บทที่ 17 การอัพเกรดและจุดเริ่มต้น
บทที่ 17 การอัพเกรดและจุดเริ่มต้น
บทที่ 17 การอัพเกรดและจุดเริ่มต้น
.
ในคืนนั้น คนสองสามคนคุยกันเป็นเวลานาน ถ้าไม่ใช่เพราะเฉินเหว่ยปินกับเสี่ยวหลานต้องไปทำงานในวันรุ่งขึ้น พวกเขาก็อาจจะคุยกันทั้งคืน เพราะท้ายที่สุดแล้วนี่ก็เป็นรสชาติที่น่าตกใจจนยากจะไม่ตื่นเต้น
สำหรับหัวข้อในการสนทนานั้น นอกเหนือจากการมองเห็นชีวิตในอนาคตอย่างกะทันหันเป็นครั้งคราวแล้ว ก็เป็นเรื่องปกติที่การพูดคุยจะหมุนไปรอบๆสิ่งที่เรียกว่าผักอวกาศเหล่านั้น โดยจุดเน้นหลักของหลี่ซวนอยู่ที่การรักษาความลับ และเฉินเหว่ยปินกับคนรักก็ขอให้หลี่ซวนเอาผักอื่นๆมาลองเพิ่มขึ้นด้วย
สำหรับทุนเริ่มต้นนั้น เฉินเหว่ยปินกับเสี่ยวหลานก็ถามเช่นกัน แต่หลี่ซวนก็หลอกว่าลูกพี่ลูกน้องของเขาจะเป็นผู้ลงทุน หลังจากนั้นทั้งคู่ก็ไม่ถามอีก
ในระยะเวลาสั้นๆ แม้ว่าจะมีเบียร์เพียงสองขวดในคืนนั้น แต่ทั้งสามคนก็ยังเมาเล็กน้อย
เวลาตีหนึ่ง หลังจากที่เฉินเหว่ยปินกับเสี่ยวหลานหลับกันไปแล้ว หลี่ซวนที่นอนอยู่บนโซฟาในห้องนั่งเล่นได้ป้องกันหัวไชเท้าที่โตเต็มที่ได้สำเร็จอีกครั้ง และได้อัพเกรดไปสู่ระดับ 2 ได้สำเร็จ หลังจากทุ่มเหรียญไป 100 เหรียญทอง เพื่อเปิดที่ดินแปลงที่ 2 แล้ว เขาก็ปลูกหัวไชเท้าบนที่ดินแปลงที่ 1 และข้าวโพดบนที่ดินแปลงที่ 2 ตามลำดับ
ในเพลนฟาร์มนี้ไม่มีกลางวันกลางคืน และโลกของเพื่อนของหลี่ซวนก็เป็นโลกที่ลึกลับยิ่งกว่าซีกโลกตะวันตก ใครจะไปรู้ว่าที่นั่นเป็นกลางวันหรือกลางคืน? ดังนั้นคราวนี้ หลี่ซวนจึงถูก ‘ขโมย’ หัวไชเท้าไป 8 หัว และได้รับมาเพียง 12 หัวเท่านั้น
เขานวดนิ้วโป้งซ้ายที่ชาเล็กน้อย แล้วหลี่ซวนก็ถอนหายใจจากก้นบึ้งของหัวใจ: ฟาร์มเป็นเหมือนสนามรบ!
หลังจากนั้น หลี่ซวนใช้เวลามากกว่าหนึ่งชั่วโมงอย่างรอบคอบในการเลือกเพื่อนอีกสิบคนเพื่อมาเข้าร่วม
“เฮ้อ! เพื่อน 10 คนก็พอแล้ว ตอนนี้เพิ่มเป็น 20 คน พืชผักของฉันจะไม่ถูกขโมยใช่ไหม?” หลี่ซวนทั้งรัก ทั้งเกลียดเพื่อนเหล่านี้จริงๆ นี่เป็นจิตวิทยาประเภทหนึ่งที่สามารถขโมยของคนอื่นได้ แต่ก็ไม่ต้องการให้คนอื่นมาขโมยด้วย
อย่างไรก็ตาม เพื่อนของหลี่ซวนล้วนได้รับการคัดเลือกมาเป็นอย่างดีจากเขา ภายใต้สถานการณ์ปกติ เขาเพียงต้องตั้งสมาธิในการป้องกันเพียง 2-3 ชั่วโมงต่อวัน เพื่อให้ได้ผลตอบแทน และเวลาที่เหลือจากนั้นก็คือกำไรสุทธิ
สำหรับเรื่องนี้เขามีความคิดอยู่แล้ว ในอนาคตเขาจะมองหาผักชิ้นใหญ่ที่สุกพร้อมๆกันโดยเฉพาะ แล้วใช้โทรศัพท์มือถือตั้งเวลาปลุกสำหรับเวลาสุกของแปลงผักเหล่านั้น ไม่ว่ากลางวันหรือกลางคืน ไม่ว่าเขาจะอยู่ที่ไหนก็ตาม ส่วนพวกผักที่เติบโตเป็นส่วนๆอย่างเป็นอิสระไม่จำเป็นต้องทำ ถ้าสนใจก็ป้องกัน เพราะถ้าทิ้งไปโดยไม่สนใจ มันก็จะเสียเวลาและแรงงานไปโดยเปล่าประโยชน์ ซึ่งก็คงไม่ดีนัก
หลี่ซวนเดินลงมารับลมเย็นๆในคืนฤดูร้อน เขาไปยังสถานที่ที่มองเห็นได้เฉพาะตอนกลางคืน นั่นคือถนนบาร์บีคิว เพื่อตรวจสอบและไตร่ตรองถึงก้าวแรกสู่อนาคต
เวลาตี 1 ถึง ตี 2 เป็นช่วงเวลาที่ถนนบาร์บีคิวพลุกพล่านและคึกคัก เตาย่างบาร์บีคิวทุกชนิดส่งกลิ่นหอมกระจายไปในอากาศ ทำให้ผู้คนที่เดินผ่านไปมาอยากกิน
หลี่ซวนผู้ซึ่งได้ลิ้มรสอาหารอันโอชะที่หายากในโลกนี้ ย่อมไม่ได้รับผลกระทบใดๆ เพียงแค่มีความรู้สึกว่ามีบางอย่างที่ขาดหายไปจากกลิ่นเหล่านี้ หลี่ซวนปฏิเสธคำเชื้อเชิญดึงดูดลูกค้านับไม่ถ้วน ขณะที่เดินไปพลางคิดไปพลาง ถึงขั้นตอนที่เขาจะก้าวไป
สำหรับโมเดลปฏิบัติการทางเดียวนี้ อยู่ในหมวดหมู่ของการสร้างตลาด หากมีแผงขายบาร์บีคิวเพียงร้านเดียว ย่อมไม่ดึงดูดผู้คนจำนวนมาก แต่เมื่อทั้งถนนมีแต่กลิ่นบาร์บีคิว คนที่ไม่สนใจบาร์บีคิวก็อาจเข้ามาร่วมสนุกด้วย โดยเฉพาะคนรากหญ้าในเมืองนี้ที่ยินดีต้อนรับกับวิธีกินอาหารจำนวนมากโดยไม่ต้องจ่ายเงินจำนวนมากแบบนี้ ในเมื่อที่นี่ให้การต้อนรับ พวกเขาย่อมหนีไม่พ้นที่จะวิ่งมาที่นี่
แม้จะเรียกว่าถนนบาร์บีคิว แต่ก็ไม่ได้มีแต่บาร์บีคิวที่จำเจซ้ำซาก เพียงแต่มีบาร์บีคิวเป็นส่วนใหญ่เท่านั้น นอกจากนั้นยังมีข้าวผัด เทปังยากิ หมาล่าถัง เต้าหู้เหม็น และแผงขายขนมต่างๆอย่างเช่น เกี๊ยวทอด ด้วย
เพียงแต่กลิ่นที่ปล่อยออกจากแผงขายอาหารประเภทนี้ไม่ดีเท่าแผงขายบาร์บีคิว และพื้นที่ตลาดนี้ก็ไม่ใหญ่นัก แผงขายอาหารแต่ละชนิดจึงมีเพียงไม่กี่ร้าน ซึ่งไม่สร้างแรงกดดันจากการแข่งขันใดๆกับแผงขายบาร์บีคิว ตรงกันข้ามมันกลับขยายความหลากหลายของถนนบาร์บีคิวได้มากขึ้น และดึงดูดผู้คนได้มากขึ้น
“กลิ่น…” หลี่ซวนกำลังนึกถึงประเด็นสำคัญ ขณะสำรวจแผงขายอาหารสองข้างทาง และคิดว่าจะเริ่มต้นจากตรงไหน
หลี่ซวนไม่มีเงิน ไม่มีแม้แต่ทุนเริ่มต้นสำหรับแผงลอยที่ต่ำต้อย ดังนั้น สิ่งที่เขาต้องคิดมากขึ้นในตอนนี้ ไม่ใช่วิธีสร้างกลิ่นหอมที่น่าดึงดูดใจมากกว่าแผงขายบาร์บีคิวเหล่านี้ แต่เป็นการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่สร้างรายได้เพื่อรับทุนเริ่มต้นโดยไม่ต้องเสียเงินได้อย่างไร
สำหรับเรื่องกลิ่นหอม หลี่ซวนไม่จำเป็นต้องคิดเกี่ยวกับมันเลย ตราบเท่าที่มีที่ทางให้เขา กลิ่นหอมของบาร์บีคิวก็ไม่นับเป็นอะไรได้
หลี่ซวนเตร่ไปมาบนถนนบาร์บีคิวสองรอบแล้ว และรอดพ้นจากการชักจูงของเจ้าของแผงอาหารเหล่านั้นมาตลอด หลังจากผ่านไปสองรอบหลี่ซวนก็ได้รับข้อมูลมาบ้างเล็กน้อย
เมื่อผ่านร้านหม้อไฟ หลี่ซวนก็ครุ่นคิดในใจว่า “คืนนี้มีเพียงหัวไชเท้าเป็นส่วนประกอบ หากเป็นคืนพรุ่งนี้ก็สามารถเอาข้าวโพดมาเป็นส่วนประกอบด้วยได้ แล้วค่อยไปหาความร่วมมือจากเจ้าของร้านบาร์บีคิว! ฉันเชื่อว่าตราบใดที่กลิ่นหอมของข้าวโพดถูกปลดปล่อยออกมา แน่ใจได้เลยว่าต้องดึงดูดแขกจำนวนมากแน่ ต่อให้ขายแพงกว่าก็ไม่เป็นไร เมื่อถึงเวลานั้นต้องได้กำไรแน่”
เมื่อนึกถึงกุญแจสู่การพัฒนาได้แล้ว หลี่ซวนก็หยุดไม่ได้ เขาตรวจสอบครั้งแล้วครั้งเล่าด้วยใจที่ค่อนข้างตื่นเต้น แต่ไม่นาน เขาก็ปฏิเสธความคิดนี้ “ด้วยวิธีนี้คนอื่นจะไม่รู้ได้อย่างไรว่าต้นเหตุของความอร่อยมาจากข้าวโพด? เฮ้อ! ไม่ดีกว่า มันเท่ากับเอาผักใส่ตะกร้าไปขายหน้าตลาด!”
หลี่ซวนส่ายหน้า โยนความคิดนี้ออกจากหัวพร้อมกับจะเดินต่อไป ในขณะนั้นเองก็มีเสียงของหญิงวัยกลางคนดังขึ้นข้างหู “คุณลูกค้า! ต้องการกินอะไรไหม? ฉันมีหมูสามชั้น ไส้อ่อน เนื้อสันใน… เดี๋ยวก่อน ทั้งหมดนี้เพียงไม่กี่หยวนเอง!”
หลี่ซวนหันไปมองหม้อขนาดใหญ่ตรงหน้าหญิงวัยกลางคน แล้วส่ายหน้า สำหรับการชักชวนแบบนี้ ในคืนนี้หลี่ซวนใช้เวลาเพียงสิบนาทีก็พบไม่ต่ำกว่ายี่สิบครั้ง เพราะบ่อยครั้งแค่เพียงเหลือบตามมองแผงขายอาหารของพวกเขา เจ้าของแผงขายอาหารเหล่านี้ก็จะค้นพบ แล้วเข้ามาทักทายและกล่าวชักชวนเช่นนี้ ไม่ต้องพูดถึงตอนนี้ที่หลี่ซวนยืนอยู่หน้าแผงขายอาหารของผู้อื่นแล้วทำสีหน้า ‘ลังเล’
ขณะที่กำลังจะก้าวต่อไป หลี่ซวนก็หยุดลงอีกครั้ง ด้วยใบหน้ามีความสุข และค่อยๆเข้าไปใกล้หม้อ และหยิบไม้เสียบชิ้นหัวไชเท้าขึ้นมา จนไอน้ำในหม้อพุ่งใส่จมูก
สิ่งที่เรียกว่า ‘หม้อไฟ’ นั้นแตกต่างจาก ‘หมาล่าถัง’ แบบดั้งเดิม วิธีการกินหมาล่าถัง คือการเลือกส่วนผสมที่มีทั้งไม่สุกและกึ่งสุกที่ต้องปรุงต่ออย่างไข่นกกระทา สาหร่าย หรือผักกาดขาว หรืออะไรทำนองนั้น พอเลือกได้แล้วก็ส่งไปให้เถ้าแก่ร้านตักน้ำซุปเดือดๆที่มีทั้งเผ็ดและไม่เผ็ดลวกให้จนสุก จากนั้นก็ใส่เครื่องปรุงต่างๆอย่างเช่นน้ำมันงา ก็จะได้สิ่งที่เรียกว่า ‘หมาล่าถัง’ ออกมา
ส่วน ‘หม้อไฟ’ จะไม่ลำบากเท่า แค่มีหม้อขนาดใหญ่ที่มีส่วนผสมเสียบไม้มากมายใส่ไว้ภายในหม้อ พอจะขายก็แค่ให้ลูกค้าเลือกส่วนผสมเสียบไม้เหล่านั้น เวลากินลูกค้าจะทาซอสบางๆหรือกินแบบนั้นเลยก็ได้ นอกจากนี้ยังสามารถเอาส่วนผสมใส่ชามราดน้ำซุป ปรุงรสแล้วกินแบบหมาล่าถังก็ได้
ตามปกติธุรกิจแบบนี้จะมีที่นั่ง มีคนไม่มากที่จะมาหยิบส่วนผสมเสียบไม้แล้วกินเลย ในเมืองใหญ่คนส่วนใหญ่จะเลือกส่วนผสมเสียบไม้เหล่านั้นใส่ชามแล้วมานั่งกินพร้อมกับซอสต่างๆ ซึ่งจะอร่อยกว่า
อย่างไรก็ตาม วิธีการปรุงในหม้อใหญ่แบบนี้จะไม่สดใหม่เหมือนหมาล่าถัง และไม่มีผักให้ปรุง แต่มันก็มีข้อดี นั่นคือมันอร่อยกว่า ลูกชิ้นเนื้อ ลูกชิ้นปลา และอื่นๆที่เหมือนกันจะหอมกว่าเมื่อปรุงในหม้อใบใหญ่ และน้ำซุปก็หวานกว่าด้วย นอกจากนี้ยังมีส่วนผสมอย่างซี่โครง ที่หมาล่าถังไม่มี เพราะไม่มีใครว่างพอที่จะรอสองชั่วโมงสำหรับการปรุงซี่โครง
“คุณลูกค้า หัวไชเท้าไม้ละหนึ่งหยวน คุณต้องการสั่งกี่ไม้?” เมื่อเห็นหลี่ซวนจ้องมองหัวไชเท้าในมืออยู่นาน หญิงวัยกลางคนก็อดถามขึ้นไม่ได้
“โอ้! ฮ่ะฮ่ะ!” หลี่ซวนหัวเราะเขินอาย แล้วส่งไม้เสียบหัวไชเท้าในมือให้หญิงวัยกลางคน “แค่หัวไชเท้าไม้นี้!”
“ต้องการอะไรอีกไหม? คุณลูกค้า” หญิงวัยกลางคนถามอีกครั้ง “เต้าหู้ไม้นี้ก็หนึ่งหยวน อร่อยนะ ที่แผงขายหมาล่าถังขายตั้งสองหยวนแน่ะ!”
“ไม่ล่ะ ฮ่ะฮ่ะ!” หลี่ซวนผู้อิ่มจนท้องแทบแตกหัวเราะ คราวนี้เขายิ้มอย่างเจิดจ้า ด้วยความสบายใจมาก
“เอาแบบเผ็ดหรือไม่เผ็ด?” พอได้ยินหลี่ซวนที่รีรออยู่นานแต่ยอมจ่ายแค่ 1 หยวน หญิงวัยกลางคนก็เปลี่ยนทัศนคติ มีความกระตือรือร้นน้อยลงและถามอย่างไม่เต็มใจ
“ไม่เผ็ด!” หลี่ซวนกล่าวพร้อมกับสั่นศีรษะ โดยไม่ได้สังเกตอาการผิดปกติของหญิงวัยกลางคน และยังจมอยู่ในความคิดสมบูรณ์แบบในใจของตัวเอง
หลังจากรับหัวไชเท้าเสียบไม้ที่ทาซอสปรุงรสและจ่ายเงินแล้ว หลี่ซวนก็หันหน้าวิ่งกลับบ้านเช่า สำหรับความคิดในตอนนี้ หลังจากวางแผนอีกเล็กน้อย มันก็เกือบจะสมบูรณ์แบบแล้ว ดังนั้นเขาจึงมีความมั่นใจมากว่าจะสามารถทำเงินครั้งแรกได้ในคืนนี้โดยไม่เปิดเผยที่มาของความอร่อย
.