บทที่ 27 ผลไม้ลึกลับสีม่วง พืชผลระดับสูง
บทที่ 27 ผลไม้ลึกลับสีม่วง พืชผลระดับสูง
บทที่ 27 ผลไม้ลึกลับสีม่วง พืชผลระดับสูง
.
เนื่องจากการเพิ่มมาของเจ้าอ้วนหม่าคัง ทำให้หลี่ซวนแทบไม่สามารถจัดสรรเวลาของเขาในระหว่างวันได้ เขาต้องปรุงซุป 5 หม้อให้เสร็จทันก่อนเที่ยง และอีก 5 หม้อสำหรับตอนกลางคืน บวกกับต้องร่างสัญญาความร่วมมือกับอู๋ตานให้เสร็จก่อนค่ำด้วย
ด้วยการคำนวณนี้ เป็นไปไม่ได้ที่หลี่ซวนจะมีเวลาเข้าเพลนฟาร์มเพื่อขโมยผักของคนอื่น และคงจะดีถ้าผักในฟาร์มของตัวเองจะไม่ถูกขโมยไป ต้องรู้ว่าทั้งหมดนี้เขายังไม่ได้จัดสรรเวลาสำหรับการพักผ่อนนอนหลับในช่วงเวลาที่คำนวณนี้เลย
ดังนั้น หลี่ซวนที่ยังคงเต็มไปด้วยพลังและความตื่นเต้น จึงกล่าวอำลาอู๋ตานเพื่อกลับบ้านไปนอนก่อน มิฉะนั้น ด้วยความวุ่นวายของวันพรุ่งนี้ ต่อให้เป็นไอรอนแมนก็คงยากที่จะอยู่รอด
แม้ว่าจะยังไม่เช้า แต่ก็เป็นเวลาตีสี่กว่าแล้ว ถ้าไม่ใช่เป็นเพราะว่าเมื่อคืนก่อนเขาเมาแล้วนอนหลับเต็มตื่นมากล่ะก็ ปานนี้เขาคงจะง่วงนอนมากเป็นแน่
อย่างไรก็ตาม หลี่ซวนก็เป็นคนที่มีความสามารถในการนอนหลับเช่นกัน ชนิดที่แค่ลงนอนก็หลับได้แล้ว การนอนครั้งนี้เขานอนหลับไปนานกว่า 6 ชั่วโมง จนกระทั่งเกือบ 11 โมงเขาก็ต้องลุกขึ้นจากโซฟาอย่างไม่เต็มใจภายใต้เสียงนาฬิกาปลุกซึ่งดังอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย
แต่นี่เป็นการนอนหลับที่กระสับกระส่ายที่สุดของหลี่ซวนในรอบเดือนนี้ ซึ่งก็ไม่มีเหตุผลอื่นใดนอกเสียจากงานนี้
ในช่วงเวลาของการนอนมากกว่า 6 ชั่วโมงนี้ หลี่ซวนถูกนาฬิกาปลุก ปลุกให้ตื่นเกือบทุกชั่วโมง ครั้งแรกประมาณ 6 โมงเช้า เขาตื่นขึ้นมาเก็บหัวไชเท้าที่สุกแล้วปลูกข้าวโพด จากนั้นก็ไปที่ห้องครัวเพื่อต้มซุปหม้อแรก ครั้งที่สองประมาณ 7 โมงเช้า เขาตื่นขึ้นมาเก็บเกี่ยวข้าวโพดแล้วปลูกหัวไชเท้า และไปจัดการกับซุปที่ปรุงเสร็จ แล้วต้มใหม่อีกหม้อ จากนั้นก็กลับไปนอนต่อ! จากนั้นก็เป็นครั้งที่สาม ครั้งที่สี่ และครั้งที่ห้า ซึ่งเป็นการตื่นขึ้นมาเพื่อจัดการกับซุป
รวมๆแล้ว มันน่าหงุดหงิดมาก!
เพื่อเก็บรวมรวมซุปเหล่านี้ หลี่ซวนได้ขอยืมหม้อขนาดใหญ่ที่มีความจุเพียงพอที่จะเก็บซุปขนาด 6-7 หม้อเล็กมาจากอู๋ตานเป็นพิเศษ อย่างไรก็ตามหม้อขนาดใหญ่ใบนี้ไม่สามารถใช้ได้กับเตาแม่เหล็กไฟฟ้าที่มีได้ มิฉะนั้นเขาจะต้องทำงานหนักแบบนี้ไปทำไม?
“อีกหม้อเดียวก็จะเสร็จแล้ว!”
หลี่ซวนเทซุปที่ปรุงเสร็จลงในหม้อใบใหญ่ หยิบหัวไชเท้ากับข้าวโพดออกมาหั่น แล้วโยนลงในหม้อใบเล็ก เติมน้ำกับเครื่องปรุง และตั้งไฟ
ภายใต้การทำงานซ้ำๆนี้ ทักษะการทำอาหารของหลี่ซวนได้เพิ่มขึ้นอีกครั้ง ความเร็วในการหั่นหัวไชเท้าเร็วขึ้นกว่าเดิมหลายเท่า การคำนวณอัตราส่วนของเครื่องปรุงก็ดีขึ้น และความร้อนก็อยู่ภายใต้การควบคุม
เฉินเหว่ยปินกับเสี่ยวหลานไม่รู้ว่าออกไปทำงานตั้งแต่เมื่อไหร่ แต่มีชามที่ยังไม่ได้ล้างอยู่ในอ่างล้างจาน 2 ใบ เพียงมองแวบแรกก็สามารถบอกได้ว่า ทั้งสองคนไม่สามารถอดทนต่อความกลิ่นหอมที่ยั่วยวนนี้ได้ หลังจากขโมยกินแล้วยังทิ้งหลักฐานไว้ให้ดูด้วย
แต่ถ้าหากพวกเขาไม่กิน หลี่ซวนก็รู้สึกเสียดายเหมือนกัน เพราะท้ายที่สุดแล้ว ซุปหนึ่งหม้อก็ใช้หัวไชเท้ากับข้าวโพดไปประมาณ 5-6 ชั่ง (2.5-3 กก.) ดังนั้น ซุป 5 หม้อก็จะมีเศษเหลือจากการต้มซุปประมาณ 20-30 ชั่ง (10-15 กก.) ถ้าไม่กินไปบ้าง มันก็จะเป็นการสิ้นเปลืองเกินไป
แน่นอนว่า เพียงแค่เศษหัวไชเท้ากับข้าวโพดที่เหลือจากการต้มซุปในช่วงเช้า 20-30 ชั่งนี้ พวกหลี่ซวนทั้งสามคนก็ไม่สามารถรับมือได้แล้ว แต่มันยังมี 20-30 ชั่งในช่วงบ่ายอีก นั่นคือวันนี้หลี่ซวนต้องทิ้งเศษหัวไชเท้ากับข้าวโพดไปอย่างน้อยๆ ก็ 50 ชั่ง (25 กก.) สำหรับเรื่องนี้ถ้ามีใครรู้เข้าก็ไม่รู้ว่าพวกเขาจะคิดอย่างไร
ไม่มีทางเลือก เพื่อไม่ให้อู๋ตานกับหม่าคังรู้ความลับของซุปนี้ หลี่ซวนต้องหาวิธีกำจัดเศษที่เหลือเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นวิธีใดก็ตาม
อันที่จริง ไม่ใช่ว่าหลี่ซวนจะไม่เคยคิดที่จะบดพืชผักแสนอร่อยนี้ให้เป็นผงเพื่อทำซุป แต่ด้วยเงื่อนไขที่จำกัด เพราะเขาไม่มีอุปกรณ์เลย และถ้าเอาไปให้คนอื่นบดให้ ก็วางใจไม่ได้ และเหตุผลอีกอย่างก็คือความลับที่มาของความอร่อย หลี่ซวนเชื่อว่าต่อให้บดพวกมันรวมกับพืชผักอื่นอีกหลายสิบชนิดรวมกัน แต่ถ้ามีคนอยากรู้จริงๆก็ไม่มีใครสามารถหยุดพวกเขาจากการวิเคราะห์มันทีละอย่างได้
ดังนั้นการทำซุปนี้ ไม่ว่ามันจะเป็นงานหนักขนาดไหนก็ตาม เขาก็ต้องลงมือทำด้วยตัวเอง สำหรับเศษที่เหลือจากการทำซุป เป็นไปได้ว่าจะต้องทิ้งไปโดยเปล่าประโยชน์ จนกว่าจะมีทางออกที่ดีกว่านี้
ต่อให้มันเป็นแค่เศษซุป เขาก็ไม่สามารถขายสิ่งที่น่าสนใจเหล่านี้ไปโดยไม่ลังเลได้ใช่ไหมล่ะ? เพราะเพียงแค่เศษซุปเหล่านี้ คนอื่นก็อาจมองเห็นปัญหาได้แล้ว! แต่ถ้าหากหลี่ซวนจะเอาไปขายเป็นอาหารธรรมดา เขาก็ไม่มีช่องทาง
สรุปแล้ว สำหรับปัญหานี้ หลี่ซวนยังไม่มีวิธีแก้ปัญหาอย่างค่อนข้างสมบูรณ์แบบในขณะนี้
หลังจากกินข้าวและล้างจานเสร็จ หลี่ซวนก็ใช้เวลาสิบนาทีในการร่างสัญญาในคอมพิวเตอร์ และใช้เวลาอีกสิบนาทีในการไตร่ตรองแก้ไขจนออกมาเป็นสัญญาที่ค่อนข้างสมบูรณ์
ตอนที่หลี่ซวนยังทำงานอยู่ เขาเคยร่างสัญญาต่างๆมากมาย มันจึงไม่ยากเลยที่จะระบุเงื่อนไขความรับผิดชอบที่สองฝ่ายควรทำภายในสิบนาที อย่างไรก็ตาม ถ้าหากเขาต้องการ เขาก็ยังสามารถใช้ประโยชน์จากช่องว่างของกฎหมายกับสัญญานี้เพื่อลดความรับผิดชอบของฝ่ายตนอย่างไม่มีข้อจำกัด หรือเพิ่มความรับผิดชอบของอีกฝ่ายให้ได้มากที่สุด
อย่างไรก็ตาม หลี่ซวนไม่ใช่นายทุนใจดำ เขาไม่ทำสิ่งที่ทำร้ายคนอื่นเพื่อประโยชน์ของตัวเองอย่างแน่นอน และนี่ก็เป็นเพียงสัญญาระยะสั้นที่การต่อสัญญาหรือไม่นั้นก็ขึ้นอยู่กับอารมณ์ของหลี่ซวน
“ไว้ตอนเย็นค่อยตรวจสอบอีกครั้ง!” หลังจากบันทึกสัญญา หลี่ซวนก็ใช้เวลา 2-3 นาทีเข้าสู่ระบบเพลนฟาร์ม เพื่อตั้งนาฬิกาปลุกเตือนสำหรับพืชผักที่จะสุกในวันนี้ เพื่อไปให้ทันเวลาเก็บเกี่ยวและป้องกันขโมย
เนื่องจากสัญญากับเจ้าอ้วนหม่าว่าจะให้ซุปในตอนเที่ยง ดังนั้นหลี่ซวนจึงมีเวลาเหลือไม่มากนัก แต่ก็เพียงพอสำหรับการไปเยี่ยมชมฟาร์มของเพื่อนทั้งยี่สิบคน
หลังจากตั้งนาฬิกาปลุกแล้ว หลี่ซวนก็ค้นพบสิ่งแปลกใหม่ในฟาร์มของเพื่อนคนหนึ่งที่ถูกเพิ่มมาใหม่ในตอนที่อัพเกรดเป็นระดับ 2 เมื่อคืนนี้
เพื่อนคนนี้มีที่ดินมากกว่า 100 แปลง และดูรกมาก ที่ดินเกือบทุกแปลงปลูกผักและผลไม้ที่แตกต่างกัน ซึ่งเป็นเหตุให้ในตอนแรก หลี่ซวนไม่สนใจที่จะดู
แต่ตอนที่กำลังจะออกจากฟาร์ม เขาก็บังเอิญพบว่าในที่ดินแปลงหนึ่ง มีพืชผลระดับสูงที่เรียกว่า ‘ผลไม้ลึกลับสีม่วง ระยะที่ 1’ และมันจะได้เวลาสุกในตอนบ่ายนี้
เนื่องจากเป็นพืชผลระดับสูง แม้จะปลูกเพียงแปลงเดียว หลี่ซวนก็ไม่ปล่อยไปง่ายๆ ต้องรู้ว่าพืชผลระดับสูงมีราคาสูงกว่าพืชผลระดับต่ำอย่างหัวไชเท้ามาก และมีความเป็นได้มาก ว่าเพียงหนึ่งผลจะมีค่ามากกว่าหัวไชเท้าหลายสิบหัว
หลังจากตั้งนาฬิกาปลุกสุดท้ายบนโทรศัพท์แล้ว หลี่ซวนก็ออกจากเพลนฟาร์ม แต่ชื่อของ ‘ผลไม้ลึกลับสีม่วง ระยะที่ 1’ ยังคงวนเวียนก้องอยู่ในใจของหลี่ซวน
หลี่ซวนคุ้นเคยกับพืชผลส่วนใหญ่ในเพลนฟาร์มที่เป็น ‘ฤดูกาลที่ 1’ , ‘ฤดูกาลที่ 2’ นี่เป็นครั้งแรกที่เขาเห็นพืชผลที่เป็น ‘ระยะที่ 1’, ‘ระยะที่ 2’ แบบนี้ ซึ่งทั้งสองแบบต่างกันมาก จนเขาอดคิดไม่ได้ว่า สิ่งนี้หมายถึงอะไร
เนื่องจากตอนนี้เขากำลังรีบ จึงไม่มีเวลาดูรายละเอียดคุณสมบัติของผลไม้นี้ แต่ก็รู้สึกคุ้นๆว่าเคยเห็น ‘ผลไม้ลึกลับสีม่วง’ จากที่ไหนสักแห่ง
“น่าจะเคยเห็นมันในร้านนะ…” หลังจากตั้งนาฬิกาปลุกเสร็จ ระหว่างเดินไปที่ห้องครัว หลี่ซวนก็พึมพำในใจ แต่ก็ยังนึกไม่ออก มันเป็นเพียงความประทับใจที่คลุมเครือ ดูเหมือนว่าคุณสมบัติของผลไม้นี้จะดีมาก
แต่ตอนนี้หลี่ซวนไม่มีเวลาไปตรวจสอบอะไรแล้ว เพราะเวลาส่งมอบซุปตามที่สัญญากับเจ้าอ้วนหม่ากำลังจะมาถึง และการตรงต่อเวลาก็เป็นหนึ่งในหลักการของเขา ดังนั้น หลังจากตั้งนาฬิกาปลุกสำหรับตอนเที่ยงแล้ว เขาก็ไม่ได้วางแผนที่จะเข้าสู่เพลนฟาร์มอีก
“ไม่เป็นไร ไว้ค่อยเข้าไปดูคุณสมบัติผลไม้สีม่วงนี้ทีหลัง! ตอนนี้เตรียมส่งมอบซุปให้เจ้าอ้วนก่อน แล้วค่อยจัดการกับซุปรอบบ่าย…” หลี่ซวนคิดในใจ ระหว่างเตรียมซุปอย่างวุ่นวาย