เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 11 ความคิดเรื่องอาณาจักรอาหาร

บทที่ 11 ความคิดเรื่องอาณาจักรอาหาร

บทที่ 11 ความคิดเรื่องอาณาจักรอาหาร


บทที่ 11 ความคิดเรื่องอาณาจักรอาหาร

.

ไม่ง่ายเลยกว่าหลี่ซวนจะฟื้นคืนสติ ดวงตาเหม่อลอยค่อยๆกลับมาชัดเจน แต่ยังคงมีรอยยิ้มบิดเบี้ยว เขามองไปยังครัวแล้วพึมพำว่า “กินดิบๆก็อร่อย ไม่รู้ว่าจะเป็นยังไงถ้าปรุงสุก?”

เขายับยั้งความปรารถนาที่จะกินหัวไชเท้าต่อไป หลี่ซวนรีบเข้าครัว ตัดตรงรอยแทะออก แล้วลงหม้อที่ใส่น้ำสองชาม และเพิ่มเกลือลงไปสองช้อนโต๊ะกับน้ำมันสองช้อนโต๊ะ จากนั้นก็เปิดเตาแม่เหล็กไฟฟ้า ต้มหัวไชเท้า!

สามนาทีต่อมา น้ำสองชามในหม้อก็เดือด กลิ่นหอมของหัวไชเท้าที่อบอวลไปด้วยไอน้ำ เต็มไปทั่วทั้งครัวในเวลาไม่นาน

ห้องครัวในฤดูร้อนเป็นสถานที่ ที่อับชื้นที่สุดโดยธรรมชาติ แต่ในเวลานี้หลี่ซวนเพิกเฉยต่อเหงื่อบนศีรษะ หลับตาลงด้วยความมึนเมา สูดลมหายใจเอาไอน้ำที่ลอยอยู่ในอากาศเข้าปอดลึกๆ ราวกับกำลังถูกครอบงำ

“นี่ไม่ใช่กลิ่นของหัวไชเท้า แต่เป็นกลิ่นหอมของน้ำเต้าศักดิ์สิทธิ์…” ระหว่างขั้นตอนนี้ หลี่ซวนต้องการเปิดหม้อมากกว่าหนึ่งครั้งเพื่อลองชิมดู แต่มันยังไม่สุก การลองชิมดูบ่อยๆไม่ใช่สิ่งที่ดีนัก ดังนั้นเพื่อความอร่อย เขาจึงต้องอดกลั้นไว้

กลิ่นหอมฟุ้งลอยออกไปจากหน้าต่างห้องครัว ไม่นานก็มีเสียงตอบรับกลับมา

นอกหน้าต่างไม่รู้เสียงผู้หญิงจากชั้นไหนร้องถามเพื่อนว่า “พระเจ้า! หอมมาก! กลิ่นจากไหนเนี่ย? เธอทำเป็นไหม? หอมมากเลย!”

เสียงผู้หญิงอีกคนดังขึ้น “ดูเหมือนจะเป็นกลิ่นหัวไชเท้านะ แต่…หอมเกินไปแล้ว! ฉันไม่รู้ว่าต้องใช้ส่วนผสมอะไร? อยากกินจริงๆ!”

“คนทำต้องเป็นพ่อครัวหลวง! งานนี้ต้องเป็นสุดยอดเชฟ! คงดีถ้าฉันได้เป็นแฟน ต่อไปจะได้ไม่ต้องกังวลเรื่องกิน…”

“ถ้าเป็นผู้หญิงล่ะ?”

“เชฟชั้นนำส่วนใหญ่เป็นผู้ชาย!”

“แล้วถ้าเป็นคนแก่ล่ะ?”

“บ้าเอ๊ย… อั๊ย! เราออกไปกินข้าวข้างนอกกันเถอะ หอมจนหิวไม่มีแรงทำกับข้าวแล้ว…”

สิบนาทีผ่านไป ภายใต้อุณหภูมิสูงสุด หัวไชเท้าในหม้อน่าจะสุกแล้ว

หลี่ซวนปิดเตาแม่เหล็กไฟฟ้า แล้วเปิดฝาหม้อ

ทันใดนั้นไอน้ำกลิ่นหอมกลุ่มใหญ่ก็ลอยขึ้นไปบนเพดานห้องครัว ม้วนไปมาหลายรอบแล้วค่อยๆหายไป แต่กลิ่นในอากาศยังเข้มข้นและไม่สลายไปเป็นเวลานาน

หลี่ซวนแทบอดทนรอที่จะเทน้ำซุปกับหัวไชเท้าในหม้อใส่ชามไม่ไหว

ไม่รู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น หลี่ซวนใช้เวลาน้อยกว่า 2 นาทีในการจัดการกับซุปหัวไชเท้าชามใหญ่จนหมดเกลี้ยง แต่เขายังมองดูหม้อกับชามเปล่าน้ำลายสอ

“อร่อยมาก!” นี่เป็นความประทับใจครั้งแรกของหลี่ซวน มันดีกว่ากินดิบๆเสียอีก

กลิ่นหอมที่ยากจะลืมเลือนทำให้มึนเมาราวกับจะเกี่ยวพันจิตวิญญาณของผู้คน หอมหวานราวกับน้ำหวานแสนอร่อย มันช่างน่าหลงใหลและน่าโหยหาราวกับว่าอยู่ในแดนสวรรค์…

สิ่งที่หลี่ซวนสัมผัสในเวลานี้ เป็นเหมือนกับความรู้สึกเกินจริงของผู้ตัดสินรอบชนะเลิศที่ได้กินข้าวผัดไข่ในเรื่อง ‘คนเล็กกุ๊กเทวดา’ ของโจวซิงฉือ

แต่หลี่ซวนไม่ได้ทำอะไรเกินจริงแบบนั้น เพียงแต่ทอดถอนใจด้วยอารมณ์

และความประทับใจที่สองของหลี่ซวนก็คือ “ดูเหมือนจะเค็มไปหน่อย…”

น่าจะเค็มมากกว่าหน่อยนะ?

น้ำซุป 1 ถ้วย เกลือ 2 ช้อนโต๊ะ ไม่เค็มจนขมก็ดีมากแล้ว!

ดูเหมือนว่าทักษะการทำอาหารของหลี่ซวนจะไม่ค่อยดีนัก!

ความประทับใจที่สามของหลี่ซวน คือ “ดูเหมือนจะไม่ค่อยสุกเท่าไหร่…”

หัวไชเท้าหั่นหนาเท่าฝ่าเท้า อย่าพูดว่าสิบนาทีเลย ต่อให้ใช้เวลาประมาณยี่สิบนาที ยังต้องใช้ไฟแรงจัดเพื่อทำให้สุก

หลี่ซวนทำอาหารในระยะเวลาสั้นๆ ดังนั้นผลที่ได้จึงน่ากลัวมาก!

น่าเสียดายที่คนผู้นี้ไม่มีจิตสำนึก หลี่ซวนโทรหาเพื่อนสนิทอย่างกระตือรือร้น “อาปิน ซื้อซี่โครงหมูมาเพิ่มด้วย วันนี้ฉันจะทำกับข้าวเอง! ฮี่ ฮี่… ฉันจะให้นายได้ลิ้มรสฝีมือเทพเจ้าแห่งการทำอาหารของฉัน!”

หลังจากวางสาย ดวงตาของหลี่ซวนเป็นประกายอีกครั้ง เขากำลังคิดหาวิธีทำเงิน อย่างไรก็ตาม มุมปากของเขาก็กำลังมีน้ำลายไหลออกมา เพราะมันเค็มเกินไป …

ตอนที่กินดิบๆ หลี่ซวนก็มีความคิดที่จะขายมันเป็นผักเพื่อรับโชคลาภครั้งแรกในชีวิต

แต่ตอนนี้ สิ่งที่เขาคิดคือการมีส่วนร่วมในอุตสาหกรรมอาหาร เป้าหมายของเขาไม่ได้จำกัดอยู่แค่การสร้างโชคลาภครั้งแรกในชีวิตอีกแล้ว เขามีความทะเยอทะยานที่ยิ่งใหญ่กว่านั้น นั่นคือ การสร้างอาณาจักรอาหารที่มีชื่อเสียงระดับโลก!

การขายผักมีข้อบกพร่องมากมาย แต่การทำเป็นอาหารสำเร็จรูปมีข้อดีที่มีประโยชน์ก็คือ ทำเงินได้มากกว่า

ประการแรก เมื่อเปรียบเทียบราคากับชื่อเสียงในแง่การขายเป็นวัตถุดิบกับการทำเป็นอาหารแล้ว การทำเป็นอาหารทำเงินได้มากกว่าและมีชื่อเสียงที่ดีกว่า

หากเขาเอาผักเหล่านี้ออกสู่ตลาด ไม่ว่าผักจะอร่อยขนาดไหนก็ตาม ราคาที่ขายได้ก็ไม่เกินกว่าสิ่งที่ควรเป็น

ตัวอย่างเช่น หัวไชเท้าหัวนี้ ในตลาดใหญ่ราคาขายปลีกจะอยู่ที่ 2 หยวนต่อชั่ง (500 กรัม) และในอีกหลายๆที่ มันมีราคาแค่ไม่กี่เหมาต่อชั่ง แต่ถ้าเขาต้องการขายมันในราคา 20 หยวนต่อชั่งแล้วล่ะก็ มันคงเป็นปัญหาแน่

หัวไชเท้าราคา 20 หยวนต่อชั่ง ความประทับใจแรกของราคาสูงเสียดฟ้านี้ก็คือ ช่างอุกอาจนัก! ซึ่งอาจทำให้พลเมืองดีบางคนแจ้งไปทางสำนักงานผู้บริโภคหรือสื่อต่างๆ และผลที่ตามมาคงไม่ใช่ชื่อเสียงที่ดีอย่างแน่นอน

ถึงแม้หลี่ซวนเชื่อว่า แม้ราคาขายจะอยู่ที่ 20 หยวนต่อชั่ง หัวไชเท้าของเขาก็สามารถขายดีเป็นเทน้ำเทท่าจนขาดตลาดอย่างแน่นอนก็ตาม

แต่ด้วยวิธีนี้ มันจะยิ่งควบคุมไม่ได้!

หัวไชเท้าราคาสูงเสียดฟ้า 20 หยวนต่อชั่ง ที่ดึงดูดผู้คนจนต้องแย่งกันซื้อ เกรงว่าเรื่องนี้จะต้องเป็นข่าวใหญ่จริงไหม?

และทันทีที่มีข่าวออกไป ผู้คนก็จะรู้เรื่องนี้มากขึ้น และเป็นธรรมดาที่ต้องมีคนอยากรู้มากขึ้น ในหมู่คนเหล่านั้นย่อมไม่ขาดแคลนคนที่ทรงอำนาจอย่างแน่นอน และในหมู่คนที่ทรงอำนาจเหล่านั้น มีสองสิ่งที่หลี่ซวนไม่สามารถยั่วยุได้มากที่สุด หนึ่งก็คือรัฐบาล และอีกหนึ่งคือชาวเน็ต!

จากนั้นก็เป็นสิ่งที่สามารถจินตนาการได้ว่าเครือข่ายข้อมูลที่ทรงพลังเหล่านั้น จะทนความอยากรู้อยากเห็นเรื่องของผู้อื่นได้อย่างไร? ‘นักสืบโซเชียล’ นี้ทรงพลังมาก บางทีความลับที่มือซ้ายของหลี่ซวนอาจถูกเปิดเผยได้ถ้าเขาเผลอ ถึงเวลานั้น ก็จะมีคำถามว่าเขาจะรักษามือซ้ายไว้ได้หรือไม่

แม้ว่าจะไม่มีใครรู้ความลับเรื่องมือซ้าย แต่ก็เป็นไปได้มากว่าอาจถูกจับตัวไปเป็นหนูทดลอง

และหากเขาไม่ต้องการให้เป็นเช่นนั้น เขาก็ต้องลดราคา และหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องทำตัวให้โลว์โปรไฟล์ แต่หลี่ซวนไม่สามารถยอมรับได้ แม้ว่าหัวไชเท้าแสนอร่อยนี้จะถูกขายในราคา 3 เท่าของราคาหัวไชเท้าธรรมดาก็ตาม เขาก็ยังรู้สึกว่าตัวเองกำลังสูญเสีย

ยิ่งไปกว่านั้น การขายหัวไชเท้าแสนอร่อยนี้ในราคาที่ต่ำ ยังทำให้เกิดความรู้สึกของความไม่จำเป็นต้องซื้ออีกด้วย

ดังนั้นไม่ว่าจะมีข้อแก้ตัวกี่ข้อก็ตาม มันก็ค่อนข้างน่ากลัว หากมีผู้คนที่อยากรู้อยากเห็นมารวมตัวกัน

ด้วยเหตุนี้ในตอนแรกหลี่ซวนจึงต้องการการขายเป็นวัตถุดิบเพื่อสร้างโชคลาภครั้งแรกเท่านั้น แต่ไม่ต้องการพึ่งพาการขายแบบนี้สำหรับการพัฒนาในระยะยาว

แต่ตอนนี้เขามีความคิดใหม่ที่ต่างออกไป

การทำเป็นอาหารกับการขายเป็นผัก มันแตกต่างกันทั้งในด้านราคาและชื่อเสียง!

อาหารขึ้นชื่อ เป็นของหายาก เขาสามารถกำหนดราคาได้เป็นสิบเท่าหรือหลายร้อยเท่าจากราคาวัตถุดิบ และจะไม่มีใครนึกถึง ตราบเท่าที่มันอร่อย

เพราะความอร่อยของอาหารไม่ใช่แค่เรื่องของวัตถุดิบเท่านั้น มันอาจขึ้นอยู่กับส่วนผสมที่เหมาะสม การเตรียมการ การผสมผสานที่ดี การควบคุมความร้อนที่ดี ทักษะการทำอาหารระดับสูงของเชฟ หรือแม้แต่สูตรลับ… และอื่นๆ

สรุปก็คือมันซับซ้อนมาก ซับซ้อนจนไม่มีใครอยากเจาะลึก แม้จะอยากรู้ แต่ก็เป็นเพียงการติดตามอย่างผิวเผินเท่านั้น เพราะท้ายที่สุดแล้ว สูตรลับก็เป็นความลับทางการค้า จะบังคับให้ผู้อื่นพูดได้อย่างไร?

หัวไชเท้าตุ๋นซี่โครงหมู ขายในราคาร้อยหยวนหรือหลายร้อยหยวน และมีนักชิมมากมายแห่มาลองชิม

นี่เป็นเพียงข่าวชิ้นหนึ่งเท่านั้น ข่าวเรื่องอาหารแบบนี้เป็นไปในเชิงบวกอย่างแน่นอน สำหรับผู้มีส่วนร่วมในอุตสาหกรรมอาหาร มันดีกว่าการโฆษณา ไม่เหมือนข่าวเชิงลบของหัวไชเท้าที่ขายในราคา 20 หยวนต่อชั่ง

นี่เป็นเพียงการเปรียบเทียบราคาและชื่อเสียง ระหว่างอาหารกับวัตถุดิบ

นอกจากการเปรียบเทียบข้อดีข้อเสียด้านอื่นๆมากมาย ที่สำคัญที่สุดก็คือ จำนวนทรัพยากร!

วิสัยทัศน์ที่มีมาอย่างยาวนานของหลี่ซวนก็คือ เพื่อหาเงิน และเขาต้องทำเงินให้ได้มากที่สุด!

ในธุรกิจของการขายผัก แม้ว่าจะไม่มีผลกระทบด้านลบของราคาและชื่อเสียง ก็เป็นไปไม่ได้ที่เขาจะขยายตลาดได้ หัวใจสำคัญของเรื่องนี้ก็คือเรื่องของจำนวนทรัพยากร

ฟาร์มของหลี่ซวน ตอนนี้มีแปลงปลูกที่สามารถปลูกหัวไชเท้าได้เพียง 20 หัวเท่านั้น แม้ว่าการเก็บเกี่ยวอย่างเต็มที่ห้าครั้งต่อวันจะไม่ถูกขโมยก็ตาม ก็จะมีหัวไชเท้าเพียง 100 หัวเท่านั้น

หัวไชเท้าหนึ่งหัวหนัก 5-6 ชั่ง (2.5- 3 กก.) รวมทั้งหมด 500 – 600 ชั่ง! สำหรับการขายในเขตเล็กๆอาจไม่ใช่ปัญหา แต่สำหรับอุปทานโลก หรือแม้แต่ตลาดในเมืองๆเดียวก็เป็นเรื่องยากแล้ว

ต่อให้หลี่ซวนจะเป็นเหมือนผู้เล่นเพลนฟาร์มต่างดาว ‘ทรราช’ ที่สามารถเพิ่มระดับได้มากกว่า 300 และเป็นเจ้าของที่ดินมากกว่า 300 แปลง ผลที่ได้ก็เหมือนเดิมคือ ถ้าพืชผลในที่ดิน 300 แปลงไม่ถูกขโมย ก็จะสามารถผลิตหัวไชเท้าและพืชผักอื่นๆ ได้มากกว่า 90 ตันต่อวัน

แม้ 90 ตันต่อวันนี้จะถือว่าเยอะ แต่เมื่อเทียบกับประชากรโลกที่มีมากกว่า 6 พันล้านคนแล้ว ต่อให้มีคนเพียง 1% ที่สามารถซื้อได้ ก็จะกระจายให้ได้แค่ 1.5 กรัมต่อคนเท่านั้น…

ซึ่งมีขนาดเท่าเมล็ดถั่วลิสงไม่พอติดฟันจริงๆ!

ที่สำคัญคือ ถ้ารอให้หลี่ซวนเลื่อนระดับไปจนมากกว่า 300 เขาจะต้องรอไปอีกกี่ปี?

จะไม่อดตายไปก่อนหรือ!

แต่ด้วยการสนับสนุนของอาหารจานเด่น ธุรกิจต้องเฟื่องฟูอย่างแน่นอน ผู้คนที่มากินอาหารจานเด่นราคาแสนแพงนี้จะมากินเพียงครั้งเดียวงั้นเหรอ? ดังนั้นภายใต้เอฟเฟกต์ลูกโซ่นี้ หลี่ซวนจะได้ผลประโยชน์สูงสุดตามที่ต้องการที่สุด

ยิ่งกว่านั้น การใช้ของอร่อยแบบนี้เป็นส่วนผสมหลักทั้งหมดก็เป็นการสิ้นเปลืองอย่างยิ่ง ดังนั้นการใช้หัวไชเท้าในฟาร์มมาผสมกับหัวไชเท้าธรรมดา และส่วนผสมหลักอื่นๆอย่างเช่น เนื้อ หรืออะไรทำนองนั้น ก็จะทำอาหารได้อีกหลายหม้อ แม้ว่ารสชาติจะแย่กว่าเล็กน้อย แต่ดีกว่าอาหารอื่นๆ ก็นับว่าเพียงพอแล้ว!

ด้วยระดับฟาร์มปัจจุบันของหลี่ซวน ต่อให้อยากทำร้านอาหารที่มีเครือข่ายไปทั่วโลกอย่างแมคโดนัลด์หรือเคเอฟซี ก็คงเป็นไปไม่ได้ และร้านค้าเครือข่ายแบบนั้นก็ไม่สามารถเปิดได้ชั่วข้ามคืน มันต้องใช้เวลานานในการสะสมชื่อเสียง เริ่มแรกคงต้องเริ่มจากแผงขายอาหาร แล้วไปเป็นร้านอาหารเล็กๆ จากนั้นก็เป็นร้านอาหารใหญ่…เช่นนี้ก็ยังพอมีหวัง อย่างน้อย ฟาร์มของเขายังคงได้รับการอัพเกรดอยู่

และข้อดีของวิธีนี้ก็คือ เขาสามารถผูกขาดการจัดหาวัตถุดิบ!

แต่ทั้งหมดนี้เป็นเพียงจินตนาการเท่านั้น เพราะในตอนนี้หลี่ซวนยังยืมแม้แต่ที่พักของเพื่อนสนิท

“อาณาจักรอาหาร…” น้ำลายของหลี่ซวนกำลังกระเซ็น!

.

จบบทที่ บทที่ 11 ความคิดเรื่องอาณาจักรอาหาร

คัดลอกลิงก์แล้ว