- หน้าแรก
- วายร้ายบัญชาสวรรค์ ขอโทษทีที่ลูกน้องผมโหดเกินไปหน่อย
- บทที่ 5 - เนตรหยั่งรู้สรรพสิ่ง
บทที่ 5 - เนตรหยั่งรู้สรรพสิ่ง
บทที่ 5 - เนตรหยั่งรู้สรรพสิ่ง
บทที่ 5 - เนตรหยั่งรู้สรรพสิ่ง
ระดับสิบวิถียุทธ์แห่งทวีปเซิ่งหลิง
ระดับที่หนึ่งคือขั้นหล่อหลอมกายา
ระดับที่สองคือขั้นผสานกระดูก
ความหมายก็ตรงตามชื่อเลยคือเน้นการฝึกฝนร่างกายและเสริมความแข็งแกร่งให้กระดูกเป็นหลัก
นี่คือกระบวนการที่เจ็บปวดทรมานเป็นอย่างมาก
ลูกหลานตระกูลใหญ่โตสามารถแช่น้ำยาสมุนไพรได้ตั้งแต่เด็ก
อีกทั้งยังมีอาจารย์ผู้มีชื่อเสียงคอยชี้แนะวิธีฝึกฝนร่างกายด้วยวิธีที่ง่ายดายที่สุด
แม้แต่ผู้หญิงก็ยังสามารถผ่านขั้นหล่อหลอมกายาและขั้นผสานกระดูกได้อย่างง่ายดายภายในสามปี
และสามารถฝึกฝนจนถึงขั้นแปรเปลี่ยนพลังได้ภายในห้าปี
แต่ลูกหลานชาวบ้านธรรมดากลับทำได้เพียงใช้วิธีทรมานตัวเองในการฝึกฝนเท่านั้น
หลังจากผ่านขั้นผสานกระดูกแล้ว พลังป้องกันและพละกำลังของร่างกายผู้ฝึกยุทธ์จะเหนือกว่าคนทั่วไปอย่างมาก
ขั้นหล่อหลอมกายาระดับที่หนึ่งขั้นสมบูรณ์ สามารถสู้กับเสือและสิงโตด้วยมือเปล่าได้
ขั้นผสานกระดูกระดับที่สองขั้นสมบูรณ์ สามารถยกของหนักหมื่นชั่งได้สบายๆ
แน่นอนว่าเส้นทางแห่งวิถียุทธ์นั้นเต็มไปด้วยความยากลำบาก
แม้จะเป็นแค่ขั้นหล่อหลอมกายา แต่ก็ใช่ว่าทุกคนจะสามารถบรรลุถึงได้
อย่างเช่นฉินเซียวที่เกิดมามีร่างกายอ่อนแอและไม่มีพรสวรรค์ในการฝึกยุทธ์ ต่อให้ลงไปแช่ในน้ำยาสมุนไพรทุกวัน เขาก็ไม่สามารถทนรับการชำระล้างจากฤทธิ์ยาอันรุนแรงได้
แต่ในตอนนี้ด้วยพลังของระบบ ฉินเซียวกลับก้าวกระโดดขึ้นมาถึงระดับสี่ขั้นรวบรวมลมปราณช่วงต้นซึ่งเป็นหนึ่งในสามระดับกลางได้โดยตรง
กลายเป็นยอดฝีมือที่แข็งแกร่งไม่เบาเลยทีเดียว
และเนื่องจากระดับพลังนี้ระบบเป็นคนช่วยเพิ่มให้ ไม่ใช่ลมปราณที่ได้มาจากการฝึกฝนด้วยตัวเอง ตราบใดที่ฉินเซียวไม่จงใจเปิดเผย ต่อให้อีกฝ่ายจะมีระดับพลังสูงส่งแค่ไหนก็ไม่มีทางมองทะลุระดับพลังที่แท้จริงของฉินเซียวได้
ระบบนี่แหละคือสุดยอดเครื่องมือโกงของจริง
พวกคนที่ทะลุมิติมาล้วนเป็นบัคของโลกใบนี้กันทั้งนั้นแหละ
น่าเสียดายเพียงอย่างเดียวคือ จุดเส้นลมปราณในร่างกายของเขาที่เคยตีบตันยังคงไม่ถูกทะลวงออก ความเร็วในการฝึกฝนด้วยตัวเองจึงน่าจะช้ามาก
แต่ฉันมีระบบอยู่ทั้งคน จะไปทนฝึกฝนเองหาพระแสงอะไรล่ะ
ขืนทำแบบนั้นก็เสียชื่อรุ่นพี่ผู้ทะลุมิติคนอื่นๆ หมดสิ
"ระบบ สุ่มจับทักษะยุทธ์ต่อเลย!"
ฉินเซียวที่กำลังอารมณ์ดีเริ่มตั้งตารอความประหลาดใจมากขึ้นไปอีก
[ติ๊ง ขอแสดงความยินดี สุ่มได้ทักษะยุทธ์ เนตรหยั่งรู้สรรพสิ่ง]
[ระดับ ระดับสวรรค์]
[เนตรหยั่งรู้สรรพสิ่ง หนึ่งในแปดสุดยอดวิชาจากแอนิเมชันจีนเรื่อง ยอดคนใต้หล้า ในช่วงเริ่มต้นจะสามารถมองทะลุแก่นแท้ของสรรพสิ่งบนโลกได้ หากฝึกฝนจนถึงขั้นสมบูรณ์จะสามารถทำให้ผู้ใช้หายตัวไปในพริบตาและยังส่งผลกระทบต่อจิตใจของผู้อื่นได้ด้วย]
นี่... ของพรรค์นี้ก็นับว่าเป็นทักษะยุทธ์ด้วยเหรอ
ฉินเซียวถึงกับอึ้งไปเลย
เขาไม่คิดเลยว่าคราวนี้ระบบจะสุ่มได้ของที่เทพขนาดนี้
นี่มันเหนือชั้นขอบเขตของการฝึกยุทธ์ไปแล้วมั้งเนี่ย
ฟู่...
ฉินเซียวสูดหายใจเข้าลึกๆ เพื่อปรับอารมณ์ให้สงบลง จากนั้นก็พูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง "ระบบ สุ่มจับอาวุธเทพหนึ่งชิ้น"
นี่คือของขวัญมือใหม่ชิ้นสุดท้ายแล้ว!
[ติ๊ง ขอแสดงความยินดี โฮสต์สุ่มได้อาวุธเทพ กระบี่ถามสวรรค์]
[ระดับ ไม่มี (อาวุธเทพในทวีปเซิ่งหลิงไม่มีการแบ่งระดับ)]
[กระบี่ถามสวรรค์ มาจากแอนิเมชันจีนเรื่อง ตำนานจิ๋นซีฮ่องเต้ เป็นกระบี่อันดับหนึ่งในทำเนียบกระบี่ตามเนื้อเรื่อง ผู้ถือครองคนแรกคือจิ๋นซีฮ่องเต้ มันคือกำลังรบแห่งโอรสสวรรค์]
สิ้นเสียงระบบ กระบี่เล่มหนึ่งก็ปรากฏขึ้นในมือของฉินเซียว
แม้มันจะถูกเก็บซ่อนไว้ในฝัก แต่ก็ไม่อาจบดบังความน่าเกรงขามของกระบี่แห่งโอรสสวรรค์ได้เลย
เมื่อใช้ของรางวัลมือใหม่ครบทั้งห้าอย่างแล้ว ฉินเซียวก็รีบเปิดดูหน้าต่างสถานะส่วนตัวทันที
มันคือหน้าจอแสงของระบบที่ฉินเซียวมองเห็นได้เพียงคนเดียว
[โฮสต์ ฉินเซียว]
[อายุ 17 ปี]
[เผ่าพันธุ์ เผ่ามนุษย์]
[สถานะ องค์ชายทายาทแห่งอ๋องเป่ยเหลียง]
[ระดับพลัง ระดับสี่ขั้นรวบรวมลมปราณช่วงต้น]
[คัมภีร์ยุทธ์ เคล็ดวิชาเทียนกัง (คัมภีร์ยุทธ์ที่สุ่มได้จะถูกตั้งค่าให้ฝึกถึงขั้นต้นโดยอัตโนมัติ หลังจากนี้โฮสต์จะต้องฝึกฝนด้วยตัวเองเพื่อพัฒนาต่อไป)]
[ทักษะยุทธ์ เนตรหยั่งรู้สรรพสิ่ง (ทักษะยุทธ์ที่สุ่มได้จะถูกตั้งค่าให้ฝึกถึงขั้นต้นโดยอัตโนมัติ หลังจากนี้โฮสต์จะต้องฝึกฝนด้วยตัวเองเพื่อพัฒนาต่อไป)]
[อาวุธ กระบี่ถามสวรรค์]
[สายเลือดพิเศษ ยังไม่มี]
[กายาพิเศษ ยังไม่มี]
[แต้มโชคชะตา 0]
[ระดับร้านค้าแลกเปลี่ยน ยังไม่เปิดใช้งาน (รอจนกว่าโฮสต์จะได้รับแต้มโชคชะตา ร้านค้าของระบบจะเปิดใช้งานโดยอัตโนมัติ)]
เอ๊ะ ร้านค้าของระบบต้องช่วงชิงแต้มโชคชะตามาให้ได้ก่อนถึงจะเปิดใช้งานได้นี่นา
ฉินเซียวเริ่มตั้งตารอขึ้นมาทันที
ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ถึงจะได้เจอบุตรแห่งสวรรค์คนแรกกันนะ
...
ตกกลางคืน
ขบวนรถหยุดพักชั่วคราวและตั้งค่ายพักแรม
การปรากฏตัวอย่างกะทันหันของยอดขุนพลไร้เทียมทานอย่างลิโป้ ทำให้บรรยากาศอันตึงเครียดของขบวนทัพผ่อนคลายลงไปได้บ้าง
แม้จะไม่มีใครรู้ระดับพลังที่แท้จริงของลิโป้ก็ตาม
แต่การต่อสู้เมื่อตอนกลางวัน ลิโป้ตัวคนเดียวสามารถสังหารยอดฝีมือตระกูลหลัวกว่ายี่สิบคนได้อย่างง่ายดาย ทำให้ทหารเป่ยเหลียงเกิดความเลื่อมใสศรัทธาอย่างตาบอด
ดูเหมือนว่าลิโป้จะเป็นเทพแห่งสงครามที่ไร้พ่ายไปเสียแล้ว
มีเขาอยู่ด้วย การเดินทางหลังจากนี้คงจะราบรื่นไร้อุปสรรคอย่างแน่นอน
"ผู้อาวุโสหลิน อาการบาดเจ็บของท่านเป็นยังไงบ้าง"
ข้างกองไฟ ฉินเซียวพาลิโป้เดินมาหาหลินลู่
หลินลู่ที่กำลังหลับตาเดินลมปราณอยู่รีบลืมตาขึ้นแล้วยืนขึ้นทันที
"นายน้อย ท่านมาได้ยังไงครับ"
ชีวิตของหลินลู่ถูกลู่เหิงแม่ของฉินเซียวช่วยเอาไว้
ปีนั้นเขาถูกศัตรูตามล่าจนเกือบจะเอาชีวิตไม่รอดในเขตแคว้นยงโจว
บังเอิญไปพบกับลู่เหิง พระชายาอ๋องเป่ยเหลียงที่กำลังออกเดินทางท่องเที่ยวพอดี
เขาจึงรอดชีวิตมาได้
นับตั้งแต่นั้นมา เขาก็อาศัยอยู่ในจวนอ๋องเป่ยเหลียงมาตลอด
หนึ่งเพื่อหาที่พักพิงให้ตัวเอง
สองเพื่อทดแทนบุญคุณที่ลู่เหิงช่วยชีวิตไว้
หลังจากที่ลู่เหิงป่วยตาย เขาก็คอยปกป้องฉินเซียวอยู่เงียบๆ มาโดยตลอด
แม้ในสายตาคนนอก ฉินเซียวจะเป็นแค่ไอ้สวะที่ไม่เอาไหน
แต่สำหรับหลินลู่แล้ว เขาคือสายเลือดเพียงคนเดียวของพระชายา
ต่อให้ต้องแลกด้วยชีวิต เขาก็ต้องปกป้องฉินเซียวให้ปลอดภัยให้ได้
"ผู้อาวุโสหลิน ระหว่างเราไม่ต้องมากพิธีหรอก"
"นั่งลงเถอะ!"
พูดจบ ฉินเซียวก็ทิ้งตัวลงนั่งบนพื้นข้างๆ หลินลู่
หลังจากหลินลู่นั่งลงแล้วก็พูดขึ้น "รบกวนนายน้อยต้องมาเป็นห่วงแล้ว อาการบาดเจ็บของชายชราคนนี้ไม่ได้หนักหนาอะไร พักฟื้นสักระยะก็หายดีแล้วครับ!"
"อย่างนั้นก็ดีแล้ว!"
ฉินเซียวพยักหน้าแล้วถามต่อ "ผู้อาวุโสหลิน เราต้องใช้เวลาอีกนานแค่ไหนกว่าจะถึงเมืองอู่ตี้!"
หลินลู่นิ่งคิดไปครู่หนึ่งแล้วตอบว่า "ตามความเร็วของเราในตอนนี้ ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด อย่างช้าไม่เกินครึ่งเดือนก็น่าจะถึงแล้วครับ!"
ราชวงศ์เทียนอู่แบ่งออกเป็นหนึ่งนครหลวงสิบสี่แคว้น
หนึ่งนครหลวงก็คือเมืองอู่ตี้เมืองหลวงของแคว้น
สิบสี่แคว้นคือดินแดนทั้งหมดที่อยู่ภายใต้การปกครองของราชวงศ์เทียนอู่
ในจำนวนนี้ เป่ยเหลียงครอบครองพื้นที่ถึงสามแคว้น ได้แก่ แคว้นเหลียงโจว แคว้นอวิ๋นโจว และแคว้นยงโจว
จากเมืองเหลียงโจวอันเป็นที่ตั้งของจวนอ๋องเป่ยเหลียงไปยังเมืองอู่ตี้เมืองหลวงนั้นห่างไกลกันกว่าสองพันลี้ หนทางทั้งยาวไกลและยากลำบาก แม้ตอนนี้พวกเขาจะเดินทางมากว่ายี่สิบวันแล้ว แต่ก็เพิ่งจะเข้าสู่เขตแคว้นปิงโจวเท่านั้น
ยังเหลือระยะทางอีกตั้งแปดร้อยลี้กว่าจะถึงเมืองอู่ตี้
ฉินเซียวพยักหน้ารับแล้วยิ้ม "ฮ่องเต้ให้เวลาเราสามเดือน ตอนนี้เพิ่งจะผ่านไปยี่สิบกว่าวัน ยังไม่ต้องรีบหรอก ท่านไปคุยกับหนิงหย่วนซานนะว่าให้ลดความเร็วลง ค่อยๆ เดินทางไปก็แล้วกัน!"
"นี่..."
หลินลู่แอบตกใจเล็กน้อย
ปัญหาที่เจอระหว่างทางมันไม่น้อยเลยนะ ถ้ามัวแต่เสียเวลาอยู่กลางทางนานเกินไป ใครจะรู้ว่าจะต้องเจออันตรายอะไรอีกบ้าง
นายน้อยหมายความว่ายังไงกันแน่
ตอนนั้นเอง แสงไฟวูบวาบก็ปรากฏขึ้นจากที่ไกลๆ
พร้อมกับมีเสียงการต่อสู้และเสียงร้องไห้ตะโกนขอความช่วยเหลือดังแว่วมา
"ท่านชาย ดูเหมือนหมู่บ้านข้างหน้าจะมีเรื่องเกิดเรื่องขึ้นครับ!"
หนิงหย่วนซานที่กำลังพาลูกน้องลาดตระเวนอยู่แถวนั้นรีบเข้ามารายงาน
พอมีลิโป้ หนิงหย่วนซานก็เลิกดูถูกฉินเซียวไปแล้ว
แถมยังแอบมีความหวาดกลัวอยู่ลึกๆ ด้วยซ้ำ
เขาตั้งใจทำงานมากกว่าเมื่อก่อนเยอะเลย
ฉินเซียวพยักหน้าแล้วตอบ "อืม ฉันเห็นแล้ว"
"พวกนายรออยู่ที่นี่แหละ ฉันจะพาเฟิ่งเซียนไปดูเอง!"
หนิงหย่วนซานหน้าตื่นขึ้นมาทันที "ท่านชาย ให้ข้าพากองกำลังส่วนหนึ่งตามท่านไปด้วยดีกว่าครับ มันอันตรายเกินไป!"
ฉินเซียวดึงม้าชั้นดีมาตัวหนึ่งแล้วกระโดดขึ้นหลังม้าอย่างสง่างาม เขายิ้มอย่างห้าวหาญ "มีเฟิ่งเซียนอยู่ทั้งคน ไม่น่าจะมีปัญหาอะไรหรอกน่า!"
พูดจบเขาก็ควบม้าพุ่งตรงไปยังหมู่บ้านข้างหน้าทันที
ลิโป้ขี่ม้าเซ็กเธาว์ตามไปติดๆ
เมื่อมองดูแผ่นหลังที่ห่างออกไปของฉินเซียว หนิงหย่วนซานก็ชะงักไปครู่หนึ่ง
สักพักเขาก็เริ่มได้สติแล้วพูดด้วยความตกตะลึง "ท่านชาย... ดูเหมือนจะมีพื้นฐานการฝึกยุทธ์อยู่บ้างนะเนี่ย!"
ดวงตาของหลินลู่เป็นประกายขึ้นมาทันที
นายน้อยแกล้งซ่อนความเก่งกาจมาตลอดเลยอย่างนั้นเหรอ
[จบแล้ว]