เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 76 บ๊วยเขียวม้าไม้ไผ่

บทที่ 76 บ๊วยเขียวม้าไม้ไผ่

บทที่ 76 บ๊วยเขียวม้าไม้ไผ่


บทที่ 76 บ๊วยเขียวม้าไม้ไผ่

.

ในโลกนี้ แม้จะอยู่ในฐานะนักเรียนผู้ตื่น แต่ก็ยังจำเป็นต้องเรียนวิชาวัฒนธรรม

ภาษาจีน คณิตศาสตร์และภาษาต่างประเทศ + สายวิทย์และสายศิลป์ ซึ่งไม่ต่างกันมาก

และในฐานะผู้ตื่น เวลาเรียนจะถูกบีบอัดซ้ำแล้วซ้ำอีก แต่ข้อกำหนดสำหรับหลักสูตรวัฒนธรรมในการสอบเข้ามหาวิทยาลัยก็ยังคงเข้มงวดมากอยู่เหมือนเดิม มันช่างน่าเศร้าจริงๆ

สามวิชาหลัก ภาษาจีน คณิตศาสตร์ และภาษาต่างประเทศ อย่างละ 150 คะแนน เป็นวิชาบังคับ

ยิ่งกว่านั้น หากเลือกสอบในฐานะผู้ตื่นก็จะไม่มีสิทธิ์เลือกสอบในสิ่งที่เรียกว่า ‘สายวิทย์และสายศิลป์’ อีกต่อไป

นั่นคือต้องสอบอีก 6 วิชา โดยไม่มีสิทธิ์เลือก ได้แก่ ‘การเมือง ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ฟิสิกส์ ชีวะ และเคมี’ โดยแต่ละวิชาจะมี 100 คะแนน

อย่างไรก็ตาม น่าสังเกตว่า แม้จะต้องสอบทั้ง 6 วิชา แต่คะแนนสุดท้ายที่จะนับก็คือ 3 ใน 6

นั่นคือหลังจากผลการสอบทั้ง 6 วิชาออกมาแล้ว สามวิชาที่มีคะแนนสูงสุดจะถูกเลือกให้เป็นคะแนนรวม ดังนั้นจึงมีนักเรียนบางคนที่สละสิทธิ์ในการสอบ 2-3 วิชาตั้งแต่แรก โดยเลือกสอบในวิชาที่ถนัดที่สุดแทน

คะแนนเต็มของหลักสูตรวัฒนธรรมคือ 750 คะแนน

ในขณะเดียวกัน ในฐานะผู้ตื่นยังต้องสอบอีกหนึ่งวิชา นั่นคือ สอบดาว

เมื่อได้ยินชื่อศัพท์ทางวิชาชีพนี้เป็นครั้งแรก เขาก็รู้สึกเหมือนกำลังจะได้รับการเดบิวต์หลังการสอบ…

ชื่อนี้ มันรู้สึก…อืม

การสอบดาวแบ่งออกเป็นหลายวิชา วิชาแรกคือ หลักสูตรวิชาชีพ … วิชาดาว

‘วิชาดาว’ ไม่ใช่โหราศาสตร์ แต่เป็นการจัดอันดับผู้ตื่นหมวดทั่วไปของโลก

การสอบข้อเขียนของวิชาดาวมีค่า 100 คะแนน

แม้ว่าคะแนนจะไม่สูงนัก แต่ขอบเขตของการครอบคลุมนั้น มันกว้างเหลือเกิน

อย่างเช่น พื้นที่มิติต่างๆที่มีอยู่ทั่วไปในประเทศจีน และอะไรที่พิเศษ อย่างพื้นที่ๆไม่เหมือนใคร

ลักษณะทางภูมิศาสตร์ภายในของแต่ละพื้นที่ต่างมิติ โปรไฟล์ของสัตว์ประหลาด

พื้นที่ต่างมิติพิเศษที่พัฒนาขึ้นโดยทีมใดทีมหนึ่ง ในวันเดือนปีใดวันเดือนปีหนึ่ง

หรืออย่างเช่น เรื่องง่ายๆอย่างการเรียงตามระดับพลังดาว

หรือเรื่องยากๆ อย่างเอฟเฟกต์ที่ซ่อนอยู่ของทักษะดาวบางอย่าง

ไม่เพียงแต่ในประเทศเท่านั้น ข้อสอบจะทดสอบแบบกระจายเชิงพื้นที่ สำหรับมิติต่างๆของประเทศต่างๆในโลก รวมถึงนิสัยของสิ่งมีชีวิตต่างมิติ พลังต่อสู้ ทักษะดาวที่อยู่ในลูกปัดดาว และความรู้อื่นๆ มันครอบคลุมทั้งหมด

โชคดีที่มีเพียง 100 คะแนนเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าหัวข้อนี้จะครอบคลุมเนื้อหาทั้งหมด แต่ประเด็นสำคัญของการตรวจสอบประจำปียังคงชัดเจนมาก ซึ่งสามารถสร้างความมั่นใจให้กับนักเรียน

วิชาแรกของการสอบดาว คือการสอบข้อเขียนวิชาดาว วิชาที่สองคือการทดสอบสมรรถภาพร่างกาย

ในวิชาที่สอง มีตัวบ่งชี้ที่ยาก 2 อย่าง คือการตรวจร่างกายและการประเมินพลังดาว

หากมีโรคประจำตัวแม้แต่เพียงนิดเดียว วิทยาลัยและมหาวิทยาลัยบางแห่งจะไม่อนุญาตให้เข้าเรียน คะแนนจะไม่ได้ถูกนำมาคำนวณ สำหรับผลการตรวจร่างกายขั้นสุดท้าย มันเป็นบ่งชี้ที่ยาก

และหากพลังดาวไม่ถึงมาตรฐาน วิทยาลัยและมหาวิทยาลัยบางแห่งจะไม่รับเข้าเรียนเช่นกัน

ผลการประเมินระดับพลังดาวขั้นสุดท้ายจะคำนวณเป็นคะแนน โดยมีคะแนนเต็ม 100 คะแนน

ตามเกณฑ์การประเมินของสามปีที่ผ่านมา ตราบใดที่ไปถึงระดับกลางของวัฏจักรละอองดาว จะมีคะแนนผ่าน 60 กล่าวคือ ตราบใดที่คุณสมบัติไม่เลวร้ายเกินไป ทำงานหนักขึ้นเล็กน้อย ก็สามารถผ่านไปได้

วิชาที่สามของการสอบดาว คือ การทดสอบแบบทีมโดยมีคะแนนเต็ม 300 คะแนน

สัดส่วนของคะแนนนี้แสดงให้เห็นว่า หัวเซี่ยไม่ได้ละความพยายามที่จะใส่คำว่า ‘ทีม’ ลงไป

100 คะแนน สำหรับการทดสอบข้อเขียนหลักสูตรวิชาชีพ และ 100 คะแนน สำหรับการฝึกพลังดาว ซึ่งขึ้นอยู่ในการควบคุมของตัวเอง แต่ยังมีอีก 300 คะแนนที่ขึ้นอยู่กับผลงานของคุณในทีม

ผู้ตรวจสอบจะกำหนดคะแนนพื้นฐานตามคู่ต่อสู้ที่เลือก และตัดสินจากผลงานโดยรวมของทีม

ทุกคนรู้ดีว่า ผู้ตรวจสอบมีรูปแบบการให้คะแนนที่ละเอียดและเข้มงวดมาก แต่ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา มีความคิดเห็นที่แตกต่างกันไป มีกฎเกณ์การให้คะแนนมากมายปรากฏอยู่บนอินเตอร์เน็ต ซึ่งไม่มีใครรู้ว่ามันเท็จจริงแค่ไหน

แต่มีความจริงที่ไม่เปลี่ยนแปลง เพียงอย่างเดียว : ทีมต้องมาก่อน!

ผู้บัญชาการทีมมีกฎการให้คะแนนอย่างละเอียดสำหรับผู้บัญชาการทีม และมีกฎการให้คะแนนสำหรับความสามารถในการดำเนินการของสมาชิกในทีม อาชีพต่างๆก็มีมาตรฐานการให้คะแนนเฉพาะเช่นกัน และมีตัวอย่างมากมายเกินจะบอกกล่าว เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของทีม จงอย่าคิดเข้าข้างตัวเอง แม้ว่าท้ายที่สุด ‘หมาป่าเดียวดาย’ ที่ทรงพลังเหล่านั้นจะสามารถเอาชนะศัตรูด้วยตัวคนเดียว แต่ก็จะแพ้คะแนนในการทดสอบ

การเลือกคู่ต่อสู้ที่สมเหตุสมผลก็เป็นปัจจัยสำคัญมากเช่นกัน เทพผู้ยิ่งใหญ่ทั้งสี่เลือกที่จะสู้กับผีขาว จะต่อสู้อย่างไร? บดขยี้? หรือลอบโจมตี? ต้องแสดงการทำงานเป็นทีมหรือไม่?

การสอบมีส่วนประกอบของการแสดง แสดงเล็กน้อยไม่เป็นไร แต่อย่าให้มากเกินไป ผู้ตรวจสอบไม่ใช่คนโง่เช่นกัน

หากเลือกผีขาวเป็นเป้าหมายของการต่อสู้ คะแนนจะถูกตั้งไว้ที่ระดับต่ำสุด คะแนนพื้นฐานไม่สูง นอกจากนี้ ผู้ตรวจสอบที่ควรให้ความร่วมมือกับการแสดงของคุณก็จะเมินคุณ จงย้อนกลับไปอ่านกฎอีกครั้ง…

จะอ่านซ้ำเพียงคนเดียว หรือจะอ่านทั้งสี่คนก็ได้นะ

บทเรียนนองเลือดนับไม่ถ้วน ปล่อยให้นักเรียนไม่กล้ามีความคิดพิเศษ

มีการพูดคุยมากมายเหลือเกินเกี่ยวกับการสอบ เจียงเสี่ยววางแผนที่จะศึกษามันอย่างรอบคอบในอนาคต

ในหนึ่งปีของชั้นปี 3 มีคะแนนโบนัสสำหรับการเข้าร่วมในกิจกรรมต่างๆ

ได้แก่: ลีกโรงเรียนมัธยมประจำมณฑลเป่ยเจียง การแข่งขันถมความสูญเปล่าครั้งที่สองของมณฑลเป่ยเจียง และลีกมัธยมแห่งชาติ

สำหรับเจียงเสี่ยว ปีนี้เป็นปีแห่งการต่อสู้

……

นักเรียนผู้ตื่นบางคนออกกำลังกายอย่างหนักทุกวันจนแทบไม่มีแรงเรียน พวกเขารู้สึกอึดอัดมากที่การรับเข้าเรียนในวิทยาลัยและมหาวิทยาลัยยังต้องสอบผ่านวิชาวัฒนธรรม

แต่นี่คือการเข้าศึกษาต่อมหาวิทยาลัยที่รัฐกำหนด หากต้องการเข้าเรียนก็จงปฏิบัติตามมาตรฐานการทดสอบซะดีๆ

ต้องการเข้าไหมล่ะ? ถ้าต้องการก็ต้องทนลำบาก

ความสามารถรอบด้านในกิจการพลเรือนและการทหารถูกเรียกว่า ‘ดาว’

ข่าวดีมีเพียงอย่างเดียวก็คือ ความยากของข้อสอบวัฒนธรรมสำหรับผู้ตื่นนั้น ต่ำกว่านักเรียนทั่วไป

เจียงเสี่ยวสนใจใน ‘วิชาดาว’ เป็นพิเศษ นับตั้งแต่มาถึงโลกนี้ เขาฝึกฝนและตะเกียกตะกายอยู่ในทุ่งหิมะ

ตอนนี้มีโอกาสแล้วที่จะปลูกฝังความเข้าใจในโลกที่แปลกประหลาดนี้อย่างเป็นระบบ ไม่สายเกินไปที่เจียงเสี่ยวจะสนุกกับมัน

สิ่งที่ทำให้เจียงเสี่ยวลำบากเล็กน้อยก็คือ หานเจียงเสวี่ยกำลังจะจัดการกับเขาอย่างเคร่งครัดและวางแผนจะสร้างแผนการเรียนสำหรับเจียงเสี่ยวผีแล้ว ดูเหมือนว่าเธอจะลืมเงื่อนไขที่เจียงเสี่ยวผีต้องเรียนซ้ำชั้น 3 ปีไป

หากตั้งใจเรียนเพียงอย่างเดียว ข้อสอบก็ไม่มีอะไรยาก

ปัญหาคือนักเรียนผู้ตื่นต้องเข้าร่วมการฝึกภาคปฏิบัติเป็นครั้งคราว และใช้เวลาส่วนใหญ่ในแต่ละวันไปกับการฝึกร่างกาย

อายุ 17-18 เป็นวัยที่สมรรถภาพทางกายระเบิดและเติบโต ระดับพลังดาวจะเติบโตเร็วมากในวัยนี้ ดังนั้นจึงต้องใช้โอกาสนี้เพื่อเร่งความก้าวหน้า

มีคนมากมายที่พลาดยุคทองของการเติบโตของพลังดาวนี้ไป และต้องเสียใจกับตัวเองเมื่ออายุมากขึ้น มีผู้ตื่นนับไม่ถ้วนที่ติดอยู่ในระดับหนึ่งของพลังดาว และไม่สามารถปรับปรุงได้ตลอดชีวิต นี่เป็นบทเรียนที่นองเลือด

ออกกำลังกายทุกเช้า ช่วงเช้าเรียนวัฒนธรรม ช่วงบ่ายเรียนภาคปฏิบัติ และอีกสี่คลาสภาคค่ำ มีเวลาเหลือไม่มากสำหรับการเรียนคลาสวัฒนธรรม

เพียงช่วงเช้า เจียงเสี่ยวก็มีความเข้าใจทั่วไปเกี่ยวกับชีวิตการเรียนในอนาคตของเขา

ช่วงบ่ายเป็นภาคปฏิบัติ เจียงเสี่ยวตั้งตารอครูฝึกภาคปฏิบัติของเขา

เป็นที่น่าสังเกตว่า ตอนที่ชั้นเรียนกำลังจะเลิกเรียนตอนเที่ยง สาวน้อยซู่โหรวถูกครูเรียกให้ไปพบ ตอนคาบเช้าครูประจำชั้นเย่ยังคุยกับซู่โหรวอย่างเป็นมิตร ด้วยความกังวลเกี่ยวกับอาการของเธอ แต่ตอนนี้ครูประจำชั้นเย่ดูเหมือนจะไม่พอใจจ้องหน้าซู่โหรวเขม็ง และมีสีหน้าที่ไม่ดีแม้แต่น้อย

ไม่รู้ว่าซู่โหรวมีปัญหาอะไร

เธอ ‘ป่วย’ แบบนี้ จะไปทำอะไรอุกอาจอะไรได้?

เดิมทีเจียงเสี่ยวต้องไปกินข้าวกับหานเจียงเสวี่ยที่โรงอาหาร แต่มันไม่ใช่ เขาถูกสุดหล่อหลี่เว่ยอี้หยุดไว้ และชวนพวกเขาไปกินข้าวเที่ยงด้วยกัน เพื่อเลี้ยงต้อนรับเจียงเสี่ยวผีเข้าร่วมทีม

แน่นอนว่าเจียงเสี่ยวเต็มใจไป เพราะคะแนนสุดท้ายของหานเจียงเสวี่ยไม่ได้ขึ้นอยู่ที่เธอคนเดียว สมาชิกในทีมก็มีความสำคัญมากเช่นกัน

ทีมที่มีความสามัคคีเท่านั้นที่จะสามารถสร้างผลงานที่ดีได้

สิ่งที่เจียงเสี่ยวคิดไม่ถึงก็คือ อาหารอร่อยจากภูเขาและทะเลที่หลี่เว่ยอี้พาไปกิน จะมีรสชาติเหมือน ‘อาหารหมา’

(ผู้แปล – อาหารหมาคือ ยามคู่รักเขาโชว์หวานกัน เสมือนเขากำลังแจกอาหารให้หมาโสดทั้งหลายได้กินกันจนจุกอกตายได้ )

ทั้งสี่คนนั่งแท็กซี่มาถึงร้านอาหารส่วนตัวที่เขตชานเมือง

ทันทีที่เจียงเสี่ยวลงจากรถ เขาก็เห็นสาวงามร่างสูงผมยาวคลุมไหล่โบกมือให้พวกเขาทั้งสี่: “ไฮ้! ทางนี้!”

หญิงสาวสวมเสื้อเชิ้ตสีขาวตัวยาว สีเทาท่อนล่าง…กางเกงวอร์ม?

อืม! เจียงเสี่ยวไม่เข้าใจแฟชั่นเสื้อผ้าสตรี กางเกงรัดรูปทั้งหมดถูกเขาเรียกว่ากางเกงวอร์ม

เธอสวมรองเท้าแตะ เปิดเผยเท้าสีขาวอ่อนนุ่ม มีกระเป๋าสะพายไหล่ใบเล็ก ดูทันสมัยมาก

บวกกับรอยยิ้มแสนหวาน ทำให้ดูมีกลิ่นอายแห่งความอ่อนเยาว์และมีชีวิตชีวา

หลี่เว่ยอี้ทักทายเธอด้วยรอยยิ้มบนใบหน้า

ทั้งคู่เพิ่งพบกันก็เลี้ยง ‘อาหารหมา’ เจียงเสี่ยวทันที

ตามมาด้วยคำถามว่า ทำไมสาวสวยตามแฟชั่นขนาดนี้ถึงได้มาตามติดหลี่เว่ยอี้ได้ แต่ไหงเมื่อพวกเขามายืนเคียงข้างกัน เขากลับรู้สึกว่าเป็นภาพที่ดูดีล่ะ?

อืม…

ด้วยผมหยักศกและใบหน้าหล่อเหลาของหลี่เว่ยอี้ เป็นไปได้จริงๆที่จะได้เวลาเปิดตัว

“พวกเขาเป็นบ๊วยเขียวม้าไม้ไผ่ เราก็ได้แต่อิจฉา” เซี่ยหยานวางข้อศอกของเธอบนไหล่ของเจียงเสี่ยว

เซี่ยหยานใช้นิ้วบีบริมฝีปากอ่อนนุ่มของเธอจนดูเหมือนนักเลงหัวไม้ มองหญิงสาวที่อยู่ไม่ไกลขึ้นๆลงๆ “เธอชื่อหลี่ชิงเหมย เป็นแฟนของพี่หลี่”

เจียงเสี่ยว “หลี่อะไรเหมยนะ?”

“หลี่ชิงเหมย”

เจียงเสี่ยว “บ๊วยเขียว(ชิงเหมย) อะไรนะ?”

เซี่ยหยานโบกกะโหลกด้านหน้า ส่วนที่โบกมาจากด้านหลัง…

เจียงเสี่ยวตกใจ

เวรแล้ว

หานเจียงเสวี่ย

อย่าโบกผมเลย ผมยังไม่อยากข้ามมิติ…

.

*******

ผู้แปล – เหมยหรือพลัม เป็นไม้ผลที่คนไทยมักเรียกผลของมันว่า บ๊วย และเรียกดอกของมันว่าเหมย … บ๊วยเขียวม้าไม้ไผ่ หมายถึงคู่รักที่รู้จักกันมาตั้งแต่เด็ก

จบบทที่ บทที่ 76 บ๊วยเขียวม้าไม้ไผ่

คัดลอกลิงก์แล้ว