- หน้าแรก
- แฮร์รี่ พอตเตอร์ : ฉันคือ เจมส์ พอตเตอร์
- แฮร์รี่พอตเตอร์ : ฉันคือ เจมส์ พอตเตอร์ ตอนที่ 5 มุกตลกครั้งแรก
แฮร์รี่พอตเตอร์ : ฉันคือ เจมส์ พอตเตอร์ ตอนที่ 5 มุกตลกครั้งแรก
แฮร์รี่พอตเตอร์ : ฉันคือ เจมส์ พอตเตอร์ ตอนที่ 5 มุกตลกครั้งแรก
แฮร์รี่พอตเตอร์ : ฉันคือ เจมส์ พอตเตอร์ ตอนที่ 5 มุกตลกครั้งแรก
ประตูห้องสมุดเปิดออก เสียงนั้นเรียกความสนใจให้เจมส์หันไปมอง ผู้ที่ก้าวเข้ามาคือยูฟีเมีย แม่ของเขา
ยูฟีเมียมีเรือนผมยาวตรงสีดำสนิท แซมด้วยผมหงอกเพียงเล็กน้อยตามวัยวุฒิ เธอวางตัวสง่างามและมีดวงตาที่ฉายแววสงบนิ่ง เมื่อสายตานั้นทอดมองมายังลูกชายตัวน้อย รอยยิ้มอ่อนโยนก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้า
“แม่ครับ” เจมส์กล่าวทักทายพลางลุกขึ้นจากเก้าอี้ หนังสือที่เขาอ่านอยู่ปิดลงเองโดยอัตโนมัติ ก่อนจะลอยกลับเข้าชั้นหนังสืออย่างเงียบเชียบ
ยูฟีเมียมมองภาพนั้นโดยไม่รู้สึกประหลาดใจ การควบคุมเวทมนตร์ได้อย่างยอดเยี่ยมของลูกชายวัยห้าขวบกลายเป็นสิ่งที่เธอชินชาไปเสียแล้ว
“เจมส์ แม่บอกแล้วไงจ๊ะว่าให้เรียกแม่ว่า ‘แม่จ๋า’ หรือ ‘แม่’ ก็ได้” ยูฟีเมียกล่าวเย้า แม้จะเป็นคำตักเตือน แต่น้ำเสียงกลับอ่อนโยนและอบอุ่นยิ่ง
“ขอโทษครับ . . . แม่” เจมส์ตอบรับ เขาเคยชินกับการเรียกเอลิซาเบธว่า ‘คุณแม่’ ซึ่งฟังดูเป็นทางการและห่างเหินกว่ามากในชีวิตก่อน
“น่ารักขนาดนี้ แม่จะโกรธลงได้ยังไงกัน” ยูฟีเมียพูดพลางรวบตัวลูกชายเข้ามากอด เจมส์กอดตอบ เขาเริ่มคุ้นเคยกับอ้อมกอดของมารดาแล้วและไม่เคยรู้สึกรำคาญเลยสักนิด
ในชีวิตก่อน เขาแทบไม่เคยได้รับเศษเสี้ยวของความรักจากแม่หรือสมาชิกครอบครัวคนใด แต่ในตอนนี้ เขากลับชื่นชอบที่พ่อแม่ในชีวิตนี้แสดงความรักต่อเขาอย่างเปิดเผย
“ว่าแต่ ทำไมวันนี้ไม่ออกไปเล่นข้างนอกล่ะจ๊ะ? อากาศดีมากเลยนะ เด็ก ๆ หลายคนกำลังเล่นกันอยู่ในสวนด้วย” ยูฟีเมียถามด้วยน้ำเสียงเจือความกังวล
ลูกชายของเธอสมบูรณ์แบบทั้งรูปลักษณ์ พรสวรรค์ทางเวทมนตร์ และแทบทุกด้าน สิ่งเดียวที่เธอเป็นห่วงที่สุดคือเขายังไม่มีเพื่อนเลยสักคน
เจมส์รับรู้ถึงความกังวลนั้นแต่ไม่รู้จะตอบอย่างไรดี เขารู้ว่าแม่เป็นห่วงเพราะเขาดูเหมือนเด็กเก็บตัวที่เล่นกับพ่อแม่เท่านั้น จากนั้นก็หมกตัวอยู่ในห้องสมุดหรืออ่านนิตยสารควิดดิช
ปัญหาคือเขาไม่อาจเข้ากับเด็กวัยห้าขวบได้จริง ๆ พวกนั้นยังเด็กและไร้เดียงสาเกินไปเมื่อเทียบกับเนื้อแท้ของเขา หากต้องไปคบหาด้วย เขารู้สึกเหมือนตัวเองต้องไปเป็นพี่เลี้ยงเด็กมากกว่า แม้เขาอยากมีเพื่อนคนแรก แต่เด็กวัยนี้ยังไม่สามารถสนทนาในเรื่องที่น่าสนใจได้
“ผมเล่นกับแม่ไม่ได้เหรอครับ?” เจมส์ถามพลางทำหน้าตาน่าสงสารราวกับเทวดาตัวน้อย
อีกสิ่งหนึ่งที่เปลี่ยนไปในตัวเจมส์คือบุคลิกภาพ ตลอดห้าปีที่ผ่านมา เขาเปลี่ยนแปลงไปมาก ทั้งหมดเป็นผลจากการเลี้ยงดูของพ่อแม่ ในชีวิตก่อนเขาเย็นชา ไร้อารมณ์ และไม่ตื่นเต้นกับสิ่งใด แต่ตอนนี้ไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว
เขาได้สัมผัสความรักจากพ่อแม่ ได้ทำในสิ่งที่ชอบ และไม่จำเป็นต้องเสแสร้งเพื่อเอาใจครอบครัว หรือทำตัวเป็นหุ่นยนต์อีกต่อไป
‘น่ารักจริง ๆ เลย’ ยูฟีเมียคิดด้วยหัวใจที่หลอมละลาย แต่ถึงอย่างนั้นเธอก็ไม่อาจยอมใจอ่อนในเรื่องนี้ได้
“แม่ก็ชอบเล่นกับเจมส์นะจ๊ะ แต่ลูกควรมีเพื่อนเป็นเด็กคนอื่นด้วย มันจะดีต่อตัวลูกเอง ลองดูสักหน่อยนะลูกนะ” ยูฟีเมียพูดพลางย่อตัวลงให้ระดับสายตาเสมอกับลูกชาย
เจมส์รู้ดีว่าหากเขาปฏิเสธ แม่ก็คงไม่โกรธ และในชีวิตนี้เขาไม่จำเป็นต้องคอยพะเน้าพะนอเอาใจพ่อแม่เหมือนเมื่อก่อน ทว่าเขาก็รู้ดีว่าแม่ทำเช่นนี้เพราะเป็นห่วงเขาจากใจจริง
“ก็ได้ครับแม่” เจมส์พยักหน้า ลึก ๆ แล้วเขาก็แอบกลัวว่าหากปฏิเสธ แม่อาจมีปฏิกิริยาเหมือนแม่ในชีวิตก่อน เอลิซาเบธ
“เยี่ยมเลยจ้ะ! เอาการ์ดกบช็อกโกแลตไปแลกกับเด็ก ๆ ด้วยสิ ลูกมีใบซ้ำตั้งเยอะนี่นา” ยูฟีเมียกล่าวพร้อมรอยยิ้มกว้าง
การ์ดเหล่านี้เป็นของสะสมที่มีภาพและข้อมูลของพ่อมดแม่มดชื่อดัง แถมมากับการซื้อกบช็อกโกแลต ซึ่งในแต่ละซองจะสุ่มการ์ดมาให้
เจมส์เป็นนักสะสมตัวยง พ่อแม่จึงซื้อกบช็อกโกแลตให้เขาอยู่เสมอ มันทั้งอร่อยและเป็นวิธีเรียนรู้เรื่องราวของพ่อมดแม่มดไปในตัว
สำหรับเจมส์หนังสือประวัติศาสตร์เวทมนตร์ช่างน่าเบื่อ ไม่ต่างจากตำราประวัติศาสตร์ในชีวิตก่อน ส่วนการใช้เวทมนตร์ในเชิงปฏิบัติก็แทบไม่จำเป็นต้องเรียนรู้จากประวัติศาสตร์ ทำให้เขาขี้เกียจอ่านหนังสือจำพวกนั้น
เมื่อใส่การ์ดจนเต็มถุง เจมส์ก็ออกจากบ้าน แม่โบกมือลาด้วยรอยยิ้มกว้าง ภูมิใจที่เห็นลูกชายพยายามออกไปหาเพื่อน
เจมส์อาศัยอยู่ในหมู่บ้านก็อดดริกส์ฮอลโลว์ ทางตะวันตกของอังกฤษ ในเขตเวสต์คันทรี หมู่บ้านเล็ก ๆ แห่งนี้มีจัตุรัส โบสถ์ สุสาน ที่ทำการไปรษณีย์ โรงเหล้า และร้านค้าอีกไม่กี่แห่ง
ที่นี่มีครอบครัวพ่อมดแม่มดอาศัยอยู่ปะปนกับผู้คนทั่วไปจำนวนไม่น้อย แต่ไม่ใช่หมู่บ้านเวทมนตร์ล้วน ดังนั้นชาวผู้วิเศษจึงต้องหลีกเลี่ยงการใช้เวทมนตร์อย่างเปิดเผย เพื่อไม่ให้พวกมักเกิ้ลจับได้
‘มักเกิ้ล . . .’ เจมส์คิดด้วยสีหน้าเรียบเฉยขณะเดินไปยังจัตุรัสกลางหมู่บ้าน
มักเกิ้ลคือคนธรรมดาที่ไม่มีเวทมนตร์ เกิดจากพ่อแม่ที่ไร้เวทมนตร์ และไม่อาจใช้เวทมนตร์ได้ จากความรู้ด้านประวัติศาสตร์เวทมนตร์เพียงเล็กน้อยของเขา ในศตวรรษที่ 17 ได้มีการประกาศใช้บทบัญญัติว่าด้วยความลับพ่อมดแม่มดนานาชาติ เพื่อคุ้มครองชุมชนผู้วิเศษจากมักเกิ้ล และซ่อนการมีอยู่ของพวกเขาจากโลกภายนอก
พ่อมดแม่มดจำนวนมากไม่เห็นด้วยและต้องการประกาศสงครามกับมักเกิ้ล ซึ่งในช่วงเวลานั้น การจับกุมและล่าแม่มดโดยมักเกิ้ลเพิ่มขึ้นอย่างมาก ท้ายที่สุดกฎหมายดังกล่าวก็ผ่านมติ และมักเกิ้ลส่วนใหญ่ก็ไม่รับรู้ถึงโลกเวทมนตร์อีกต่อไป
หากใช้เวทมนตร์ต่อหน้ามักเกิ้ลโดยไม่มีเหตุผลอันควร กระทรวงเวทมนตร์จะลงโทษตามความเหมาะสม สำหรับเจมส์ เขาเห็นด้วยกับกฎหมายนี้ เพราะอีกทางเลือกหนึ่งคือสงครามเต็มรูปแบบระหว่างพ่อมดกับมักเกิ้ล ซึ่งรังแต่จะสร้างความสูญเสีย
ขณะครุ่นคิดถึงประเด็นการเมืองอันซับซ้อนเหล่านี้ เจมส์ก็มาถึงจัตุรัส เขาเห็นเด็ก ๆ หลายคนกำลังเล่นกันอยู่ เขารู้ทันทีว่าเด็กกลุ่มไหนมาจากครอบครัวพ่อมด เพราะพวกนั้นรวมกลุ่มกันแยกจากเด็กมักเกิ้ลอย่างชัดเจน
เขาไม่รู้จะเริ่มต้นบทสนทนาอย่างไร จะให้เดินเข้าไปถามเด็กอายุห้าถึงสิบขวบว่า “พวกเธอคิดอย่างไรกับบทบัญญัติความลับพ่อมดแม่มด? เห็นด้วยหรืออยากทำสงครามกับมักเกิ้ล?”
ก็คงเป็นไปไม่ได้
เจมส์มองกลุ่มเด็กจากครอบครัวพ่อมด เขาไม่ได้ดูถูกมักเกิ้ล เพียงแต่คิดว่าการผูกมิตรกับเด็กที่มีเวทมนตร์น่าจะง่ายกว่า เพราะอยู่ในโลกเดียวกัน เขาอาจคุยเรื่องควิดดิชหรือการ์ดกบช็อกโกแลต ซึ่งเป็นสิ่งที่เด็กมักเกิ้ลไม่เข้าใจ
กลุ่มนั้นมีเด็กอยู่สี่คน เด็กผู้หญิงหนึ่งคน และเด็กผู้ชายสามคน หากจำไม่ผิด เด็กผู้หญิงมาจากตระกูลชาฟิก เด็กผู้ชายสองคนมาจากตระกูลบูลสโตรด ส่วนอีกคนหนึ่งเขาจำไม่ได้
เด็กคนหนึ่งสังเกตเห็นสายตาของเจมส์ จึงสะกิดเพื่อน ๆ พร้อมชี้มาที่เขา ทันใดนั้นทุกคนก็หันมาจ้อง เด็กผู้หญิงเดินตรงเข้ามาหาโดยมีเด็กคนอื่นเดินตามหลังมาติด ๆ ดูเหมือนเธอจะเป็นหัวหน้ากลุ่ม
“มาทำอะไรที่นี่ ไอ้ตัวประหลาด?” เด็กผู้หญิงถามด้วยน้ำเสียงหยาบคายและดูแคลน เด็กคนอื่น ๆ หัวเราะอย่างเจ้าเล่ห์
เจมส์แปลกใจเล็กน้อยกับการโจมตีอย่างกะทันหันนี้ เขาคิดว่าตัวเองอ่านคนเก่งพอสมควร แต่ไม่รู้เลยว่าตนกลายเป็น “ตัวประหลาด” ในสายตาคนอื่นตั้งแต่เมื่อไหร่
ในชีวิตก่อน เขาสามารถทำให้ผู้คนรอบตัวชื่นชมและอยากคบหาได้อย่างง่ายดาย แต่ในชีวิตนี้ เขาไม่ใส่ใจเรื่องพวกนั้นนัก และให้ความสำคัญกับพ่อแม่และเวทมนตร์มากกว่า
“ฉันมาแลกการ์ด” เจมส์ตอบโดยไม่สนใจคำดูถูก พร้อมยกถุงใส่การ์ดขึ้นเล็กน้อย
“ไปแลกกับแม่แกสิ” เด็กชายคนหนึ่งพูดสวนขึ้นพร้อมรอยยิ้มเยาะเย้ย เด็กคนอื่นหัวเราะเสียงดัง หนึ่งในนั้นทำท่าล้อเลียนเจมส์ตอนกอดแม่
‘จริง ๆ ก็อยากทำแบบนั้นอยู่หรอก แต่แม่ส่งฉันมาที่นี่’ เจมส์คิด สีหน้ายังคงราบเรียบ
“ฉันมีการ์ดซ้ำหลายใบ น่าจะมีบางใบที่พวกนายอยากได้” เจมส์พูดอีกครั้ง พยายามจะผูกมิตรต่อไปตามคำขอของแม่
เด็กผู้หญิงเห็นสีหน้าไร้อารมณ์ของเขาก็ยิ่งโกรธจัด
“ไสหัวไปซะ พอตเตอร์! จัตุรัสนี่ไม่ใช่ที่ของพวกทรยศต่อสายเลือด!” เธอตะโกนอย่างเดือดดาล
เมื่อได้ยินเช่นนั้น เจมส์ขมวดคิ้วเล็กน้อย บัดนี้เขาเข้าใจแล้วว่าทำไมเด็กพวกนี้ถึงก้าวร้าวใส่เขา
ตระกูลพอตเตอร์ถูกพวกเลือดบริสุทธิ์หัวรุนแรงมองว่าเป็น “คนทรยศต่อเลือด” เพราะไม่เลือกปฏิบัติ และคบหากับมักเกิ้ล พวกที่เกิดจากมักเกิ้ล และพวกเลือดผสม เหตุผลหลักมาจากปู่ของเขา เฮนรี่ ผู้ซึ่งเคยพยายามช่วยเหลือมักเกิ้ลในช่วงสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ขณะดำรงตำแหน่งในศาลสูงวิเซ็นกาม็อต
เจมส์อาจทนถูกเรียกว่าตัวประหลาด หรือถูกล้อว่าติดแม่ได้ แต่เขาไม่ยอมให้ใครมาดูหมิ่นครอบครัวของเขา เขามองซ้ายมองขวา และพบว่าไม่มีผู้ใหญ่คนไหนเฝ้ามองอยู่
เขาหันกลับมามองกลุ่มเด็กเกเร ก่อนที่เด็กผู้หญิงจะทันพูดอะไรต่อ กระโปรงของเธอก็ร่วงลงไปกองที่ข้อเท้าในพริบตา เผยให้เห็นกางเกงชั้นใน
ในเวลาเดียวกัน กางเกงขาสั้นของเด็กชายอีกสามคนก็หลุดลงพร้อมกัน เผยให้เห็นกางเกงในลวดลายน่ารัก ทั้งลายหมีเท็ดดี้ ยูนิคอร์น และลูกสนิชสีทอง
“เฮ้ย!” ทั้งสี่คนอุทานพร้อมกันด้วยความตกใจและอับอาย รีบดึงเสื้อผ้าขึ้นมา แต่ไม่ทันไร มันก็หลุดลงไปอีกครั้ง
“ลายสวยดีนี่” เจมส์กล่าวด้วยท่าทางยโส พร้อมรอยยิ้มเยาะที่มุมปาก
“แก! แกทำอะไร!” เด็กผู้หญิงตะโกนใส่เจมส์ด้วยสายตาเคียดแค้น เธอพยายามจับกระโปรงไว้ แต่ไม่ว่าจะพยายามแค่ไหน มันก็ร่วงลงซ้ำแล้วซ้ำเล่าราวกับมีชีวิต
เด็กชายทั้งสามอับอายจนหน้าแดงก่ำ โดยเฉพาะเมื่อเจมส์ทำเหมือนเรื่องนี้เป็นเรื่องตลกขบขัน
“เกวน ไปกันเถอะ!” เด็กชายคนหนึ่งพูดก่อนจะออกวิ่งหนี พลางดึงกางเกงขึ้นไปด้วย แต่ขณะวิ่ง กางเกงก็หลุดลงมาอีกครั้ง ทำให้เขาสะดุดขาตัวเองล้มหน้าคว่ำคลุกฝุ่น
“เรื่องนี้ไม่จบแค่นี้แน่ พอตเตอร์!” เกวนประกาศกร้าว พลางรีบเดินหนีจากไปทั้งที่แก้มยังแดงก่ำ ตั้งแต่เล็กจนโต เธอเติบโตมาท่ามกลางความหรูหราและในฐานะเลือดบริสุทธิ์ ไม่เคยมีใครกล้าท้าทายเธอเช่นนี้มาก่อน
“อยากจะพูดอะไรก็เชิญ” เจมส์พึมพำอย่างเบื่อหน่าย ก่อนจะเดินไปนอนพักใต้ร่มไม้
เขาไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าการแกล้งเด็กคนอื่นเล็ก ๆ น้อย ๆ จะทำให้รู้สึกสดชื่นได้ขนาดนี้
‘บางที . . . ฉันควรทำแบบนี้บ่อย ๆ’ เขาคิดพลางนอนเอกเขนกบนผืนหญ้า ดูเหมือนว่าเขาจะค้นพบงานอดิเรกใหม่เข้าให้แล้ว
ในชีวิตก่อนฐานะทายาทรอธส์ไชลด์บังคับให้เขาต้องวางตัวเคร่งขรึมและสง่างาม ไม่อาจเล่นพิเรนทร์ได้ เพราะจะถูกแม่ลงโทษและอบรมยืดยาว แต่ในชีวิตนี้ เขามีอิสรภาพอย่างแท้จริง