- หน้าแรก
- เกมสยองขวัญแล้วไง พอดีตรรกะผมมันโกง
- บทที่ 7 - เรื่องโกหกในตำนาน
บทที่ 7 - เรื่องโกหกในตำนาน
บทที่ 7 - เรื่องโกหกในตำนาน
บทที่ 7 - เรื่องโกหกในตำนาน
"ไม่ต้องเดาก็รู้ ฮารุกิ จิโร่คนนี้ตอนนี้ก็คงสภาพไม่ต่างอะไรกับผีแล้วล่ะมั้ง?"
ซูเหยียนลูบคาง สุดท้ายก็ตัดสินใจเดินตรงไปยังห้องเรียนที่ดูมืดมนนั่น
ตั้งแต่เข้ามาในดันเจี้ยน เขายังไม่เจอคนปกติที่ยังมีชีวิตอยู่เลยสักคน ซูเหยียนเตรียมใจรับมือกับเรื่องนี้ไว้ตั้งแต่แรกแล้ว
ก๊อก ก๊อก
เสียงเคาะประตูไม้ดังสะท้อนไปตามระเบียงด้านนอก ซูเหยียนได้ยินเสียงสอนหนังสือในห้องหยุดชะงักลง ตามมาด้วยเสียงฝีเท้าที่เดินตรงมา
ชายในชุดกาวน์สีขาวใบหน้าซีดเซียวปรากฏตัวขึ้นตรงหน้าเขา สวมแว่นตาดูเป็นผู้ดีมีชาติตระกูล
รูปลักษณ์เหมือนกับภาพบนป้ายโฆษณาที่อยู่ไม่ไกลจากห้องเรียนเป๊ะเลย
"นักเรียนอิเคดะใช่ไหมครับ?" ฮารุกิ จิโร่มองซูเหยียนแวบหนึ่ง ก่อนจะเผยรอยยิ้มต้อนรับอย่างอบอุ่นทันที
"มาเพื่อทดลองเรียนสินะครับ ผมได้ยินเรื่องมาแล้วล่ะ"
ซูเหยียนกวาดสายตามองฮารุกิ จิโร่ตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยความระแวดระวัง ใบหน้าเต็มไปด้วยความเคลือบแคลงใจ
ไอ้หนุ่มยุ่นคนนี้... ทำไมถึงดูเหมือนคนปกติจังวะ?
ไม่มีรอยแผลเป็นน่ากลัวๆ มีมือมีเท้าครบถ้วน แถมไม่ได้มีตาหรือจมูกงอกมาเกินด้วย
แต่เพราะมีบทเรียนจากคุราชิมะเป็นตัวอย่าง ซูเหยียนจึงเลือกที่จะเก็บความสงสัยนี้ไว้ในใจก่อน
"คุณครูฮารุกิครับ วันนี้มีแค่เราสองคนเหรอครับ?"
ซูเหยียนเดินตามฮารุกิเข้าไปในห้องเรียน แล้วไปยืนอยู่ข้างโพเดียม
"ฮ่าๆๆ นักเรียนอิเคดะนี่ชอบพูดเล่นจังเลยนะครับ"
ฮารุกิ จิโร่ยิ้มแย้มพลางตอบ "นี่ไงครับ มีเพื่อนนักเรียนตั้งเยอะแยะมาเรียนพร้อมกับคุณ คุณแนะนำตัวก่อนสิครับ"
"เพื่อน... นักเรียน?" ซูเหยียนมองดูห้องเรียนที่ว่างเปล่า มุมปากกระตุกยิกๆ
มาไม้นี้สินะ
ชั่วพริบตานั้น เขาสัมผัสได้ถึงสายตาเย็นเยียบเบอร์แรงที่พุ่งเป้ามาที่ตนเองนับไม่ถ้วน
แต่เบื้องหน้าที่มีโต๊ะเรียนไม้เก่าๆ ตั้งเรียงรายอยู่ กลับไม่มีใครนั่งอยู่เลยสักคน
"นักเรียนทุกคนครับ นี่คือนักเรียนอิเคดะที่มาทดลองเรียนในวันนี้นะครับ สนิทสนมกันเข้าไว้นะ"
ฮารุกิ จิโร่พูดด้วยรอยยิ้ม
ซูเหยียนรู้สึกได้ลางๆ ว่าอุณหภูมิรอบตัวลดฮวบลง สายตาประสงค์ร้ายหลากหลายรูปแบบเริ่มรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ
นี่สินะที่เขาเรียกกันว่าพล็อต 'รับน้องเด็กใหม่' ในตำนาน
"ผมชื่ออิเคดะ ฝากเนื้อฝากตัวด้วยครับ"
"ถ้าอย่างนั้น เชิญนักเรียนอิเคดะไปนั่งที่โต๊ะหลังสุดริมหน้าต่างได้เลยครับ ใช่ครับ ตรงนั้นแหละ"
ซูเหยียนเดินไปที่นั่งอย่างว่าง่าย โต๊ะเรียนแคบๆ ทำให้เขานั่งได้ค่อนข้างลำบาก
แต่โชคดีที่การจัดโต๊ะเรียนแบบญี่ปุ่นไม่ได้แออัดมากนัก จึงพอจะเบียดตัวลงไปนั่งได้
ซูเหยียนกำลังจะหย่อนก้นลงนั่ง
ลมเย็นยะเยือกพัดวูบมา เสียงสวบดังขึ้น ในจังหวะที่เขากำลังจะทิ้งน้ำหนักตัวลงไป เก้าอี้ก็ถูกดึงถอยหลังไปไกลอย่างกะทันหัน
ซูเหยียนทรงตัวไม่อยู่ ล้มก้นจ้ำเบ้าลงกับพื้นเสียงดังสนั่น
เสียงหัวเราะเยาะเย้ยดังระงมไปทั่วรอบทิศ
เสียงนั้นแหลมปรี๊ดบาดหูราวกับเอาอะไรไปขูดกระจก ซูเหยียนเอียงคอไปมอง ก็เห็นลูกไฟวิญญาณหลายดวงค่อยๆ ปรากฏตัวขึ้นกลางอากาศ ส่งสายตาเยาะเย้ยถากถางมาให้
โดยเฉพาะลูกไฟวิญญาณที่อยู่โต๊ะข้างๆ ซูเหยียน ท่าทางของมันดูอวดดีและกำเริบเสิบสานที่สุด
เมื่อกี้คงเป็นฝีมือมันนี่แหละที่ดึงเก้าอี้ของเขาออกไป
ไกลออกไปตรงโพเดียม ฮารุกิ จิโร่ยืนยิ้มมองดูเหตุการณ์ทั้งหมดเงียบๆ โดยไม่ได้มีปฏิกิริยาตอบสนองใดๆ
สายตาเยาะเย้ย สะใจ มุ่งร้าย ดูแคลน และสนุกสนาน ล้วนพุ่งเป้ามาที่ซูเหยียนอย่างรื่นเริง
ซูเหยียนไม่ได้ใส่ใจอะไร เขาปัดฝุ่นตามตัวแล้วจับเก้าอี้ตั้งขึ้นมานั่งใหม่ ฟังเสียงหัวเราะที่ยังไม่จางหายไปในอากาศ แล้วเขาก็หัวเราะออกมาบ้าง
"หึหึหึ หึหึหึหึหึหึ..."
อุณหภูมิในห้องเรียนดิ่งวูบลงอีกหลายระดับทันที
ลูกไฟวิญญาณที่นั่งอยู่รอบๆ ซูเหยียนตกใจกลัวจนสั่นระริก เสียงหัวเราะเยาะเย้ยเมื่อครู่ก็หยุดกึกราวกับถูกมีดสับขาดท่อน
ห้องเรียนที่มืดสลัวอยู่แล้วบวกกับสีของท้องฟ้าภายนอก ยิ่งทำให้บรรยากาศรอบตัวซูเหยียนดูสยดสยองขั้นสุด แถมยังมีรอยยิ้มชวนขนลุกกับเสียงหัวเราะประหลาดๆ นั่นอีก
เล่นเอาลูกไฟวิญญาณรอบๆ กลัวจนแทบจะแตกซ่าน เสียงลมพัดหวีดหวิวฟังดูเหมือนพวกมันกำลังจะร้องไห้
ต้องยอมรับเลยว่า ทักษะ [มื้อนี้ซัดตัวร้ายไปกี่คน] แม้พลังทำลายล้างจะไม่สูง แต่เรื่องความกวนโอ๊ยปั่นประสาทนี่ถือว่ายืนหนึ่ง
ซูเหยียนยังคงส่งเสียงหัวเราะ "หึหึหึ" ไม่หยุด เขาสังเกตปฏิกิริยาของ 'เพื่อนร่วมชั้น' เหล่านี้ด้วยความสนใจ
เขาเป็นคนใจกว้างมากนะ ไม่คิดจะถือสาหาความอะไรกับพวกเด็กประถมหรอก
แต่นั่นก็ไม่ได้แปลว่าเขาจะทดลองใช้ทักษะใหม่ไม่ได้นี่นา
ลูกไฟวิญญาณที่เคยอวดดีดวงนั้นบิดเบี้ยวไปมากลางอากาศ ราวกับได้ยินเสียงเล็บขูดกระจก รู้สึกระคายหูสุดๆ
ซูเหยียนพอจะสรุปได้แล้ว
ทักษะนี้ก็เหมือนการโจมตีทางจิตใจแบบเบสิก อย่างมากก็แค่ทำให้คนฟังรู้สึกกลัวหรืออึดอัดร่างกายขึ้นมานิดหน่อย
แต่ข้อดีคือมันไม่มีคูลดาวน์ เอาไว้ใช้เปิดไมค์ด่าสวนกันนี่แหละเหมาะสุดๆ
เมื่อทดสอบจนพอใจแล้ว ซูเหยียนก็เก็บทักษะกลับไป เขากลับมาทำสีหน้าปกติแล้วหันไปมองฮารุกิ จิโร่ที่ยืนหน้าทะมึนอยู่ตรงโพเดียม
เมื่อเทียบกับลูกไฟวิญญาณกิ๊กก๊อกพวกนี้แล้ว ฮารุกิ จิโร่ต่างหากที่เป็นภัยคุกคามตัวจริงที่เขาต้องรับมือ
"เอาล่ะ เลิกเล่นกันได้แล้ว"
ฮารุกิ จิโร่ตีหน้าขรึม
"วันนี้ เราจะมาเรียนวิชาประวัติศาสตร์กัน"
ซูเหยียนเท้าคางนั่งฟังเงียบๆ จนค่อยๆ ถูกเนื้อหาการสอนของฮารุกิ จิโร่ดึงดูดความสนใจไป
สิ่งที่ฮารุกิเล่า คือประวัติศาสตร์ของหมู่บ้านสิ้นเทพ
"นานมาแล้ว หมู่บ้านสิ้นเทพของเราเป็นเพียงหมู่บ้านเล็กๆ ในชนบทที่ไม่มีใครรู้จัก ไม่มีชื่อเสียง และไม่เคยมีคนใหญ่คนโตเกิดที่นี่เลย"
"จนกระทั่งวันหนึ่ง มีองเมียวจิผู้มีพลังวิญญาณแก่กล้าเดินทางมาที่หมู่บ้าน เขาได้นำพาชาวบ้านไปสร้างศาลเจ้าขึ้นบนภูเขา"
"ศาลเจ้าแห่งนั้นดึงดูดความสนใจจากเทพแห่งพรสวรรค์ พระองค์ได้ประทานพรสวรรค์ที่เหมาะสมให้กับทุกคนอย่างเท่าเทียม ทำให้หมู่บ้านสิ้นเทพผลิตบุคลากรชั้นยอดออกไปมากมาย"
"แต่ทว่า พรจากเทพเจ้ากลับนำมาซึ่งการสะท้อนกลับของความโลภ"
"สุดท้าย มนุษย์ที่ไม่รู้จักบุญคุณ ก็เดินเข้าสู่เส้นทางแห่งความพินาศด้วยน้ำมือของตัวเอง..."
ซูเหยียนขมวดคิ้ว เขารู้สึกว่าเรื่องเล่านี้มันแฝงนัยยะอะไรบางอย่าง
ระหว่างที่ฮารุกิ จิโร่กำลังสอน ลูกไฟวิญญาณรอบๆ ก็กลับมาเงียบกริบอีกครั้ง พวกมันซ่อนตัวอยู่ในอากาศ ไม่กล้าแม้แต่จะส่งเสียงรบกวนใดๆ
จนกระทั่งน้ำเสียงเย็นชาและดูพิลึกพิลั่นของฮารุกิ จิโร่จบลง
"บทเรียนของวันนี้ก็จบลงเพียงเท่านี้นะครับ"
ฮารุกิ จิโร่มองดูห้องเรียนที่ว่างเปล่าและเงียบสงัดพลางวางหนังสือเรียนลง เผยสีหน้าพึงพอใจ
"ต่อไป ครูจะสุ่มเรียกนักเรียนบางคนขึ้นมาตอบคำถามเกี่ยวกับเนื้อหาที่สอนไปเมื่อวันก่อนๆ ดูซิว่าพวกเธอจดจำใส่ใจกันบ้างหรือเปล่า"
ฮารุกิแสยะยิ้มสยดสยอง
ภายในห้องเรียน ลูกไฟวิญญาณหลายดวงเริ่มสั่นระริกด้วยความหวาดกลัวอีกครั้ง
[จบแล้ว]