- หน้าแรก
- ปรมาจารย์สัตว์อสูร ผมมีระบบสังเคราะห์ไร้ขีดจำกัด
- บทที่ 12 - เสียงเรียกแห่งสายเลือดของราชินีมด
บทที่ 12 - เสียงเรียกแห่งสายเลือดของราชินีมด
บทที่ 12 - เสียงเรียกแห่งสายเลือดของราชินีมด
บทที่ 12 - เสียงเรียกแห่งสายเลือดของราชินีมด
หลังจากรับเต็นท์มาแล้ว ฉืออานหลินก็แกล้งทำเป็นเดินไปที่ห้องสัตว์อสูร พอแน่ใจว่าไม่มีคน ก็ใช้ถุงสัตว์อสูรเรียกหมาป่าวิญญาณน้ำแข็งออกมา
ทันทีที่พาเจ้าหมาป่าวิญญาณน้ำแข็งตัวน้อยออกมา ฉืออานหลินสังเกตเห็นว่าดวงตาของเสี่ยวเอเป็นประกายวิบวับ
"ว้าว! น้องหมา!" เสี่ยวเอวิ่งตึกตักเข้ามา พยายามจะยื่นมือไปลูบเซี่ยวเย่ว์ แต่เซี่ยวเย่ว์กลับหลบวูบ
อืม เซี่ยวเย่ว์ค่อนข้างหยิ่ง
"ลูกสัตว์อสูรระดับสามัญ ขั้น 1?" เซี่ยเหยียนนวดขมับ แม้ลูกสัตว์อสูรจะมีราคาแพง และเจ้าหมาป่าตัวนี้ดูแล้วศักยภาพไม่ต่ำ แต่ยังไงมันก็เป็นแค่ลูกสัตว์ ดูทรงแล้วคงสู้สัตว์ป่าตัวใหญ่ๆ ที่ใกล้เลื่อนขั้นเป็นสัตว์อสูรยังไม่ได้เลย
"อืม นี่แหละสัตว์อสูรของฉัน" ฉืออานหลินถอนหายใจ ถ้ามีเวลาพัฒนา รับรองว่าจะไม่มีฉากในวันนี้แน่
"ฉันขอดูแลน้องหมาตัวนี้ได้ไหม! รับรองว่าจะไม่ให้ได้รับบาดเจ็บเลย จริงสิพี่ฉือ เจ้าตัวเล็กนี่ชื่ออะไรคะ?" พอเห็นเซี่ยวเย่ว์หลบ เสี่ยวเอก็ไม่ตื๊อที่จะลูบต่อ เจ้านี่เป็นหมาซึนเดระ ต้องตีสนิทก่อน
ต้องยอมรับว่า ไม่ว่าจะเป็นชาติก่อนหรือชาตินี้ หมาแมวคือสิ่งที่ผู้หญิงไม่อาจต้านทานได้
"มันชื่อไอ้ด่าง (เอ้อร์โก่ว/หมาสอง)"
หมาป่าวิญญาณน้ำแข็ง: "โฮ่ง?"
เสี่ยวเอ: "หะ?"
ฉืออานหลินกระแอมสองที แล้วแก้คำพูด "ความจริงชื่อเซี่ยวเย่ว์ (จันทร์คำราม)"
"เซี่ยวเย่ว์? ขาวจั๊วะน่าเจี๊ยะแบบนี้ น่าจะชื่อเซี่ยวเทียน (เห่าฟ้า) นะ ฟังดูเท่ดี!" จี้จีจีแซวอยู่ข้างๆ "เสียดายตาแก่ฉือไม่มีตาที่สาม"
ฉืออานหลินค้อนใส่ "เทพเอ้อร์หลางตอนนั้นผ่าตัดสมองส่วนหน้าออกเพื่อยัดตาที่สามเข้าไป เลยคุมอารมณ์ทางเพศไม่ได้ จนตีหลานตัวเอง ฉันไม่อยากเป็นคนแบบนั้น"
ทุกคน: ......
"เอาล่ะ ไว้ไปคุยกันต่อตอนหาที่ตั้งแคมป์ได้แล้วกัน เดี๋ยวการทดสอบจะเริ่มอย่างเป็นทางการแล้ว" เซี่ยเหยียนเสริม
ได้ยินดังนั้น ทุกคนก็รีบขนสัมภาระและเต็นท์มุ่งหน้าเข้าป่า
ทุ่งหญ้าเป็นจุดรวมพล แต่หลังจากเข้าป่า พวกเขาต้องหาพื้นที่ค่อนข้างลับตาคนเพื่อตั้งแคมป์
กฎการเข้าค่ายครั้งนี้ค่อนข้างพิเศษ ไม่ใช่แค่ล่าสัตว์อสูร เก็บผลึกวิญญาณ แต่ยังเก็บสมุนไพรได้ด้วย
สมุนไพรและผลึกเหล่านี้จะถูกเก็บไว้ในค่ายกลป้องกันกลางแคมป์ ค่ายกลนี้จะระบุตัวตนเพื่อนร่วมทีม ส่วนคนนอกถ้าอยากเปิด ต้องยืนอยู่ในจุดที่กำหนดให้ครบหนึ่งนาที
กฎนี้มีเพื่อให้แต่ละทีมเกิดการแข่งขัน และการแข่งขันที่ว่าไม่ใช่การขโมย แต่เป็นการเอาชนะสมาชิกที่เฝ้าแคมป์ให้ได้ ถึงจะยึดของรางวัลไปได้
และประโยชน์สูงสุดของนักสร้างค่ายกล ก็คือการสลักค่ายกลไว้รอบๆ แคมป์ เพื่อเพิ่มมาตรการป้องกัน
เพื่อป้องกันไม่ให้โดนตุ๋ยบ้านตอนออกไปกันหมด ผู้คุมสอบกำหนดว่าช่วงกลางคืนเท่านั้นถึงจะแย่งชิงของรางวัลในแคมป์ทีมอื่นได้ ส่วนตอนกลางวันให้ทุกคนออกไปล่าสัตว์
ที่น่าสนใจคือ ระหว่างขนย้ายเหยื่อกลับบ้าน อาจจะโดนแย่งชิงได้
จุดนี้ทำให้ทีมที่เก่ง คะแนนจะยิ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ ส่วนทีมที่อ่อนแอแทบจะไม่ได้คะแนนเลย
แน่นอน ผลึกและสมุนไพรพวกนี้คิดเป็นแค่ส่วนหนึ่งของคะแนนสอบ ประมาณ 50% ที่เหลือดูที่ผลงานส่วนตัว
......
ไม่นาน พวกเขาก็เจอแอ่งน้ำเล็กๆ แห่งหนึ่ง แม้แม่น้ำจะอยู่ไม่ไกล แต่เพราะคนไปตักน้ำกันเยอะ เสี่ยงต่อการถูกโจมตี แอ่งน้ำเล็กๆ แบบนี้จึงเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุด
แอ่งน้ำไม่ลึกมาก ใสจนมองเห็นก้นบ่อ เหมือนกระจกสีฟ้า พอมองดีๆ จะเห็นปลาและปูว่ายอยู่ ถ้าหาอาหารไม่ได้ การจับปลาก็เป็นทางเลือกที่ไม่เลว
ข้างแอ่งน้ำเป็นภูเขาหินสูงเสียดฟ้า ตีนเขาเป็นถ้ำ หลังจากเซี่ยเหยียนตรวจสอบแล้ว พบว่าข้างในไม่มีอะไร
"ตั้งแคมป์ตรงนี้แหละ" เซี่ยเหยียนถอนหายใจอย่างโล่งอก ดีที่พวกเขาออกเดินทางเร็ว เลยได้ทำเลดีๆ
ทุกคนกางเต็นท์อย่างรวดเร็ว ส่วนหวังเฉียงเดินไปที่ถ้ำหิน เพื่อวางค่ายกลรวบรวม
ค่ายกลรวบรวมสามารถเลือกวางในจุดที่ซ่อนเร้นได้ ความจริงทุกคนอยากเอาไปวางไว้ก้นแอ่งน้ำด้วยซ้ำ
"ของใช้ส่วนตัวเอาไปเก็บในเต็นท์ก่อน พวกนายเอาทรัพยากรอะไรมาบ้าง?"
ของที่พกมามีการจำกัดน้ำหนัก ดังนั้นของที่แต่ละคนเอามาจึงไม่เหมือนกัน
เสี่ยวเอเอากระเป๋าไปเก็บในเต็นท์ด้วยความกระดากอาย ของที่เธอเอามาส่วนใหญ่เป็นเสื้อผ้า และอุปกรณ์การแพทย์ นอกจากของพวกนี้ ก็แทบไม่ได้พกอุปกรณ์ยังชีพในป่ามาเลย
หลี่เยว่เอาเสื้อผ้ามาพอประมาณ แต่ในกระเป๋าเต็มไปด้วยวัสดุเขียนยันต์ ทำให้ฉืออานหลินสัมผัสได้ถึงความรวยของนักเขียนยันต์อีกครั้ง
หลี่เหวินพกยามาเยอะมาก รวมถึงเครื่องมือและอาหารอัดแท่ง หวังเฉียงก็เหมือนกัน แค่มีวัสดุสร้างค่ายกลเพิ่มมา
ส่วนเซี่ยเหยียนพกอาวุธมาเพียบ เป็นอาวุธธรรมดาทั้งนั้น เช่น มีดสั้น ดาบ ธนู
จี้จีจี... อืม... เจ้านี่พกหนังสือ บอร์ดเกม และของใช้ในชีวิตประจำวันมาเพียบ ตามความหมายของมันคือ เข้าค่ายตั้งนานคงเบื่อ ต้องเอาของพวกนี้มาฆ่าเวลา
พอเห็นจี้จีจีทำแบบนั้น ฉืออานหลินก็เปิดกระเป๋าตัวเองอย่างสบายใจ
"นายขนเครื่องครัวมาทำไมเยอะแยะ?" มุมปากเซี่ยเหยียนกระตุกยิกๆ สมาชิกในทีมมีการนัดแนะกันล่วงหน้าเรื่องการเตรียมของ แต่ไม่นึกว่าสมาชิกใหม่สองคนนี้จะไร้สาระขนาดนี้
"กินของดีๆ ไง" ฉืออานหลินตอบอย่างจริงจัง "สัตว์อสูรในต่างมิติมีเยอะแยะ เราต้องปรุงอาหารให้ดีสิ"
จี้จีจีพยักหน้าเห็นด้วยอย่างยิ่ง แต่เซี่ยเหยียนพูดอย่างอ่อนใจว่า "นายเคยคิดไหมว่า ต่างมิติที่เราอยู่ตอนนี้เรียกอีกอย่างว่า มิติแมลง?"
มิติแมลง?
ฉืออานหลินถอนหายใจ หมดอารมณ์กินทันที สัตว์อสูรที่นี่ส่วนใหญ่เป็นแมลง สัตว์ที่กินได้คงหายากน่าดู
"มิติแมลง!" เสี่ยวเอหน้าซีดเผือด แม้จะเป็นผู้ฝึกตน แต่เนื้อแท้ก็ยังเป็นผู้หญิง เธอกลัวแมลงมาก
"เก็บของแล้วเตรียมออกล่ากันเถอะ เสี่ยวเอ เธออยู่กลางวงกับฉืออานหลิน ถ้าเจออันตรายให้รีบบีบยันต์คุ้มกันให้แตก ทหารแถวนั้นจะพาพวกเธอหนี"
ในการเข้าค่ายครั้งนี้ นักเรียนที่เข้าสอบทุกคนจะได้รับยันต์คุ้มกันหนึ่งอัน มีพลังป้องกันระดับสามัญ ขั้น 7 ทุกครั้งที่เปิดใช้งานจะมีทหารพาออกไป แต่ละคนมีโอกาสเปิดใช้งานยันต์คุ้มกันได้สามครั้ง
ถ้าโดนโจมตีแล้วไม่เปิดใช้งาน... การเข้าค่ายครั้งนี้อาจมีคนตาย
ทุกคนแยกย้ายกลับเข้าเต็นท์ เตรียมเครื่องมือและอาวุธสำหรับออกไปข้างนอก ส่วนฉืออานหลินลูบคางอย่างใช้ความคิด แล้วกลับเข้าเต็นท์ เอาฝูงมดเหล็กและราชินีมดออกมา
"จี๊ดๆ!" ราชินีมดเดินวนไปมาอย่างตื่นเต้น ส่งข้อมูลชุดหนึ่งเข้ามาในหัวฉืออานหลิน
"แกจะบอกว่า ในโลกใบนี้ แกสัมผัสได้ถึงสายเลือดเดิมของแก ถ้าเข้าไปใกล้จะสามารถเรียกพวกมันกลับมาได้?" ฉืออานหลินตาเป็นประกาย นึกไม่ถึงว่าราชินีมดจะถูกจับมาจากแถบนี้แล้วเอาไปขายให้เขา
มดพวกนั้น น่าจะมีตัวที่เป็นสัตว์อสูรระดับสามัญอยู่!