- หน้าแรก
- เก้าหยินเก้าหยาง ข้ามชาติภพสยบรู
- บทที่ 3 เจ้าศิษย์ทรยศผู้ล้างครู!
บทที่ 3 เจ้าศิษย์ทรยศผู้ล้างครู!
บทที่ 3 เจ้าศิษย์ทรยศผู้ล้างครู!
บทที่ 3 เจ้าศิษย์ทรยศผู้ล้างครู!
“อะไรนะ? เจ้ากล้าดีอย่างไรให้ข้าอ้อนวอนเจ้า?!”
“หลินเฉิน! เจ้าคนชั่วช้าที่บังอาจคิดการกลับฟ้าคว่ำดิน! ช่าง... บังอาจยิ่งนัก!”
“ข้าเด็ดบำรุงพลังหยางของเจ้าสามปีประหนึ่งเก็บเกี่ยวพืชผล กลับกลายเป็นว่าเลี้ยงดูให้เจ้ามีความทะเยอทะยานเยี่ยงสุนัขป่าเช่นนี้!”
“เจ้ารู้หรือไม่ว่ามีปรมาจารย์ระดับแปลงเทพกี่คนที่คุกเข่าอ้อนวอนขอที่จะบำเพ็ญคู่กับข้า? แต่เจ้าเป็นเพียงกากเตาหลอมกลับกล้ามาข่มขู่ข้า!”
“รอให้ข้า... ผ่านพ้นเคราะห์กรรมนี้ไปได้... จะต้อง... ถอนวิญญาณหลอมดวงจิตของเจ้าศิษย์ทรยศผู้นี้... ให้จงได้... อ๊า—!”
...
ทรวงอกของหลิ่วฝูหลวนกระเพื่อมขึ้นลงอย่างรุนแรง น้ำเสียงที่เคยเย็นชามาโดยตลอดบัดนี้กลับสั่นเทาจนฟังไม่เป็นศัพท์
นางไม่อาจยอมรับได้จริง ๆ ว่าตนเองซึ่งเป็นถึงเจ้าสำนักนิกายเหอฮวนผู้สูงศักดิ์ รักษาพรหมจรรย์ดุจหยกมานับร้อยปี มีทั้งรูปโฉมอันงดงามและเรือนร่างอันเย้ายวน บุรุษใดได้เห็นแล้วไม่ลุ่มหลง?
เพียงแค่กระดิกนิ้ว บุรุษใดบ้างจะไม่ยอมสยบอยู่ใต้ชายกระโปรงของนาง?
แต่กลับเป็นกากเตาหลอมตรงหน้าที่ถูกนางเด็ดบำรุงมาสามปีจนร่างกายเหี่ยวแห้งผู้นี้ ที่กล้าฉวยโอกาสตอนที่นางกำลังตกอยู่ในอันตรายมาเรียกร้อง และยื่นข้อเสนอที่ไร้สาระเช่นนี้ ช่าง—
ไร้เหตุผลสิ้นดี!
นี่คือการแก้แค้นอย่างไม่ต้องสงสัย!
ทว่าเมื่ออยู่ใต้ชายคาผู้อื่น ก็จำต้องก้มศีรษะให้
คลื่นพลังภายในที่ปั่นป่วนอย่างรุนแรงถาโถมเข้ามาอีกครั้ง ปราณหยินหยางทั้งสองดุจอาชาป่าที่ไร้บังเหียนวิ่งพล่านอยู่ในเส้นชีพจรของนาง อวัยวะภายในราวกับถูกฉีกกระชากเจ็บปวดอย่างแสนสาหัส แม้แต่ระดับพลังบำเพ็ญขอบเขตก่อแก่นปราณที่บำเพ็ญเพียรมานานหลายปีก็ยังมีทีท่าว่าจะสลายลง
ในที่สุดหลิ่วฝูหลวนก็เริ่มตื่นตระหนก!
นางข่มความโกรธเกรี้ยวและความอัปยศอดสูที่ท่วมท้นลงไป กัดริมฝีปากแน่น ในที่สุดก็เงยดวงตาที่แดงก่ำขึ้นมองหลินเฉินพลางอ้อนวอน “ข้า... ขอร้องเจ้า... ช่วยข้าด้วย...”
น้ำเสียงนี้ หากหลับตาฟัง ก็นับเป็นการเสพสุขอย่างแท้จริง!
เพราะการที่สามารถทำให้เจ้าสำนักนิกายเหอฮวน หลิ่วฝูหลวน ผู้เย็นชาหยิ่งทะนงและสูงเกินเอื้อมมาโดยตลอดเป็นฝ่ายเอ่ยปากก่อนได้นั้น นับเป็นความปรารถนาที่บุรุษทั่วหล้าไม่กล้าแม้แต่จะคิดฝัน แต่บัดนี้หลินเฉินกลับทำได้!
ผู้ที่รู้จักกาลเทศะย่อมเป็นยอดคน!
หลินเฉินเห็นว่าได้ทีแล้วจึงหยุด!
บัดนี้หลิ่วฝูหลวนกำลังตกอยู่ในสถานการณ์ที่น่าอดสูอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน หากยังได้คืบจะเอาศอกต่อไป บีบคั้นนางจนถึงขั้นต้องแตกหักกันไปข้างหนึ่ง คงจะไม่คุ้มค่าเป็นแน่
เมื่อคิดถึงจุดนี้ เขาก็หันกายกลับเดินอย่างรวดเร็วเข้ามาในห้อง ตรงขึ้นไปยังเตียง
“เจ้า... เจ้าคิดจะทำอะไร?” หลิ่วฝูหลวนตื่นตระหนกจนทำอะไรไม่ถูก นางไม่ได้เตรียมใจสำหรับเรื่องนี้เลยแม้แต่น้อย
“ท่านอาจารย์ ท่านช่างกล่าววาจาเป็นลางร้ายเสียจริง!” มุมปากของหลินเฉินยกขึ้นเป็นรอยยิ้มอย่างผู้มีชัย มือใหญ่โอบเข้าที่เอวบางราวกับอสรพิษของนางโดยตรง “ตอนที่ท่านพูดเช่นนั้น คงมิคาดคิดสินะว่าจะต้องมาเป็นผู้เปิดพรหมจรรย์ให้ข้าด้วยตนเอง?”
“เอา... เอามือสกปรกของเจ้าออกไป...” หลิ่วฝูหลวนน้ำตาคลอเบ้า ใบหน้าเต็มไปด้วยความอัปยศ
หลินเฉินไม่โกรธกลับยิ้ม ในดวงตาฉายแววเย็นชา “ในนามเราคือศิษย์อาจารย์ แต่ท่านกลับละโมบในกายาบริสุทธิ์หยางของข้า เด็ดบำรุงข้ามาตลอดสามปีเต็ม ทรมานข้าจนไม่เหมือนคนไม่เหมือนผี... บัดนี้ ก็ถึงเวลาที่ท่านควรจะชดเชยให้ข้าบ้างแล้ว!”
“ในฐานะที่เจ้าเป็นเตาหลอม... ก็ควรจะสำนึกในความเป็นเตาหลอม... นี่... คือชะตากรรมของเจ้า!” คำพูดของหลิ่วฝูหลวนขาด ๆ หาย ๆ ความเจ็บปวดจากผลสะท้อนกลับของปราณหยินเกือบจะทำให้จิตวิญญาณของนางแตกสลาย
“อย่างนั้นหรือ?”
หลินเฉินแค่นเสียงเย็นชา เดินอ้อมไปอยู่ด้านหลังของนาง
“นับจากนี้ไป ท่านไม่ใช่อาจารย์ของข้าอีกต่อไป!” เขาโน้มตัวลงกระซิบเสียงต่ำ ลมหายใจร้อนระอุรดรินข้างหูของนาง “คืนนี้ ข้าต้องการเพียงให้ท่านเป็นสตรีของข้า”
หลิ่วฝูหลวนที่ตระหนักถึงเจตนาที่แท้จริงของเขาก็พลันตัวแข็งทื่อ พยายามจะดิ้นรนขัดขืนโดยสัญชาตญาณ—
แต่ในชั่วพริบตานั้นเอง ความสั่นสะท้านราวกับถูกไฟฟ้าช็อตก็แล่นปราดจากบั้นเอวขึ้นมา แผ่ซ่านไปทั่วร่างในทันที และทำลายการต่อต้านทั้งหมดของนางลง
นางเกร็งร่างขึ้นโดยไม่รู้ตัว และเริ่มสั่นสะท้านอย่างมิอาจหยุดยั้ง...
“เจ้า... เจ้าศิษย์ทรยศผู้ล้างครู! ข้า... จะไม่... ปล่อยเจ้าไปแน่...” หลิ่วฝูหลวนกัดริมฝีปากแน่น น้ำเสียงเจือปนด้วยความสั่นเทาที่ยากจะปิดบัง
แต่หลินเฉินกลับขมวดคิ้ว ไม่พอใจกับปฏิกิริยาของนาง “ผิดแล้ว! แค่นี้เองหรือ?”
เขาหาใช่เด็กหนุ่มอ่อนประสบการณ์วัยสิบแปดปีไม่!
ผ่านการเวียนว่ายตายเกิดมาเก้าชาติภพ ฉากรักใคร่ใดบ้างที่เขามิเคยเห็น? สตรีประเภทใดบ้างที่เขามิเคยพานพบ?
ประสบการณ์ของเขา เรียกได้ว่าเชี่ยวชาญถึงขีดสุด!
แม้หลิ่วฝูหลวนจะพยายามรักษาสักดิ์ศรีสุดท้ายอย่างสุดกำลัง เพื่อปกปิดอาการเสียจริตของตน แต่นางจะรู้ได้อย่างไรว่าปฏิกิริยาตามสัญชาตญาณของร่างกายนั้น ไหนเลยจะควบคุมด้วยเจตจำนงได้?
เป็นไปตามคาด เพียงชั่วครู่แห่งการยื้อยุดเข้าๆ ออกๆ แนวป้องกันของหลิ่วฝูหลวนก็พังทลายลงอย่างสิ้นเชิง!
แต่ในขณะเดียวกันนั้นเอง นางก็ต้องตกตะลึงเมื่อสัมผัสได้ว่า เมื่อพลังหยางบริสุทธิ์ถูกส่งเข้ามา ปราณหยินเย็นที่เคยปะทะกันอย่างบ้าคลั่งในร่างของนาง กลับถูกปลอบประโลมราวกับสายฝนในฤดูใบไม้ผลิ
สิ่งที่ทำให้นางแทบไม่เชื่อสายตาไปกว่านั้นคือ คอขวดของระดับพลังบำเพ็ญที่ขวางกั้นนางมานานกว่าสิบปี บัดนี้กลับมีร่องรอยของการคลายตัว...
“หรือว่า... นี่คือวิธีการบำเพ็ญเพียรยอดวิชาบำเพ็ญคู่หยินหยางที่ถูกต้อง?” ใบหน้าของหลิ่วฝูหลวนแดงระเรื่อดุจดอกท้อ ในดวงตาอันงดงามคู่นั้นกลับปรากฏความปรารถนาอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนโดยไม่รู้ตัว
ความบริสุทธิ์ผุดผ่องอะไรกัน?
การรักษาพรหมจรรย์ดุจหยกอะไรกัน?
บัดนี้นางเพียงต้องการจะสลัดทิ้งพันธนาการทุกอย่าง และกลับคืนสู่ตัวตนที่แท้จริงที่สุดของนาง!
หลินเฉินหาได้ลุ่มหลงอยู่ในนั้นไม่!
แม้การพิชิตหลิ่วฝูหลวนเจ้าสำนักนิกายมารผู้หยิ่งผยองนี้จะควรค่าแก่การชื่นชม แต่บัดนี้เขากลับไม่มีเวลาที่จะเพลิดเพลินกับความสำเร็จนั้น
เขากระตุ้นกระถางโกลาหลให้กลืนกินและหลอมรวมพลังอย่างบ้าคลั่ง เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้แก่ตนเองอย่างต่อเนื่อง
เพียงเวลาไม่ถึงสามก้านธูป ร่างกายที่แห้งผากของเขาซึ่งถูกเด็ดบำรุงมาสามปี ก็ฟื้นคืนชีพอย่างรวดเร็วภายใต้การบำรุงของปราณหยินบริสุทธิ์ราวกับต้นไม้แห้งที่ได้พบกับฤดูใบไม้ผลิ
ที่น่าประหลาดใจยิ่งกว่านั้นคือ ระดับพลังบำเพ็ญของเขาก็ทะลวงผ่านอย่างต่อเนื่อง กลับคืนสู่จุดสูงสุดในอดีตได้สำเร็จ—ขอบเขตหลอมกายาชั้นฟ้าที่ห้า!
แต่เพียงเท่านี้ยังไม่เพียงพอ!
เขารู้จักนิสัยของหลิ่วฝูหลวนดีเกินไป—
อย่าได้มองว่าตอนนี้นางมีท่าทีเย้ายวนชวนฝัน แต่เมื่อหยินหยางในร่างกลับสู่สมดุลและช่วยให้นางทะลวงผ่านคอขวดของพลังบำเพ็ญไปได้แล้ว สตรีนางนี้จะต้องพลิกหน้าเป็นคนละคนอย่างแน่นอน เมื่อถึงเวลานั้นจะต้องทำให้เขาต้องชดใช้ด้วยราคาที่แสนแพงเป็นแน่!
สำหรับหลินเฉิน การพิชิตนางทั้งร่างกายและจิตใจเป็นเพียงก้าวแรก
สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ ต้องมีไพ่ตายที่สามารถเอาชนะศัตรูในยามคับขัน และสังหารกลับได้ในพริบตา เพราะการไม่มีกระบี่ในมือกับการมีกระบี่แต่ไม่ใช้นั้นเป็นคนละเรื่องกัน!
เมื่อคิดถึงจุดนี้ อักษรห้าตัว “ผนึกวิญญาณเก้าหยิน” ก็ดังขึ้นในใจราวกับสายฟ้าฟาด!
อาคมต้องห้ามนี้คือสิ่งที่หลินเฉินสร้างขึ้นจากการเวียนว่ายตายเกิดเก้าชาติภพ โดยใช้กระถางโกลาหลเป็นสื่อกลาง ผสานพลังหยางบริสุทธิ์ของตนเข้ากับพลังหยินบริสุทธิ์ของหลิ่วฝูหลวนอย่างรุนแรง ฝังอาคมต้องห้ามแห่งการอยู่ร่วมกันของหยินหยางที่ซ่อนเร้นไว้ในร่างของนาง
ในยามปกติจะซุ่มซ่อนอยู่อย่างเงียบงัน
แต่เมื่อถูกกระตุ้น ก็จะสามารถพลิกผันหยินหยาง สลับบทบาทจากแขกเป็นเจ้าบ้านได้ในทันที—
สังหารคนในไร้รูป!
แน่นอนว่า หลินเฉินก็ไม่ใช่ไม่เคยคิดที่จะฉวยโอกาสอันดีนี้สังหารหลิ่วฝูหลวนโดยตรง
แต่สุดท้ายที่ไม่ได้ลงมือ ก็ไม่ใช่เพราะเขาใจอ่อนหรือลุ่มหลงในความงามของนาง แต่เป็นเพราะหลิ่วฝูหลวนที่อยู่ในขอบเขตก่อแก่นปราณขั้นสมบูรณ์นั้น แม้จะธาตุไฟเข้าแทรก ก็ยังคงเป็นดั่งยักษ์ใหญ่ที่มิอาจสั่นคลอนได้!
ลองถามดูสิ มดปลวกในขอบเขตหลอมกายาเช่นเขา จะคุกคามช้างยักษ์ที่กำลังดิ้นรนใกล้ตายได้อย่างไร?
อูฐที่ผอมตาย ก็ยังตัวใหญ่กว่าม้า!
กล่าวถึงหลิ่วฝูหลวน หลังจากปรับตัวได้สักพัก ไม่เพียงแต่จะไม่ขัดขืนอีกต่อไป กลับยิ่งเป็นฝ่ายรุกมากขึ้น แม้แต่ระดับพลังบำเพ็ญของนางกลับพุ่งสูงขึ้นอย่างน่าเหลือเชื่อจนเข้าสู่ขั้นครึ่งก้าวสู่ขอบเขตวิญญาณแรกก่อ ห่างจากการทะลวงผ่านอย่างแท้จริงเพียงเส้นยาแดงผ่าแปด!
นี่คือเสน่ห์ของการบำเพ็ญคู่!
บัดนี้ ในดวงตาของนางเปล่งประกายแห่งความปรารถนาอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน น้ำเสียงเจือด้วยความร้อนรนและความคาดหวัง “ศิษย์รัก... ขาดอีกเพียงนิดเดียว... รีบช่วยอาจารย์... ทะลวงผ่าน... คอขวดสุดท้ายนี้เร็วเข้า!”