- หน้าแรก
- เก้าหยินเก้าหยาง ข้ามชาติภพสยบรู
- บทที่ 4 ติดใจในรสชาติ!
บทที่ 4 ติดใจในรสชาติ!
บทที่ 4 ติดใจในรสชาติ!
บทที่ 4 ติดใจในรสชาติ!
เหอะเหอะ เจ้าจะให้ข้าเร่งความเร็วก็ได้
แต่ข้าถูกเจ้าขูดรีดพลังหยวนหยางบริสุทธิ์มาตลอดสามปีเต็มจนเหือดแห้ง บัดนี้กลับยังกล้าเพ้อฝันให้ข้าช่วยเจ้าทะลวงผ่านระดับอีกหรือ?
คิดว่าคนซื่อสัตย์รังแกง่ายนักหรือ?!
เมื่อวิหคสิ้น คันธนูดีก็ถูกเก็บ เมื่อกระต่ายเจ้าเล่ห์ตาย สุนัขล่าเนื้อก็ถูกเชือด
หลินเฉินรู้ดีถึงวิธีการของสตรีอสรพิษผู้นี้—
หากช่วยให้นางทะลวงผ่านสู่ขอบเขตวิญญาณแรกก่อได้จริงๆ นางจะต้องอ้างเรื่องการรักษาความลับมาเพื่อสังหารข้าทิ้งอย่างแน่นอน
อยากมีชีวิตรอดรึ?
ก็ต้องขัดขวางไม่ให้นางทะลวงผ่านระดับได้สำเร็จ!
ขณะเดียวกันก็ต้องทำให้นางรู้สึกว่าข้ายังมีประโยชน์อยู่ เพียงเท่านี้จึงจะหลีกเลี่ยงชะตากรรมถูกฆ่าปิดปากได้!
นอกจากนี้ ยังต้องอาศัยโอกาสในการบำเพ็ญคู่ ทำให้นางได้ลิ้มรสชาติจนติดอกติดใจ!
ทางที่ดีที่สุดคือทำให้นางลุ่มหลงจนมิอาจถอนตัว—
ดั่งคำกล่าวที่ว่า ยามเช้ามองดูสีฟ้า ยามเย็นมองดูเมฆา จะเดินก็คิดถึง(ค.)เจ้า จะนั่งก็คิดถึง(ค.)เจ้า
พูดให้ง่ายก็คือ ต้องทำให้นางมีแต่เรื่องพรรค์นั้นเต็มสมอง จนขาดบุรุษมิได้ มีเพียงวิธีนี้เท่านั้น จึงจะสามารถเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาสได้!
เมื่อคิดได้ดังนี้ หลินเฉินก็พลันใช้ความสามารถทั้งหมดที่มี นำประสบการณ์อันโชกโชนและเคล็ดวิชาลับเฉพาะที่สั่งสมมาจากการเวียนว่ายตายเกิดเก้าชาติภพออกมาใช้ทั้งหมด เพียงเพื่อให้หลิ่วฝูหลวนมิอาจหยุดยั้งได้
พี่ชายมีเงินทองอาจมิยอมใช้จ่าย
แต่น้องชายมีเรี่ยวแรง กลับใช้จนหมดสิ้น!
ในสถานการณ์เช่นนี้ หลิ่วฝูหลวนก็ไม่ต่างอะไรกับมือใหม่จากหมู่บ้านเริ่มต้น ที่ต้องมาเผชิญหน้ากับมารเสน่หาเลเวลสูงสุดอย่างหลินเฉินโดยไม่ทันตั้งตัว จนตกเป็นฝ่ายตั้งรับโดยสมบูรณ์ตั้งแต่แรกเริ่ม
บัดนี้!
นางที่ถูกกระชากเรือนผมสลวยจากด้านหลัง ไหนเลยจะยังคงไว้ซึ่งความน่าเกรงขามของเจ้าสำนักฝ่ายมาร? เห็นได้ชัดว่าเป็นเพียงนางเงือกบนเขียงที่รอให้คนมาสับ!
ในค่ำคืนนี้ เงาเทียนสั่นไหวแดงระเรื่อ เหงื่อซึมชุ่มแพรพรรณ
ในค่ำคืนนี้ จันทราแอบมองยอดบุปผา หยาดน้ำค้างชโลมคู่รัก ลมหายใจหอบหอมประดุจกล้วยไม้...
ผู้อ่อนแอย่อมเป็นเหยื่อของผู้แข็งแกร่ง ผู้แข็งแกร่งคือผู้เป็นใหญ่
หลินเฉินผู้ผ่านการเวียนว่ายตายเกิดมาเก้าชาติภพ บัดนี้ตระหนักรู้ได้อย่างชัดแจ้ง บุรุษสามารถแสร้งทำเป็นอ่อนแอได้ แต่จะอ่อนแอจริงๆ ไม่ได้ มีเพียงจู๋ที่แข็งแกร่งเท่านั้นจึงจะเป็นรากฐานแห่งการดำรงอยู่
ดังนั้น ขณะที่เขากำลังทุ่มเทแรงกายอย่างเต็มที่ ส่วนใหญ่แล้วเขากลับมองหลิ่วฝูหลวนเป็นเตาหลอมชั้นยอดที่หาได้ยากยิ่งในรอบพันปี และแอบกระตุ้นกระถางโกลาหลให้กลืนกินพลังหยวนหยินบริสุทธิ์ของนางอย่างบ้าคลั่ง ควบคุมอย่างแม่นยำเพื่อให้ระดับพลังบำเพ็ญของนางคงอยู่ที่ครึ่งก้าวสู่ขอบเขตวิญญาณแรกก่อเสมอ
นี่คือการต่อสู้ด้วยเรือนร่าง!
และยังเป็นการประลองความอดทนและสติปัญญา!
แม้หลิ่วฝูหลวนจะปรารถนาที่จะยืมพลังของหลินเฉินเพื่อทะลวงผ่านพันธนาการของขอบเขตก่อแก่นปราณให้ได้ในคราวเดียว แต่เมื่อกระแสไฟฟ้าที่น่าสะพรึงกลัวแล่นปราดไปทั่วร่าง ในที่สุดนางก็อ่อนระทวยราวกับกองโคลนท่ามกลางเสียงร้องโหยหวนที่เสียวซ่านจนใจจะขาด แม้แต่ความปรารถนาสุดท้ายที่จะทะลวงผ่านระดับก็ถูกชะล้างจนหมดสิ้น
ขอบเขตวิญญาณแรกก่อ...
ดูเหมือนจะไม่ได้สำคัญถึงเพียงนั้น!
นางเป็นเพียงบุปผาที่งดงามอ่อนหวาน ไหนเลยจะทนทานต่อการทำลายล้างของพายุฝนอันบ้าคลั่งเช่นนี้ได้? บัดนี้นางสิ้นเรี่ยวแรงไปทั้งร่าง เพียงปรารถนาจะหลับตาลงพักผ่อนให้สบาย
แต่หลินเฉินที่เพิ่งได้ลิ้มรสหวานเป็นครั้งแรก ไหนเลยจะยอมปล่อยนางไปง่ายๆ ยืนกรานที่จะสู้ต่ออีกสามร้อยกระบวนท่า
หลิ่วฝูหลวนตื่นตระหนก ร้องขอความเมตตาไม่หยุดหย่อน
ทว่า หลินเฉินที่ถูกขูดรีดมาสามปีไหนเลยจะปรานีถนอมบุปผางาม สาบานว่าจะต้องให้นางชดใช้คืนทั้งต้นทั้งดอก...
ณ ที่นี้ขอละไว้สิบหมื่นอักษร!
...
ยามเช้า แสงอรุณเริ่มจับขอบฟ้า
หลิ่วฝูหลวนที่ถูกรังแกมาตลอดทั้งคืนก็อ่อนเพลียจนหมดแรง บัดนี้กำลังหลับสนิท
ส่วนหลินเฉินกลับดูสดใสร่าเริงภายใต้การบำรุงของพลังหยวนหยินบริสุทธิ์ แตกต่างจากสภาพใกล้ตายก่อนหน้านี้ราวกับเป็นคนละคน เปลี่ยนแปลงไปราวกับเกิดใหม่
ที่น่าประหลาดใจยิ่งกว่านั้นคือ เขาอาศัยความช่วยเหลือจากเตาหลอมหยินบริสุทธิ์อย่างหลิ่วฝูหลวน ไม่เพียงแต่ฟื้นคืนระดับพลังบำเพ็ญสู่จุดสูงสุดเมื่อสามปีก่อน แต่ยังทะลวงผ่านสองระดับในคืนเดียว ก้าวขึ้นสู่ขอบเขตหลอมกายาชั้นฟ้าที่เจ็ดโดยตรง!
“ฟู่—”
เขาเหลือบมองไปยังนวลอนงค์ที่เสื้อผ้าหลุดลุ่ยเบื้องล่างบวมตุ่ยและกำลังหลับสนิทอยู่ข้างกาย—
อดีตจอมมารผู้ยิ่งใหญ่ที่เคยหยิ่งผยองและสังหารคนราวผักปลา บัดนี้กลับกลายเป็นสตรีร่างเล็กที่ทั้งหวานทั้งเผ็ด เป็นของเขาแต่เพียงผู้เดียว
ทุกสิ่งทุกอย่างราวกับความฝัน!
หลินเฉินอดไม่ได้ที่จะยื่นมือไปหยิกเบาๆ
อืม ผิวพรรณเนียนละเอียด สัมผัสสมจริง มิใช่ภาพลวงตาอย่างแน่นอน...
แต่ในใจเขากระจ่างดุจกระจกเงา หลิ่วฝูหลวนที่ดูว่าง่ายน่ารักในตอนนี้เป็นเพียงภาพลวงตา เมื่อนางตื่นขึ้นมา แม่เสือตัวนี้จะต้องลุกขึ้นมาขย้ำคนอย่างแน่นอน หากพลาดพลั้งเพียงนิดเดียวก็จะตกสู่ห้วงอเวจีที่มิอาจกลับคืน
เมื่อคิดถึงจุดนี้ หลินเฉินก็นั่งขัดสมาธิบนเตียงทันที โคจรยอดวิชา
การฟื้นคืนจากความตายในครั้งนี้ ล้วนเป็นเพราะกระถางโกลาหลที่ปกป้องร่างกาย อีกทั้งยอดวิชาเทวะที่ท้าทายสวรรค์อย่างเก้าหยินเก้าหยาง
เมื่อพิจารณาอย่างละเอียด เขาพบว่าเก้าขอบเขตของยอดวิชานี้ สอดคล้องกับเก้ากฎเกณฑ์สูงสุด: พลัง, เวลา, มิติ, ความเป็นความตาย, วิญญาณ, การทำลายล้าง, โชคชะตา, การสร้างสรรค์ และความโกลาหล
แปดชาติภพที่ผ่านมา ในแต่ละชาติภพสามารถบรรลุได้เพียงขอบเขตเดียว ซึ่งสอดคล้องกับกฎเกณฑ์หนึ่งอย่าง
บัดนี้ในชาติภพสุดท้าย หากสามารถเข้าใจเก้าหยินเก้าหยางได้อย่างถ่องแท้ ไม่เพียงแต่จะสามารถพลิกชะตาท้าทายสวรรค์ได้ แต่ยังสามารถบรรลุสู่มรรคาแห่งชีวิตนิรันดร์ เป็นอมตะจากภัยพิบัติทั้งปวง!
“ดูน่าเกรงขามยิ่งนัก!”
แต่เรื่องเร่งด่วนในตอนนี้ คือการรักษาชีวิตน้อยๆ นี้ไว้ก่อน
ดังนั้น อาศัยจังหวะที่หลิ่วฝูหลวนยังไม่ตื่น หลินเฉินจึงตั้งสมาธิทั้งหมดเพื่อทำความเข้าใจเก้าหยินเก้าหยาง พยายามที่จะเชี่ยวชาญกฎเกณฑ์ที่ท้าทายสวรรค์นี้ให้เร็วที่สุด
กาลเวลาหมุนเวียน
ในพริบตา ดวงตะวันก็ลอยสูงเด่น
ในที่สุดหลิ่วฝูหลวนก็ตื่นจากฝันหวานอย่างช้าๆ บิดขี้เกียจอย่างเกียจคร้าน ริมฝีปากสีชาดขยับเผยอ “หลับสบายจริงๆ...”
ยังไม่ทันสิ้นเสียง นางก็พลันนึกอะไรบางอย่างขึ้นได้ รีบหันกลับไปมอง—
ประสานสายตาเข้ากับสายตาที่ร้อนแรงของหลินเฉินพอดี!
“อ๊า!”
เมื่อพบว่าสภาพเสื้อผ้าไม่เรียบร้อยของตนถูกมองจนหมดสิ้น นางก็ทั้งอายทั้งโกรธ คว้าผ้าแพรสีแดงมาพันกายให้แน่น ขณะเดียวกันก็ถีบหลินเฉินตกเตียงอย่างแรง
“เจ้าศิษย์ทรยศ! ใครอนุญาตให้เจ้าอยู่บนเตียงของข้า?!” หลิ่วฝูหลวนเต็มไปด้วยจิตสังหาร ไหนเลยจะมีท่าทีอ่อนแอเหมือนเมื่อคืนที่ร้องขอความเมตตาแม้แต่น้อย “มองอีกข้าจะควักลูกตาเจ้าออกมา!”
“ท่านอาจารย์ ความสามารถในการพลิกหน้าไม่รู้จักคนของท่านนี่ช่างเป็นเลิศจริงๆ” หลินเฉินลูบเอวที่เจ็บแปลบจากการถูกถีบ พลางยิ้มขื่น “เมื่อคืนหากมิใช่ข้ายื่นมือเข้าช่วย ท่านเกรงว่า...”
“หุบปาก!”
หลิ่วฝูหลวนตวาดเสียงกร้าว แต่กลับพูดต่อไม่ออก
ภาพอันดูดดื่มเมื่อคืนฉายซ้ำไปมาในสมองไม่หยุด ทำให้นางที่งามล่มเมืองพลันมีใบหน้าแดงระเรื่อขึ้นมาสองสาย แม้แต่ติ่งหูที่ใสดุจแก้วก็ยังย้อมไปด้วยสีชมพู
นางทั้งอายทั้งโกรธ ดวงตาใสดุจน้ำในฤดูใบไม้ร่วงสั่นไหวไปมา ไม่กล้าสบตากับหลินเฉิน
แต่เมื่อคิดอีกที—
หากเจ้าหนุ่มนี่นำเรื่องเมื่อคืนไปป่าวประกาศ ชื่อเสียงเกียรติยศของข้าจะเอาหน้าไปไว้ที่ใด?
“ไม่ได้ การลบหลู่ข้านับเป็นโทษตายอยู่แล้ว ยิ่งไปกว่านั้น...” นางกัดฟันเบาๆ “เมื่อคืนเขายังกล้าให้ข้าคุกเข่า...อม.. เด็กคนนี้จะเก็บไว้ไม่ได้เด็ดขาด!”
หลิ่วฝูหลวนเกิดจิตสังหารขึ้นมาทันที ลุกขึ้นยืนอย่างฉับพลัน
คาดไม่ถึงว่าทันทีที่ขยับกาย ความเจ็บปวดราวกับถูกฉีกกระชากก็แล่นไปทั่วร่าง บีบให้นางต้องจับราวเตียงแกะสลักไว้ ยามจะก้าวเดินด้วยท่าทางสง่างามดุจดอกบัวกลับต้องเดินขากะเผลก จนไม่กล้าที่จะก้าวขาให้กว้าง...
นี่คือหลักฐานแห่งการร่วมรักที่ชัดแจ้ง!
เมื่อความคิดมาถึงจุดนี้ นางก็อดไม่ได้ที่จะเงยหน้าขึ้นมอง—
“ก็ไม่ได้เลวร้ายเท่าไหร่...” ความคิดนี้ผุดขึ้นในใจของนางทันที “กายาบริสุทธิ์หยางของเขาเข้ากันได้ดีกับยอดวิชาบำเพ็ญคู่หยินหยางของข้าจริงๆ เมื่อคืนหลังจากหยินหยางหลอมรวมกันแล้ว ระดับพลังบำเพ็ญกลับก้าวหน้าถึงเพียงนี้ ห่างจากขอบเขตวิญญาณแรกก่อเพียงครึ่งก้าวเท่านั้น”
“แม้จะล้มเหลวในตอนท้าย แต่ถ้าได้ทำอีกครั้ง จะต้องทะลวงผ่านได้แน่ หากไม่ได้จริงๆ ก็สองครั้ง สามครั้ง...”
“สรุปก็คือ ขอบเขตวิญญาณแรกก่ออยู่ใกล้แค่เอื้อม!”
“เจ้าหนุ่มนี่ก็ยังมีประโยชน์อยู่บ้าง...” มุมปากของหลิ่วฝูหลวนยกขึ้นเป็นรอยยิ้มโดยไม่รู้ตัว จากนั้นก็ตกใจกับความคิดของตน “เดี๋ยวก่อน ข้าไปคาดหวังครั้งสองครั้งสามตั้งแต่เมื่อใดกัน?”
ฝั่งตรงข้าม!
หลินเฉินมองดูหลิ่วฝูหลวนที่มีสีหน้าเปลี่ยนไปมา แผ่นหลังของเขาชุ่มไปด้วยเหงื่อเย็น
เขาไม่รู้เลยว่า ในใจของหลิ่วฝูหลวนนั้น เขาได้เดินวนเวียนอยู่หน้าประตูยมโลกมาหลายรอบแล้ว
บัดนี้ หลิ่วฝูหลวนเชยคางอันงดงามขึ้น สั่งการด้วยท่าทีของราชินีที่มิอาจโต้แย้งได้ “เจ้า! มานี่! นอนลงให้ข้าดีๆ!”