- หน้าแรก
- เตาหลอมมรรคา กลืนโลหิตสยบสวรรค์
- บทที่ 4 - อาวุธและชุดเกราะ
บทที่ 4 - อาวุธและชุดเกราะ
บทที่ 4 - อาวุธและชุดเกราะ
บทที่ 4 - อาวุธและชุดเกราะ
"ไอ้เด็กเวร รนหาที่ตายนักนะ!"
"แกกล้าแกล้งหมูหลอกกินเสือ ลอบกัดพ่อมึงงั้นเหรอ!"
ไอ้หัวแหลมแผดเสียงร้องโหยหวน แววตาของมันลุกโชนไปด้วยไฟโทสะ
มันรู้สึกว่าตัวเองประมาทเกินไปที่ไม่ได้เห็นไอ้เด็กนี่อยู่ในสายตาเลย
จนกระทั่ง... มันได้สบตากับดวงตาอันแสนเย็นชาคู่นั้น
มันถึงกับหนาวสะท้านไปทั้งตัว
ในที่สุดไอ้หัวแหลมก็ตระหนักได้แล้วว่าตัวเองกำลังหาเรื่องอยู่กับตัวตนแบบไหนกันแน่
ฉู่เจวี๋ยไม่ได้พูดอะไร เขาเพียงแค่ใช้การกระทำเป็นตัวอธิบายถึงเจตนาฆ่าของตัวเอง
เขาเตะไอ้หัวแหลมจนกระเด็น จากนั้นก็คว้าแขนที่ขาดพุ่งพรวดเข้าไปหามันด้วยความรวดเร็ว เขามีสีหน้าเรียบเฉย ก่อนจะใช้ท่อนแขนที่ขาดกระซวกเข้าไปที่ลำคอของนักโทษประหารตรงหน้าอย่างจัง
"ไอ้เด็กเวรเหรอ?"
"แย่งของแกเหรอ?"
"เป็นพ่อฉันเหรอ?"
"หืม?"
"มองตาฉันสิ!"
"ตอบมาสิวะ!"
เลือดสดๆ สาดกระเซ็นออกจากลำคอครั้งแล้วครั้งเล่า
เมื่อประกอบกับเสียงกระซิบที่เย็นเยียบและใบหน้าที่เรียบเฉยของฉู่เจวี๋ย มันให้ความรู้สึกสยดสยองจนขนหัวลุก
ไอ้หัวแหลมตายแล้ว
ตายสนิทไปตั้งนานแล้ว
ตายจนไม่รู้จะตายยังไงแล้ว
สายตาเยาะเย้ยรอบๆ ที่เคยมีก่อนหน้านี้สลายหายไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงความหวาดระแวงและความหวาดกลัวอย่างสุดซึ้ง
คนจริงขาลุย!
ไอ้เด็กนี่มันโหดเหี้ยมเกินไปแล้ว!
พวกเขามองดูท่อนแขนที่เสียบคาอยู่ที่คอของศพไอ้หัวแหลม แล้วแทบจะอ้วกเอาหมั่นโถวกับผักดองที่เพิ่งกินเข้าไปออกมาให้หมด
ฉู่เจวี๋ยพ่นลมหายใจออกมายาวๆ
เขาสัมผัสได้ว่าในเตาหลอมมีแก่นโลหิตเพิ่มขึ้นมาอีกหน่อย รอยยิ้มบางๆ จึงปรากฏขึ้นบนใบหน้า
เขาปรายตามองศพของไอ้หัวแหลมด้วยสายตาเย็นชา ในใจรู้สึกสะใจอย่างบอกไม่ถูก
อาจเป็นเพราะต้องเจอกับความเปลี่ยนแปลงกะทันหัน ระหว่างทางที่ถูกส่งตัวมาเขาต้องเก็บกดอารมณ์เอาไว้มากมาย พอได้ระบายออกไปบ้างก็รู้สึกโล่งใจขึ้นเยอะ
ฉู่เจวี๋ยจ้องมองตอบกลับสายตาทุกคู่ที่แอบมองมาจากมุมมืดอย่างสงบนิ่ง
คราวนี้
ไม่มีใครกล้าดูถูกเขาอีกแล้ว
แม้ไอ้หัวแหลมจะไม่ได้เป็นขาใหญ่ในค่ายนักโทษประหาร แต่ฉู่เจวี๋ยก็ได้ใช้การกระทำพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าเขาไม่ใช่คนที่ใครจะมาแหยมได้ง่ายๆ
การต่อสู้ครั้งนี้ถือว่าฉู่เจวี๋ยได้สร้างจุดยืนที่มั่นคงในค่ายนักโทษประหารได้สำเร็จ
...
ฉู่เจวี๋ยมีเวลาและสมาธิไปจดจ่ออยู่กับการฝึกฝนมากขึ้น
เวลาผ่านไปอีกหนึ่งวัน
ความมืดมิดยามค่ำคืนมาเยือน
ภายในหลุมดิน มีสายตาสีเขียวจางๆ เปล่งประกายขึ้นในความมืด
หิวเหลือเกิน!
ในค่ายนักโทษประหาร ช่วงที่ไม่มีสงคราม อาหารที่แจกจ่ายก็มีไว้แค่ประทังชีวิตไปวันๆ มีแค่ยอดฝีมือหยิบมือเดียวเท่านั้นที่ได้กินอิ่มจากการไปแย่งอาหารของคนอื่น นักโทษประหารทุกคนต่างก็นับถอยหลังรอเวลาอาหารทุกมื้อ
แต่ครั้งนี้
เสียงตะโกนเรียกกินข้าวที่คุ้นเคยกลับไม่ดังขึ้น
"ปู๊น!!!"
เสียงแตรเขาสัตว์ที่ฟังดูหดหู่และอ้างว้างดังก้องแหวกอากาศยามค่ำคืน มันเป็นเสียงที่ทุ้มต่ำและทรงพลัง
บรรดานักโทษประหารที่กำลังรอคอยอาหารต่างพากันสะดุ้งเฮือก ในแววตาของพวกเขามีทั้งความหวาดกลัวและความคาดหวังผสมปนเปกันไปหมด
พวกรุ่นพี่รู้ดีว่าเสียงแตรนี้หมายถึงอะไร ส่วนเด็กใหม่ส่วนใหญ่ยังคงมีสีหน้างุนงงและไม่รู้จะทำยังไงดี แต่ฉู่เจวี๋ยไม่ใช่หนึ่งในนั้น ในฐานะลูกชายของเจ้าพระยาสุริยันเดือดที่ได้บรรดาศักดิ์มาจากผลงานในสนามรบ เขาย่อมมีความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับสงครามเป็นอย่างดี
นี่คือเสียงแตรปลุกระดมก่อนออกศึก
"สงครามกำลังจะเริ่มแล้ว!"
ดวงตาของฉู่เจวี๋ยค่อยๆ ลุกโชนไปด้วยไฟแห่งความมุ่งมั่น
เขาไม่ได้หวาดกลัวสงคราม เพราะนั่นคือโอกาสเดียวที่เขาจะพลิกชะตาชีวิตได้
"เคร้ง! เคร้ง! เคร้ง! เคร้ง!!" เสียงเคาะลูกกรงเหล็กดังแสบแก้วหู ดึงดูดสายตาของนักโทษประหารทุกคน
ทหารหลายสิบคนปรากฏตัวขึ้นที่ปากหลุมดิน
ชายฉกรรจ์ร่างบึกบึนที่เป็นผู้นำสวมชุดเกราะสีเขียวเข้มสลักลวดลายอัสนี มีรอยแผลเป็นน่ากลัวพาดผ่านครึ่งใบหน้า ทำให้เขาดูดุดันและน่าเกรงขาม รังสีอำมหิตแผ่ซ่านออกมาจากตัวเขาราวกับสัตว์ร้าย
หลัวเหยียนมองลงมาจากเบื้องบน จ้องมองนักโทษประหารทุกคนราวกับกำลังมองดูมดปลวก
"ข้าไม่ชอบพูดอะไรยืดเยื้อ พรุ่งนี้พวกอนารยชนแดนเหนือจะมาบุก พวกแกต้องตามข้าไปทะลวงค่ายศัตรู ใครถอย มีโทษตาย!"
"วันนี้ จะมีการแจกจ่ายอาวุธและชุดเกราะ"
ม่านตาของฉู่เจวี๋ยหดแคบลง
คำพูดสั้นๆ สองประโยคนี้แฝงข้อมูลไว้มากมาย
ชายฉกรรจ์หน้าบากคนนี้เป็นถึงนายกองเลยทีเดียว!
"ในกองทัพต้าเซี่ย ตำแหน่งนายกองจะควบคุมทหารห้าร้อยคน การจะได้เป็นนายกองไม่ใช่แค่ต้องมีผลงานการรบ แต่ต้องมีระดับการฝึกฝนวิชายุทธ์ที่แข็งแกร่งด้วย คนคนนี้ต้องก้าวเข้าสู่ช่วง 'หลอมรวมพละกำลัง' แล้วแน่ๆ อย่างน้อยก็ต้องเป็นขุมพลังกายาขั้นที่เจ็ด ระดับกระทิงคลั่ง!"
แต่สิ่งที่ทำให้เขาต้องระวังตัวมากขึ้นคือประโยคสุดท้าย
แจกจ่ายอาวุธและชุดเกราะ!
เขานึกถึงกฎที่ไม่ได้เขียนไว้เป็นลายลักษณ์อักษรของค่ายนักโทษประหารขึ้นมาได้
ในต้าเซี่ย ไม่ใช่แค่กองทัพวายุอัสนีเท่านั้น แต่ทุกกองทัพต่างก็มีค่ายนักโทษประหาร
การส่งนักโทษประหารที่สมควรตายมาที่นี่ ไม่ใช่เพื่อมาเลี้ยงดูปูเสื่อให้กินอิ่มนอนหลับ แต่เพื่อให้พวกเขาใช้ชีวิตที่เหลือทำประโยชน์เป็นครั้งสุดท้าย พวกเขาคือกลุ่มคนที่ต้องวิ่งฝ่าเข้าไปในแนวหน้าของสนามรบ เพื่อเป็นเกราะกำบังรับคมหอกคมดาบที่ดุเดือดที่สุดของศัตรูแทนทหารของต้าเซี่ย
ในช่วงแรกๆ พวกนักโทษประหารมักจะวิ่งกรูกันเข้าไปแบบไร้ทิศทาง ทำให้แตกพ่ายไม่เป็นท่า แถมยังไปเกะกะการจัดทัพของกองทัพหลักอีกด้วย
เพื่อเป็นการรักษาระดับพลังรบของค่ายนักโทษประหารเอาไว้ จึงเกิดธรรมเนียมการแจกจ่ายอาวุธและชุดเกราะขึ้นมา
ข้อแรก การมีอาวุธและชุดเกราะจะช่วยเพิ่มโอกาสรอดชีวิต ทำให้พวกเขามองเห็นความหวังที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไป จึงยอมทุ่มเทต่อสู้อย่างสุดชีวิต
ข้อสอง เป็นการทำให้นักโทษประหารคุ้นเคยกับความโหดร้ายของสงครามล่วงหน้า
ในแง่หนึ่งแล้ว ข้อหลังมีความสำคัญมากกว่าข้อแรกเสียอีก
"เพราะอาวุธและชุดเกราะมีจำนวนจำกัด!"
"ใครอยากได้อาวุธ อยากได้ชุดเกราะ ก็ต้องแย่งเอาเอง!"
"และถ้าจะแย่ง มันก็ต้องมีการนองเลือด! นี่คือทรัพยากรที่ล้ำค่ายิ่งกว่าอาหาร มันคือความหวังที่จะรอดชีวิต ไม่มีใครยอมถอยให้ใครแน่นอน!"
"การใช้วิธีนี้จะช่วยกระตุ้นสัญชาตญาณดิบเถื่อนของพวกนักโทษประหารให้ตื่นขึ้นมาเหมือนสัตว์ป่า และในการทะลวงค่ายศัตรูหลังจากนี้ พวกเขาก็จะสามารถระเบิดพลังรบที่น่าดูชมออกมาได้!"
แววตาของฉู่เจวี๋ยดูลึกล้ำขึ้น เงาร่างหลายสายในหลุมดินรอบตัวเขาเริ่มลุกขึ้นยืน เตรียมพร้อมจะพุ่งทะยานออกไปราวกับเสือชีตาห์ เสียงหอบหายใจที่หนักหน่วงขึ้นเรื่อยๆ เป็นตัวอธิบายทุกอย่างได้ดี แม้แต่นักโทษประหารที่เพิ่งเข้ามาใหม่ก็ยังรู้สึกได้ถึงความไม่ชอบมาพากลนี้
"มีชุดเกราะกับไม่มีชุดเกราะ มันต่างกันราวฟ้ากับเหว ในสนามรบดาบหอกไม่มีตา ชุดเกราะคือสิ่งที่จะช่วยรักษาชีวิต ฉันต้องเอามันมาให้ได้!" ประกายแสงสีเลือดวาบขึ้นในดวงตาของฉู่เจวี๋ย
ใครกล้าขวาง มันต้องตาย!
พร้อมกับเสียงเสียดสีอันหนักหน่วง ลูกกรงเหล็กก็ถูกเปิดออก
หลัวเหยียนแสยะยิ้มอย่างเหี้ยมเกรียม ก่อนจะโบกมือส่งสัญญาณอย่างแรง
พวกทหารออกแรงโยนของลงไป
เคร้ง ครั่ง!
ดาบและหอกร่วงหล่นลงมาราวกับสายฝน กระแทกพื้นตรงกลางหลุมดินจนเป็นหลุมเป็นบ่อ แต่สิ่งที่ดึงดูดสายตาทุกคู่มากที่สุดก็คือชุดเกราะที่มีอยู่เพียงหยิบมือเดียวนั้น
ต่อให้อาวุธจะมีเยอะแค่ไหน แต่เมื่อเทียบกับจำนวนนักโทษประหารหลายร้อยคน มันก็ยังเป็นกรณีหมาป่ามีเยอะแต่เนื้อมีน้อยอยู่ดี
เสียงหอบหายใจที่หนักหน่วงอยู่แล้วยิ่งดังชัดเจนขึ้นไปอีก ราวกับมีกระทิงเถื่อนหลายร้อยตัวกำลังเตรียมพุ่งชนอยู่ในหลุมดิน
เมื่อชุดเกราะเหล็กกล้าสีดำสนิทชุดสุดท้ายร่วงหล่นลงมา รูปลักษณ์ที่ดูแข็งแกร่งแตกต่างจากชุดเกราะเก่าๆ ขาดๆ ชุดอื่นอย่างเห็นได้ชัด ก็จุดประกายอารมณ์ของนักโทษประหารทุกคนให้ลุกโชนขึ้นมาทันที!
นักโทษประหารแต่ละคนตาแดงก่ำ ในสายตาของพวกเขาตอนนี้ ชุดเกราะเหล็กกล้าก็ไม่ต่างอะไรกับสาวงามล่มเมืองเลยสักนิด
แม้แต่ฉู่เจวี๋ยก็ยังต้องสูดลมหายใจเข้าลึกๆ แววตาของเขาแน่วแน่สุดขีด
"ต้องเอาชุดเกราะชุดนี้มาให้ได้!"
วินาทีต่อมา
ภายใต้สายตาอันเย็นชาของหลัวเหยียนและบรรดาทหาร
ตู้ม!
เงาร่างหลายสายพุ่งพรวดออกมาจากความมืด ราวกับฝูงหมาป่าบ้าคลั่งที่กำลังหิวโซและพร้อมจะขย้ำทุกชีวิตที่ขวางหน้า!
"ใครไม่อยากตายก็ไสหัวไปให้พ้น!"
สิ้นเสียงคำรามทุ้มต่ำ ชายร่างยักษ์ที่ตัวใหญ่โตราวกับหอคอยเหล็กก็พุ่งชนเข้ามาเหมือนหมีดำ เส้นผมที่ยาวและยุ่งเหยิงของมันจับตัวเป็นก้อนเพราะคราบสกปรกหนาเตอะ ท่ามกลางช่องว่างระหว่างเส้นผมนั้น มีดวงตาที่ดุร้ายอย่างหาที่เปรียบไม่ได้ซ่อนอยู่ มันดูน่าสะพรึงกลัวราวกับสัตว์ป่า
นักโทษประหารรอบๆ ไม่กล้าแม้แต่จะขวางทาง ต่างพากันหลบหนีลนลาน มีสองคนที่หลบไม่ทัน ถูกพุ่งชนด้วยพละกำลังมหาศาลจนกระเด็นลอยละลิ่ว กระดูกหักกระจุย เลือดสาดกระจายก่อนจะร่วงตกลงไปในความมืด
ความโหดเหี้ยมระดับนี้ทำเอานักโทษประหารคนอื่นๆ ถึงกับสูดลมหายใจด้วยความหนาวเหน็บ
"หมีเถื่อน!"
ชื่อเสียงเรียงนามของชายร่างยักษ์ผุดขึ้นมาในหัวของฉู่เจวี๋ย
ในช่วงสองวันที่อยู่ในค่ายนักโทษประหาร เขาพอจะรู้ชื่อเสียงของยอดฝีมือที่แข็งแกร่งบางคนจากการแอบฟังเสียงซุบซิบและการต่อสู้แย่งชิงที่เกิดขึ้น 'หมีเถื่อน' คนนี้ก็คือหนึ่งในนั้น ด้วยพละกำลังมหาศาลที่มีมาแต่กำเนิด ทำให้ทุกคนต่างก็หวาดกลัวมันสุดๆ
สายตาของหมีเถื่อนร้อนแรงเป็นไฟ ในหัวของมันมีเพียงชุดเกราะเหล็กกล้าชุดนั้นเท่านั้น
มันสังหารศัตรูไปแล้วยี่สิบเอ็ดคน ถ้าครั้งนี้มันได้ชุดเกราะไปครอง มันมั่นใจว่าจะสามารถสร้างผลงานเพิ่มขึ้นได้อีกเป็นกอบเป็นกำแน่นอน
"ข้าต้องรอดชีวิตออกไปเพื่อแก้แค้นให้ท่านแม่ให้ได้!" ดวงตาของหมีเถื่อนมีเส้นเลือดสีแดงปูดโปนขึ้นมา
ตามติดมันมาติดๆ คือนักโทษประหารคนอื่นๆ ที่พุ่งทะยานด้วยความเร็วสูงสุด
พวกที่แข็งแกร่งย่อมพุ่งเป้าไปที่ชุดเกราะและอาวุธชั้นดี ส่วนพวกที่อ่อนแอกว่าก็รู้จักเจียมตัว ขอแค่ได้ดาบสักเล่มติดมือไว้เพื่อเพิ่มโอกาสรอดชีวิตก็พอใจแล้ว
พวกนักโทษประหารต่อสู้ฟาดฟันกันอย่างบ้าคลั่งจนตาแดงก่ำ
สถานการณ์ชุลมุนวุ่นวายสุดๆ
มีเสียงร้องโหยหวนดังขึ้นเป็นระยะๆ ในการตะลุมบอนแบบนี้ การที่มีนักโทษประหารโดนรุมกระทืบตายคามือถือเป็นเรื่องปกติมาก แต่หลัวเหยียนและทหารที่อยู่ปากหลุมดินกลับมองดูด้วยสีหน้าเรียบเฉย การทำแบบนี้ก็เพื่อกระตุ้นสัญชาตญาณดิบของพวกนักโทษ ตราบใดที่ยอดคนตายยังอยู่ในเกณฑ์ที่รับได้ก็ไม่เป็นไร
ในสายตาของพวกเขา นักโทษประหารก็ไม่ใช่คนอยู่แล้ว
การเคลื่อนไหวของฉู่เจวี๋ยก็ไม่ได้ช้าเลย
แต่เขาไม่ได้มุ่งตรงไปแย่งชิงชุดเกราะเหล็กกล้าเป็นสิ่งแรก
"ชุดเกราะก็ต้องเอา อาวุธก็ต้องเอา!" แววตาของเขาเย็นเยียบ เป้าหมายชัดเจนมาก
ต้องชิงดาบให้ได้ก่อน แล้วค่อยไปชิงชุดเกราะ วิธีนี้มีโอกาสสำเร็จสูงที่สุด
สายตาของเขาล็อกเป้าไปที่ดาบยาวเหล็กกล้าที่ส่องประกายเย็นเยียบ บนใบดาบมีคราบเลือดสีคล้ำติดอยู่จางๆ แสดงว่าเคยผ่านการใช้งานมาแล้ว แต่เมื่อสะท้อนกับแสงจันทร์ มันกลับดูคมกริบและแฝงไปด้วยรังสีอำมหิตมากขึ้นไปอีก
ในบรรดาอาวุธล็อตนี้ ดาบยาวเล่มนี้มีคุณภาพติดอันดับหนึ่งในสามแน่นอน
มีหลายคนเล็งดาบเล่มนี้ไว้เหมือนกัน พวกเขาหวาดกลัวความโหดของหมีเถื่อน เลยยอมลดเป้าหมายมาเอาดาบแทน
ฉู่เจวี๋ยเกร็งกล้ามเนื้อขา เส้นเอ็นยืดขยาย ระเบิดพลังอันแข็งแกร่งออกมา เขาก้าวเท้าเพียงก้าวเดียวก็เหยียบพื้นจนเป็นหลุมตื้นๆ พุ่งแซงหน้าพวกนักโทษประหารคนอื่นๆ ไปอย่างรวดเร็ว
ดาบยาวเล่มนั้นอยู่แค่เอื้อมแล้ว
แววตาของหลัวเหยียนไหววูบ
เมื่อเห็นว่าฉู่เจวี๋ยกำลังจะคว้าดาบไปได้ นักโทษประหารที่ตามมาข้างหลังก็ตาแดงก่ำ มีคนหนึ่งคำรามเสียงต่ำออกมา
"ไอ้หนู วางดาบลงเดี๋ยวนี้นะโว้ย!"
[จบแล้ว]