"

เฉียวรั่วหนานที่สวมเสื้อคลุมทับชุดนอน รูปร่างอรชรอ้อนแอ้นเผยให้เห็นสัดส่วนโค้งเว้า "ทำไมข้าถึงไม่ได้ยินเสียงอะไรเลยล่ะ" พูดจบ เฉียวรั่วหนานก็เดินกลับเข้าห้อง ปิดประตูลงกลอน และลงดานหน้าต่างอย่างแน่นหนา

ถึงแม้จะเป็นห้องพักเดี่ยว แต่ในฐานะผู้หญิงที่มีอยู่น้อยนิดในสำนักศึกษา เฉียวรั่วหนานก็ยังคงระมัดระวังเรื่องความปลอดภัยเป็นอย่างมาก

สวี่จิ้นก้มลงตรวจสอบผงปูนขาวที่เขาโรยไว้เมื่อครู่ ก็ไม่พบรอยเท้าใดๆ เลย

เขามองสอดส่ายสายตาไปรอบๆ อีกครั้ง ก่อนจะเดินกลับเข้าห้องไปด้วยความหวาดระแวง

เพิ่งจะหย่อนก้นนั่งลง เสียงปริศนาก็ดังขึ้นที่ข้างหูอีกครั้ง

"ถ้าเจ้าคิดจะตามหาตัวข้าล่ะก็ กลับไปฝึกวิชามาสักร้อยปีเถอะ!"

สวี่จิ้นผุดลุกขึ้นยืนอีกครั้ง แต่หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง เขาก็ค่อยๆ นั่งลงตามเดิม

ในเมื่อหาตัวไม่เจอ จะออกไปอีกกี่รอบก็ไม่มีประโยชน์

ดูจากสถานการณ์แล้ว คนๆ นี้น่าจะรู้เรื่องที่เขาลงมือฆ่าพวกเติ้งหู่ แถมยังรู้รายละเอียดเรื่องที่เขาใช้ปูนขาวด้วย แต่ในตอนนี้ ดูเหมือนว่าอีกฝ่ายยังไม่ได้คิดจะทำร้ายเขา

เพราะถ้าคิดจะทำร้ายล่ะก็ ป่านนี้พวกทหารองครักษ์เมืองคงบุกมาจับตัวเขาไปนานแล้ว

"ท่านขี้โม้หรือเปล่า"

สวี่จิ้นยังนึกไม่ออกว่าคืนนั้นเขาไปทำอีท่าไหนถึงได้ทิ้งร่องรอยให้ถูกจับได้ ในเมื่อตอนนี้ร้อนใจไปก็ไม่มีประโยชน์อะไร สู้หาทางหลอกถามข้อมูลจากอีกฝ่ายดูดีกว่า

"เจ้าพูดเบาๆ หน่อยก็ได้นะ แค่ขยับปากข้าก็รู้แล้วว่าเจ้าพูดอะไร ขืนเจ้ายังแหกปากโวยวายอยู่แบบนี้ เดี๋ยวแม่หนูน้อยห้องข้างๆ ก็พาลคิดว่าเจ้าเป็นคนบ้า แล้วจะตกใจกลัวเอาได้นะ" เสียงปริศนาเอ่ยขึ้น

"ส่วนเรื่องที่ข้าขี้โม้หรือเปล่านั้น วันข้างหน้าเจ้าก็จะได้รู้เอง"

"ท่านเป็นใคร?"

"รู้ไปก็ไม่มีประโยชน์หรอก"

สวี่จิ้นถึงกับพูดไม่ออก "แล้วท่านต้องการอะไร?"

"ต้องการอะไรงั้นรึ? วันนั้นที่ข้าได้เห็นเจ้าลงมือฆ่าคนเป็นครั้งแรก แถมยังเหมาทีเดียวตั้งสี่ศพ ข้าก็รู้สึกว่าเจ้าเป็นเด็กที่น่าสนใจดี"

สวี่จิ้นสะดุ้งเฮือกในใจ

คนปริศนาคนนี้รู้รายละเอียดลึกซึ้งเกินไปแล้ว ในบรรดาห้าศพนั้น มีศพหนึ่งที่เป็นฝีมือของสวี่ต้าเจียงใช้ไม้ขัดประตูฟาดจนตาย

เจ้านี่รู้ได้ยังไงว่าเขาฆ่าไปสี่คน?

นี่แสดงว่าอีกฝ่ายแอบดูอยู่ตลอดเลยงั้นรึ?

"ตกลงท่านต้องการอะไรกันแน่?" สวี่จิ้นถามเสียงต่ำ

"ก็ไม่ได้ต้องการอะไรหรอก แค่รู้สึกว่าเด็กเมื่อวานซืนที่เพิ่งจะจุดประกายดาราสำเร็จได้แค่สิบวัน แต่กลับสามารถฝึกเพลงหมัดสังหารห้าดาวจนบรรลุขั้นสุดยอดไร้ลักษณ์ และสามารถใช้ประกายดาราแบบร่ายเวทฉับพลันได้ ข้าก็เลยคิดว่าเจ้ามีพรสวรรค์และไหวพริบที่ไม่เลวเลยทีเดียว ข้าเลยรู้สึกถูกชะตา อยากจะถ่ายทอดวิชาความรู้ให้เจ้าสักอย่าง เจ้าอยากจะเรียนไหมล่ะ?" ชายปริศนาถาม

ถ่ายทอดวิชาความรู้?

สวี่จิ้นใช้ความคิดอย่างรวดเร็ว

บนโลกใบนี้ มันจะมีของฟรีหล่นมาจากฟ้าแบบนี้ด้วยเรอะ?

"ไม่เรียน!"

บนหลังคา ฉีซานเยี่ยในชุดชิงอีที่กำลังนั่งขัดสมาธิอยู่ ถึงกับหลุดหัวเราะออกมา เมื่อได้ยินคำปฏิเสธอย่างเด็ดขาดและหนักแน่นของสวี่จิ้น

"ไอ้หนู เจ้านี่มีความมั่นใจสูงจังเลยนะ กล้าปฏิเสธข้าอย่างเด็ดขาดแบบนี้ ไม่กลัวข้าจะเอาเรื่องของเจ้าไปแฉหรือไง?" ฉีซานเยี่ยถาม

"ไม่กลัวหรอก ข้าเชื่อว่าผู้อาวุโสไม่ใช่คนแบบนั้น!"

บนหลังคา ฉีซานเยี่ยรู้สึกเหมือนโดนดักคอเข้าให้แล้ว เขาเป็นคนแบบนั้นหรือเปล่านะ?

ก็คงจะไม่ใช่จริงๆ นั่นแหละ!

แต่วันนี้เขาจะยอมให้ไอ้เด็กนี่มาลูบคมไม่ได้เด็ดขาด

หลังจากแฝงตัวเข้ามาในสำนักศึกษาได้หนึ่งวัน เขาก็สืบประวัติของสวี่จิ้นจนรู้ทะลุปรุโปร่งหมดแล้ว

การที่สามารถฝึกเพลงหมัดสังหารห้าดาวจนถึงขั้นสุดยอดไร้ลักษณ์ได้ภายในเวลาแค่เจ็ดแปดวัน ย่อมแสดงให้เห็นถึงพรสวรรค์ระดับปีศาจอย่างแท้จริง

ส่วนคุณสมบัติอื่นๆ อย่างความขยันหมั่นเพียร ความกล้าหาญ ความฉลาด ความอดทน ความเด็ดขาดโหดเหี้ยม รวมถึงความกตัญญูรู้คุณนั้น ถึงแม้จะหาคนแบบนี้ได้ยาก แต่ก็ใช่ว่าจะหาไม่ได้เลย

อย่างน้อย เถียนจางเมื่อยี่สิบปีก่อน ก็เป็นคนแบบนั้น

แต่ถ้าเอาคุณสมบัติเหล่านี้ ไปรวมกับพรสวรรค์ระดับปีศาจล่ะก็ ถือว่าเป็นอะไรที่หายากยิ่งกว่างมเข็มในมหาสมุทรเสียอีก

นับตั้งแต่ฉีซานเยี่ยเกิดมาตลอดยี่สิบปี นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้พบเจอคนแบบนี้

ต่อให้เป็นในวิหารดาราระดับใหญ่ ก็ยังไม่เคยมีใครทำสถิติฝึกเพลงหมัดสังหารห้าดาวจนถึงขั้นสุดยอดไร้ลักษณ์ได้ภายในเวลาแค่เจ็ดแปดวันมาก่อนเลย

แล้วแบบนี้ จะยอมให้ไอ้เด็กนี่มาดักคอได้ยังไงล่ะ?

ไม่มีทาง!

"บังเอิญจังเลย ข้าเนี่ยแหละเป็นคนแบบนั้น ในเมื่อเจ้าไม่กลัว งั้นเดี๋ยวข้าจะไปขอรับรางวัลนำจับจากแก๊งเทียนเหอสักหน่อยก็แล้วกัน ได้ยินมาว่าท่านหัวหน้าสาขาเติ้งอะไรนั่น ตั้งรางวัลนำจับไว้ตั้งร้อยตำลึงเงินเชียวนะ" ฉีซานเยี่ยขู่

"ผู้อาวุโส งั้นเอาแบบนี้ดีไหม รางวัลนำจับร้อยตำลึงนั่น ข้าจะเป็นคนจ่ายให้ท่านเอง?" สวี่จิ้นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วเสนอ

บนหลังคา ฉีซานเยี่ยแทบจะสำลักเสียงหัวเราะ "เจ้าคิดว่าข้าขาดแคลนเงินแค่ร้อยตำลึงของเจ้ารึไง?"

"ถ้าอย่างนั้น ทำไมผู้อาวุโสถึงต้องเอาเรื่องข้าไปฟ้องแก๊งเทียนเหอด้วยล่ะ?"

ฉีซานเยี่ยถึงกับชะงักเมื่อเจอคำถามนี้เข้าไป ก่อนจะหัวเราะออกมาเบาๆ ดูเหมือนว่าเรื่องฝีปาก เขาคงสู้ไอ้เด็กนี่ไม่ได้จริงๆ

"ตกลงเจ้าจะเรียนหรือไม่เรียนกันแน่?"

"แล้วถ้าข้าบอกว่าไม่เรียน ผู้อาวุโสจะทำยังไงล่ะ?" สวี่จิ้นลองหยั่งเชิงถาม

"อ้อ ถ้าเจ้าบอกว่าไม่เรียน งั้นอีกสักครึ่งชั่วยาม พ่อของเจ้าก็คงจะถูกคนของแก๊งเทียนเหอจับตัวไป และก่อนฟ้าสาง สวี่เจียงน้องสาวของเจ้าก็จะถูกจับไปที่แก๊งเทียนเหอด้วยเช่นกัน" ฉีซานเยี่ยขู่

สวี่จิ้น: "..."

สวี่จิ้นโกรธจนกัดฟันกรอด แต่มันก็ทำอะไรไม่ได้

"ข้าเชื่อว่าผู้อาวุโสคงไม่ทำเรื่องแบบนั้นหรอก ผู้อาวุโสน่าจะเป็นคนดีมีศีลธรรมและมีจุดยืนของตัวเองใช่ไหมล่ะ?"

"คนดีงั้นรึ? เจ้ามาถามหาศีลธรรมกับจุดยืนจากคนที่กำลังจะตายเนี่ยนะ?" ฉีซานเยี่ยเบ้ปาก ถึงแม้คำพูดนี้มันจะขัดกับมโนธรรมในใจของเขาก็เถอะ แต่มันก็เป็นวิธีเดียวที่จะทำให้เป้าหมายสำเร็จ

มรดกวิชาที่ใครๆ ต่างก็ตามล่าและแย่งชิงกันแทบพลิกแผ่นดิน เขากลับหาคนสืบทอดไม่ได้เลย

คิดแล้วฉีซานเยี่ยก็รู้สึกโมโหจนแทบจะเป็นบ้า

ภายในห้อง หลังจากต่อปากต่อคำกันอยู่นาน สวี่จิ้นก็เริ่มจับทางได้แล้ว

ในอดีต ชายปริศนาคนนี้น่าจะเป็นคนที่มีจุดยืนและมีเส้นแบ่งศีลธรรมอยู่บ้าง แต่ก็อย่างที่เขาพูดนั่นแหละ ใครจะไปถามหาศีลธรรมจากคนที่กำลังจะตายกันล่ะ?

ดังนั้น ตอนนี้ไม่ควรไปยั่วโมโหเขา

ต้องหาทางประวิงเวลาไปก่อน

"ตกลงเจ้าจะเรียนหรือไม่เรียน ถ้าไม่เรียนข้าจะไปฟ้องแก๊งเทียนเหอเดี๋ยวนี้แหละ"

คำพูดนี้ทำเอาสวี่จิ้นถึงกับขบกรามแน่น ไอ้บ้าเอ๊ย เล่นจี้จุดอ่อนกันแบบนี้เลยเรอะ

"ข้าเรียน!"

"ดี!" บนหลังคา ฉีซานเยี่ยแทบจะหลุดหัวเราะออกมาดังๆ

ในที่สุดก็ตกปลาได้สำเร็จสักที

อันที่จริง ก็ใช่ว่ามรดกวิชาที่ฉีซานเยี่ยต้องการจะถ่ายทอด จะไม่มีใครอยากเรียนหรอกนะ แต่วิชานี้มันต้องการผู้ที่มีพรสวรรค์และไหวพริบสูงมาก แถมตัวฉีซานเยี่ยเองก็เป็นพวกเลือกกินซะด้วย

กว่าจะหาคนที่เหมาะสมได้สักคน พอเจอเข้าจริงๆ เขากลับไม่อยากเรียน

ส่วนคนที่อยากเรียน ฉีซานเยี่ยก็ดันมองไม่เข้าตาอีก

"ไอ้หนู ในเมื่อเจ้ารับปากง่ายดายขนาดนี้ แล้วเจ้ารู้ไหมว่าข้าจะสอนอะไรให้เจ้า?" ฉีซานเยี่ยถาม

"มันต่างกันด้วยรึ?" สวี่จิ้นยักไหล่ "ยังไงข้าก็ไม่มีทางเลือกอยู่แล้วนี่"

ฉีซานเยี่ยคิดตามก็เห็นด้วย แต่บางเรื่องก็ต้องอธิบายให้เข้าใจตรงกันก่อน

"งั้นข้าขอถามเจ้าคำถามหนึ่ง ตั้งแต่เจ้าเริ่มฝึกฝนมา เจ้าคิดว่าตัวเองขาดแคลนสิ่งใดมากที่สุด?" ฉีซานเยี่ยถาม

"ขาดแคลนสิ่งใดมากที่สุดงั้นรึ?"

"ที่ขาดที่สุดก็คือเงินนี่แหละ!"

ฉีซานเยี่ย: "..."

"นอกจากเงินแล้วล่ะ" ฉีซานเยี่ยจำต้องกลั้นใจถามต่อ ถ้าเป็นเมื่อยี่สิบปีก่อนตอนที่เขายังรับลูกศิษย์อยู่ล่ะก็ เขาคงตบกะโหลกไอ้เด็กนี่ไปแล้ว

"ก็พวกยาบำรุงน่ะสิ"

ฉีซานเยี่ย: "..."

แล้วนั่นมันไม่ใช่อย่างเดียวกับเรื่องเงินรึไง?

ภายในห้อง สวี่จิ้นยังคงทำหน้าซื่อตาใส เขาตอบไปตามความจริงจากใจเลยนะเนี่ย

"ลองคิดดูดีๆ ซิ ว่าขาดอะไรอีก?"

"ขาดเวลาไงล่ะ? ถ้าข้ามีเวลาฝึกฝนมากกว่านี้สักสองสามวัน วันนั้นตอนที่ลงมือฆ่าคน ข้าก็คงไม่ต้องตกอยู่ในสภาพทุลักทุเลขนาดนั้นหรอก"

ฉีซานเยี่ย: "..."

"แล้วนอกจากพวกนั้นล่ะ?"

"งั้นก็คงเป็นพลังดาราล่ะมั้ง"

พอถามมาถึงตรงนี้ ฉีซานเยี่ยก็หมดความอดทน ตอนแรกเขาตั้งใจจะค่อยๆ ตะล่อมให้ไอ้เด็กนี่คิดตามอย่างเป็นขั้นเป็นตอน แต่ไอ้เด็กบ้าบอนี่กลับไม่ยอมให้ความร่วมมือเลยสักนิด

"แล้วเจ้าไม่รู้สึกว่าตัวเองขาดแคลนพลังสมาธิบ้างรึไง?"

"ขาดสิ ขาดมากๆ ด้วย นอกจากการนอนหลับแล้ว มันก็ไม่มีวิธีไหนที่จะฟื้นฟูพลังสมาธิได้ดีเลยนี่นา" สวี่จิ้นตอบหน้าตาเฉย

บนหลังคา ฉีซานเยี่ยถึงกับพูดไม่ออก

ในเมื่อเจ้ารู้ว่าขาด แล้วทำไมเมื่อกี้ถึงไม่ตอบวะ?

"แล้วเจ้าเคยได้ยินวิธีที่จะช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับพลังสมาธิบ้างไหม?"

"ไม่เคย!"

ฉีซานเยี่ย: "..."

เอาเถอะ ไม่ต้องตะล่อมมันแล้ว

คุยกับไอ้เด็กนี่ทีไร ปวดประสาททุกที

"ข้ามีรอยสักดาราชนิดหนึ่ง ชื่อว่า 'รอยสักดาราชำระจิต' หากเจ้าสามารถประทับรอยสักนี้ได้สำเร็จ มันจะช่วยชำระล้างและขัดเกลาพลังสมาธิของเจ้าได้ทุกวัน ทำให้ขีดจำกัดสูงสุดของพลังสมาธิเพิ่มขึ้น และยังช่วยเพิ่มความเร็วในการฟื้นฟูพลังสมาธิอีกด้วย มันคืออาวุธวิเศษสำหรับการฝึกฝน และเป็นอาวุธวิเศษสำหรับการใช้วิชาดาราอีกต่างหาก

เมื่อใดที่เจ้าสามารถหล่อหลอมดาราได้สำเร็จ วิชาดาราที่ปกติมีอานุภาพเต็มสิบส่วน เจ้าจะสามารถดึงอานุภาพของมันออกมาใช้ได้ถึงสิบสองส่วนเลยทีเดียว เจ้าอยากจะเรียนไหมล่ะ?" ฉีซานเยี่ยถามเข้าประเด็น

"อยากสิ"

บนหลังคา ฉีซานเยี่ยใช้พลังสมาธิอันแข็งแกร่ง สอดส่องทะลุหลังคาลงไปดูสีหน้าอันไร้อารมณ์ของสวี่จิ้น ก็ถึงกับรู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาทันที

ดูจากสีหน้าแล้ว ไอ้เด็กนี่ไม่ได้เชื่อในสิ่งที่เขาพูดเลยสักนิด

ไม่เชื่อเลยแม้แต่น้อย

"ช่างเถอะๆ ในเมื่อมันก็ไม่ใช่การรับลูกศิษย์แบบปกติอยู่แล้ว ก็สอนๆ มันไปก่อนก็แล้วกัน พอฝึกสำเร็จเมื่อไหร่ มันก็ต้องลงเรือลำเดียวกับข้าไปเองแหละ" ฉีซานเยี่ยคิดในใจ ก่อนจะเริ่มอธิบายขั้นตอนให้สวี่จิ้นฟัง

"รอยสักดาราชำระจิตนี้ จะต้องประทับไว้ที่ 'จุดศูนย์รวมดาราเบื้องบน' ของเจ้า ซึ่งมันเป็นจุดที่อันตรายและมีความสำคัญมาก จึงไม่สามารถประทับให้เจ้าโดยตรงได้ เดี๋ยวข้าจะถ่ายทอดพลังสมาธิของข้าเข้าไปในร่างของเจ้า เพื่อวาดลวดลายรอยสักให้เจ้าดูเป็นตัวอย่าง ส่วนเจ้าก็แค่ใช้กระบวนท่าดื่มแสงจันทร์ เพื่อดึงดูดพลังดารามาหล่อเลี้ยงไว้ที่จุดกึ่งกลางหน้าผากก็พอ" ฉีซานเยี่ยอธิบาย

"ตกลง"

การต้องมาโดนประทับรอยสักบนหน้าผากแบบนี้ สวี่จิ้นย่อมอยากจะปฏิเสธอยู่แล้ว แต่ในเมื่อถูกจับจุดอ่อนไว้แน่นขนาดนี้ เขาจะไปปฏิเสธได้ยังไงล่ะ

พริบตาต่อมา สวี่จิ้นก็เบิกตากว้าง ประตูห้องถูกเปิดออก พร้อมกับมีสายลมพัดวูบเข้ามาเบาๆ สวี่จิ้นรู้สึกได้ว่ามีใครบางคนเดินเข้ามาในห้อง แต่เขากลับมองไม่เห็นใครเลย

จากนั้น สวี่จิ้นก็สะดุ้งเฮือก เมื่อรู้สึกว่ามีฝ่ามือใหญ่ข้างหนึ่งวางทาบลงบนหน้าผากของเขา แถมยังเป็นฝ่ามือที่อุ่นๆ อีกด้วย

โชคดีที่มีอุณหภูมิความร้อน ไม่อย่างนั้น สวี่จิ้นคงคิดว่าตัวเองโดนผีหลอกเข้าให้แล้ว

สวี่จิ้นพยายามจะดิ้นรนขัดขืนตามสัญชาตญาณ แต่ฝ่ามือใหญ่นั้นเพียงแค่ออกแรงกดเบาๆ สวี่จิ้นก็ขยับเขยื้อนไม่ได้แม้แต่น้อย

"เจ้าอยากจะกลายเป็นคนบ้ารึไง?"

"การประทับรอยสักที่จุดศูนย์รวมดาราเบื้องบนนั้นอันตรายมาก เจ้าห้ามขัดขืนเด็ดขาด แค่เดินกระบวนท่าดื่มแสงจันทร์ แล้วส่งพลังดาราไปหล่อเลี้ยงที่หน้าผาก พร้อมกับจดจำลวดลายของรอยสักเอาไว้ให้ดีก็พอ" ฉีซานเยี่ยสั่งเสียงดุ

สวี่จิ้นอยากจะด่ากราดออกไปจริงๆ

เจอสถานการณ์ชวนขนลุกแบบนี้ ได้ยินแต่เสียงแต่มองไม่เห็นตัว

แถมยังรู้สึกว่ามีมือมาแตะหน้าผาก แต่ก็มองไม่เห็นคนอีก

แล้วแบบนี้จะให้เขาผ่อนคลายได้ยังไงวะ?

"ผู้อาวุโส ท่านช่วยเผยตัวออกมาให้ข้าเห็นหน่อยได้ไหม สถานการณ์แบบนี้ ข้าว่ามันแอบหลอนนิดๆ นะ" สวี่จิ้นพูดเสียงอ่อย

ฉีซานเยี่ยชะงักไปครู่หนึ่ง ก็จริงของมันแฮะ เขาจึงยอมคลายวิชาพรางตัว แล้วปรากฏกายในชุดชิงอีให้เห็น

สวี่จิ้นถึงกับตะลึง นี่มันเล่นกลเสกคนให้ปรากฏตัวได้ด้วยเรอะ?

"ท่าน... ท่านทำได้ยังไงกัน?"

"ถ้าเจ้าเรียนรอยสักนี้สำเร็จ แล้วไปเรียนอย่างอื่นเพิ่มอีกสักสองสามอย่าง วันข้างหน้าเจ้าก็อาจจะทำได้เหมือนกันแหละน่า" ฉีซานเยี่ยพูดให้กำลังใจ

"ทำสมาธิให้มั่นคง แล้วดึงดูดพลังดาราเข้ามาซะ"

เอาเถอะ ไม่ว่าสวี่จิ้นจะเต็มใจหรือไม่ เขาก็ต้องเริ่มเรียนวิชานี้อยู่ดี

แต่เพิ่งจะเรียนไปได้แค่ครึ่งชั่วยาม สวี่จิ้นก็เริ่มโอดครวญ "ไม่ไหวแล้วๆ ข้าปวดหัวไปหมดแล้ว พลังสมาธิข้าหมดเกลี้ยงแล้วเนี่ย"

"หืม?"

ฉีซานเยี่ยชะงักไปครู่หนึ่ง แต่ก็เป็นไปได้ เพราะก่อนหน้านี้ไอ้เด็กนี่ก็เอาแต่ฝึกฝนมาตลอด

"งั้นวันนี้ก็พอแค่นี้ก่อน"

เพียงชั่วพริบตา เงาร่างในชุดชิงอีก็หายวับไปกับตา

แต่สวี่จิ้นยังคงครุ่นคิดถึงคำถามหนึ่ง ชายปริศนาที่ดูน่ากลัวคนนี้ บังคับให้เขาเรียนรอยสักดาราชำระจิตอะไรนี่ไปเพื่ออะไรกัน?

เขามีจุดประสงค์อะไรแอบแฝงกันแน่?

หลังจากคิดอยู่นาน สวี่จิ้นก็คิดถึงความเป็นไปได้หลายอย่าง แต่ก็ไม่สามารถสรุปได้แน่ชัด

เขาจึงทำได้เพียงดึงสติกลับมา แล้วเพ่งจิตดำดิ่งลงไปในตะเกียงดาว เพื่อเริ่มฝึกประทับรอยสักรวมดาราระดับเล็กต่อไป

ที่สวี่จิ้นบอกว่าปวดหัวเมื่อครู่นี้ เขาแค่แกล้งหลอกชายชุดชิงอีเท่านั้นแหละ

และในเวลาเดียวกัน ภายในสำนักศึกษาจินซาน เถียนจาง ผู้บัญชาการหน่วยลาดตระเวนดาราที่กำลังนั่งบำเพ็ญเพียรอยู่ในห้องลับ ก็เบิกตากว้างขึ้นทันที เขาจ้องมองออกไปนอกหน้าต่าง พร้อมกับเอื้อมมือไปกุมด้ามดาบไว้แน่น

จบบทที่ บทที่ 31 เสียงกระซิบข้างหู

คัดลอกลิงก์แล้ว