- หน้าแรก
- โลกวิปลาสข้ากลืนกินได้ไม่สิ้นสุด
- บทที่ 35: ตีฝ่าวงล้อม
บทที่ 35: ตีฝ่าวงล้อม
บทที่ 35: ตีฝ่าวงล้อม
บทที่ 35: ตีฝ่าวงล้อม
ไม่ใช่แค่จงโม่ แต่เผยเยว่เองก็เข้าใจเจตนาของเย่ว์สือในทันที
พูดให้ดูดีคือผู้มีพลังพิเศษทั้งสามคนจะผนึกกำลังกันออกไปรับมือสิ่งวิปลาสด้านนอก จนไม่มีเวลามามัวดูแลคนอื่น
แต่พูดให้ตรงประเด็นก็คือ ทั้งสามคนกำลังจะทิ้งภาระ เพื่อลดความกดดันของตัวเองไม่ว่าจะสู้หรือหนี
แม้เผยเยว่จะเป็นถึงระดับผู้บริหารของบริษัท แต่ในสถานการณ์แบบนี้ เขาไม่กล้าปริปากบ่นอะไร ได้แต่สบถด่าในใจและพยายามเค้นสมองคิดหาทางรับมือ
ทว่า เขาขบคิดได้ไม่นานก็ต้องล้มเลิกความตั้งใจ เพราะการโจมตีของนางพญาผึ้งนั้นดุดันกว่าที่คิดไว้มาก
แกรก—
ประตูห้องทำงานสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง ตามมาด้วยเศษไม้ที่แตกกระจายปลิวว่อน รอยร้าวลุกลามราวกับเขี้ยวของปีศาจ ก่อนที่ทุกคนจะทันตั้งตัว บานประตูก็พังครืนลงมากองกับพื้น
นางพญาผึ้งหน้าตาดุร้ายตัวหนึ่งพุ่งพรวดเข้ามาเป็นตัวแรก แต่ยังไม่ทันที่มันจะได้แผลงฤทธิ์ หนามแหลมหนาเตอะหลายเส้นก็งอกทะลุออกมาจากไหล่ของฟางเจี้ยนซิน เสียบทะลวงร่างมันดับอนาถในการโจมตีเพียงครั้งเดียว!
แต่ข่าวร้ายก็คือ ท่ามกลางเสียงฝีเท้าที่วุ่นวายสับสน นางพญาผึ้งตัวอื่นๆ ยังคงแห่กันกรูกันเข้ามาไม่ขาดสาย ใบหน้าของพวกมันบิดเบี้ยวไปด้วยจิตสังหาร ภายในห้องตกอยู่ในความโกลาหลทันที
ทหารเงาสีดำผุดขึ้นมาจากเงามืด เย่ว์สือก้าวพรวดไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว ยืนขนาบข้างปิดประตูทางเข้าไว้คู่กับฟางเจี้ยนซิน นิ้วทั้งห้าของเขาแปรสภาพเป็นกรงเล็บแหลมคม ฟาดฟันสังหารทุกตัวที่ขวางหน้า
ซากศพกองพะเนิน ทับถมกันจนแทบจะกลายเป็นแนวกำแพงป้องกัน
แต่ทว่า... การฆ่านางพญาผึ้งไม่ใช่ปัญหา ปัญหาที่แท้จริงคือฝูงผึ้งพิษที่แห่กันมามืดฟ้ามัวดินต่างหาก!
พวกมันตัวเล็ก มีจำนวนมหาศาล และเคลื่อนที่ได้คล่องแคล่วว่องไว การจะกวาดล้างพวกมันให้สิ้นซากต้องใช้อาวุธอย่างปืนพ่นไฟหรือการโจมตีวงกว้างเท่านั้น
น่าเสียดายที่บริษัทรักษาความปลอดภัยทิวลิปไม่ได้เตรียมตัวมาพร้อมขนาดนั้น การมาที่โรงเรียนวันนี้เดิมทีเป็นแค่การลงพื้นที่สืบสวน แถมยังมีพนักงานผู้มีพลังพิเศษมาด้วยถึงสามคน พวกเขาเลยชะล่าใจคิดว่าจะเดินกร่างได้สบายๆ ใครจะไปคิดว่าจะต้องมาเจอเหตุฉุกเฉินอันตรายระดับนี้?
เสียงร้องครวญครางด้วยความเจ็บปวดดังมาจากด้านหลัง มีคนโชคร้ายโดนต่อยเข้าแล้ว
เวลาคล้ายกับหยุดนิ่ง ทุกวินาทีที่ผ่านไปยาวนานราวกับตกอยู่ในนรกชั่วกัปชั่วกัลป์ ในช่วงเวลาวิกฤตนี้ บางคนเอาเสื้อโค้ทมาคลุมหัว บางคนกระชากผ้าม่านมาคลุมตัว บางคนมุดหนีลงไปใต้โต๊ะทำงาน โชคดีที่ตอนนี้เป็นช่วงปลายฤดูใบไม้ร่วง ทุกคนเลยสวมเสื้อผ้าค่อนข้างหนา ทำให้พอจะยื้อเวลาเอาชีวิตรอดไปได้ชั่วคราว
แต่สถานการณ์ก็พลิกผันอย่างรวดเร็ว
นอกหน้าต่าง นางพญาผึ้งตัวหนึ่งกระพือปีกด้วยความถี่สูง ลอยตัวอยู่กลางอากาศ
แต่มันไม่ได้พังหน้าต่างเข้ามา มันกลับอ้าปากที่บิดเบี้ยวแล้วพ่นของเหลวหนืดข้นสีเหลืองซีดออกมาปริมาณมหาศาล
ขี้ผึ้งชั้นหนาจับตัวแข็งบนกระจกอย่างรวดเร็ว
ในขณะเดียวกัน พวกนางพญาผึ้งที่อยู่ตรงประตูก็พ่นขี้ผึ้งออกมาเช่นกัน พวกมันประสานขี้ผึ้งเข้ากับกองซากศพบนพื้น สร้างเป็นกำแพงหนาทึบปิดตายทางออก
"แย่แล้ว พวกมันกะจะขังพวกเราไว้ข้างใน!" สีหน้าของฟางเจี้ยนซินเปลี่ยนไปอย่างหนัก
ห้องทำงานของครูใหญ่นั้นกว้างขวางก็จริง แต่มันก็ไม่อาจยัดเยียดคนจำนวนมากขนาดนี้ได้นานนัก ทันทีที่ประตูและหน้าต่างถูกปิดตายด้วยขี้ผึ้งอย่างสมบูรณ์ ไม่จำเป็นต้องรอให้พวกมันบุกเข้ามาจับกินหรอก แค่ขาดออกซิเจนหายใจก็ตายหมู่กันหมดแล้ว!
เมื่อคิดได้ดังนั้น ท่อนแขนของฟางเจี้ยนซินก็งอกหนามแหลมออกมาเต็มไปหมด ดูคล้ายกระบองหนามสองอัน เธอไม่พูดพร่ำทำเพลง ลงมือสับกระแทกทำลายกำแพงขี้ผึ้งที่ปิดกั้นประตูจนแตกออก
แต่เธอไม่ได้รีบวิ่งออกไปในทันที เธอหันกลับไปคว้าตัวไป๋ชิงอวี่ที่โดนผึ้งพิษต่อยจนสลบไปแล้วขึ้นมาพาดบ่า ก่อนจะพุ่งทะยานออกไป
"เอาตัวรอดกันเองก็แล้วกัน" จงโม่ทิ้งคำพูดไว้แค่นั้น แล้วก็เผ่นแน่บตามออกไปติดๆ
"บัดซบเอ๊ย!" เผยเยว่สบถด่าเสียงขุ่น กัดฟันกรอดมองแผ่นหลังของพวกเขาวิ่งจากไป แต่เขากลับไม่ได้รู้สึกหวาดกลัวหรือสิ้นหวังเท่าไหร่นัก
ตรงโถงทางเดิน เย่ว์สือที่เป็นคนแรกที่ก้าวทะลวงออกมา กำลังเปิดฉากสังหารหมู่ นางพญาผึ้งที่พุ่งเข้าใส่เขาร่วงหล่นลงไปกองกับพื้นทีละตัวๆ บางครั้ง คนธรรมดาที่วิ่งหนีตายอย่างตื่นตระหนก ก็ถูกเขาพลั้งมือ 'ฆ่าทิ้ง' ไปด้วย เพื่อป้องกันไม่ให้พวกนั้นแหกปากร้องโวยวายขอความช่วยเหลือจนมาเกะกะการต่อสู้ของเขา
มองไปทางไหนก็เห็นแต่ซากศพเกลื่อนกลาด สภาพดูอนาถและน่าสยดสยอง
เย่ว์สือยังคงก้าวเดินต่อไปไม่หยุด ลงมือสังหารสิ่งวิปลาสพร้อมกับคอยปัดป้องฝูงผึ้งพิษที่บินว่อนไปทั่ว
ทหารเงาและฝูงอีกาบินล้อมรอบกาย คุ้มกันเขาอย่างแน่นหนาไร้ช่องโหว่ โดยเฉพาะบริเวณศีรษะ นานๆ ทีถึงจะมีผึ้งพิษเล็ดลอดเข้ามาได้บ้าง แต่พวกมันก็ไม่อาจสร้างรอยขีดข่วนให้เขาได้เลย
บางทีอาจเป็นเพราะนางพญาผึ้งพวกนี้เพิ่งจะกลายพันธุ์ แก่นแท้และคุณภาพของต้นกำเนิดเลยยังไม่เข้มข้นพอ แม้ความเร็วในการฆ่าของเย่ว์สือจะสูงปรี๊ด แต่ความคืบหน้าในการปลดล็อกความสามารถที่ห้ากลับเชื่องช้าเหลือเกิน
โชคดีที่จำนวนนางพญาผึ้งที่นี่มีมากพอ แถมพวกมันดูเหมือนจะหมายหัวเย่ว์สือเป็นพิเศษ แห่กันมาล้อมหน้าล้อมหลังเขาไม่หยุดหย่อน
ก็นะ สองฝ่ายมีความแค้นต่อกันนี่นา คดีนางพญาผึ้งสองครั้งก่อนหน้านี้ในเมืองอำพันก็เป็นฝีมือเย่ว์สือที่เข้าไปกวาดล้าง โดยเฉพาะครั้งที่สองที่ชุมชนคฤหาสน์กุหลาบ นางพญาผึ้งตัวนั้นถึงกับสาปแช่งอาฆาตเขาก่อนตายด้วยซ้ำ
บางทีการตายของเห็ดปรสิตอาจจะถูกบวกเพิ่มเข้าไปในบัญชีแค้นด้วยก็ได้
นางพญาผึ้งเริ่มแห่กันมาล้อมเขามากขึ้นเรื่อยๆ เย่ว์สือสังเกตเห็นด้วยว่า มีนักเรียนบางคนตาแดงก่ำและสูญเสียสติสัมปชัญญะไปแล้ว พวกเขาทำตัวเหมือนซอมบี้ แกว่งแขนตะเปะตะปะและพุ่งเข้าโจมตีทุกคนอย่างไม่เลือกหน้า
เป็นไปได้สูงว่าพวกเขาคือคนบริสุทธิ์ที่ถูกสิ่งวิปลาสปนเปื้อนและควบคุมจิตใจ แต่เย่ว์สือไม่มีความเมตตาแม้แต่น้อย ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์หรือสิ่งวิปลาส ตราบใดที่กล้าพุ่งเข้ามาโจมตีเขา ก็อย่าหวังว่าจะได้รอดชีวิตกลับไป
เพียงไม่กี่นาที ซากศพนับไม่ถ้วนก็นอนเกลื่อนพื้น กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งไปทั่วบริเวณ
จงโม่และฟางเจี้ยนซินที่ตามมาด้านหลังเห็นฉากนี้เข้าเต็มสองตา สีหน้าของทั้งสองคนแตกต่างกันไป แต่ก็ไม่มีใครปริปากพูดอะไร พวกเขาเพียงแค่เดินตามเส้นทางสายเลือดที่เย่ว์สือกรุยทางไว้ให้อย่างเงียบๆ
จำนวนนางพญาผึ้งมีมากกว่านี้เยอะ ทั่วทั้งโรงเรียนคล้ายกับกลายเป็นรังผึ้งขนาดยักษ์ เมื่อเย่ว์สือเดินพ้นตัวอาคารเรียน ร่างอัปลักษณ์จำนวนนับไม่ถ้วนก็พุ่งพรวดมาจากที่ไม่ไกลนัก
ไม่นานนัก พวกมันก็ตายเรียบ
รอบตัวเย่ว์สือ ซากศพนับสิบๆ ร่างกองทับถมกันเป็นวงกลม
คงจะตระหนักได้แล้วว่าเย่ว์สือไม่ใช่เหยื่อที่จะเคี้ยวได้ง่ายๆ นางพญาผึ้งที่เหลือซึ่งไม่ถนัดการต่อสู้ประชิดตัว ในที่สุดก็เลิกพุ่งเข้ามาส่งตัวตาย พวกมันหยุดยืนรักษาระยะห่างออกไปราวห้าสิบเมตร
จากนั้นพวกมันก็อ้าปากที่บิดเบี้ยว และสั่นกระพือปีกด้วยความถี่เฉพาะ ส่งเสียงร้องประหลาดๆ ออกมา
เสียงนั้นแพร่กระจายไปทั่วทุกทิศทางอย่างรวดเร็ว คล้ายกับลมหนาวเหน็บที่พัดผ่านรอยแยกของขุมนรก ฟังแล้วชวนให้จิตใจสั่นคลอน
"อ๊าก!!!"
ผู้รอดชีวิตคนหนึ่งที่แกล้งตายนอนหมอบอยู่บนพื้น จู่ๆ ก็ผุดลุกขึ้นมาแล้วแผดเสียงคำรามลั่น ไร้ซึ่งสัญญาณเตือน ไร้ซึ่งความสับสนหรือหวาดกลัว มีเพียงจิตสังหารและความต้องการทำลายล้างที่ฉายชัดอยู่ในแววตา
คนเป็นๆ คนอื่นที่อยู่ใกล้เคียงก็แสดงอาการคล้ายคลึงกัน พวกเขากระสับกระส่าย คลุ้มคลั่ง และไร้สติสัมปชัญญะโดยสมบูรณ์
พวกเขาพุ่งเข้าโจมตีอย่างบ้าคลั่งโดยไม่กลัวตาย ฟางเจี้ยนซินเหมือนจะนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ การเคลื่อนไหวของเธอจึงเริ่มออมรั้งและระมัดระวังมากขึ้น
ทว่า เย่ว์สือไม่สนโลก มือของเขาชุ่มไปด้วยเลือดอุ่นๆ อย่างรวดเร็ว
ด้านหลังของเขา เด็กสาวผมเผ้ายุ่งเหยิงคนหนึ่งกระโจนเข้าใส่ เขาหันขวับไปตบเธอจนหน้าหัน และจังหวะที่กรงเล็บกำลังจะแทงทะลุกะโหลกของเธอ จู่ๆ เสียงตวาดก็ดังขึ้นข้างหู—
"หยุดนะ!"
ชายหนุ่มร่างผอมสูง สวมแว่นกันแดดและเซ็ตผมเรียบแปล้ ก้าวฉับๆ ออกมาจากฝูงชนที่กำลังโกลาหล เขาสับสันมือเข้าที่ท้ายทอยเด็กสาวที่กำลังคลุ้มคลั่งจนสลบเหมือด จากนั้นก็ประคองร่างของเธอไว้ครึ่งหนึ่ง แล้วถลึงตาใส่เย่ว์สือ
"พวกเขาล้วนเป็นคนธรรมดาที่บริสุทธิ์ แค่ถูกสิ่งวิปลาสล่อลวงให้เสียสติ พวกเขายังรักษาได้ นายจิตใจอำมหิตแค่ไหนถึงกล้าลงมือฆ่าพวกเขาลงคอ?!"
เย่ว์สือตีหน้าตาย ไร้ความรู้สึก ไม่อยากจะเสวนากับคนแปลกหน้าให้เสียเวลา เขาเมินอีกฝ่ายแล้วจัดการเป้าหมายของตัวเองต่อไป
ชายสวมแว่นกันแดดเห็นว่าตัวเองถูกเมิน สีหน้าก็ดำทะมึนลง "ฉันคุยกับนายอยู่ ไม่ได้ยินหรือไง!"
เย่ว์สือปัดป่ายซัดพวกคนบ้าที่รุมล้อมให้กระเด็นออกไป ก่อนจะตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบ "นายเป็นใคร?"