- หน้าแรก
- วายร้ายบัญชาสวรรค์ ขอโทษทีที่ลูกน้องผมโหดเกินไปหน่อย
- บทที่ 2 - พลังยุทธ์สิบระดับ
บทที่ 2 - พลังยุทธ์สิบระดับ
บทที่ 2 - พลังยุทธ์สิบระดับ
บทที่ 2 - พลังยุทธ์สิบระดับ
ในหน้าประวัติศาสตร์ยุคสามก๊กอันกว้างใหญ่ไพศาล มีขุนพลท่านหนึ่งที่เปรียบเสมือนดวงดาวอันเจิดจรัส ชื่อของเขาถูกคนรุ่นหลังกล่าวขานถึงนับครั้งไม่ถ้วน พลังการต่อสู้ของเขาถูกเล่าขานจนกลายเป็นตำนาน
เขาคือ ลิโป้ มีชื่อรองว่า เฟิ่งเซียน ได้รับสมญานามว่า ขุนพลทะยานฟ้า
ยอดขุนพลช่วงปลายราชวงศ์ฮั่นตะวันออก และเป็นหนึ่งในขุนศึกผู้ยิ่งใหญ่แห่งยุค
แม้ลิโป้ในวรรณกรรมสามก๊กจะเป็นคนโลเลเปลี่ยนเจ้านายบ่อยครั้ง จนถูกผู้คนมากมายดูถูกเหยียดหยามและตั้งฉายาให้ว่าเป็นลูกสามพ่อ แต่กลับไม่เคยมีใครกังขาในเรื่องพลังการต่อสู้ของเขาเลย หากเป็นการดวลแบบตัวต่อตัวก็ยากที่จะหาใครมาเทียบเคียงได้
แต่ลิโป้จะมีนิสัยอย่างไร ฉินเซียวก็ไม่สนใจหรอก
ฉันเป็นวายร้ายผู้มีชะตาสวรรค์นะ จะอัญเชิญลูกน้องที่เป็นวายร้ายมาก็สมเหตุสมผลดีนี่นา!
ประเด็นสำคัญคือเขาต้องซื่อสัตย์ต่อฉันก็พอ
เมื่อมีลิโป้ ฉินเซียวก็รู้สึกอุ่นใจขึ้นมาก
เขาเลิกม่านรถม้าแล้วเดินลงมา
"ท่านชาย!"
หนิงหย่วนซาน หัวหน้ากองทหารคุ้มกันขี่ม้าเข้ามาหาเขา แต่ท่าทีกลับไม่ได้เคารพนบนอบนัก ใบหน้าของเขาดูเย็นชาและแข็งกระด้าง
เขาเป็นรองแม่ทัพคนหนึ่งในกองทัพเป่ยเหลียง
แม้จะอายุไม่ถึงสามสิบปี แต่ก็พอมีชื่อเสียงอยู่บ้าง
น่าเสียดายที่เป็นคนซื่อตรงเกินไปจึงมักจะไปล่วงเกินขุนนางชั้นผู้ใหญ่ทั้งฝ่ายบุ๋นและฝ่ายบู๊ของเป่ยเหลียงอยู่บ่อยครั้ง เลยต้องมารับหน้าที่ที่เหมือนมาส่งตัวเองไปตายแบบนี้
เปลี่ยนเป็นใครก็คงอารมณ์ไม่ดีทั้งนั้นแหละ
ฉินเซียวไม่ได้เก็บมาใส่ใจ
เจ้าของร่างเดิมเป็นพวกไม่ได้เรื่อง การถูกดูถูกจึงเป็นเรื่องปกติ
วันข้างหน้าเขาจะปราบพยศพวกทหารหยิ่งยโสเหล่านี้ให้ได้เอง
"มีคนขวางทางงั้นเหรอ"
ฉินเซียวมองไปยังร่างที่อยู่บนถนนหลวงเบื้องหน้า
หนิงหย่วนซานพยักหน้าพร้อมกับตอบด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด "ท่านชาย ท่านกลับเข้าไปในรถม้าก่อนเถอะครับ ผู้มาเยือนไม่ได้มาดีแน่"
บนถนนหลวงห่างออกไปไม่ถึงร้อยเมตร มีเพียงชายชุดเทาคนเดียวยืนกอดดาบยาวหันหลังให้พวกเขา
แม้อีกฝ่ายจะไม่ได้ปล่อยกลิ่นอายพลังใดๆ ออกมาเลยก็ตาม
แต่หนิงหย่วนซานก็ยังสัมผัสได้ถึงอันตรายจากชายคนนี้
นี่คือผู้ฝึกยุทธ์ที่มีความแข็งแกร่งเหนือกว่าเขามาก
ผู้ฝึกยุทธ์ในทวีปเซิ่งหลิงแบ่งออกเป็นสิบระดับ
สามระดับล่างคือสามขั้นหล่อหลอมกายา ได้แก่ ระดับหนึ่งขั้นหล่อหลอมกายา ระดับสองขั้นผสานกระดูก และระดับสามขั้นแปรเปลี่ยนพลัง
สามระดับกลางคือสามขั้นฝึกฝนลมปราณ ได้แก่ ระดับสี่ขั้นรวบรวมลมปราณ ระดับห้าขั้นควบแน่นปราณแท้ และระดับหกขั้นผลัดเปลี่ยนกายา
สามระดับบนคือสามขั้นปรมาจารย์ ได้แก่ ระดับเจ็ดขั้นมังกรคชสาร ระดับแปดขั้นทะลวงสัจธรรม และระดับเก้าขั้นเทวะ
สุดท้ายคือระดับสิบอันเป็นตำนาน ขั้นเซียนจุติ
แต่ละระดับยังแบ่งย่อยออกเป็นช่วงต้น ช่วงกลาง ช่วงปลาย และขั้นสมบูรณ์
หนิงหย่วนซานเป็นผู้ฝึกยุทธ์ระดับสามขั้นแปรเปลี่ยนพลังช่วงต้น
"ผู้อาวุโสหลิน!"
ฉินเซียวนิ่งคิดไปครู่หนึ่งและไม่ได้กลับเข้าไปในรถม้า
แต่กลับเอ่ยเรียกเบาๆ ออกมาแทน
วินาทีต่อมา ชายชรารูปร่างผอมแห้งที่ซ่อนตัวอยู่ในขบวนรถมาตลอดก็พุ่งตัวมายืนอยู่ตรงหน้าฉินเซียว
เมื่อหนิงหย่วนซานเห็นผู้มาใหม่ก็รีบประสานมือแสดงความเคารพทันที
หลินลู่ ผู้ฝึกยุทธ์ระดับสี่ขั้นรวบรวมลมปราณช่วงกลาง
แม้จะเหนือกว่าหนิงหย่วนซานเพียงแค่ระดับใหญ่ระดับเดียว อีกทั้งอายุยังเลยวัยแซยิดไปแล้วจนศักยภาพในเส้นทางฝึกยุทธ์หมดลงอย่างสิ้นเชิง
แต่ความแตกต่างระหว่างสามระดับล่างกับสามระดับกลางนั้นราวกับฟ้ากับเหว
สามระดับล่างยังคงเป็นการฝึกฝนความแข็งแกร่งของร่างกาย แม้แต่ผู้ฝึกยุทธ์ขั้นแปรเปลี่ยนพลังก็มีเพียงพละกำลังที่เหนือกว่าคนทั่วไปมากเท่านั้น
แต่ผู้ฝึกยุทธ์ขั้นรวบรวมลมปราณช่วงต้นนั้นสามารถฝึกฝนจนมีลมปราณแท้จริงออกมาได้แล้ว
ผู้ฝึกยุทธ์ขั้นแปรเปลี่ยนพลังที่สามารถเลื่อนระดับไปสู่ขั้นรวบรวมลมปราณได้นั้นมีไม่ถึงหนึ่งในสิบคนด้วยซ้ำ
หลินลู่มองผู้ฝึกยุทธ์ลึกลับเบื้องหน้าด้วยสายตาลึกล้ำพร้อมกับถอนหายใจออกมา "นายน้อย พวกเราอ้อมไปทางอื่นกันเถอะครับ!"
"คนผู้นี้น่าจะอยู่ในระดับสี่ขั้นรวบรวมลมปราณช่วงปลาย"
"หากข้าอยู่ในสภาพสมบูรณ์เต็มที่ ข้าก็พอจะสู้กับเขาได้บ้าง"
"แต่ตอนนี้เกรงว่า..."
ตลอดการเดินทางครั้งนี้ หลินลู่ได้รับบาดเจ็บภายในมาไม่น้อย
หากทั้งสองฝ่ายต้องปะทะกัน เขาคงไม่ได้รับผลดีอะไรกลับมาแน่
"อ้อมไปทางอื่นเหรอ จะอ้อมไปทำไมล่ะ"
"ก็แค่ผู้ฝึกยุทธ์ขั้นรวบรวมลมปราณช่วงปลายไม่ใช่หรือไง"
"ลูกผู้ชายอกสามศอก พวกเรามีคนตั้งเยอะแยะจะไปกลัวอะไรมัน"
"ซัดมันเลย!!"
พอได้ยินว่าคู่ต่อสู้เป็นแค่ระดับขั้นรวบรวมลมปราณ ฉินเซียวก็กระปรี้กระเปร่าขึ้นมาทันที
ฉันมีลิโป้อยู่ทั้งคน จะไปกลัวอะไรเล่า!
ทว่าหลินลู่กับหนิงหย่วนซานกลับมีสีหน้าประหลาดใจอย่างมาก
ฉินเซียวนั้นมักจะอ่อนแอไร้ความกล้าและขี้ขลาดตาขาวมาตลอด
ถ้าเป็นเมื่อก่อนเวลาเจออันตราย ไม่ต้องรอให้หลินลู่กับหนิงหย่วนซานพูดอะไร เขาก็จะเป็นฝ่ายเร่งเร้าให้รีบหนีไปเองแล้ว
ทำไมวันนี้ถึงดูเหมือนเปลี่ยนไปเป็นคนละคนเลยล่ะ
ครู่ต่อมาหนิงหย่วนซานก็ดึงสติกลับมาได้พร้อมกับพูดด้วยน้ำเสียงรำคาญใจเล็กน้อย "ท่านชาย ขอร้องล่ะครับอย่าสร้างความวุ่นวายเพิ่มเลย ท่านไม่รู้หรอกว่าผู้ฝึกยุทธ์ขั้นรวบรวมลมปราณช่วงปลายนั้นแข็งแกร่งขนาดไหน"
"แม้เขาจะยังไม่เก่งพอที่จะต่อกรกับทหารม้านับร้อยนายได้ แต่ถ้าเขาคิดจะจับเป็นหรือสังหารท่าน มันก็ง่ายเหมือนพลิกฝ่ามือเลยนะครับ"
"หากท่านยังดื้อดึงต่อไปก็มีแต่จะพาลทำให้ทุกคนเดือดร้อนไปด้วย!"
ฉินเซียวปรายตามองหนิงหย่วนซานอย่างเย็นชาและถามด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย "นายกำลังสงสัยการตัดสินใจของฉันงั้นเหรอ"
ไม่รู้ว่าทำไม แต่พอถูกฉินเซียวที่ไม่มีพลังยุทธ์เลยแม้แต่น้อยปรายตามอง หนิงหย่วนซานก็ถึงกับตัวสั่นสะท้านอย่างห้ามไม่อยู่
ถึงขั้นรู้สึกเหมือนกำลังเผชิญหน้ากับอ๋องเป่ยเหลียงเลยทีเดียว
แม้แต่หลินลู่เองก็เต็มไปด้วยความสงสัยในใจ
นายน้อยดูไม่เหมือนเดิมเลยจริงๆ
แต่เขาก็บอกไม่ถูกเหมือนกันว่าเปลี่ยนไปตรงไหน
ในตอนนั้นเอง ผู้ฝึกยุทธ์ที่ขวางทางอยู่เบื้องหน้าก็หันตัวกลับมาอย่างกะทันหัน
จากนั้นก็พุ่งทะยานเข้ามา
และร่อนลงตรงจุดที่ห่างจากฉินเซียวไปไม่ถึงยี่สิบเมตร
"จัดขบวนทัพ!"
หนิงหย่วนซานหน้าเปลี่ยนสี
เขารีบชักดาบยาวที่เอวออกมาพร้อมกับตะโกนลั่น
พรึ่บ พรึ่บ พรึ่บ!
แทบจะในพริบตาเดียว ทหารม้าเป่ยเหลียงผู้เปี่ยมไปด้วยประสบการณ์นับร้อยนายก็จัดขบวนทัพและคุ้มกันฉินเซียวไว้ตรงกลางอย่างแน่นหนา
บรรยากาศรอบด้านตึงเครียดขึ้นมาทันที
ทั้งกองทหารม้าเหล็กแห่งเป่ยเหลียงและหนิงหย่วนซานล้วนผ่านสมรภูมิรบมาอย่างโชกโชน
แม้พวกเขาจะไม่เห็นหัวฉินเซียวเลยก็ตาม แต่ในยามคับขัน พวกเขาก็ยังคงยอมสละชีวิตเพื่อปกป้องความปลอดภัยของฉินเซียวอย่างสุดความสามารถ
วินัยทหารคือประกาศิต!!
ด้วยเหตุนี้เอง กองทหารม้าเหล็กแห่งเป่ยเหลียงถึงได้มีชื่อเสียงระบือไกลไปทั่วหล้า
หลินลู่เองก็มีสีหน้าเคร่งเครียดเช่นกัน
มือขวากำด้ามดาบแน่น เส้นประสาทตึงเครียดถึงขีดสุด
"หลีกทางไปซะ!"
"ข้าไม่อยากฆ่าคนบริสุทธิ์"
"เป้าหมายของข้าในวันนี้คือมัน!"
ผู้ฝึกยุทธ์วัยกลางคนที่ขวางทางยืนอยู่หน้าขบวนทัพอย่างไม่เกรงกลัว ค่อยๆ ชักดาบเล่มงามออกจากอกเสื้อ ดาบยาวอันเย็นเยียบชี้ตรงไปที่ฉินเซียว
เมื่อฉินเซียวได้ยินดังนั้น แววตาของเขาก็มีรังสีอำมหิตพาดผ่าน
ตลอดทางที่ผ่านมา มีผู้ฝึกยุทธ์จำนวนไม่น้อยที่คิดจะปล้นชิงทรัพย์สิน
แต่นี่เป็นคนแรกที่พุ่งเป้ามาที่เขาโดยตรง
ดูเหมือนจะมีคนไม่อยากให้เขามีชีวิตรอดไปถึงเมืองหลวงสินะ!
ตอนนั้นเอง หลินลู่ก็ก้าวออกไปข้างหน้าแล้วถามด้วยน้ำเสียงหนักแน่น "ท่านรู้หรือไม่ว่าคนผู้นี้คือ ฉินเซียว องค์ชายทายาทแห่งอ๋องเป่ยเหลียง"
ผู้ฝึกยุทธ์วัยกลางคนตอบอย่างเฉยเมย "คนที่ข้าตามหาก็คือเขานี่แหละ"
"หลีกไปซะ ตาเฒ่า"
"แกไม่ใช่คู่ต่อสู้ของข้าหรอก!"
หลินลู่ได้ยินดังนั้นก็รู้สึกโกรธเคืองในใจและแค่นเสียงเย็นชา "ข้าอาจจะไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเจ้า แต่ที่นี่ยังมีทหารม้าเหล็กเป่ยเหลียงอยู่อีกเกือบร้อยนาย เจ้าคิดว่าตัวเองจะเอาชนะพวกเขาทั้งหมดได้งั้นเหรอ"
ผู้ฝึกยุทธ์วัยกลางคนได้ยินดังนั้น มุมปากก็ยกยิ้มเย้ยหยันพร้อมกับพูดด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความดูแคลน "ตาเฒ่า แกแก่จนเลอะเลือนไปแล้วหรือไง"
"ทำไมข้าต้องไปสู้รบปรบมือกับทหารม้านับร้อยนายพวกนี้ด้วยล่ะ"
"เป้าหมายของข้ามีแค่ฉินเซียวคนเดียวเท่านั้น!"
"ถ้าข้ายืนกรานที่จะฆ่ามัน ใครจะขวางข้าได้!"
ตู้ม!
ทันทีที่ผู้ฝึกยุทธ์วัยกลางคนพูดจบ กลิ่นอายพลังของขั้นรวบรวมลมปราณช่วงปลายก็ถูกปลดปล่อยออกมาในพริบตา ดาบยาวในมือถูกปกคลุมไปด้วยแสงสีฟ้าอ่อนๆ
"ข้าให้ทางรอดพวกแกไปแล้วนะ"
"น่าเสียดายที่พวกแกไม่รู้จักรักษาโอกาสเอาไว้เอง"
"งั้นตอนนี้ให้ข้าเป็นคนจัดการงานศพของท่านชายเป่ยเหลียงก็แล้วกัน!"
พูดจบ ผู้ฝึกยุทธ์วัยกลางคนก็กระโดดลอยตัวขึ้นไป
กระโดดข้ามขบวนทัพทหารม้าแล้วเงื้อดาบฟันลงมาที่ฉินเซียว
"ทหารทุกคนฟังคำสั่ง ยกหอก!"
หนิงหย่วนซานตวาดลั่น
ทหารม้านับร้อยนายที่ล้อมรอบฉินเซียวอยู่ต่างพากันยกหอกยาวในมือขึ้นชี้ขึ้นไปบนท้องฟ้าเพื่อปกป้องฉินเซียวไว้อย่างแน่นหนา
หลินลู่กำดาบยาวในมือแน่น สายตาจ้องเขม็งไปที่ท้องฟ้าอย่างเคร่งเครียด
เขาคือปราการด่านสุดท้ายของฉินเซียว
ในขณะเดียวกัน เสียงของระบบก็ดังขึ้นข้างหูของฉินเซียว
[ติ๊ง ลิโป้เดินทางมาถึงแล้ว]
[จบแล้ว]