เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 249 หายนะของติ้งโจวโหว

บทที่ 249 หายนะของติ้งโจวโหว

บทที่ 249 หายนะของติ้งโจวโหว


หลินซูตกใจจนวิญญาณแทบหลุดจากร่าง เขาหันขวับกลับไปมอง... จางอี้อวี่นั่นเอง! โล่งอกไปที โล่งอกไปที!

"เจ้าไปทำอะไรที่สำนักเทียนจี?" นางรู้ว่าเขาไปที่สำนักเทียนจี แต่นางไม่ได้เห็นว่าเขาไปทำอะไรที่นั่น

สมองของหลินซูประมวลผลอย่างรวดเร็ว "ข้าได้ยินมาว่า วันนี้สำนักเทียนจีมีคำทำนายอะไรสักอย่างที่ว่า 'ยามจื่อบุปผาประตูมรรคาแย้มบาน หากได้ยลบุปผาแย้มบานย่อมพบพานยอดคน' ข้าก็เลยอยากไปดูให้เห็นกับตาว่าข้าใช่ยอดคนหรือไม่? น่าเสียดายที่องค์รัชทายาทกับองค์ชายสามอยู่ด้านในกันหมด ข้าเลยไม่ได้เข้าไป และไม่ได้เห็นดอกท้อบานด้วย อี้อวี่... บางทีข้าอาจจะไม่ใช่ยอดคนจริงๆ ก็ได้"

เขาแสร้งทำสีหน้าท้อแท้สิ้นหวังเสียเต็มประดา

"จะเป็นยอดคนหรือไม่ เหตุใดต้องให้ประตูมรรคามาเป็นคนตัดสินด้วยเล่า? ช่างมันเถอะ!" จางอี้อวี่เอ่ยปลอบใจ "ยังไงเสีย... อือ... ในสายตาขององค์หญิง เจ้าเป็นยอดคนก็พอแล้วกระมัง... แล้วคืนนี้เจ้าจะไปนอนที่ใด? ยังจะไปพักที่ตำหนักองค์หญิงอีกหรือไม่?"

'หลอกสำเร็จแล้ว! ข้านี่มันฉลาดล้ำเลิศจริงๆ!' หลินซูแอบลอบยินดีในใจ รีบคว้าหมับเข้าที่มือน้อยๆ ของจางอี้อวี่ทันที "จะไปตำหนักองค์หญิงด้วยเหตุอันใด ข้าจะไปพักที่บ้านของเจ้าต่างหาก!"

"ไม่ได้นะ!"

"เหตุใดถึงไม่ได้เล่า? ข้าไปอยู่เป็นเพื่อนเจ้านั่งดูดาวบนหลังคาก็ไม่ได้เชียวหรือ?"

'นั่งดูดาวบนหลังคาอย่างนั้นหรือ'? ภายในดวงตาของจางอี้อวี่ทอประกายระยิบระยับขึ้นมาทันที แต่นางก็ยังพยายามข่มความตื่นเต้นเอาไว้อย่างเยือกเย็น 'นางเพิ่งจะรู้สาเหตุว่าเหตุใดท่านปู่ถึงลงโทษให้ท่านพี่คัดลอก 'จารีตราชวงศ์เซี่ย' ที่แท้ก็เป็นเพราะท่านพี่จงใจสร้างโอกาสให้นางได้อยู่กับเขาสองต่อสองในห้องนั่นเอง หากตอนนี้พากลับไปอีก มีหวังท่านพี่คงโดนสั่งคัดลอก 'จารีตราชวงศ์เซี่ย' อีกรอบเป็นแน่... อ้อ ไม่แน่ว่าคนที่ต้องโดนทำโทษคัดลอกอาจจะเป็นตัวนางเองด้วยซ้ำ'

ดูดาวที่ใดก็ดูได้มิใช่หรือ? แล้วเหตุใดต้องไปดูที่จวนหลิวหลิ่วด้วย? และด้วยเหตุนี้ หลินซูและจางอี้อวี่จึงมานั่งดูดาวด้วยกันที่ริมแม่น้ำแทน

เวลาล่วงเลยเข้าสู่ยามดึกสงัด ทั้งสองคนนั่งหันหลังพิงกัน แหงนหน้ามองดูท้องฟ้ายามค่ำคืน

"อี้อวี่ หลับแล้วหรือ?"

"อืม!"

"หลับแล้วเหตุใดยังตอบได้อีกเล่า?"

"ข้าไม่ได้พูด ข้าแค่อืม..."

"งานแต่งของพี่ชายเจ้าจัดขึ้นวันใดหรือ?"

"วันที่สิบเก้าเดือนหน้า"

"วันที่สิบเก้าเดือนเก้าอย่างนั้นหรือ?" หลินซูตกใจเล็กน้อย

"อืม!"

"เหตุใดมันช่างบังเอิญเช่นนี้? เปลี่ยนวันได้หรือไม่?" หลินซูพึมพำเบาๆ

"หมายความว่ายังไง? อย่าบอกนะว่าวันนั้นเจ้ามีธุระน่ะ? จะมาไม่ได้อย่างนั้นหรือ?"

หลินซูถึงกับอ้าปากค้าง เขาเคยนัดหมายกับหลงเอ๋อร์เอาไว้ว่าจะพบกันในวันที่สิบเก้าเดือนเก้า เรื่องนี้จะเอามาบอกนางได้หรือ? ขืนบอกไปนางจะเชื่อหรือ? นัดพบกับองค์หญิงแห่งเหวลึกไร้วิถีในวันที่สิบเก้าเดือนเก้า แถมยังมีเวลาให้แค่สองเค่อ เป็นเวลาที่แม้แต่จะถอดกางเกงก็ยังไม่ทันด้วยซ้ำ

"งานแต่งของโลกพวกเจ้านี่เขาจัดกันช่วงค่ำใช่หรือไม่?"

"ใช่แล้ว! ...หืม? อะไรคือโลกพวกเจ้า?"

"อี้อวี่เอ๋ย ข้าล่ะยอมใจพวกเจ้าพี่น้องจริงๆ ขยันทดสอบขีดจำกัดของข้าเสียเหลือเกิน เอาเถอะ ข้าจะพยายามไปให้ทันก็แล้วกัน! แต่ถ้าบังเอิญไปไม่ทันจริงๆ เจ้าก็ฝากบอกให้พี่ชายเจ้าเข้าหอช้าหน่อยก็แล้วกัน ยังไงเสียรับเจ้าสาวเข้าประตูมาแล้วก็หนีไปไหนไม่รอดหรอก ขอแค่ข้าไปถึงก่อนที่เขาจะเข้าหอก็ถือว่าใช้ได้แล้ว"

จางอี้อวี่จับศีรษะของเขาให้หันกลับมา จ้องลึกลงไปในดวงตาของเขา "วันนั้นเจ้ามีธุระจริงๆ หรือ?"

"มีธุระจริงๆ!"

"ธุระอะไรกัน?"

"บอกแล้วเจ้าห้ามลงไม้ลงมือกับข้านะ"

"รับรองว่าจะไม่ทุบตี... เว้นเสียแต่ว่าวันนั้นเจ้าแอบไปพลอดรักกับสตรีไร้หัวนอนปลายเท้าที่ไหน!"

'ดันมีข้อยกเว้นเสียด้วย' หลินซูมองนางตาปริบๆ "เวลาเจ้าทุบตีคน ปกติแล้วใช้หมัดหรือใช้อาวุธเล่า?"

จางอี้อวี่ยกสองมือขึ้นบีบคอเขา จับเขาชูขึ้นแล้วโยนตูมลงไปในแม่น้ำ กว่าหลินซูจะตะเกียกตะกายขึ้นมาจากน้ำได้ นางก็อันตรธานหายไปเสียแล้ว

หลินซูรู้สึกกลัดกลุ้มใจอยู่เล็กน้อย งานแต่งของจางฮ่าวหรานดันมาจัดขึ้นในวันที่สิบเก้าเดือนเก้า ซึ่งบังเอิญไปตรงกับวันที่สำนักประตูมรรคาเปิดพอดี งานมงคลของสหายรักที่สุดทั้งที ตามหลักแล้วเขาควรจะอยู่ร่วมงานตั้งแต่ต้นจนจบ

แต่ทว่าดูจากสถานการณ์ตอนนี้ เกรงว่าจะปลีกตัวไปร่วมงานไม่ได้จริงๆ หมดหนทางแล้ว... ฉายา 'เห็นสตรีดีกว่าสหาย' คงหนีไม่พ้นเป็นแน่ ถือเสียว่าเสียทรัพย์ฟาดเคราะห์ก็แล้วกัน! ข้าแค่มอบของขวัญชิ้นใหญ่ให้ก็สิ้นเรื่องแล้วไม่ใช่หรือ?

หลงเอ๋อร์เอ๋ย ข้านี่ช่างดีต่อเจ้าเสียเหลือเกิน เพื่อจะได้พบหน้าเจ้าสักครั้ง ข้าถึงกับต้องยอมสูญเงินไปตั้งหลายหมื่นตำลึงเชียวนะ หากเจ้าไม่ยอมเปลื้องผ้าก็คงไม่คุ้มค่าเอาเสียเลย สู้เจ้า... ยอมเปลื้องผ้าเสียแต่โดยดีเถอะ

…..

สามวันต่อมา มีเหตุการณ์สำคัญประการหนึ่งบังเกิดขึ้น

จวนหลิวหลิ่วและจวนชีเฟิ่งผนึกกำลังกันเผยโฉมสบู่หอม 'อวี้จี' พร้อมทั้งทดสอบสรรพคุณให้เป็นที่ประจักษ์ต่อหน้าธารกำนัล ผลลัพธ์ที่ได้นั้นเหนือล้ำกว่าถั่วอาบน้ำและฝักส้มป่อยชั้นยอดของจวนติ้งโจวโหวถึงสิบเท่า!

ส่วนราคานั้นถูกแบ่งออกเป็นสามระดับ ระดับธรรมดามีราคาเพียงก้อนละสามเฟิน ทว่าแม้นจะเป็นเพียงสินค้าระดับธรรมดา แต่สรรพคุณกลับล้ำเลิศเสียยิ่งกว่าถั่วอาบน้ำชั้นเลิศ ที่เหล่าเชื้อพระวงศ์และขุนนางสูงศักดิ์ต้องยอมจ่ายเงินหนึ่งถึงสองตำลึงเพื่อซื้อหามาครอบครองเสียด้วยซ้ำ

ส่วนอวี้จีสินค้าระดับชั้นเลิศนั้น บรรจุอยู่ในกล่องไม้ที่แกะสลักอย่างประณีตงดงาม ด้านบนจารึกลำนำบทใหม่ที่จอมปีศาจกวีสีครามเป็นผู้จรดพู่กันเขียนด้วยตัวเอง ซ้ำยังเป็นถึงลำนำระดับแสงเจ็ดสี... เจ้อกูเทียน!

"มิเกรงเกล็ดเหมยแต้มอวี้จี แค้นเพียงไร้สายธาราส่องโฉมสะคราญ ตั้งใจพินิจร่วมกับท่าน แรกพบพานบุปผางามอันดับหนึ่งแห่งบูรพาทักษิณ ยามผู้คนแยกย้าย หิมะเริ่มคลาย วสันต์แห่งหลงโถวมาเยือนล่าช้า..."

ทันทีที่ลำนำบทนี้แพร่สะพัดออกไป มันก็ถูกนำไปขับขานตามหอคณิกาอย่างรวดเร็ว บรรดาบัณฑิตผู้ทรงภูมิ คุณหนูในห้องหอ ตลอดจนสตรีแม่ม่าย ล้วนลุ่มหลงเคลิบเคลิ้มไปตามๆ กัน

ลำนำที่วิจิตรเลิศล้ำถึงเพียงนี้ สบู่หอมที่ยอดเยี่ยมถึงเพียงนี้ จ่ายเพียงแค่หนึ่งตำลึงก็สามารถครอบครองเป็นเจ้าของได้แล้ว!

เพียงชั่วพริบตา สบู่หอมกล่องไม้ชั้นยอดชุดแรกก็ถูกกว้านซื้อจนหมดเกลี้ยง คหบดีผู้มั่งคั่งนับไม่ถ้วนหอบหิ้วเงินทองมาตั้งมากมายแต่กลับต้องคว้าน้ำเหลว ทางร้านได้ติดป้ายประกาศไว้อย่างชัดเจนว่า สินค้าชั้นยอดมีจำนวนจำกัด วางขายเพียงวันละห้าพันกล่องเท่านั้น!

ทางด้านหลี่กงกงผู้เฒ่า ขันทีผู้รับผิดชอบดูแลการจัดซื้อของใช้ภายในวังหลวง หลังจากถูกตำหนิติเตียนมาหลายต่อหลายครั้ง เขาก็เริ่มรู้จักเรียนรู้ที่จะฉลาดขึ้น คอยสอดส่องติดตามความเคลื่อนไหวของสินค้าใหม่ๆ อยู่เสมอ

เมื่อวานนี้เขาได้ข่าวมาว่าหลินซูได้รังสรรค์ของเล่นใหม่ออกมาอีกแล้ว เขาจึงส่งคนไปสืบดูว่ามันคือสิ่งใด และคราแรกที่ได้ยินว่าเป็นเพียงของใช้สำหรับชำระกายและซักเสื้อผ้า เขาก็ไม่ได้ใส่ใจอะไรนัก ทว่าขันทีน้อยใต้บังคับบัญชากลับเอ่ยเตือนเขาว่า... 'ท่านกงกง ท่านลองซื้อมาดูสักหน่อยเถิด ไม่แน่ว่ามันอาจจะเป็นของดีเยี่ยมก็เป็ํนได้ ท่านจะได้ไม่ต้องถูกเหล่าพระสนมตำหนิเอาอีก'

คำพูดนั้นฟังดูเข้าที หลี่กงกงผู้เฒ่าจึงสั่งให้คนไปจัดซื้อมาด้วยความอยากรู้ และทันทีที่ของตกถึงมือ หัวใจของเขาก็พลันเต้นระรัว เหงื่อเย็นเยียบผุดซึมทั่วแผ่นหลัง นับว่าโชคดีเหลือเกิน! ของสิ่งนี้ฮองเฮาและเหล่าพระสนมจะต้องชื่นชอบอย่างแน่นอน หากเขาไม่ชิงลงมือก่อน วันนี้คงหนีไม่พ้นต้องโดนด่าทอเป็นแน่

เขารีบนำสบู่หอมที่แย่งชิงมาได้ส่งเข้าไปในวังทันที พระสนมหลายคนต่างเบิกตากว้างเป็นประกาย คนนั้นเอาไปสิบก้อน คนนี้เอาไปสิบก้อน ผ่านไปไม่ถึงครึ่งเค่อ สบู่ก็ถูกแย่งกันจนหมดเกลี้ยงไม่มีเหลือ

หลี่กงกงผู้เฒ่าจึงได้รับคำชมเชยอย่างล้นหลามเป็นครั้งแรกในชีวิต

ทว่าไม่ทันไร เขาก็ต้องปวดศีรษะขึ้นมาอีกครั้ง พระสนมที่แย่งไม่ทันต่างส่งคนมาล้อมเขาไว้อย่างแน่นหนา ยื่นคำขาดให้เขาไปหาซื้อมาให้ได้ภายในวันนี้ หลี่กงกงผู้เฒ่ารีบส่งคนออกไปนอกวัง ทว่าก็ต้องเผชิญกับสถานการณ์เดียวกันกับเมื่อวันก่อน นั่นคือ... วันนี้สินค้าหมดเสียแล้ว!

"ถ้าเช่นนั้นเป็นพรุ่งนี้ล่ะ..."

"ต้องขออภัยด้วย สินค้าของวันพรุ่งนี้ได้ถูกจับจองจนหมดสิ้นแล้วเช่นกัน! อีกทั้งยอดจับจองก็เต็มยาวไปถึงอีกห้าวันข้างหน้าแล้ว!

หลี่กงกงเฒ่าตกใจสุดขีด รีบรุดหน้าไปยังตำหนักองค์หญิงอวี้เฟิ่งด้วยตัวเอง ทว่าเมื่อเขาไปถึง ยอดสั่งจองก็ล่วงเลยไปถึงวันที่สิบเสียแล้ว!"

หลี่กงกงผู้เฒ่าบันดาลโทสะขั้นสุด แผดเสียงคำรามลั่น "พวกเจ้าที่เป็นพ่อค้าวาณิชทั้งหลาย จงถอยไปให้หมด! พรุ่งนี้ข้าจะต้องได้ของ สินค้าที่พวกเจ้าสั่งไว้ให้เลื่อนออกไปอีกหนึ่งวันให้หมด! มิเช่นนั้น หากฝ่าบาททรงเอาผิดลงมา ดูสิว่าใครจะรับโทษทัณฑ์ไหว"

แค่ซื้อสบู่ก้อนเดียวถึงกับต้องเอาฮ่องเต้มาข่ม ช่างหาใครเปรียบไม่ได้เลยจริงๆ

องค์หญิงอวี้เฟิ่งและจางอี้อวี่มองหน้ากันเลิ่กลั่ก จางอี้อวี่อยากจะแหกกฎใจจะขาด อยากจะตะโกนบอกทุกคนว่า 'แท้จริงแล้วพวกท่านไม่ต้องแย่งชิงกันหรอก ขอเพียงมีเงินจ่าย สินค้าชั้นยอดเช่นนี้ โรงงานของเราสามารถผลิตได้วันละหลายหมื่นกล่องสบายๆ'

ทว่าองค์หญิงอวี้เฟิ่งกลับปรามความวู่วามของอีกฝ่ายไว้ แล้วทำทีเป็นลำบากใจขณะเอ่ยไกล่เกลี่ยกับเหล่าพ่อค้าวาณิช "เอาเช่นนี้ก็แล้วกัน โรงงานผลิตของเราจะยอมเหนื่อยเพิ่มขึ้นอีกสักหน่อย จัดสรรคนงานมาผลิตให้ราชสำนักเป็นการเฉพาะเลยก็แล้วกัน สำหรับทางหลี่กงกงนั้น พวกเราจะจัดส่งให้วันละสามร้อยก้อน ท่านจะได้ไม่ต้องไปแก่งแย่งซื้อหากับพวกเขาอีก"

เช่นนี้ก็ถือว่าลงตัวสมประโยชน์กันทุกฝ่าย ทุกคนต่างปีติยินดี

วันละสามร้อยก้อน หนึ่งเดือนก็ตกเก้าพันก้อน นั่นคือปริมาณการใช้งานที่แท้จริงของพระราชวังอันกว้างใหญ่ องค์หญิงช่างเชี่ยวชาญการคำนวณยิ่งนัก

นางใช้โอกาสนี้สร้างความดีความชอบต่อองค์ฮ่องเต้ และยังถือโอกาสผูกขาดสินค้าของใช้ประจำวันทั้งหมดของราชสำนักไปในคราวเดียวกัน และถือเป็นการตัดท่อน้ำเลี้ยงของติ้งโจวโหวจากการจัดซื้อของราชสำนักอย่างเด็ดขาด

การฉกฉวยผลประโยชน์ในครั้งนี้ ช่างมีชั้นเชิงเหนือชั้นยิ่งนัก

เมื่อหลี่กงกงผู้เฒ่าจากไปอย่างพึงพอใจ จางอี้อวี่กับองค์หญิงอวี้เฟิ่งจึงปิดประตูหารือกัน

"การจำกัดจำนวนขายเช่นนี้ มันจำเป็นจริงๆ หรือ? สินค้าหรูหราราคากล่องละหนึ่งตำลึง มีคนมาแก่งแย่งชิงกันมากมายถึงเพียงนี้ หากเปิดขายแบบไม่อั้นจะไม่สะใจกว่าหรือ? ขายวันละแสนกล่อง นั่นก็คือรายได้วันละแสนตำลึง ค่าจ้างหนึ่งเดือนของพวกผู้อพยพ ทำงานหาเงินแค่สองวันก็ได้ทุนคืนมาหมดแล้วไม่ใช่หรือ?" นี่คือความคิดของจางอี้อวี่

ทว่าองค์หญิงอวี้เฟิ่งกลับคัดค้าน ด้วยเหตุผลที่ว่า... "เขาเคยบอกไว้! นี่คือธาตุแท้ของมนุษย์ สินค้าฟุ่มเฟือยจำเป็นต้องจำกัดจำนวนการขาย มันคือกลยุทธ์การตลาดแบบสร้างความกระหาย หากปล่อยให้พวกเขาซื้อจนหนำใจ รัศมีแห่งความหรูหราของสินค้าก็จะถูกทำลายลงจนหมดสิ้น"

"ส่วนเรื่องหาเงินหาทองนั้น ไม่ต้องรีบร้อน แคว้นต้าซางมีคนมั่งคั่งมากมายถึงเพียงนี้ ซ้ำยังมีประชากรอีกนับร้อยล้านคน ยิ่งไปกว่านั้น นอกเหนือจากแคว้นต้าซางแล้ว ยังมีอีกแปดแคว้นสิบสามมณฑล ข้าไม่เชื่อหรอกว่าของดีเช่นนี้จะไม่สามารถก้าวออกไปนอกพรมแดนแคว้นต้าซางได้"

จางอี้อวี่พยักหน้าเบาๆ เห็นด้วย "นั่นก็จริง หาเงินไม่ต้องรีบร้อน อย่างไรเสียตอนนี้พวกผู้อพยพก็ลงหลักปักฐานกันได้แล้ว ทุกครัวเรือนล้วนมีคนทำงาน ขอเพียงไม่อดตาย สำหรับพวกเขาก็ถือเป็นแดนสุขาวดีแล้ว ขอแค่พวกเรากอบโกยกำไรได้เรื่อยๆ ก็พอ เรื่องนี้พวกเราสามารถทำเป็นกิจการระยะยาวได้"

การไม่คิดฝันที่จะร่ำรวยในชั่วข้ามคืนต่างหากคือหนทางที่ดีที่สุด

…..

ตัดภาพมาที่ทิศตะวันออกของเมืองหลวง ณ จวนติ้งโจวโหว ติ้งโจวโหวร่างอวบอ้วนกำลังนั่งรับลมเย็นอยู่ใต้ต้นไม้ที่กำลังออกดอก ช่วงเวลานี้คือช่วงที่ร้อนอบอ้าวที่สุดในรอบปี เขาจึงแหวกเสื้อออกเพื่อคลายร้อน โดยมีสาวใช้สองคนคอยพัดวีอยู่ข้างๆ เดิมทีติ้งโจวโหวควรจะนั่งพักผ่อนอย่างสบายอารมณ์ ทว่าในเวลานี้เขากลับกำลังขมวดคิ้วมุ่น

สิ่งที่ทำให้เขากลัดกลุ้มใจก็คืองานแต่งงานของหลานสาว

เดิมทีองค์ชายสามเป็นพ่อสื่อชักนำให้หลานสาวของเขาได้เกี่ยวดองกับลู่อวี้จิงแห่งจวนอัครเสนาบดี ลู่อวี้จิงไม่ใช่คนธรรมดาสามัญ แต่เป็นถึงปราชญ์ระดับจิ้นซื่อ ตอนแรกเขารู้สึกยินดียิ่งนักที่ได้พบพานคู่ครองอันดีงาม ทว่าเมื่อไม่กี่วันก่อน จางจวีเจิ้งกลับลงมืออย่างกะทันหัน ทำลายรากฐานวิถีอักษรของลู่อวี้จิงจนกลายเป็นคนพิการไปเสียแล้ว

การลงมือในครั้งนี้อยู่เหนือความคาดหมายของทุกคน แม้แต่องค์ฮ่องเต้ก็ยังทรงตกพระทัย

เมื่อลู่อวี้จิงกลายเป็นคนไร้ค่า หลานสาวของเขาจึงเอาแต่ร้องไห้ล้างหน้าด้วยน้ำตาทุกวี่วัน งานมงคลสมรสครั้งนี้สมควรจะดำเนินต่อไปดี หรือว่า… หากยังดึงดันดำเนินต่อไป ก็เท่ากับเป็นการผลักหลานสาวลงเหวลึก

แต่หากยกเลิกงานแต่ง จะให้คำอธิบายกับท่านอัครเสนาบดีได้อย่างไร? แล้วจะไปอธิบายกับองค์ชายสามได้อย่างไร?... ช่างน่ากลัดกลุ้มใจเสียจริง!

"ท่านโหว ท่านยังกลัดกลุ้มเรื่องงานมงคลของคุณหนูจือเอ๋อร์อยู่อีกหรือเจ้าคะ?" หญิงงามผู้หนึ่งเดินกรีดกรายเข้ามา มือเรียวบางนวดคลึงขมับของติ้งโจวโหวเติ้งหนานอย่างแผ่วเบา

นางคืออนุภรรยาที่เขาโปรดปรานมากที่สุด

เติ้งหนานถอนหายใจเบาๆ "ก็ต้องกลัดกลุ้มเป็นเรื่องธรรมดา เมื่อวานจือเอ๋อร์มาร้องห่มร้องไห้กับข้า นางบอกว่าพี่สาวของนางได้แต่งเข้าตระกูลอริยปราชญ์ นางไม่กล้าหวังว่าจะมีวาสนาได้ดั่งพี่สาว หวังเพียงได้พบพานบุรุษวิถีอักษรที่ปกติธรรมดาสักคนก็พอแล้ว ทว่าตอนนี้... คุณชายตระกูลลู่กลับกลายเป็นคนไร้ค่าไปเสียแล้ว"

"ทว่าหากเราถอนหมั้น ท้ายที่สุดแล้วก็จะถือเป็นการหักหน้าองค์ชายสามกับท่านอัครเสนาบดีนะเจ้าคะ แม้จวนโหวของเราจะมีฐานะเป็นถึงเครือญาติของตระกูลอริยปราชญ์ ทว่าก็ไม่ควรล่วงเกินขุมกำลังใหญ่ทั้งสองฝ่ายนี้พร้อมกันไม่ใช่หรือเจ้าคะ?"

เติ้งหนานค่อยๆ ลืมตาขึ้น "คำพูดของเจ้าถือว่าแทงทะลุถึงแก่นแท้เลยทีเดียว ฐานะเครือญาติตระกูลอริยปราชญ์ นี่ต่างหากคือที่พึ่งพิงอันแท้จริงของพวกเรา เจ้าคิดว่าเหตุใดองค์ชายสามถึงยอมคบหากับจวนโหวเล่า? แล้วเจ้าคิดว่าเหตุใดท่านอัครเสนาบดีถึงยอมลดตัวลงมาผูกมิตรกับโหวที่ไม่มีอำนาจในมืออย่างข้าเล่า?"

"ทั้งหมดนี้ก็เป็นเพราะข้ามีตระกูลอริยปราชญ์คอยหนุนหลังอยู่น่ะสิ! เมื่อมีตระกูลอริยปราชญ์คอยคุ้มกะลาหัว ต่อให้ข้าไปล่วงเกินพวกเขา พวกเขาก็ไม่กล้าสร้างเรื่องวุ่นวาย แต่เจ้ารู้หรือไม่ ว่าเหตุใดตระกูลอริยปราชญ์ถึงยินดีเกี่ยวดองกับข้า?"

นิ้วมือของอนุภรรยาที่กำลังนวดคลึงขมับให้เขาพลันหยุดชะงักลง เพราะคำถามที่ท่านโหวเอ่ยมานั้น นางไม่อาจหาคำตอบได้

ในฐานะเครือญาติตระกูลอริยปราชญ์ เป็นสิ่งที่จางเหวินหยวนทุ่มเทความพยายามแทบตายก็ยังคว้ามาไม่ได้ ทว่าท่านโหวกลับคว้ามาครองได้อย่างง่ายดาย! และเมื่อมีฐานะอันสูงส่งนี้คอยค้ำจุน ท่านโหวจึงถือเป็นผู้มีอำนาจบารมีล้นฟ้าในเมืองหลวง แม้แต่เหล่าองค์ชายในราชวงศ์ก็ยังไม่กล้าดูแคลน

ทว่า... เหตุใดตระกูลอริยปราชญ์จึงยอมเกี่ยวดองกับท่านโหวเล่า?

เติ้งหนานแย้มยิ้มบาง "สรรพสิ่งในใต้หล้า ล้วนหนีไม่พ้นคำว่า 'ผลประโยชน์' เพียงคำเดียว! ตระกูลอริยปราชญ์เองก็หวังให้กิจการของตระกูลเติ้งของข้า แผ่ขยายอาณาจักรไปทั่วทั้งเก้าแคว้นสิบสามมณฑลเช่นกัน!"

ตระกูลอริยปราชญ์เองก็ต้องการเงินทองเช่นกัน! และในบรรดากิจการทั้งหมดของท่านโหว นอกเหนือจากองค์ชายสามที่ทุกคนรู้กันดีอยู่แล้ว เบื้องหลังนั้นยังมีตระกูลอริยปราชญ์คอยหนุนหลังอยู่อีกด้วย!

ภายในใจของอนุภรรยาพลันบังเกิดความภาคภูมิใจขึ้นมาอย่างหาที่สุดไม่ได้ ซึ่งตัวนางที่ก้าวออกมาจากหอคณิกา สิ่งที่นางได้ก้าวเข้ามาพึ่งพิงคืออะไรกันเล่า? มันคือร่มเงาของต้นไม้ใหญ่ที่ตระหง่านค้ำฟ้าอย่างแท้จริง!

ทันใดนั้น ชายชราคนหนึ่งก็พุ่งพรวดเข้ามาในลานด้านหลัง และเขาคือพ่อบ้านแห่งจวนโหว

พ่อบ้านวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามา "ท่านโหว แย่แล้วขอรับ! หลินซูเจ้าคนสารเลวนั่นสร้างเรื่องใหม่อีกแล้ว กิจการของพวกเรา... หายนะมาเยือนแล้วขอรับ!"

"ว่าอย่างไรนะ?" ท่านโหวผุดลุกขึ้นยืนในทันที

พ่อบ้านคุกเข่าลงดังตุบ สองมือประคองสิ่งของกองหนึ่งขึ้นส่งให้

สีหน้าของติ้งโจวโหวเติ้งหนานซีดเผือดสลับคล้ำลง เขาก้มมองสิ่งของเบื้องหน้าด้วยสายตาที่มืดมนลงเรื่อยๆ

สบู่หอม!... ระดับธรรมดาราคาสามเฟินต่อก้อน ระดับกลางราคาหนึ่งเฉียนต่อก้อน ระดับสูงราคาหนึ่งตำลึงต่อกล่อง!

เมื่อนำมาลองใช้งานจริง นี่มันคือการบดขยี้ด้วยภูมิปัญญาที่เหนือล้ำกว่าอย่างแท้จริง! สินค้าชั้นยอดของเขา พอเอามาเทียบกับสิ่งเหล่านี้ กลับพ่ายแพ้อย่างราบคาบจนไม่เหลือชิ้นดี!

กิจการทอผ้าอันเคยรุ่งโรจน์ของเขา ได้ถูกหลินซูทำลายทิ้งไปแล้ว และตอนนี้ กิจการประทินผิวทำความสะอาดร่างกายที่เหลืออยู่เป็นเสาหลักเพียงอย่างเดียวของเขา... ก็ถูกทำลายลงอีกแล้ว!

คนนอกมักกล่าวว่าบรรดาศักดิ์โหวคือต้นทุนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของติ้งโจวโหว แต่มีเพียงเขาเท่านั้นที่รู้ดีว่ามันไม่ใช่เลย กิจการพวกนี้ต่างหากคือเส้นเลือดใหญ่ของเขา!

หากไร้ซึ่งกิจการเหล่านี้ ตระกูลอริยปราชญ์จะเอาอะไรมาออกหน้าสนับสนุนเขากันเล่า? และหากไร้ซึ่งกิจการ องค์ชายสามจะเอาอะไรมาหนุนหลังเขา? ติ้งโจวโหวที่ปราศจากกิจการการค้า ก็เป็นเพียงความว่างเปล่าเท่านั้น!

'หลินซู... ระหว่างข้ากับเจ้า!' พรวด! เติ้งหนานกระอักเลือดคำโตสาดกระเซ็นออกไป

…..

ตัดภาพมาที่จวนผิงอ๋อง สีหน้าขององค์ชายสามก็ซีดเผือดลงไม่ต่างกัน เขาคือองค์ชายผู้มีสติปัญญาและกลอุบายเป็นเลิศ ทั้งยังเป็นองค์ชายผู้มีปณิธานอันยิ่งใหญ่

เขาย่อมรู้ดีว่าสบู่สองสามก้อนที่วางอยู่ตรงหน้านี้หมายความว่าอย่างไร มันหมายความว่าแหล่งรายได้สำคัญของเขาได้ถูกตัดขาดลงไปแล้ว!

สำหรับองค์ชายทั่วไป ย่อมไม่ต้องกังวลเรื่องเงินทองสำหรับกินอยู่ใช้จ่าย แต่เขาแตกต่างออกไป เขามีปณิธานมุ่งหวังถึงราชบัลลังก์ หากไร้ซึ่งเงินทอง แล้วเขาจะเอาอะไรไปซื้อใจผู้มีอำนาจบารมี? และจะเอาอะไรไปต่อกรกับองค์รัชทายาท?

"ลูกไม้ใหม่ของหลินซู!" ชายหนุ่มคนหนึ่งที่อยู่ด้านข้างเอ่ยขึ้นช้าๆ "กลหมากตานี้ช่างโหดเหี้ยมยิ่งนัก"

สายตาขององค์ชายสามค่อยๆ เลื่อนมาจับจ้องเขา ชายผู้นี้คือกุนซือที่เขาไว้วางใจมากที่สุด นามว่า 'ตู้ชิง'

ตัวตู้ชิงผู้นี้ เป็นบุคคลที่พิเศษอย่างยิ่ง ด้วยความสามารถทางวิถีอักษรของเขา การคว้าตำแหน่งจิ้นซื่อมาครองย่อมทำได้อย่างง่ายดาย ทว่าเขากลับเป็นเพียงสามัญชนคนหนึ่ง

ทำไมน่ะหรือ? ก็เป็นเพราะบรรพบุรุษของเขาเคยละเมิดกฎเกณฑ์ของวิหารอริยปราชญ์ ตระกูลตู้ทั้งเจ็ดชั่วคนจึงถูกสั่งห้ามไม่ให้ก้าวเข้าสู่วิถีอักษร นี่คือคำประกาศิตจากวิหารอริยปราชญ์! ดังนั้น เขาจึงไม่อาจก้าวเข้าสู่วิถีอักษรได้

ทว่าตู้ชิงกลับมีปณิธานอันยิ่งใหญ่ เป็นเพียงสามัญชนแล้วอย่างไรเล่า? หากเขาคอยสนับสนุนโอรสสวรรค์ก็สามารถมีอำนาจบารมีครอบงำใต้หล้าได้เช่นกัน

ตลอดเวลาที่ติดตามอยู่ข้างกายองค์ชายสาม ตู้ชิงได้แสดงบทบาทอันยิ่งใหญ่ออกมา อาจกล่าวได้ว่า การที่องค์ชายสามมีบารมีเหนือผู้คน และสามารถสั่งการเหล่าขุนนางได้ด้วยคำพูดเพียงคำเดียวในวันนี้ ความดีความชอบอย่างน้อยเจ็ดในสิบส่วนล้วนเป็นของเขา

"เจ้าลองว่ามาสิ ว่ามันโหดเหี้ยมตรงใด?"

ตู้ชิงตอบว่า "ความโหดเหี้ยมอย่างน้อยก็มีอยู่สองประการ ประการแรก กลยุทธ์การขายสบู่หอมนี้รัดกุมจนหยดน้ำก็ไม่สามารถเล็ดลอดไปได้ ประการที่สอง เขาหาผู้ช่วยชั้นยอดมาได้ถึงสองคน"

เหตุใดจึงกล่าวว่ากลยุทธ์การขายนั้นยอดเยี่ยม?

เป็นเพราะสบู่หอมนี้สามารถครอบคลุมผู้คนได้ทุกชนชั้น สินค้าในระดับสูงสุดนั้นถูกรังสรรค์ออกมาอย่างประณีตงดงามไร้ที่ติ ซ้ำยังมาพร้อมกับลำนำแสงเจ็ดสีที่ไม่เคยปรากฏที่ใดในใต้หล้ามาก่อน

ยิ่งไปกว่านั้นยังเป็นการรังสรรค์ทำนองบทกวีขึ้นมาใหม่อีกด้วย ต้นทุนที่ทุ่มเทลงไปจึงมหาศาลนัก ความวิจิตรหรูหราก็สูงล้ำจนหาผู้ใดเทียบเคียงมิได้ ทันทีที่ออกวางขาย มันย่อมก้าวขึ้นเป็นของล้ำค่าอันดับหนึ่งในหมู่ชนชั้นสูงได้อย่างมิต้องสงสัย

แม้แต่ราชสำนักเอง ก็ไม่อาจหลุดพ้นจากตาข่ายแหผืนใหญ่นี้ได้ และทันทีที่ราชสำนักถูกตีแตก ฝั่งติ้งโจวโหวก็สูญเสียฐานลูกค้าในจุดสูงสุดไปทันที

ราชสำนักเป็นดั่งเสาบอกทิศทางลมของเหล่าผู้สูงศักดิ์ทั่วหล้ามาโดยตลอด เมื่อราชสำนักหันมาใช้อวี้จี ผู้คนทั่วหล้ามีหรือจะไม่รู้สึกภาคภูมิใจที่ได้ใช้อวี้จี?

และในเวลาเดียวกัน สบู่หอมในระดับที่สองก็จะค่อยๆ แทรกซึมเข้าสู่สังคมชั้นสูงตามไปด้วย

—--------

ปล.ไม่รวยวันนี้ แล้วจะไปรวยเมื่อใด

จบบทที่ บทที่ 249 หายนะของติ้งโจวโหว

คัดลอกลิงก์แล้ว