เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 28 มรดกวิชาที่ไม่มีใครเอา

บทที่ 28 มรดกวิชาที่ไม่มีใครเอา

บทที่ 28 มรดกวิชาที่ไม่มีใครเอา


บทที่ 28 มรดกวิชาที่ไม่มีใครเอา

ตัวเมืองจินซานในยามค่ำคืน สูญเสียแสงสีและความคึกคักอย่างที่เคยเป็นไปจนหมดสิ้น

นับตั้งแต่มีการออกประกาศไล่ล่าปีศาจร้าย ผู้คนก็แทบจะไม่กล้าออกมาเดินเพ่นพ่านบนถนนในตอนกลางคืนเลย ยิ่งดึกก็ยิ่งเงียบสงัด

จนกระทั่งเมื่อวานนี้ที่มีคดีฆาตกรรมเกิดขึ้นในตัวเมือง และวันนี้ก็มีคดีสะเทือนขวัญเกิดขึ้นที่ท่าเรืออีก ทุกบ้านต่างก็ปิดประตูหน้าต่างสนิท ดับไฟมืดมิด ซ่อนตัวกันอย่างเงียบเชียบ

บรรดาพ่อค้าคหบดีหรือครอบครัวที่เคยผ่านเหตุการณ์ความไม่สงบมาบ้างแล้ว ถึงกับพาสมาชิกทุกคนในบ้านไปซ่อนตัวอยู่ในห้องใต้ดินหรือห้องลับกันเลยทีเดียว

ท่ามกลางความมืดมิด ลำแสงสีน้ำเงินสายหนึ่งพุ่งทะยานขึ้นจากที่ทำการแก๊งเทียนเหอ และพุ่งตรงไปร่อนลงที่หน้าประตูสำนักย่อยเทียนหยางอย่างเงียบเชียบ

สำนักย่อยเทียนหยาง ถือเป็นหนึ่งในสามสำนักศึกษาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในเมืองจินซาน

มีต้นกำเนิดมาจากวิหารดาราเทียนหยางและอยู่ภายใต้การดูแลของสาขาใหญ่ประจำแคว้นเหยียนโจว

หากจะพูดถึงอำนาจและอิทธิพลแล้วล่ะก็ สำนักย่อยเทียนหยางนั้นยิ่งใหญ่กว่าสำนักศึกษาจินซานอยู่หลายขุมเลยทีเดียว

โจวจี้ หัวหน้าแก๊งเทียนเหอ เดินตรงไปยังเรือนพักของโจวชิงจู่ ท่านเจ้าสำนักย่อยเทียนหยาง ไม่นานนัก เขาก็ได้รับอนุญาตให้เข้าไปด้านใน

"สืบได้ความว่ายังไงบ้าง?" โจวชิงจู่ในชุดคลุมยาวสีเทาอมเขียว ยืนเอามือไพล่หลังอยู่ที่ริมหน้าต่าง โจวจี้โค้งคำนับเล็กน้อย พร้อมกับยื่นห่อกระดาษทาน้ำมันสามห่อให้

"เรียนท่านเจ้าสำนัก สืบได้ความกระจ่างแล้วขอรับ"

"น่าจะเป็นฝีมือของ 'คนผู้นั้น' ขอรับ และเป็นที่แน่ชัดแล้วว่า เขายังคงกบดานอยู่ในเมืองจินซานแห่งนี้"

"ทั้งคดีของเฉียนชี และคดีของคุณชายสามตระกูลจ้าว ล้วนเป็นฝีมือของคนๆ เดียวกัน ร่องรอยของพลังดาราที่หลงเหลืออยู่ในที่เกิดเหตุเหมือนกันเป๊ะเลยขอรับ และเรื่องที่ให้คนพวกนั้นแกล้งสวมรอยเป็นปีศาจร้ายออกไปก่อคดี ก็เป็นแผนการที่ข้าจัดฉากขึ้นตามคำสั่งของท่านเองทั้งนั้นขอรับ"

"ส่วนคดีของเติ้งหู่นั้น ร่องรอยของพลังดาราค่อนข้างอ่อนด้อย แถมยังมีการใช้น้ำปัสสาวะและอุจจาระราดรดเพื่อกลบกลิ่นอีกด้วย วิธีการสกปรกแบบนี้ ไม่น่าจะใช่ฝีมือของเขาหรอกขอรับ ข้าเลยสั่งให้ลูกน้องไปจัดการเคลียร์พื้นที่ให้เรียบร้อยแล้วขอรับ" โจวจี้รายงานอย่างละเอียด

"ถ้าคนระดับเขารู้วิธีลบร่องรอยล่ะก็ เจ้าไม่มีทางตามสืบเจอหรอก"

"ส่วนเรื่องของเติ้งหู่นั่น คงไม่ใช่ฝีมือเขาหรอก ปล่อยให้พวกลูกน้องของเจ้าไปจัดการกันเองเถอะ" โจวชิงจู่ เจ้าสำนักย่อยเทียนหยางกล่าว

"ท่านเจ้าสำนัก แล้วพวกเราจะต้องทำตามแผนต่อไปไหมขอรับ?"

"ทำสิ ต้องทำต่อไป!" สายลมพัดชายเสื้อคลุมของโจวชิงจู่ปลิวไสว น้ำเสียงของเขาราบเรียบ ไร้ซึ่งอารมณ์ความรู้สึกใดๆ "ไม่เพียงแต่ต้องทำต่อไป แต่ต้องขยายขอบเขตให้กว้างขึ้นด้วย"

"ส่งยอดฝีมือของแก๊งเจ้าทั้งหมดออกไป ไม่ใช่แค่ในอำเภอต่างๆ ของเมืองจินซานเท่านั้น แต่ต้องทำให้มีร่องรอยของปีศาจร้ายโผล่ไปปรากฏที่เมืองข้างเคียงอย่างอู่ชาง และตานเสียด้วย"

"แต่มีอยู่เรื่องหนึ่งที่เจ้าต้องจำไว้ให้ดี"

"ร่องรอยการก่อคดีของปีศาจร้ายในตัวเมืองจินซาน ห้ามขาดช่วงเด็ดขาด และคดีที่เกิดขึ้น ต้องโหดเหี้ยมอำมหิตที่สุด ไม่ว่าจะเป็นการข่มขืน ปล้นฆ่า หรืออะไรก็ตามที่เลวทรามต่ำช้า ก็จงโยนความผิดให้ไอ้ปีศาจร้ายตัวนี้รับไปให้หมด แต่ตั้งแต่วันนี้ไป ไม่ต้องทำเยอะนัก วันละคดีสองคดีก็พอแล้ว" โจวชิงจู่กำชับ

"ท่านเจ้าสำนัก แต่ถ้าให้ออกไปทำคดีไกลถึงเมืองอื่น ข้าเกรงว่าลูกน้องของข้าอาจจะพลาดท่าเสียทีจนสูญเสียกำลังคนไปได้นะขอรับ..."

"งั้นข้าควรจะเปลี่ยนตัวคนทำงานดีไหมล่ะ?"

เพียงประโยคเดียวจากโจวชิงจู่ ก็ทำเอาเหงื่อเย็นผุดขึ้นเต็มหน้าผากของโจวจี้ เขารีบโค้งคำนับจนตัวงอ "ท่านอาโปรดวางใจ ข้าจะจัดการเรื่องนี้ให้เรียบร้อยอย่างแน่นอนขอรับ"

"ถ้าวิสัยทัศน์ของเจ้ามันแคบ มองเห็นแค่ผลประโยชน์เล็กๆ น้อยๆ ของแก๊งเทียนเหอแค่นั้นล่ะก็ ตำแหน่งหัวหน้าแก๊งของเจ้า ก็คงจะสิ้นสุดลงแค่นี้แหละ" โจวชิงจู่พูดเตือนสติ

"ข้าเข้าใจแล้วขอรับ ข้าจะรีบไปจัดการเดี๋ยวนี้เลย"

โจวชิงจู่โบกมือเบาๆ เป็นเชิงอนุญาต โจวจี้จึงค่อยๆ ถอยหลังเดินออกจากห้องไปอย่างเงียบเชียบ

ในเวลาเดียวกัน ภายในห้องนั่งสมาธิของเรือนพักผู้บัญชาการเถียนจางแห่งสำนักศึกษาจินซาน จู่ๆ เถียนจางก็ลืมตาขึ้นมา แล้วจ้องมองออกไปที่หน้าต่างที่ว่างเปล่า ก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า

"ยังไม่ไปอีกรึ?"

เงาร่างของฉีซานเยี่ยในชุดชิงอีค่อยๆ ปรากฏขึ้นที่ริมหน้าต่าง "มีคนบอกว่า ลูกชายคนโตของท่านฆ่าล้างโคตรครอบครัวเถ้าแก่หลิวเจ้าของร้านตีเหล็ก แล้วก็ฉุดลูกสาวคนโตของบ้านนั้นมาทำเมีย เพื่อหวังจะฮุบเอาทั้งคนทั้งสมบัติงั้นรึ?"

"ลูกชายข้าเพิ่งจะแต่งอนุภรรยาเข้าบ้านมาคนนึงจริงๆ แต่ไม่ได้แซ่หลิว นางแซ่ซุน แถมยังเป็นลูกสาวบ้านที่มีการศึกษาด้วยซ้ำ" เถียนจางตอบกลับเสียงเรียบ

"งั้นข้าก็มาเตือนท่านได้ทันเวลาพอดี ไม่อย่างนั้น ป่านนี้ลูกชายท่านคงกลายเป็นศพไปแล้ว" ฉีซานเยี่ยกระโดดข้ามหน้าต่างเข้ามาในห้อง แล้วนั่งลงอย่างสบายใจ

"เจ้าว่างมากรึไง ถึงได้มาแกว่งเท้าหาเสี้ยนอยู่แบบนี้? ก่อเรื่องวุ่นวายไว้ใหญ่โตขนาดนี้ในเมืองจินซานแล้วยังไม่ยอมหนีไปอีก ไม่กลัวตายเลยรึไง?" เถียนจางแค่นเสียงเย็นชา

"เรื่องวุ่นวายพวกนั้น ขอแค่มีสักเรื่องที่เป็นฝีมือข้าจริงๆ ล่ะก็ ข้าจะยอมมอบคัมภีร์วิชาบางส่วนของ 'วิหารดาราหลิงจี้' ที่พวกมันกำลังตามล่ากันให้เป็นของกำนัลแก่ท่านเลย เอาไหมล่ะ?" ฉีซานเยี่ยเสนอเงื่อนไข

"ไม่เอา!"

เถียนจางปฏิเสธอย่างเด็ดขาดไร้เยื่อใย "วิชาของพวกเจ้าน่ะ ถูกตราหน้าว่าเป็นวิชามารไปแล้ว ใครขืนเข้าไปยุ่งเกี่ยวก็มีแต่ตายกับตาย ข้าไม่กล้าแตะต้องมันหรอก"

"หึหึหึ แล้วตกลงมันเป็นวิชามารจริงๆ หรือเปล่า ท่านเองก็รู้อยู่แก่ใจไม่ใช่รึ?"

"ต่อให้รู้แล้วมันจะมีประโยชน์อะไร? วิหารดาราของพวกเจ้าก็ถูกพวกมันกวาดล้างจนแทบจะไม่เหลือซากอยู่แล้วไม่ใช่รึไง?"

ฉีซานเยี่ยนิ่งเงียบไป "ไม่เอาจริงๆ รึ?"

"เอาไปให้ลูกหลานของท่านฝึกฝนก็ได้นะ วันข้างหน้าอาจจะสามารถก่อตั้งเป็นสำนักของตัวเองขึ้นมาใหม่ได้เลยเชียวนะ"

"เจ้าอยากให้ครอบครัวข้าต้องเจอเหตุการณ์ฆ่าล้างโคตรซ้ำสองรึไง?" เถียนจางแค่นเสียงหัวเราะเยาะ

"รอยสักดาราประทับอยู่ภายใน วิชาดาราแสดงออกสู่ภายนอก ถ้าไม่อยากใช้ ก็แค่ฝึกฝนรอยสักดาราอย่างเดียวก็ได้นี่!"

เถียนจางนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ซึ่งการกระทำนั้นก็ทำให้ฉีซานเยี่ยต้องนิ่งเงียบตามไปด้วย

"เหอะ มรดกวิชาที่ใครต่อใครต่างก็แย่งชิงกันแทบตาย พอจะเอามาให้ฟรีๆ กลับไม่มีใครยอมรับซะงั้น" ฉีซานเยี่ยถอนหายใจยาว "ถ้างั้น ท่านช่วยหาผู้สืบทอดที่เหมาะสมให้ข้าสักคนได้ไหม?"

"หาไม่ได้หรอก ข้าไม่อยากทำร้ายใคร" เถียนจางปฏิเสธอีกครั้ง

"งั้นท่านช่วยหาตำแหน่งอะไรสักอย่างให้ข้าแฝงตัวอยู่ในสำนักศึกษาของท่านหน่อยสิ"

เถียนจางขมวดคิ้ว "เจ้าคงไม่ได้คิดจะลากข้าไปซวยด้วยหรอกนะ?"

"ข้าเคยทำร้ายท่านด้วยรึไง? รู้จักกันมาสามครั้ง ข้าก็เป็นคนช่วยชีวิตท่านไว้ตั้งสามครั้งไม่ใช่รึ?" ฉีซานเยี่ยทวงบุญคุณ

"เอาเถอะๆ" เถียนจางจำใจต้องตอบตกลง

วันที่ 21 เดือน 6 เป็นวันแรกของการเรียนการสอนสำหรับศิษย์ใหม่ของสำนักศึกษา และสวี่จิ้นก็ได้รับรู้ข่าวสารใหม่เพิ่มขึ้นมาอีกเรื่องหนึ่ง

นั่นก็คือ ท่านเจ้าสำนักต่งเจา ควบตำแหน่งเป็นเจ้าสำนักระดับในด้วย ส่วนท่านรองเจ้าสำนักเฝิงซู่ที่เขาเพิ่งจะไปมีเรื่องมาหมาดๆ ก็ควบตำแหน่งเป็นเจ้าสำนักระดับกลาง และท่านผู้ตรวจการเฉาฉุน ก็ควบตำแหน่งเป็นเจ้าสำนักระดับนอก

แต่โชคดีที่ได้ยินมาว่า พวกผู้บริหารระดับสูงเหล่านี้แค่มีชื่อเป็นประธานดูแลสำนักเฉยๆ ส่วนเรื่องการเรียนการสอนและการบริหารจัดการทั่วไป จะเป็นหน้าที่ของพวกครูฝึกทั้งหมด

และหนิงอวี้ฉาน คนคุ้นเคยที่เขาสามารถพึ่งพาได้ ก็ดำรงตำแหน่งเป็นหัวหน้าครูฝึกดูแลทั้งสามสำนัก ทำให้สวี่จิ้นรู้สึกเบาใจขึ้นมามาก

เวลาซื่อ (ประมาณ 9:00 น.) หลังจากเสร็จสิ้นการฝึกเช้า สวี่จิ้นและศิษย์ใหม่คนอื่นๆ ก็พากันมาที่ลานประลองยุทธ์ใหญ่ของสำนักศึกษา เพื่อเริ่มเรียนวิชาแรก

ภารโรงแจ้งไว้แล้วว่า วันนี้จะมีการสอนเคล็ดวิชาใหม่ ห้ามใครลาหรือมาสายเด็ดขาด

เมื่อมาถึงลานประลองยุทธ์ใหญ่ สวี่จิ้นไม่เพียงแต่จะได้เจอเพื่อนเก่าจากสำนักระดับนอกอย่างเฉียนเสี่ยวหู่, หลัวเกิง และหลิวจีเท่านั้น แต่ยังได้เจอพวกอัจฉริยะจากสำนักระดับในอย่างเย่ว์ต้าชี่, เหรินเสี่ยวเซียง และลู่เซียนปิงอีกด้วย

เมื่อเห็นคนพวกนี้ สวี่จิ้นก็รู้สึกโล่งใจขึ้นมาเปราะหนึ่ง

การที่ศิษย์ทั้งสามระดับมารวมตัวกันที่ลานประลองยุทธ์ใหญ่แห่งนี้ แสดงว่าถึงแม้สำนักศึกษาจะแบ่งแยกเป็นสำนักระดับใน ระดับกลาง และระดับนอก แต่ความแตกต่างหลักๆ น่าจะอยู่ที่เรื่องของสวัสดิการและสถานที่เรียนมากกว่า ส่วนในเรื่องของการถ่ายทอดวิชาความรู้ อย่างน้อยๆ ในช่วงเริ่มต้นนี้ ก็ยังไม่มีการแบ่งแยกชนชั้น

ขืนสำนักระดับในได้รับทั้งเงินเบี้ยหวัดและทรัพยากรการฝึกฝนมากกว่าสำนักระดับกลางถึงสี่เท่า แล้วยังได้รับการถ่ายทอดวิชาที่ล้ำเลิศกว่าอีก ช่องว่างระหว่างศิษย์ทั้งสองระดับก็คงจะห่างไกลกันจนไม่มีวันตามทันแน่ๆ

แต่ถึงกระนั้น ความแตกต่างในเรื่องของทรัพยากรการฝึกฝน ก็ไม่ใช่สิ่งที่จะสามารถชดเชยกันได้ง่ายๆ อยู่ดี

เมื่อวานนี้ สวี่จิ้นได้ยินมาจากลู่เซียนปิงว่า ศิษย์สำนักระดับใน จะได้รับเบี้ยหวัดเดือนละยี่สิบตำลึงเงิน ยาตื่นรู้อีกแปดเม็ด และยังมี 'ยาบำรุงดารา' ระดับต่ำให้อีกหนึ่งเม็ดด้วย

ยาบำรุงดารา เป็นยาที่อัดแน่นไปด้วยพลังดาราบริสุทธิ์อย่างแท้จริง แตกต่างจากยาบำรุงเลือด ยาเสริมรากฐาน หรือยาตื่นรู้ ที่สวี่จิ้นเคยกินมา ซึ่งล้วนเป็นเพียงยาที่ปรุงจากสมุนไพรธรรมดาทั่วไปเท่านั้น

ยาบำรุงดารานี้ มีราคาขายอยู่ที่ห้องปรุงยาเม็ดละยี่สิบตำลึงเงิน สรรพคุณของมันคือช่วยฟื้นฟูพลังดาราได้อย่างรวดเร็วในพริบตา

ในขณะที่ศิษย์สำนักระดับกลาง จะได้รับเบี้ยหวัดเพียงเดือนละสิบตำลึง และยาตื่นรู้เพียงสองเม็ดเท่านั้น สวัสดิการแตกต่างกันราวฟ้ากับดินเลยทีเดียว

นอกจากนี้ ยังมีข่าวลืออีกว่า ความแตกต่างระหว่างศิษย์ทั้งสามระดับนั้น ยังรวมไปถึงภาระหน้าที่รับผิดชอบประจำวันด้วย ศิษย์สำนักระดับในจะมีภาระหน้าที่น้อยที่สุด ทำให้มีเวลาฝึกฝนมากที่สุด ในขณะที่ศิษย์สำนักระดับนอกจะมีภาระหน้าที่หนักหน่วงที่สุด

"เอาล่ะพวกเรา ได้เวลาเริ่มเรียนกันแล้ว" สิ้นเสียงไม้ค้ำยันเหล็กกระทบพื้น เงาร่างในชุดสีเขียวอ่อนก็ก้าวเข้ามา หนิงอวี้ฉานปรากฏตัวขึ้นเบื้องหน้าทุกคนแล้ว

"นับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป พวกเจ้าทุกคนคือศิษย์แห่งสำนักศึกษาจินซาน แคว้นเฉินอย่างเป็นทางการ และนับตั้งแต่วันนี้ พวกเจ้าจะได้ก้าวเข้าสู่เส้นทางการฝึกตนอย่างแท้จริง และจะได้เริ่มต้นทำสิ่งที่สำคัญที่สุดหลังจากจุดประกายดาราสำเร็จกันเสียที"

ระหว่างที่พูด หนิงอวี้ฉานก็ทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ วางไม้ค้ำยันเหล็กไว้ข้างกาย นางนั่งไขว่ห้าง ท่วงท่าสง่างามผ่าเผย ใบหน้างดงามหมดจด ชายกระโปรงพลิ้วไหวไปตามสายลมเบาๆ ภาพความงามอันน่าหลงใหลนั้น ทำเอาเด็กหนุ่มหลายคนถึงกับมองตาค้างไปเลยทีเดียว

"พวกเจ้ายังจำได้ไหม ว่าก้าวแรกของการฝึกตนคืออะไร?"

"รอยสักดาราขอรับ!"

"ถูกต้อง เพราะมีผู้ฝึกยุทธ์ระดับหลอมดารา มาประทับรอยสักดาราให้ พวกเจ้าจึงสามารถใช้กระบวนท่าสูดปราณรุ่งอรุณและกระบวนท่าดื่มแสงจันทร์ เพื่อดึงดูดพลังดาราเข้าสู่ร่างกายได้"

"รอยสักดาราที่ประทับอยู่บนร่างกายของพวกเจ้านั้น มีชื่อเรียกที่แท้จริงว่า 'รอยสักรวมดารา' ซึ่งรอยสักรวมดาราที่สืบทอดกันมาในสำนักศึกษาจินซานของเรานั้น แบ่งออกเป็นสามระดับ ได้แก่ รอยสักรวมดาราแบบย่อ, รอยสักรวมดาราระดับเล็ก และ รอยสักรวมดาราระดับใหญ่"

"รอยสักรวมดาราแบบย่อ ก็คือรอยสักที่ครูฝึกระดับควบแน่นดารา ประทับให้พวกเจ้าก่อนที่จะจุดประกายดารานั่นแหละ"

"ความแตกต่างของรอยสักทั้งสามระดับนี้ อธิบายได้ง่ายๆ ก็คือ ความเร็วในการดึงดูดพลังดารา และขีดจำกัดสูงสุดในการกักเก็บพลังดารา ซึ่งจะแตกต่างกันเป็นเท่าตัวเลยทีเดียว"

พูดจบ หนิงอวี้ฉานก็หยิบแผ่นหยกกุยขนาดเท่ากล่องไม้ขีดไฟออกมาสามแผ่น แล้ววางลงบนโต๊ะเล็กๆ ตรงหน้า

"ในหยกกุยเหล่านี้ ได้บันทึกรายละเอียดของรอยสักรวมดาราระดับเล็กและระดับใหญ่เอาไว้ ข้าจะให้พวกเจ้าสลับกันเข้ามาดูทีละสามคน โดยเริ่มจากศิษย์สำนักระดับในก่อน เพียงแค่พวกเจ้าถ่ายทอดพลังดาราเข้าไปในหยกกุย ก็จะสามารถมองเห็นและจดจำลวดลายได้ โดยจะให้เวลาดูคนละร้อยลมหายใจเท่านั้น หากใครยังจำไม่ได้ พรุ่งนี้ค่อยมาขอข้าดูใหม่ได้"

"แต่จำไว้ว่า แต่ละครั้งจะให้ดูได้แค่ร้อยลมหายใจเท่านั้น เพราะหากใช้เวลานานเกินไป จะทำให้สูญเสียพลังสมาธิมากเกินไปจนเป็นอันตรายได้"

ระหว่างที่พูด เย่ว์ต้าชี่, เหรินเสี่ยวเซียง และลู่เซียนปิง ก็เดินออกไปหยิบแผ่นหยกกุยขึ้นมาคนละแผ่น แล้วเริ่มเพ่งสมาธิจดจำลวดลายทันที

"ส่วนคนอื่นๆ หากมีข้อสงสัยอะไร ก็ถามมาได้เลย" หนิงอวี้ฉานเปิดโอกาสให้ซักถาม

"ครูฝึกขอรับ แล้วทำไมตอนก่อนจะจุดประกายดารา ถึงไม่ประทับรอยสักรวมดาราระดับใหญ่ให้พวกเราไปเลยล่ะขอรับ?" เด็กหนุ่มคนหนึ่งยกมือถาม

"รอยสักดาราประทับอยู่ภายใน วิชาดาราแสดงออกสู่ภายนอก"

"ร่างกายของคนเรา จะมีสัญชาตญาณในการต่อต้านและขับไล่พลังดาราที่มีกลิ่นอายของคนอื่นแฝงอยู่เสมอ"

"ดังนั้น พวกเราจึงทำได้เพียงประทับรอยสักรวมดาราแบบย่อให้พวกเจ้าไปก่อน แล้วพวกเจ้าก็ต้องอาศัยการดึงดูดพลังดาราเข้าสู่ร่างกาย เพื่อกระตุ้นและหล่อหลอมให้มันกลายเป็นรอยสักดาราของพวกเจ้าอย่างสมบูรณ์เสียก่อน เท่าที่ข้ารู้ ในตอนนี้ยังไม่มีใครสามารถประทับรอยสักรวมดาราระดับเล็กหรือระดับใหญ่ให้กับคนอื่นได้โดยตรงหรอกนะ" หนิงอวี้ฉานอธิบาย

"ครูฝึกขอรับ แล้วรอยสักรวมดาราระดับเล็กกับระดับใหญ่ มันมีความแตกต่างกันอย่างไรบ้างหรือขอรับ?"

"รอยสักนี้เป็นรอยสักที่ท่านราชครูเฉิงแห่งสำนักศึกษาระดับประเทศเป็นผู้คิดค้นขึ้นมาใหม่ ซึ่งมีประสิทธิภาพสูงกว่าเดิมมาก หากสมมติว่าความเร็วในการดึงดูดและกักเก็บพลังดาราของรอยสักรวมดาราแบบย่อเท่ากับหนึ่ง รอยสักรวมดาราระดับเล็กก็จะเท่ากับสอง และรอยสักรวมดาราระดับใหญ่ก็จะเท่ากับสาม"

"นอกจากนี้ รอยสักรวมดาราระดับใหญ่ ยังเป็นรากฐานสำคัญสำหรับการ 'หล่อหลอมดารา' อีกด้วย"

"จะต้องสามารถประทับรอยสักรวมดาราระดับใหญ่ลงบนร่างกายของตัวเองให้สำเร็จเสียก่อน จึงจะมีความหวังในการหล่อหลอมดาราได้"

อธิบายมาถึงตรงนี้ จู่ๆ หนิงอวี้ฉานก็เปลี่ยนเรื่อง "ในเมื่อพูดมาถึงเรื่องนี้แล้ว ข้าก็จะขอประกาศกฎเกณฑ์เกี่ยวกับรางวัลตอบแทนของสำนักศึกษาให้พวกเจ้าฟังเสียเลย"

พอได้ยินคำว่า 'รางวัลตอบแทน' หูของเด็กหนุ่มทุกคนก็ผึ่งขึ้นมาทันที

จบบทที่ บทที่ 28 มรดกวิชาที่ไม่มีใครเอา

คัดลอกลิงก์แล้ว