- หน้าแรก
- ซ่อนเซียนในโรงเตี๊ยม เผาอายุไขสู่จุดสูงสุด
- บทที่ 1 เริ่มต้นด้วยความเป็นอมตะ
บทที่ 1 เริ่มต้นด้วยความเป็นอมตะ
บทที่ 1 เริ่มต้นด้วยความเป็นอมตะ
บทที่ 1 เริ่มต้นด้วยความเป็นอมตะ
อาณาจักรต้าอวี่ แดนจิงจี๋* (เขตเมืองหลวง) ตำบลผิงอัน
เป็นช่วงฤดูเหมันต์ที่หนาวเหน็บ ลมเหนือพัดหวนหอบหิมะโปรยปรายลงมาอย่างหนัก
บนถนนหนทางแทบจะไร้ผู้คน
แอ๊ด...!
เสียงประตูไม้ดังเอี๊ยดอ๊าด ประตูที่แง้มไว้ของโรงเตี๊ยมผิงอันก็ถูกเตะเปิดออกด้วยเสียงที่หนักหน่วง
สิ่งที่ปรากฏคือสตรีนางหนึ่งที่สวมเสื้อคลุมมีฮู้ดสีดำ ใบหน้างดงามหยาดเยิ้มแต่กลับถือกระบี่เล่มหนึ่งบุกเข้ามา
ในโรงเตี๊ยมตอนนี้แทบไม่มีแขก นางเดินตรงไปยังโต๊ะเก็บเงินและจ้องมองไปยังเด็กหนุ่มอายุราวสิบห้าสิบหกปีที่ยืนอยู่หลังโต๊ะเก็บเงินด้วยสายตาเย็นชา “เจ้าเป็นเถ้าแก่ที่นี่หรือ?”
เด็กหนุ่มคนนี้ชื่อ สวี่นั่ว เห็นผู้มาเยือนก็รีบลุกขึ้น ใบหน้าธรรมดา ๆ ยิ้มแย้มต้อนรับ “แม่นางจะมาพักค้างหรือจะดื่มสุราขอรับ?” เสียงของเขายังไม่พ้นจากความอ่อนเยาว์
“ปล้น”
สตรีผู้เลอโฉมชักกระบี่ออกมาทันที ปลายกระบี่ชี้ตรงไปที่หน้าอกของสวี่นั่ว “เอาทรัพย์สมบัติ เงินทองทั้งหมดในร้านของเจ้าออกมาให้หมด!”
“ปล้นหรือขอรับ?” สีหน้าของสวี่นั่วเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว แต่ไม่ลังเลแม้แต่น้อย เขาเปิดโต๊ะเก็บเงินและกวาดเอาเงินแท่งทั้งหมดออกมาอย่างคล่องแคล่ว แม้แต่หยกที่ห้อยอยู่ที่เอวก็ปลดออก วางกองไว้บนโต๊ะเก็บเงิน
พร้อมกันนั้นก็รีบเสริม “ในห้องนอนของข้ายังมีพวกเครื่องประดับที่ท่านแม่ทิ้งไว้เป็นของดูต่างหน้าอีก ท่านจอมยุทธ์หญิงโปรดรับไปทั้งหมดเลยขอรับ!”
“ช่างรวดเร็วอะไรเช่นนี้? ข้าคิดว่าจะต้องลงไม้ลงมือเสียหน่อย!” แววตาของสตรีผู้งดงามฉายแววประหลาดใจ
“แต่ที่เจ้ามาเจอ 'อินหยางช่านวี่' อย่างข้า ก็ถือว่าซวยแล้ว!”
นางแสยะยิ้มชั่วร้ายที่มุมปาก พึมพำกับตัวเองเบา ๆ ขณะที่ออกแรงแทงกระบี่ไปข้างหน้าอย่างดุดัน
ฉึก!
คมกระบี่อันแหลมคมแทงทะลุหัวใจของสวี่นั่วจากด้านหน้าไปด้านหลัง เลือดสด ๆ พุ่งกระจายออกมาเป็นสาย
“คนขลาดกลัวตายอย่างเจ้า ข้าเพิ่งเคยเจอเป็นครั้งแรก แต่น่าเสียดาย...”
อินหยางช่านวี่เย้ยหยัน ในสายตาของนาง สวี่นั่วที่ถูกแทงทะลุหัวใจไปแล้วก็คือคนตาย
แต่ขณะที่นางลดความระมัดระวังลงและเตรียมจะชักกระบี่ออก
ซู่ววว!
ลูกหน้าไม้พุ่งออกมาจากหลังโต๊ะเก็บเงินอย่างกะทันหัน
ทั้งรวดเร็วและอำมหิต
มันพุ่งผ่านระยะห่างระหว่างคนทั้งสองในพริบตา และเจาะทะลุลำคอของนางอย่างแม่นยำ!
แรงกระแทกมหาศาลจากลูกหน้าไม้ซัดร่างของนางให้ลอยละลิ่ว สร้างทางยาวของเลือดบนพื้น และตอกร่างของนางติดเข้ากับกำแพงอย่างจัง
“เจ้า... เจ้า... เป็นไปได้... ได้ยังไง... แค่ก ๆ...”
อินหยางช่านวี่เอามือกุมลำคอ จ้องมองสวี่นั่วด้วยความไม่เชื่อ เลือดทะลักออกมาจากปากจนคำพูดขาดห้วง
ตรงหน้าของนาง สวี่นั่วที่ยังมีกระบี่ปักคาอก กลับยืนนิ่ง มือถือคันหน้าไม้ ดูไม่เหมือนคนกำลังจะตายเลยแม้แต่น้อย
“เฮอะ! ข้าล่ะยอมใจเจ้าจริง ๆ ไอ้สารเลว!”
ภายใต้สายตาที่หวาดผวาของอินหยางช่านวี่ สวี่นั่วถ่มเลือดออกมาหนึ่งคำกัดฟันกรอด ๆ แล้วค่อย ๆ ดึงกระบี่ออกจากอก จากนั้นถือกระบี่เปื้อนเลือดเดินตรงไปหานาง และจ้วงกระบี่ซ้ำเข้าที่กลางหน้าผากของนางอย่างแรงอีกครั้ง
[แต้มภัยพิบัติ + 2]
ในทันทีที่อินหยางช่านวี่ขาดใจตาย แผงหน้าจอเสมือนจริงก็ปรากฏขึ้นตรงหน้าสวี่นั่วโดยไม่มีสัญญาณใด ๆ
สวี่นั่วไม่แปลกใจกับเรื่องนี้เลย
เขาไม่คิดจะซ่อนแล้ว เปิดเผยความลับเสีย: เขาไม่ใช่คนท้องถิ่น ภูมิลำเนาเดิม: ดาวสีน้ำเงิน (โลก)
เขาข้ามมิติมาที่โลกนี้เมื่อหนึ่งปีที่แล้ว
ในฐานะนักเดินทางข้ามมิติผู้ทรงเกียรติ ใครบ้างจะไม่มี ‘ตัวช่วย’ ส่วน ‘แต้มภัยพิบัติ ก็เป็นส่วนหนึ่งของตัวช่วยของเขา
[ชื่อ: สวี่นั่ว (อายุ 15 ปี)]
[พรสวรรค์: ชาติกำเนิดอมตะ (อายุขัยไร้สิ้นสุด, ไม่ตายไม่ดับ)]
[แต้มภัยพิบัติ : 2 แต้ม]
เมื่อมองดูแผงหน้าจอนี้ สวี่นั่วก็แอบรู้สึกโชคดี
เหตุผลที่เขาปลอดภัยดีแม้หัวใจจะบาดเจ็บสาหัส ก็เพราะพรสวรรค์แห่ง ‘ชาติกำเนิดอมตะ’ นั่นเอง
“อายุขัยไร้สิ้นสุด, ไม่ตายไม่ดับ!”
ทุกครั้งที่เห็นตัวอักษรแปดตัวนี้บนหน้าจอ สวี่นั่วอดไม่ได้ที่จะรู้สึกตื่นเต้น
ความกลัวความตายเป็นสัญชาตญาณของมนุษย์ แม้แต่ผู้ปกครองที่ยิ่งใหญ่ เช่น ฉินซีฮ่องเต้, ฮั่นอู่ตี้, ถังไท่จง, ซ่งไท่จู่ และจักรพรรดิผู้ทรงปัญญาในยุคอื่น ๆ ก็พยายามทุกวิถีทางเพื่อยืดอายุขัย หนีจากชะตากรรมแห่งความตาย แสวงหาความเป็นอมตะ
บางคนพึ่งพาการปรุงยา, บางคนแสวงหาเซียนและวิถีเต๋า, บางคนบำรุงหยินด้วยหยาง, บางคนบำรุงหยางด้วยหยิน
ยิ่งไปกว่านั้น บางคนถึงกับงดเว้นการกินธัญพืชทั้งห้าเพื่อหวังอายุยืนยาว สุดท้ายก็อดตาย!
สาวงามกลัวผมขาว วีรบุรุษกลัวความชรา!
ความฝันแห่งความเป็นอมตะที่คนอื่นแสวงหาอย่างสุดกำลัง เขากลับไปยืนอยู่ที่เส้นชัยแล้ว!
ในตอนแรก สวี่นั่วเคยคิดจะท่องเที่ยวไปทั่วโลก เป็นนักเดินทางข้ามเวลา และชมความรุ่งโรจน์ของโลก
จนกระทั่งวันหนึ่ง เขาผ่านหมู่บ้านหนิวเจียชุน และได้ประสบเหตุการณ์สังหารหมู่ทั้งหมู่บ้านด้วยตัวเอง และเกือบถูกเปิดเผยความลับแห่งความเป็นอมตะ!
เขาจึงตระหนักได้ว่า ความเป็นอมตะนั้นรับประกันแค่ว่าเขาจะ มีชีวิตอยู่ แต่เขาก็ยังคงถูกคุกคามในรูปแบบต่าง ๆ ได้
ยังไม่ต้องพูดถึงพวกหนูทดลองผู้โชคร้ายในภาพยนตร์ ซีรีส์ และนิยาย ที่ถูกนักวิทยาศาสตร์จับไปเลี้ยง ถูกมัด ถูกแทง ถูกเฉือน เพียงเพราะความเป็นอมตะ แค่พูดถึงพระถังซัมจั๋งผู้คลั่งไคล้การเดินทางไปอัญเชิญพระคัมภีร์ ร่างกายของเขาก็เป็นที่ต้องการของปีศาจมากมาย นับประสาอะไรกับกองทัพนับล้านในตัวเขาที่แม้แต่ปีศาจสาวก็ยังอยากได้!
พระถังซัมจั๋งเป็นถึงทายาทพุทธะ รุ่นที่สอง เป็นผู้ได้รับมอบหมายให้ไปอัญเชิญพระคัมภีร์ มีคนคุ้มกันตามโชคชะตา แต่เขาเองไม่มี!
ถ้าความลับนี้ถูกเปิดเผย อืมมมม! คงไม่พ้นคำว่า ‘ความเศร้าโศกในชีวิตอันยาวนาน’...
ยิ่งไปกว่านั้น โลกนี้ยังมีผู้ฝึกวรยุทธ์ที่แข็งแกร่งซึ่งสามารถทำลายภูเขาและแยกพื้นดินได้ด้วยการดีดนิ้ว หรือใช้พลังปราณเพียงปัดแขนก็สามารถทำให้แม่น้ำขาดสายได้
มีข่าวลือว่ามีเซียนที่สามารถบินเหาะเหินในอากาศ เคลื่อนย้ายภูเขา และแบกพระจันทร์ได้
เพื่อหลีกเลี่ยงการเป็น 'เนื้อพระถังซัมจั๋งเบอร์สอง' สวี่นั่วจึงตัดสินใจอย่างแน่วแน่ว่าจะซ่อนตัวอยู่ในโรงเตี๊ยมเล็ก ๆ และเป็น 'กุ้งมังกรสังคม' (คนที่เก็บตัว ไม่เข้าสังคม)
โรงเตี๊ยมเล็ก ๆ แห่งนี้เป็นทรัพย์สินเพียงอย่างเดียวที่บิดามารดาของเขาทิ้งไว้ให้
พ่อแม่ของเขาเสียชีวิตไปเมื่อหลายปีก่อน เขาเป็นสมาชิกสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าตามมาตรฐาน
ไม่มีน้องสาว ไม่มีคู่หมั้น ไม่มีอาสะใภ้ ไม่มีพี่สะใภ้...
ในช่วงปีที่ผ่านมา เขาได้ศึกษาแผงหน้าจอนี้ ซึ่งไม่รู้ว่าเป็นระบบหรือไม่ แต่ก็ไม่มีอะไรนอกจากคอลัมน์ ชื่อ, พรสวรรค์ และแต้มภัยพิบัติ
มันไม่ได้เป็นประโยชน์อะไรเลย
ไม่มีแม้แต่กล่องของขวัญสำหรับมือใหม่
ไม่มีฟังก์ชันสุดเจ๋งที่แข็งแกร่งจนไร้เทียมทานเลยแม้แต่อย่างเดียว
น่าเศร้ามาก
โดยเฉพาะคอลัมน์ 'แต้มภัยพิบัติ ' จนถึงตอนนี้เขาก็ยังไม่เข้าใจว่ามันหมายถึงอะไร เขารู้แค่ว่าทุกครั้งที่ผ่านพ้นภัยพิบัติ เขาก็จะได้แต้มภัยพิบัติ แต่ไม่รู้ว่าเอาไปใช้ทำอะไรได้
แต่สวี่นั่วก็ไม่ได้รู้สึกท้อแท้ เมื่อได้ความเป็นอมตะแล้วจะไปต้องการอะไรอีกเล่า
เป็นคนอย่าโลภมากนัก!
ขณะที่ครุ่นคิด สวี่นั่วก็ล็อกประตูโรงเตี๊ยมเรียบร้อยแล้ว
โชคดีที่วันนี้เป็นวันส่งท้ายปีเก่า (วันก่อนตรุษจีน) และอากาศหนาวจัดจนไม่มีคนอยู่บนถนน จึงช่วยลดปัญหาไปได้มาก
“ที่เจ้ามาเจอกับข้า ก็ต้องโทษดวงชะตาที่อาภัพของเจ้าเอง!”
เมื่อจ้องมองศพที่เปื้อนเลือดของอินหยางช่านวี่ สวี่นั่วก็มีความเข้าใจที่ชัดเจนยิ่งขึ้นเกี่ยวกับสถานการณ์ของตัวเอง
การมีพละกำลังที่อ่อนแอ ก็ต้องยอมให้คนอื่นเชือดเฉือน ต่อให้มดจะระมัดระวังแค่ไหน ก็หนีไม่พ้นชะตากรรมที่จะถูกเหยียบย่ำ!
สิ่งที่เขาต้องการคือชีวิตที่อิสระ เสรี ทำในสิ่งที่เขาต้องการ ไม่ใช่การเป็นคนที่ต้องยอมรับความอับโชคและเป็นเหยื่อให้ใครมารังแก
และเห็นได้ชัดว่าสิ่งนี้ต้องการเงื่อนไขพื้นฐานสองข้อ
“การซ่อนตัวอยู่ตลอดเวลาไม่ได้ทำให้ชีวิตของข้าดีขึ้น”
การซ่อนตัวเป็นเพียงวิธีการ แต่ พละกำลัง ต่างหากคือราชา
ไม่ว่าจะยุคไหนสมัยใดก็เป็นเช่นนี้!
“ยังไงก็ต้องหาทางฝึกวรยุทธ์ให้ได้...”
ดวงตาที่ดำขลับของสวี่นั่วเต็มไปด้วยความปรารถนา
ในปีที่ผ่านมา เขาเคยพยายามตามหาปรมาจารย์ด้านศิลปะการต่อสู้หลายครั้งเพื่อฝึกฝน แต่น่าเสียดายที่รากฐานของเขานั้นอ่อนแอเกินไป ไม่เหมาะกับการฝึกฝน ทำให้เงินเก็บที่พ่อแม่ทิ้งไว้ให้สูญเปล่าไปหมดแล้ว ก็ยังไม่คืบหน้า
เห็นได้ชัดว่าพรสวรรค์แห่งความเป็นอมตะไม่ได้มอบพรสวรรค์ในการฝึกฝนที่คู่ควรมาให้เขาด้วย
แต่สวี่นั่วไม่แปลกใจ สวรรค์นั้นยุติธรรม เมื่อเปิดช่องให้คุณแล้ว ก็ย่อมจะทำให้คุณขาดอะไรบางอย่างไปบ้าง!
“เกิดมาสวยขนาดนี้ แต่ใจคอช่างอำมหิตนัก! ตายไปก็อย่าคิดว่าจะได้สบายเลย มาสร้างคุณประโยชน์ให้ข้าหน่อยเถอะ!”
สวี่นั่วจัดการกับบาดแผลของตัวเองอย่างง่าย ๆ จากนั้นก็ถอดศพของอินหยางช่านวี่ออกจากกำแพง แล้วยื่นมือเข้าไปในร่างของนาง...
สวี่นั่วค้นหาอย่างละเอียด
ค้นหาทั่วร่าง แต่พบเพียงห่อผ้าเล็ก ๆ ที่ซ่อนไว้ตรงเอวของนาง
ข้างในมีสมุนไพรแห้งสี่ชนิด สวี่นั่วจำได้เพียงชนิดเดียวคือ: หม่าซาง ซึ่งเป็นพืชมีพิษร้ายแรง
นอกจากนี้ยังมีขวดเครื่องเคลือบขนาดเล็กที่บรรจุของเหลวสีดำแดงเต็มขวด
นอกเหนือจากนี้ก็ไม่มีอะไรอีกแล้ว
“เจ้าเป็นคนในยุทธภพ แต่ไม่มีทั้งคัมภีร์วรยุทธ์ แถมยังไม่มีเงินแม้แต่เหวินเดียว!”
สวี่นั่วถ่มน้ำลายออกมา แล้วลากศพไปทิ้งในห้องเผาฟืน ราดน้ำมันแล้วเผาเพื่อทำลายหลักฐาน
เมื่อทำความสะอาดสถานที่เกิดเหตุเสร็จแล้ว เวลาก็ล่วงเข้าสู่ช่วงเช้ามืด
เมื่อถือกระบี่ที่อินหยางช่านวี่ทิ้งไว้ สายตาของสวี่นั่วก็เปล่งประกาย
ตามความรู้ของเขา กระบี่เล่มนี้มีคุณค่ามาก หากนำไปขายก็จะขายได้ราคาดีแน่นอน
ไม่ใช่ว่าเขามองเห็นแก่เงิน แต่เพราะการฝึกวรยุทธ์นั้นใช้เงินเยอะมาก!
แต่ความคิดนี้ก็ถูกเขากดไว้ทันที
ใครจะรู้ว่านางมีพรรคพวกหรือไม่ หากมีคนเห็นเข้าก็จะนำปัญหามาสู่ตัวเขาอีก
“ทำลายทิ้งเสียดีกว่า!”
ตัดสินใจได้แล้ว สวี่นั่วก็ออกแรงถอดด้ามกระบี่ที่ทำจากไม้จันทน์สีม่วงออก
“หืม?”
ขณะที่กำลังจะโยนด้ามกระบี่ไม้จันทน์สีม่วงลงไปในกองไฟ สวี่นั่วก็เห็นหนังสัตว์ชิ้นเล็ก ๆ ซ่อนอยู่ในรอยแยกของด้ามกระบี่
ดึงออกมาดู ก็พบว่ามีตัวอักษรเล็ก ๆ ยั้วเยี้ยสลักอยู่
ข้อความนั้นอ่านง่าย สวี่นั่วกวาดสายตาดูอย่างรวดเร็ว และพบว่ามันคือสูตรยา: 'ผงสมุนไพรสิบพิษบำรุงกาย'
มันทำจากการต้มสมุนไพรมีพิษร้ายแรงสิบชนิด เช่น หม่าซาง, ตี้หลงหลาน, เฟิงอี่เฉ่า และอื่น ๆ โดยจะต้องใช้ เลือดมนุษย์ เป็นตัวนำยาในการรับประทานทุกวัน เพื่อกระตุ้นศักยภาพทางกายภาพของผู้ฝึกด้วยพิษ และเพิ่มสมรรถภาพทางกายอย่างรวดเร็ว หรือแม้กระทั่งทำให้สามารถทะลวงไปสู่ขอบเขตผู้ฝึกยุทธ์ 'ระดับปราณก่อเกิด ' ได้!
ข้อเสียเพียงอย่างเดียวคือ อันตรายถึงชีวิต อาจตายได้ทุกเมื่อหากพลาดพลั้ง ถือเป็นวิธีชั่วร้ายที่ใช้การ 'เผาผลาญอนาคต' เพื่อแลกกับความแข็งแกร่งในปัจจุบัน เป็นสูตรยาต้องห้ามอย่างแท้จริง คนที่มีสติสัมปชัญญะคงไม่เลือกฝึกด้วยวิธีนี้
“ไม่น่าแปลกใจที่นางต้องฆ่าข้า สงสัยต้องการใช้เลือดของข้าเป็นตัวนำยา”
สวี่นั่วเข้าใจได้ในทันที ขณะเดียวกันดวงตาของเขาก็เปล่งประกาย
ผงสมุนไพรสิบพิษบำรุงกาย อาจเป็นยาต้องห้ามสำหรับคนธรรมดา แต่สำหรับเขาผู้มีพรสวรรค์ 'ชาติกำเนิดอมตะ' มันคือยาที่สร้างมาเพื่อเขาโดยเฉพาะ! ขอบใจมาก ขอบใจจริง ๆ!
ตอนนี้ สวี่นั่วก็คิดถึงขวดเครื่องเคลือบเล็ก ๆ ที่ค้นพบจากร่างของอินหยางช่านวี่ ของเหลวในนั้นดูคล้ายกับที่อธิบายไว้บนหนังสัตว์ เมื่อนำออกมาเทียบดูอย่างละเอียด ก็พบว่ามันคือ ผงสมุนไพรสิบพิษบำรุงกาย จริง ๆ!
“ต้องลองชิมดูสักหน่อยแล้ว!”
ตามขั้นตอนบนหนังสัตว์ สวี่นั่วหยิบชามกระเบื้องออกมาหนึ่งใบ กรีดหลอดเลือดแดงใหญ่ของตัวเองเพื่อปล่อยเลือดให้เต็มชาม จากนั้นหยด ผงสมุนไพรสิบพิษบำรุงกาย หนึ่งหยดลงในเลือด
แม้ขวดจะไม่ใหญ่ แต่ยาในนั้นก็เพียงพอสำหรับคนธรรมดาฝึกฝนได้หนึ่งเดือน
คนธรรมดาสามารถใช้ได้เพียงหนึ่งหยดต่อการฝึกฝนหนึ่งครั้งเท่านั้น มากกว่านั้นแม้แต่น้อยก็อาจถึงแก่ชีวิต!
สวี่นั่วเลียริมฝีปาก แล้วดื่มเลือดอาบยาพิษในชามจนหมด
“ผลจะออกมาเป็นยังไงนะ?”
สวี่นั่วในท่านั่งขัดสมาธิ ลงบนพื้น สงบใจ และรอให้ยาพิษออกฤทธิ์
ในตอนแรกไม่มีปฏิกิริยาใด ๆ จนกระทั่งผ่านไปหนึ่งเค่อ (ประมาณ 15 นาที) ท้องของเขาก็เริ่มรู้สึกแสบร้อน ราวกับกินพริกขี้หนูที่มีความเผ็ด 50,000 สโควิลล์ และความรู้สึกนี้ก็ลามไปสู่ตับไตไส้พุง แขนขา และกระดูกทุกส่วน
“ฉิบหาย! สมกับเป็นเลือดอาบยาพิษ!”
สวี่นั่วรู้สึกทรมานกับการเผาไหม้ แต่ก็ไม่ได้มีอาการคลื่นไส้ อาเจียน หรืออาการอื่น ๆ ของการได้รับพิษร้ายแรง
เห็นได้ชัดว่า ผงสมุนไพรสิบพิษบำรุงกาย ยังเปิดโอกาสให้ผู้ฝึกได้มีชีวิตรอดอยู่บ้าง!
ความร้อนที่แผ่ซ่านทั่วร่างทำให้สวี่นั่วรู้สึกไม่สบายตัว เขาจึงตัดสินใจไปที่ลานหลังโรงเตี๊ยม
เมื่อนอนลงบนหิมะเย็นเฉียบ และให้ลมหนาวกัดกระดูกพัดผ่าน เขาก็รู้สึกดีขึ้นเล็กน้อย
ความง่วงเข้าครอบงำ สวี่นั่วเคลิ้มหลับไปราวกับได้กลับไปสู่โลกอีกใบ
ภาพอดีตผุดขึ้นมาในใจ ไป๋ต้าซู่, โรคระบาด, การติดเชื้อ, ความตาย...
ทุกสิ่งทุกอย่างดูเหมือนฝันไป...
...
รุ่งเช้าของวันรุ่งขึ้น พายุหิมะที่ตกมาสามวันก็หยุดลงในที่สุด ทุกที่ถูกปกคลุมด้วยหิมะขาวโพลน
ในลานหลังโรงเตี๊ยม กองหิมะเล็ก ๆ ก็พังทลายลง สวี่นั่วคลานออกมาจากข้างใน
“วันแรกของตรุษจีน พ้นวันที่สองก็คือวันที่สาม~”
สวี่นั่วบิดขี้เกียจอย่างสบายอารมณ์ สะบัดน้ำแข็งและหิมะที่เกาะอยู่บนตัวออก
เขารู้สึกว่าร่างกายของตัวเองแปลกไปเล็กน้อย และมองลงไปที่ตัวเองด้วยความงุนงง
โอ้โห, น้องชายตัวน้อยของข้า ดูโดดเด่นอะไรขนาดนี้!
และที่ทำให้เขาประหลาดใจยิ่งกว่าคือ ร่างกายของเขาตอนนี้รู้สึกเต็มไปด้วยพละกำลัง โดยเฉพาะที่แขนทั้งสองข้าง
“ไม่เลว มีผลจริง ๆ!” สีหน้าของสวี่นั่วเปล่งประกาย
“แค่หนึ่งหยดยังมีผลชัดเจนขนาดนี้ ถ้าหากข้าดื่มมันเข้าไปทั้งขวดล่ะ?”
ความคิดนี้ผุดขึ้นมาแล้วก็ไม่สามารถระงับได้
“มาลองดูอีกครั้ง!”
เมื่อแน่ใจว่ารอบ ๆ ไม่มีใคร
ตอนนี้ในโรงเตี๊ยมไม่มีใครอยู่แล้ว พ่อครัวเพียงคนเดียวลาพักร้อนกลับบ้านไปเมื่อครึ่งเดือนก่อน โรงเตี๊ยมขนาดใหญ่จึงเหลือเพียงเขาคนเดียวเท่านั้น
สวี่นั่วใช้วิธีเดิม กรีดหลอดเลือดแดงใหญ่ ปล่อยเลือดเต็มชามอีกครั้ง และเท ผงสมุนไพรสิบพิษบำรุงกาย ทั้งขวดลงไป
กึ้ก กึ้ก กึ้ก~
เมื่อเลือดอาบยาพิษถูกดื่มจนหมดชาม
“เอ๊ะ ทำไมถึงมีคนตัวเล็ก ๆ เคลื่อนไหวอยู่ตรงหน้าข้า?”
สวี่นั่วรู้สึกว่ามีภาพคนซ้อนกัน หัวใจเต้นเร็วขึ้น ราวกับเพิ่งผ่านการต่อสู้อันดุเดือดระหว่างหญิงชายมา
ตึ้ก ตึ้ก ตึ้ก ตึ้ก ตึ้ก!
เสียงหัวใจเต้นเร็วขึ้นเรื่อย ๆ
แขนขาของสวี่นั่วเริ่มเกร็ง ริมฝีปากเปลี่ยนเป็นสีม่วง และมีฟองออกมาจากปาก
ในชั่วขณะหนึ่ง หัวใจของเขาก็หยุดเต้นลง
“เอ๊ะ, ข้าตายแล้ว!”