- หน้าแรก
- ระบบเจ้าเมือง พรสวรรค์คริติคอลร้อยเท่าสะท้านโลก
- บทที่ 7 - โจรป่าข่มขู่ ดาบเดียวสะบั้นแขน
บทที่ 7 - โจรป่าข่มขู่ ดาบเดียวสะบั้นแขน
บทที่ 7 - โจรป่าข่มขู่ ดาบเดียวสะบั้นแขน
บทที่ 7 - โจรป่าข่มขู่ ดาบเดียวสะบั้นแขน
เมื่อเห็นสีหน้าของเซี่ยอวี่เปลี่ยนไป ผู้ชายคนที่เอาแต่พูดมาตั้งแต่ต้นก็เอ่ยต่อ
"น้องชายเอ๊ย พวกเราล้วนเป็นคนน่าสงสารกันทั้งนั้น"
"ดินแดนถูกพวกอสูรกายแหกค่ายเข้ามาทำลาย แม้จะรอดชีวิตมาได้อย่างหวุดหวิด แต่พอไม่มีตราประทับเจ้าเมืองกับทรัพยากรแล้ว ก็สร้างดินแดนใหม่ไม่ได้ ทำได้แค่ยึดหัวหาดบนภูเขา รวบรวมคนหัวอกเดียวกันมาอยู่รวมกลุ่มเพื่อเอาชีวิตรอดไปวันๆ เท่านั้นแหละ!"
ยิ่งเขาพยายามทำตัวให้น่าสงสารมากเท่าไหร่ เซี่ยอวี่ก็ยิ่งมั่นใจว่าพวกนี้ไม่ได้มาดีแน่
แต่การที่มีรังโจรป่ามาตั้งอยู่ใกล้ๆ เมืองของตัวเองแบบนี้ ถือว่าเป็นข่าวร้ายสุดๆ
แม้คนพวกนี้จะเป็นแค่เจ้าเมืองที่ถูกตีเมืองแตกจนต้องระเห็จหนีมา
แต่ใครจะไปรู้ล่ะว่าก่อนหน้านี้เมืองของพวกเขาระดับไหนแล้ว ร่างกายได้รับการเสริมแกร่งไปถึงขั้นไหน หรือว่ามีไอเทมพิเศษอะไรติดตัวมาบ้างหรือเปล่า
แม้ตอนนี้จะมีอวี้จิ้นเป็นผู้ช่วยสุดแกร่ง แต่เมืองก็เพิ่งจะสร้างเสร็จหมาดๆ สิ่งอำนวยความสะดวกหลายอย่างก็ยังไม่พร้อม ทหารก็มีแค่หยิบมือเดียว
เซี่ยอวี่ไม่อยากเสี่ยงให้อวี้จิ้นที่เพิ่งเลเวลหนึ่ง บุกเดี่ยวไปถล่มรังโจรที่ยังไม่รู้ตื้นลึกหนาบางแบบนั้น
แถมเซี่ยอวี่ยังมีเป้าหมายอีกอย่างหนึ่งด้วย
"มหาทวีปทั้งเก้าคือโลกที่ปลาใหญ่กินปลาเล็ก รังโจรป่านี่มันก็คือกล่องของขวัญสำหรับมือใหม่ชัดๆ ไม่ใช่หรือไง"
ดังนั้นเขาจึงข่มความรำคาญในใจไว้ แล้วเตรียมจะหลอกถามข้อมูลจากโจรสองคนที่มาส่งเดลิเวอรี่ถึงหน้าประตูบ้านให้ได้มากที่สุด
ในคู่มือพื้นฐานสำหรับเจ้าเมืองที่เรียนมาในโรงเรียนเขียนไว้ชัดเจนว่า ในช่วงระยะเวลาคุ้มครอง อย่าก้าวออกจากดินแดนแม้แต่ครึ่งก้าว ต่อให้พ่อแม่ของคุณจะเป็นเจ้าเมืองระดับเทพ หรือมีคนคอยช่วยเหลือเส้นใหญ่แค่ไหน เมื่อต้องเผชิญหน้ากับโลกภายนอกที่ไม่รู้จัก ก็ต้องรักษาระดับความระมัดระวังไว้ให้สูงสุดเสมอ
ดังนั้นเซี่ยอวี่จึงยืนอยู่ตรงขอบเขตเมืองและพูดต่อว่า
"ในเมื่อพวกท่านแค่อยากหาคนหัวอกเดียวกันที่ไม่มีตราประทับเจ้าเมืองมาอยู่รวมกัน ข้าว่าข้าคงไม่เหมาะหรอกมั้ง!"
ชายคนนั้นยังคงพยายามเกลี้ยกล่อมต่อ
"ถึงพวกเราจะสร้างดินแดนใหม่ไม่ได้แล้ว แต่พวกเราก็เป็นเจ้าเมืองรุ่นเก๋านะ มีประสบการณ์เพียบที่พร้อมจะถ่ายทอดให้เจ้าเมืองหน้าใหม่อย่างน้องชาย! ต้องรู้ไว้นะว่า การที่เจ้าเมืองหน้าใหม่ได้เจ้าเมืองรุ่นเก๋าคอยชี้แนะ จะช่วยให้ประหยัดเวลาและไม่ต้องไปเดินหลงทางให้เหนื่อยเปล่า!"
"ยิ่งไปกว่านั้น พวกเรายังช่วยเหลือน้องชายพัฒนาเมืองได้ด้วยนะ!"
"อ้อ เหรอ"
เซี่ยอวี่เลิกคิ้วขึ้น น้ำเสียงแฝงความขี้เล่น
"มีเรื่องดีๆ แบบนี้ด้วยหรือเนี่ย"
ชายคนนั้นถูมือไปมา เตรียมจะหว่านล้อมเซี่ยอวี่ต่อ
แต่กลับถูกชายอีกคนที่เอาแต่เงียบมาตลอดพูดแทรกขึ้นมาซะก่อน!
ชายคนนั้นชักดาบออกมาดังเคร้ง
เขาจ้องเซี่ยอวี่ด้วยสายตาดุดัน แล้วพูดด้วยความรำคาญว่า
"ลูกพี่หลี่ จะไปเสียเวลาพล่ามกับไอ้ไก่อ่อนนี่ทำไมตั้งยืดยาว"
"ลูกพี่ดูมันตอนนี้สิ เมืองของมันมีแสงสีทองจางๆ คลุมอยู่"
"เห็นชัดๆ ว่ายังอยู่ในช่วงคุ้มครองมือใหม่!"
"ชาวเมืองของมันก็มีแค่ชาวนากับทหารกระจอกๆ สองสามคน แค่พวกเราสองคนก็กระทืบมันจมดินได้สบายแล้ว!"
"สั่งให้มันส่งลูกอาชาเหงื่อโลหิตมาให้หมด แล้วยึดเมืองของมันมาทำเป็นคอกม้าของค่ายเราซะเลย!"
"จากนั้นพวกเราก็ค่อยใช้ลูกม้าพวกนี้ไปล่อจับม้าตัวโตอีกสามร้อยตัวนั่น! เอาไปเอาความดีความชอบจากท่านหัวหน้าค่าย"
"ถ้ามันกล้าหือ พวกเราก็แค่พาคนมาล้อมเมืองมันไว้สิบวัน!"
"พอหมดช่วงคุ้มครองเมื่อไหร่ ก็เหยียบเมืองมันให้ราบเป็นหน้ากลองซะ!"
"พวกมือใหม่มันก็แค่พวกขี้ขลาดตาขาวทั้งนั้นแหละ จะไปต้องใช้แผนอะไรให้ยุ่งยาก ใช้กำปั้นคุยนี่แหละง่ายสุด!"
"ก็เหมือนนังผู้หญิงคราวที่แล้วไง ตอนแรกก็ทำเป็นปากดี สุดท้ายพอเห็นกองทหารม้าเหล็กของหัวหน้าค่าย ก็รีบคุกเข่าขอถวายตัวให้หัวหน้าแทบไม่ทัน!"
ชายที่ถูกเรียกว่าลูกพี่หลี่ซึ่งก่อนหน้านี้ยังปั้นหน้ายิ้มแย้ม จู่ๆ สีหน้าก็เปลี่ยนเป็นดำทะมึนทันที
เขากัดฟันกรอด หันไปด่าชายที่ชักดาบออกมาว่า
"หู่จื่อ ทำไมแกถึงได้โง่ดักดานแบบนี้วะ ปล่อยให้ฉันได้โชว์ฝีมือเจรจาดีๆ สักครั้งไม่ได้หรือไง"
หลังจากด่าหู่จื่อเสร็จ ลูกพี่หลี่ก็สลัดคราบรอยยิ้มทิ้งไปจนหมดสิ้น เขาหันมามองเซี่ยอวี่ด้วยแววตาเหี้ยมเกรียมแล้วขู่ว่า
"ไอ้หนู ได้ยินที่น้องชายฉันพูดแล้วใช่ไหม รีบส่งอาชาเหงื่อโลหิตในมือแกมาซะดีๆ ไม่งั้นพอหมดช่วงคุ้มครองเมื่อไหร่ แกได้กลายเป็นศพเฝ้าที่นี่แน่!"
ส่วนหู่จื่อก็มองเซี่ยอวี่พลางเลียริมฝีปากแล้วพูดเสริมว่า
"ลูกพี่หลี่ จะไปเสียเวลาพูดกับมันทำไม พวกเราก็ปักหลักอยู่ที่นี่แหละ แล้วส่งคนไปบอกให้หัวหน้าค่ายยกทัพมา วัดความอดทนกับมันไปเลย!"
"พอหมดระยะคุ้มครองปุ๊บ ก็สับมันให้เละเป็นหมูบะช่อไปเลย!"
เมื่อได้ยินคำพูดพวกนี้ แววตาของเซี่ยอวี่ก็เย็นเยียบลงทันที
ความรู้สึกอยากจะหลอกถามข้อมูลค่อยๆ มลายหายไป
เขาเอียงคอเล็กน้อย
อวี้จิ้นที่ยืนอยู่ด้านข้างหรี่ตาลง
เพียงชั่วพริบตาเดียว ประกายดาบโบราณในมือก็ตวัดวูบ!
"อ๊าก!!!"
หวังหู่ชะงักไปหนึ่งวินาที วินาทีต่อมาเขาก็เห็นแขนของตัวเองมีรอยตัดเรียบกริบ เลือดสดๆ พุ่งกระฉูดออกมาเป็นสาย
เขาร้องลั่นด้วยความเจ็บปวดแสนสาหัส!
หลังจากลงมือเสร็จ อวี้จิ้นก็เก็บดาบเข้าฝัก ดวงตาที่เย็นชาถูกซ่อนไว้ใต้หมวกสานอีกครั้ง
หวังหู่ที่เสียแขนไป กุมบาดแผลที่ขาดสะบั้น ล้มกลิ้งลงไปกองกับพื้นด้วยใบหน้าซีดเผือด
เซี่ยอวี่สั่งให้ทหารดาบที่อยู่ข้างๆ ลากตัวเขาเข้ามาในเขตเมือง
ลูกพี่หลี่ที่ยืนอยู่ข้างๆ พยายามจะเข้าไปขวาง แต่อวี้จิ้นจงใจปล่อยแรงกดดันพุ่งเป้าไปที่เขา ทำให้เขาขยับตัวไม่ได้แม้แต่นิ้วเดียว
ทำได้เพียงยืนเบิกตากว้างมองหวังหู่ที่สภาพปางตายถูกลากเข้าไปในเขตของศัตรู
ลูกพี่หลี่ที่เคยทำตัวกร่างก่อนหน้านี้ ลอบมองอวี้จิ้นอย่างหวาดหวั่น ก่อนจะโค้งคำนับและพูดกับเซี่ยอวี่อย่างนอบน้อมว่า
"ที่แท้ก็เป็นคุณชายจากตระกูลใหญ่นี่เอง พวกข้าเสียมารยาทแล้วจริงๆ!"
เขามองออกแล้วว่า ชายชุดผ้าฝ้ายที่เก็บงำกลิ่นอายความเก่งกาจคนนี้คือขุนพล!
ในความคิดของเขา คนที่เพิ่งสร้างดินแดนเสร็จแล้วมีขุนพลระดับเทพอยู่ข้างกายได้แบบนี้
ต้องเป็นพวกลูกผู้ดีมีตระกูล ที่มีพ่อแม่คอยส่งทรัพยากรมาซัพพอร์ตให้แน่ๆ!
ถ้าเซี่ยอวี่บอกเขาว่า ชายในชุดผ้าฝ้ายคนนี้คือยอดขุนพลเลื่องชื่อ แถมยังเก่งกาจเทียบเท่าขุนพลระดับสีแดง ไม่รู้เลยว่าหมอนี่จะทำหน้ายังไง
เซี่ยอวี่ไม่ได้สนใจคำพูดป้อยอของเขา แต่กลับถามด้วยน้ำเสียงเย็นชาว่า
"ชื่ออะไร"
ลูกพี่หลี่ที่คุ้นเคยกับการทำตัวกร่างมาตลอด ไม่เคยโดนใครปฏิบัติด้วยน้ำเสียงแบบนี้มาก่อน
แถมอีกฝ่ายยังเป็นแค่เจ้าเมืองหน้าใหม่ด้วย
เส้นเลือดบนขมับของเขาปูดโปน กัดฟันแน่นจนกรามดังกอดๆ ไฟโกรธลุกโชนอยู่ในใจ
"ลูกผู้ดีมีตระกูลแล้วมันวิเศษนักหรือไงวะ จุดเริ่มต้นก็สุ่มเอา คิดว่าพ่อแม่แกจะเหาะมาช่วยทันหรือไง ถ้าข้าให้หัวหน้าค่ายมากระทืบแกให้จมดินแล้วสะบัดก้นหนีไป แกจะทำอะไรข้าได้"
"อีกอย่าง ค่ายเขี้ยวโลหิตของพวกเราก็ใช่ว่าจะไม่มีแบ็คหนุนหลังสักหน่อย!"
เซี่ยอวี่ไม่พูดอะไรเมื่อเห็นสีหน้าฮึดฮัดไม่ยอมแพ้ของอีกฝ่าย
อวี้จิ้นที่ยืนอยู่ข้างๆ ค่อยๆ ชักดาบออกจากฝักมานิดหน่อย แล้วก็เสียบกลับเข้าไป ทำแบบนี้ซ้ำไปซ้ำมา
เสียงเสียดสีของใบดาบที่บาดแก้วหูปลุกให้ลูกพี่หลี่ตื่นจากภวังค์
เขาสะดุ้งเฮือก เหงื่อเย็นเยียบไหลซึมเต็มหน้าผาก
เขาเพิ่งจะตระหนักได้ว่า การจะยกทัพมาบดขยี้เมืองของเซี่ยอวี่น่ะมันเป็นเรื่องของอนาคต
แต่ตอนนี้ การรักษาชีวิตของตัวเองไว้ต่างหากที่สำคัญที่สุด
เขาก้มหน้าลงแล้วตอบว่า
"หลี่ถง"
"เพศ"
"แก!"
หลี่ถงรู้สึกเหมือนโดนหยามเกียรติอย่างรุนแรง
แต่พอสบเข้ากับสายตาของอวี้จิ้น เขาก็ทำได้แค่ตอบเสียงอ่อยๆ ว่า
"ชาย"
เซี่ยอวี่แคะหูแล้วพูดว่า
"อะไรนะ ไม่ได้ยินเลย"
"ชายโว้ย!"
หลี่ถงตะเบ็งเสียงตอบออกมาจากลำคอ
เซี่ยอวี่ยิ้มมุมปากแล้วพูดว่า
"เป็นผู้ชายแท้ๆ เรื่องแค่นี้มันน่าอายขนาดนั้นเลยหรือไง ถึงได้ไม่กล้าพูดออกมาให้เต็มเสียง"
ไม่รอให้หลี่ถงตอบโต้ เซี่ยอวี่ก็ยิงคำถามต่อ
"ค่ายของพวกแกอยู่ที่ไหน"
"เลยป่าผืนนี้ไปสี่สิบลี้"
"มีคนเท่าไหร่"
"ไม่ถึงพันคน"
...
ถามไปถามมา เซี่ยอวี่ก็เริ่มรู้สึกว่าไม่มีประโยชน์ที่จะถามต่อแล้ว
"ไอ้หมอนี่มันพ่นแต่เรื่องโกหกทั้งนั้น"
แถมเซี่ยอวี่ยังสังเกตเห็นว่า แม้หลี่ถงจะทำท่าทางนอบน้อม แต่ในมือกลับกำลูกกลมๆ สีดำไว้ตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้
เขาแอบถอยหลังไปสองสามก้าวอย่างแนบเนียน เพื่อให้แน่ใจว่าตัวเองอยู่ในเขตแดนคุ้มครองและจะไม่ได้รับอันตรายใดๆ
เซี่ยอวี่ถามต่อว่า
"พวกแกมาป้วนเปี้ยนแถวเมืองของฉันทำไม"
หลี่ถงก้าวถอยหลังไปหลายก้าว ก่อนจะชูตลับลูกกลมสีดำในมือขึ้นสูงแล้วตะโกนว่า
"ไอ้หนู เรามาทำข้อตกลงกันดีกว่า!"
เมื่อเห็นท่าทีแข็งกร้าวของอีกฝ่าย อวี้จิ้นก็เตรียมจะพุ่งออกไปนอกเขตเมืองเพื่อจับกุมตัวเขา
หลี่ถงที่จับตาดูอวี้จิ้นอยู่ตลอดเวลา รีบชูตลับลูกกลมสีดำให้สูงขึ้นไปอีกแล้วร้องลั่นว่า
"อย่าเข้ามานะเว้ย นี่คือไอเทมระเบิดระดับสีม่วงนะโว้ย!"
[จบแล้ว]