เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 2 ห้าบุปผาแห่งเรือนซอมซ่อ

บทที่ 2 ห้าบุปผาแห่งเรือนซอมซ่อ

บทที่ 2 ห้าบุปผาแห่งเรือนซอมซ่อ


บทที่ 2 ห้าบุปผาแห่งเรือนซอมซ่อ

เสียงของเจียงเฉินเพิ่งจะขาดคำ ทั้งลานก็เงียบสงัดไปนานถึงสามลมหายใจ

จากนั้น...

"พรืด—ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆ!"

ฝูงชนระเบิดเสียงหัวเราะ

"เขาบ้าไปแล้วรึ? จะเอาทั้งหมดเลย?"

"ยากจนจนสมองกลับแล้วรึ?"

"ลำพังตัวเองยังจะเอาไม่รอด ยังจะเหมาหมดอีกรึ? คิดว่าการแต่งภรรยาไม่ต้องใช้เงินหรือไร!"

"ฮ่าๆๆๆ เจ้าเด็กนี่คงตัณหาขึ้นสมองไปแล้ว!"

บ้างก็เยาะเย้ย บ้างก็สมน้ำหน้า และบ้างก็ส่ายหน้าถอนหายใจ

เจียงฝูถึงกับนิ่งอึ้งไป มุมปากสั่นระริก "เจ้าบ้าไปแล้วรึ? สตรีคนหนึ่งก็ต้องกินข้าว เจ้าจะเอาปัญญาที่ไหนมาเลี้ยงดูคนถึงห้าคน? นี่มันหาเรื่องตายชัดๆ!"

ส่วนจ้าวเอ้อร์โก่วกลับหัวเราะจนตัวงอ "ฮ่าๆๆๆ เจียงเฉินน้องชาย ข้านับถือเจ้าจริงๆ! ไม่ใช่แค่ยากจน แต่ยังมากตัณหาอีกด้วย! กระท่อมซอมซ่อของเจ้าจะยัดคนห้าคนเข้าไปได้อย่างไร?"

ภรรยาที่เขาเพิ่งรับมาได้ยินดังนั้นก็หัวเราะออกมาเช่นกัน พลางดัดเสียงแหลมปรี๊ดกล่าวว่า "หน้าขาวๆ เช่นนี้ เกรงว่าแม้แต่ข้ายังสู้ไม่ได้เลยด้วยซ้ำ ยังจะคิดเลี้ยงดูดอกไม้งามอีกมากมายเพียงนี้"

ทว่าสตรีทั้งห้าคนกลับนิ่งอึ้งไป

พวกนางทุกคนต่างก็หวังว่าจะได้รับเลือก

แต่กลับไม่คาดคิดว่าอีกฝ่ายจะเอาทั้งหมด

เจ้าคนที่ชื่อเจียงเฉินนี่ ไม่เพียงแต่มากตัณหา แต่ยังเป็นคนบ้าบิ่นไร้สมองอีกด้วย!

ติดตามชายเช่นนี้ไป จะยังมีอนาคตอีกหรือ?

นายทหารกลอกตา แล้วเอ่ยถาม "เจ้าหนู แน่ใจรึ?"

"แน่ใจ" เจียงเฉินพยักหน้าอย่างจริงจัง

"ก็ได้! เจ้าเด็กนี่ใจกล้าดีจริง! ห้าคนนี้เป็นของเจ้าทั้งหมด! รีบมาลงนามประทับลายนิ้วมือเสีย อย่าได้กลับคำ!"

นายทหารผู้นั้นก็ขี้เกียจจะกล่าววาจาให้มากความ อย่างไรเสียภารกิจก็เสร็จสิ้นแล้ว เรื่องหลังจากนี้ย่อมไม่เกี่ยวกับตนอีกต่อไป

เจียงเฉินยิ้มพลางพยักหน้า ประทับลายนิ้วมือลงไปโดยไม่ลังเล จากนั้นจึงไปรับข้าวสาร

เลือกภรรยาหนึ่งคนได้ข้าวสารหนึ่งโต่ว เขาเลือกห้าคนก็ได้ห้าโต่ว

ทว่า ข้าวสารเพียงเท่านี้ ก็ทำได้แค่แก้ปัญหาเฉพาะหน้าเท่านั้น

นายทหารคนนั้นเห็นเจียงเฉินแบกข้าวสารเรียบร้อยแล้ว ก็แค่นเสียงเย็นชา "เจ้าหนู ข้าวสารเจ้ารับไปแล้ว ก็อย่าคิดว่าจะได้มาฟรีๆ หากภรรยาทั้งห้าคนนี้ถูกเจ้าปล่อยให้อดตาย ถูกขาย หรือหนีไป นั่นถือเป็นความผิดต่อทางการ! โทษเบาคือติดคุก โทษหนักคือประหาร!"

เจียงเฉินประสานมือคารวะแล้วยิ้ม "ท่านนายทหารโปรดวางใจ ในเมื่อเป็นภรรยาของข้า ข้าย่อมต้องรักและถนอมเป็นธรรมดา"

"เช่นนั้นก็ดี" นายทหารกล่าวต่อ "วันที่สามสิบของเดือนหน้า ให้ไปรายงานตัวที่ค่ายทหารทางตะวันตกของเมืองเพื่อเข้าร่วมกองทัพ หากขัดคำสั่ง โทษคือประหารสถานเดียว!"

"เข้าใจแล้ว" เจียงเฉินรับคำอย่างหนักแน่น

จากนั้นก็หันไปมองสตรีทั้งห้า แล้วกล่าวว่า "ไปกันเถอะ"

สตรีหลายคนมองหน้ากันไปมา แล้วจึงเดินตามไป แม้ในใจจะสับสน แต่ท้ายที่สุดก็มีที่ไป ไม่ต้องร่อนเร่พเนจรอีกต่อไป

เจียงฝูมองแผ่นหลังของเจียงเฉินที่พาสตรีทั้งห้าจากไป พลางถอนหายใจยาว "เฮ้อ... พี่ใหญ่ ท่านช่างจากไปเร็วเกินไป ข้าต้องขออภัยท่านด้วย ที่ไม่อาจห้ามปรามเจ้าเด็กนี่ได้"

ส่วนจ้าวเอ้อร์โก่วที่อยู่ข้างๆ กำลังคาบก้านหญ้าไว้ในปาก ในแววตามีประกายอำมหิตวาบผ่าน

สตรีทั้งห้านั้น... ผิวขาว เอวบาง หน้าตาก็งดงาม

โดยเฉพาะนางที่สวมชุดสีเขียว ดูแล้วมีราศีที่แตกต่างออกไป ราวกับคุณหนูจากตระกูลใหญ่

เขาเลียริมฝีปาก ในใจเกิดความรู้สึกพลุ่งพล่านอย่างบอกไม่ถูก...

สตรีงดงามปานแจกันดอกไม้เช่นนี้ หากให้เขาแต่งกลับบ้าน เขาไม่เอาแน่ เพราะนอกจากจะต้องหาอาหารมาเลี้ยงดูเพิ่มแล้ว ยังต้องเสียภาษีรายหัวเพิ่มขึ้นอีก

แต่ถ้าได้เชยชมสักครั้งสองครั้งโดยไม่ต้องรับผิดชอบ ก็คงจะดีไม่น้อย

"มองอะไรของเจ้า?" ภรรยาใหม่ของเขาที่อยู่ข้างๆ หยิกเขาอย่างแรง

"มะ-ไม่มีอะไร" จ้าวเอ้อร์โก่วตอบอย่างใจลอย

"ข้าหิวแล้ว รีบกลับบ้านไปทำอาหาร แล้วค่อยเข้าหอ" หญิงสาวเร่งเร้า

จ้าวเอ้อร์โก่ว "..."(ไอ้แหวง)

...

ไม่นานนัก เจียงเฉินก็พาสตรีทั้งห้ากลับมาถึงบ้าน

กระท่อมดินหลังเล็ก กำแพงลานบ้านเอนเอียงใกล้พังทลาย หญ้าบนหลังคาถูกลมพัดจนโล่งเตียน

ภายในบ้านนอกจากเตียงไม้ผุพังสองหลัง โต๊ะเก่าหนึ่งตัวแล้ว ที่เหลือก็มีเพียงเสื้อผ้าซึ่งเต็มไปด้วยรอยปะชุน

เมื่อเห็นสภาพเรือนอันซอมซ่อเช่นนี้ สตรีทั้งห้ายืนนิ่งอยู่ที่ประตู สีหน้าแต่ละคนแตกต่างกันไป

ทว่านี่คือสภาพปกติของชาวบ้านส่วนใหญ่ พวกนางจึงไม่ได้พูดอะไร เดินตามเจียงเฉินเข้าไปในบ้าน

เจียงเฉินวางข้าวสารลง ประสานมือคารวะเล็กน้อยแล้วกล่าวว่า "แม่นางทั้งหลาย ข้าแซ่เจียง นามว่าเฉิน ในเมื่อต่อไปนี้พวกเราคือครอบครัวเดียวกันแล้ว ก็ขอเชิญแนะนำตัวก่อนเถิด"

ท่าทีที่สุภาพอ่อนโยนเช่นนี้ ทำให้หญิงสาวทั้งหลายมองเขาในแง่ดีขึ้นมาบ้าง

อย่างน้อยที่สุด ชาวบ้านธรรมดาทั่วไป ไม่มีท่วงท่าและกิริยาเช่นนี้

หญิงสาวใบหน้ารูปไข่ห่านคนหนึ่งเอ่ยขึ้นก่อน "คุณชายเจียงเฉิน ข้านามว่ากู้เนี่ยนเวย เดิมเป็นธิดาของพ่อค้าผู้มั่งคั่งแห่งเจียงหนาน แต่บ้านถูกกองทัพกบฏปล้นสะดม ข้าจึงต้องร่อนเร่มาถึงที่นี่"

"จะแต่งให้กันแล้ว ยังจะเรียกคุณชายเจียงเฉินอันใดอีกเล่า?" หญิงสาวในชุดสีแดงที่คิ้วตาแฝงแววเย้ายวนกล่าวต่อ "ท่านพี่ ข้านามว่าหลิ่วหง ส่วนพื้นเพครอบครัวไม่มีสิ่งใดน่ากล่าวถึง บิดามารดาเป็นเพียงชาวบ้านธรรมดาที่อดตายในช่วงทุพภิกขภัย"

"ข้าชื่อเซี่ยอวี้ คุณ...ท่-ท่านพี่จะเรียกข้าว่าเสี่ยวอวี้ก็ได้... บ้านข้าเป็นช่างตีเหล็ก บิดามารดาถูกทหารโจรสังหาร..." หญิงสาวที่ดูอายุน้อยที่สุดเอ่ยขึ้น นางดูประหม่าที่สุด ขณะพูดก็ขยำชายเสื้อไปด้วย เมื่อนึกถึงเรื่องในอดีต น้ำตาก็คลอหน่วยอยู่ที่ขอบตา

"หึ ข้าน่ะรึ คือเซี่ยอวิ๋นซู ธิดาของผู้ตรวจการแห่งเหลียวโจว" ผู้ที่พูดคือหญิงสาวท่าทางหยิ่งทะนง เมื่อกล่าวถึงชาติกำเนิด ก็แฝงความรู้สึกสูงส่งอยู่หลายส่วน

เจียงเฉินยิ้มแต่ไม่พูดอะไร

หากเก่งกาจถึงเพียงนั้น แล้วเหตุใดจึงกลายมาเป็นผู้ลี้ภัยเล่า?

บิดาของเซี่ยอวิ๋นซูคนนี้ น่าจะเป็นอดีตผู้ตรวจการเหลียวโจว

เหลียวโจวแตกพ่ายไปนานแล้ว ท่านผู้ตรวจการเซี่ยเปิดเมืองยอมจำนน แต่กลับถูกสังหารล้างตระกูล

ทั้งไม่อาจรักษาเมืองไว้ได้ ทั้งยังไร้ซึ่งเกียรติศักดิ์ศรี เป็นคนทรยศที่ถูกทั้งสองฝ่ายรังเกียจเดียดฉันท์

เป็นธิดาของคนเช่นนี้ มีอะไรน่าโอ้อวดกัน?

อีกอย่าง ในเมื่อกลายเป็นผู้ลี้ภัยไร้สังกัด สถานะก็ตกต่ำที่สุด แม้แต่ชาวบ้านธรรมดายังสู้ไม่ได้

เจียงเฉินไม่ได้วิจารณ์อะไร หันไปมองหญิงสาวในชุดสีเขียว

ในบรรดาสตรีทั้งหมด นางคือคนที่เจียงเฉินให้ความสนใจมากที่สุด

หากว่ากันด้วยรูปลักษณ์หน้าตา สตรีทุกคนล้วนงดงาม เพียงแต่มีสไตล์ที่แตกต่างกัน

แต่หากว่ากันด้วยราศีและบารมี หญิงสาวในชุดสีเขียวนั้นเหนือกว่าอย่างเห็นได้ชัด

ตอนเลือกภรรยา นางเป็นคนแรกที่เอ่ยว่า "เลือกข้า" นับว่ามีความกล้าหาญที่สุด กล้าที่จะต่อสู้แย่งชิงโอกาส

ตอนนี้ตอนแนะนำตัวเอง นางก็รู้จักอ่อนน้อมถ่อมตน พูดเป็นคนสุดท้าย

ในด้านสติปัญญาและความสามารถ นางย่อมเป็นผู้ที่ยอดเยี่ยมที่สุดในบรรดาสตรีทั้งห้า

หญิงสาวในชุดสีเขียวสบสายตาของเจียงเฉิน ไม่หลบเลี่ยง กล่าวด้วยท่าทีที่ไม่ถ่อมตนหรือหยิ่งยโสจนเกินไป "ซูเยว่ฉาน ท่านพี่จะเรียกข้าว่าเยว่เอ๋อร์ก็ได้..."

เจียงเฉินพยักหน้าเล็กน้อยแล้วกล่าว "เยว่เอ๋อร์ เจ้ากลายมาเป็นผู้ลี้ภัยได้อย่างไร?"

ซูเยว่ฉานนิ่งเงียบไปครู่หนึ่งแล้วจึงกล่าว "ข้าเดิมทีเป็นธิดาของเยี่ยนอ๋อง บิดาถูกปลดจากตำแหน่งเนื่องจากการแก่งแย่งชิงอำนาจในราชสำนัก คนในครอบครัวจึงต้องรับโทษไปด้วย หากมิใช่เพราะท่านแม่สละชีวิตเข้าขัดขวาง ข้าคงมิอาจมีชีวิตรอดมาถึงวันนี้ได้"

"ธิดาของเยี่ยนอ๋อง? จวิ้นจู่?(องค์หญิง)"

"ซี๊ด..."

เมื่อคำพูดนี้หลุดออกมา หญิงสาวคนอื่นๆ ก็อดสูดลมหายใจเย็นเยียบไม่ได้

พื้นเพนี้... ช่างน่าตกตะลึงเกินไปแล้ว

แม้แต่เซี่ยอวิ๋นซูที่หยิ่งทะนงในศักดิ์ศรีของตน ก็ยังต้องเก็บสีหน้าลำพองใจกลับไป

ผู้ตรวจการเหลียวโจว เทียบกับเยี่ยนอ๋องแล้ว ยังห่างชั้นกันไกลนัก...

เจียงเฉินกล่าว "เอาล่ะ ทุกคนรู้จักกันแล้ว ไม่ว่าเมื่อก่อนจะมีสถานะเช่นไร ต่อไปนี้ก็คือครอบครัวเดียวกัน ไม่มีสูงต่ำแบ่งชั้นวรรณะ พวกเจ้าคงจะยังไม่ได้กินอะไรกันใช่หรือไม่ ข้าจะไปทำอาหารให้"

พูดจบ เขาก็หยิบข้าวสารที่เพิ่งได้รับมาเล็กน้อย กับผักป่าที่เหลืออยู่ในบ้าน เตรียมจะต้มโจ๊กผักป่ากิน

นอกจากนี้ เมื่อหลายวันก่อนเขาไปล่าสัตว์ได้กระต่ายมาตัวหนึ่ง ยังเหลืออยู่ครึ่งตัว ก็ถูกนำออกมาด้วย

เจียงเฉินผ่าฟืน ก่อไฟ ซาวข้าว หั่นผักอย่างคล่องแคล่ว ท่วงท่าทะมัดทะแมง

สตรีหลายคนเห็นดังนั้น ก็พากันเข้ามาช่วย

หลิ่วหงช่วยเด็ดผักพลางยิ้มหวาน บิดเอวเล็กน้อย เผยให้เห็นเสน่ห์อันเย้ายวน "ท่านพี่ช่างมีฝีมือคล่องแคล่ว ยิ่งกว่าพ่อครัวใหญ่ในเมืองเสียอีกนะเจ้าคะ"

ส่วนเซี่ยอวี้ก็ค่อยๆ เติมน้ำอย่างระมัดระวัง ด้วยเกรงว่าน้ำจะกระเด็นไปถูกสะเก็ดไฟ

กู้เนี่ยนเวยพับแขนเสื้อขึ้น กล่าวอย่างน่ารัก "ข้าจะคอยดูไฟให้เอง จะไม่ให้โจ๊กไหม้ติดก้นหม้อเด็ดขาด!"

ส่วนซูเยว่ฉานก็ช่วยหั่นเนื้อกระต่ายเป็นชิ้น...

มีเพียงเซี่ยอวิ๋นซูที่พิงกรอบประตู กอดอก ขมวดคิ้วไม่หยุด พลางพึมพำ "แม้แต่เตาดีๆ สักอันก็ไม่มี เหม็นควันจะตายอยู่แล้ว..."

หลิ่วหงเหลือบมองไปทางประตู แล้วยิ้มพลางโต้กลับ "มีข้าวกินก็ดีเพียงใดแล้ว ท่านพี่ยังอุตส่าห์เตรียมเนื้อกระต่ายไว้ให้ด้วย รู้จักพอใจเสียบ้างเถิด"

"เจ้า! หึ!" ใบหน้าของเซี่ยอวิ๋นซูแดงก่ำ

เจียงเฉินขี้เกียจจะสนใจนาง กล่าวเรียบๆ "หากรำคาญควัน ก็ออกไปสูดอากาศข้างนอกได้"

จบบทที่ บทที่ 2 ห้าบุปผาแห่งเรือนซอมซ่อ

คัดลอกลิงก์แล้ว