- หน้าแรก
- แฮร์รี่ พอตเตอร์ : ฉันคือ เจมส์ พอตเตอร์
- แฮร์รี่พอตเตอร์ : ฉันคือ เจมส์ พอตเตอร์ ตอนที่ 3 เป้าหมายใหม่
แฮร์รี่พอตเตอร์ : ฉันคือ เจมส์ พอตเตอร์ ตอนที่ 3 เป้าหมายใหม่
แฮร์รี่พอตเตอร์ : ฉันคือ เจมส์ พอตเตอร์ ตอนที่ 3 เป้าหมายใหม่
แฮร์รี่พอตเตอร์ : ฉันคือ เจมส์ พอตเตอร์ ตอนที่ 3 เป้าหมายใหม่
“ชื่อไพเราะมาก” หญิงชรากล่าว
“สวัสดีจ้ะเจมส์ นี่แม่นะ พ่อกับแม่รอลูกมาเนิ่นนานเหลือเกิน แม่รักลูกสุดหัวใจเลยนะจ๊ะ” แม่คนใหม่ของเอ็ดเวิร์ด ซึ่งบัดนี้มีชื่อว่าเจมส์ กระซิบแผ่วเบา
เสียงร้องไห้ของเอ็ดเวิร์ดค่อย ๆ เบาลงจนเงียบสนิท เขาไม่เคยได้ยินถ้อยคำเช่นนี้มาก่อนเลยในชีวิตที่แล้ว
น้ำเสียงที่อบอุ่นและความรักใคร่ของผู้หญิงคนนี้ทำให้เอ็ดเวิร์ดสัมผัสได้ถึงความรู้สึกที่เขาไม่เคยพานพบมาก่อน ความรู้สึกของการถูกรัก ในอ้อมกอดของแม่คนใหม่ เขาเริ่มรู้สึกเหนื่อยอ่อน เขาไม่รู้เลยว่าเวลาผ่านไปนานเท่าไรแล้วนับตั้งแต่เขาตาย และไม่รู้ว่าเรื่องทั้งหมดนี้เป็นเพียงความฝันหรือไม่
ในอ้อมกอดของแม่ เขารู้สึกอบอุ่นเหลือเกิน จนเผลอหลับไปอย่างสนิท
“คำพูดของคุณช่วยปลอบประโลมแก แกหลับปุ๋ยไปแล้วค่ะ” หญิงชรากล่าวพร้อมรอยยิ้ม
“ใช่ค่ะ . . . เขาจะเป็นเด็กดีและเป็นพ่อมดที่ยิ่งใหญ่” ผู้เป็นแม่กล่าวด้วยรอยยิ้มอบอุ่นโดยไม่ละสายตาไปจากทารกน้อยที่กำลังหลับใหลในอ้อมแขน
“ยูฟีเมีย ผมมาแล้ว!” เสียงชายหนุ่มดังขึ้น พร้อมกับประตูที่ถูกเปิดออกอย่างกะทันหัน
เขาเป็นชายวัยกลางคนที่มีผมสีดำและดวงตาสีฟ้า บนหน้าผากของเขามีเหงื่อผุดพราย
“ชูว์!” หญิงชรายกนิ้วชี้ขึ้นจรดริมฝีปากเบา ๆ สีหน้าของเธอดูเคร่งขรึมและคิ้วขมวดเข้าหากันเล็กน้อย
“ขอโทษครับ” ชายคนนั้นกล่าวเสียงเบา เขาเพิ่งสังเกตเห็นทารกที่กำลังหลับอยู่ในอ้อมแขนของภรรยา เมื่อได้เห็นทารกน้อย ความสุขก็แผ่ซ่านไปทั่วสรรพางค์กาย ภรรยาของเขาที่ชื่อยูฟีเมียโบกมือเรียกเขา
“มานี่สิคะที่รัก” เธอกล่าวด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา
ชายหนุ่มที่มีชื่อว่าฟลีมอนต์รีบสาวเท้าเข้ามา เมื่อมาถึงเขาก็นั่งลงเคียงข้างภรรยาและทอดมองทารกน้อยด้วยความรักใคร่ พลางลูบศีรษะของแกอย่างอ่อนโยน
“ยินดีต้อนรับสู่โลกใบนี้จ้ะ เจมส์” ฟลีมอนต์กระซิบด้วยน้ำเสียงอบอุ่น เขาและยูฟีเมียได้ตกลงเรื่องชื่อกันไว้ก่อนหน้านี้แล้ว
. . .
ผ่านไปหลายวันแล้วนับตั้งแต่เอ็ดเวิร์ด หรือที่ตอนนี้ถูกเรียกว่าเจมส์ ได้กลับมาเกิดใหม่ อาการตกใจในตอนแรกนั้นรุนแรงมาก น้อยครั้งนักที่จะมีเหตุการณ์ใดทำให้เขาประหลาดใจได้มากขนาดนี้ อย่างไรก็ตามเขาไม่ได้รู้สึกไม่พอใจกับสถานการณ์นี้เลยแม้แต่น้อย ด้วยเหตุผลเพียงข้อเดียว นั่นคือพ่อแม่รักเขา ทุก ๆ วันเขาสัมผัสได้ถึงความรักอันยิ่งใหญ่ของพวกเขา
การเป็นทารกที่มีสติสัมปชัญญะของเด็กหนุ่มอายุ 15 ปีเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน เขาแทบจะขยับตัวไม่ได้ และเมื่อขยับตัว เขาก็จะหมดแรงภายในเวลาเพียงไม่กี่นาที
เรื่องน่าตกใจเรื่องที่สองเกิดขึ้นเมื่อเขาทราบว่านามสกุลของเขาคือ ‘พอตเตอร์’ ในตอนแรกเขาไม่ได้คิดอะไรมาก เพราะมัวแต่ตกตะลึงกับการเกิดใหม่และดื่มด่ำกับความรักที่ได้รับเป็นครั้งแรกในชีวิต ประกอบกับความจริงที่ว่าเป็นนามสกุลที่พบได้ทั่วไปในอังกฤษ
แต่แล้วเขาก็จำได้ว่านามสกุลนี้โด่งดังมากในชีวิตที่แล้วของเขา เพราะนิยายแฟนตาซีเรื่อง “แฮร์รี่ พอตเตอร์” ซึ่งบรรยายถึงการผจญภัยของหนุ่มน้อยแฮร์รี่ในโลกแห่งเวทมนตร์และคาถา แม้ว่านามสกุลพอตเตอร์จะเป็นเรื่องปกติในอังกฤษ แต่สิ่งที่เขาได้ยินและสังเกตเห็นจากพ่อแม่ทำให้เขาเข้าใจว่าเขาอยู่ในโลกแห่งเวทมนตร์จริง ๆ
แม้จะเป็นเพียงทารก แต่เจมส์ก็สามารถได้ยินและสังเกตสิ่งรอบข้างได้ แม่ของเขามีไม้กายสิทธิ์ที่เพียงแค่สะบัดข้อมือเบา ๆ ก็สามารถทำให้สิ่งของต่าง ๆ ลอยขึ้นได้โดยปราศจากความยากลำบาก ซึ่งขัดต่อกฎฟิสิกส์ทุกข้อ สร้างความตกตะลึงและทึ่งให้กับใบหน้าเล็ก ๆ ของเจมส์
‘ฉันกลับชาติมาเกิดในโลกของนิยายที่มีคนเขียนขึ้นในชีวิตที่แล้วงั้นเหรอ?’ เจมส์คิดอย่างไม่อยากจะเชื่อ เขาเป็นคน หรือถ้าจะพูดให้ถูกคือเป็นวัยรุ่นสายวิทยาศาสตร์ ก่อนหน้านี้เขาไม่เคยเชื่อการกลับชาติมาเกิด แต่ทั้งที่ถูกรถชน เขากลับมาเกิดใหม่เป็นทารก และที่น่าประหลาดใจที่สุดคืออยู่ในอีกโลกหนึ่ง
ความทรงจำอันไม่น่าอภิรมย์หลั่งไหลเข้ามาในหัว ตอนที่เขาอายุประมาณ 12 ปี เขาพยายามอย่างยากลำบากที่จะซ่อนหนังสือแฮร์รี่ พอตเตอร์ ภาค “แฮร์รี่ พอตเตอร์ กับศิลาอาถรรพ์” ให้พ้นจากสายตาของแม่
เขาต้องระมัดระวังตัวเป็นอย่างมากในการอ่านหนังสือเล่มนั้น เพราะถ้าแม่จับได้ เรื่องราวคงจบไม่สวยแน่ แต่โชคร้ายที่สาวใช้คนหนึ่งเห็นเขาถือหนังสือและนำเรื่องไปฟ้องแม่
เนื่องจากแม่ไม่สามารถเฝ้าดูเขาได้ตลอด 24 ชั่วโมง เธอจึงฝึกฝนคนรับใช้ในบ้านมาเป็นอย่างดี เพื่อให้พวกเขามารายงานเธอหากเอ็ดเวิร์ดทำตัวไร้ประโยชน์
เมื่อเอลิซาเบธรู้ว่าเขากำลังอ่านหนังสือนิยายแฟนตาซี เธอก็แย่งมันไปจากเขาด้วยความโกรธเกรี้ยวและเผามันในเตาผิงต่อหน้าต่อตา จากนั้นเธอก็ดุด่าว่ากล่าวเขาด้วยอารมณ์ฉุนเฉียวอยู่นานถึงสองชั่วโมง โดยบอกว่าทายาทรอธส์ไชลด์ไม่สามารถอ่านเรื่องไร้สาระของเด็ก ๆ ได้ และควรจดจ่ออยู่กับสิ่งที่สำคัญเท่านั้น
นับจากวันนั้นมา เขาไม่เคยพยายามอ่านหรือทำอะไรที่เขาชอบหรือสนใจอีกเลย และปฏิบัติตามคำสั่งของแม่อย่างเคร่งครัดทุกประการ
เพราะถูกจับได้เร็วเกินไป เขาจึงไม่มีเวลาพอที่จะอ่านหนังสือจนจบ แต่เพียงส่วนเล็กน้อยที่ได้อ่าน เขาก็หลงรักมัน มันเป็นเพียงไม่กี่ช่วงเวลาในชีวิตที่เขารู้สึกว่าตัวเองกำลังมีความสุข เพราะการอ่านหนังสือเล่มนั้นทำให้เขารู้สึกราวกับได้หลุดเข้าไปอยู่ในอีกโลกหนึ่ง
สิ่งนี้บวกกับเหตุการณ์อันไม่น่าจดจำเกี่ยวกับแม่ ทำให้เขาไม่มีวันลืมหนังสือเล่มนั้น ส่วนที่น่าสนใจที่สุดคือตอนที่แฮร์รี่กำลังมุ่งหน้าไปยังโรงเรียนเวทมนตร์ฮอกวอตส์ อย่างไรก็ตามเขาอ่านไปไม่ถึงส่วนนั้น สิ่งสุดท้ายที่เขาได้อ่านคือตอนที่แฮร์รี่ขึ้นรถไฟเวทมนตร์
แม้จะอ่านหนังสือเล่มนั้นเมื่อ 3 ปีก่อน แต่เขาก็จำเรื่องราวสำคัญ ๆ ได้อย่างแม่นยำ เพราะมันเป็นหนังสือที่เขาชอบที่สุด และในชีวิตที่แล้ว เขาเป็นอัจฉริยะผู้มีความจำเกือบจะเป็นภาพถ่าย ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องยากที่จะจดจำเนื้อหาอันน้อยนิดที่เขาได้อ่านจากหนังสือเล่มนั้น
ปัญหาหลักคือชื่อของเขา ‘เจมส์ พอตเตอร์’ เขาจำได้แม่นว่าในบทแรก ๆ มีการเอ่ยชื่อนี้และเขาคือพ่อของแฮร์รี่ พอตเตอร์ เรื่องน่าเศร้าก็คือเขาถูกฆ่าตายพร้อมกับลิลลี่ ภรรยาของเขา ภายในบ้านของพวกเขาเอง
เขาถูกฆ่าโดยพ่อมดศาสตร์มืดที่ชื่อว่า ‘โวลเดอมอร์’ เขาจำชื่อนั้นได้อย่างชัดเจน เพราะมันเป็นชื่อของตัวร้ายหลัก เรื่องลึกลับก็คือแฮร์รี่ พอตเตอร์ ซึ่งอยู่ในบ้านกับพวกเขาด้วย กลับรอดชีวิตมาได้ทั้งที่เป็นเพียงทารกที่ไร้ทางสู้
ไม่เพียงเท่านั้น แต่นับจากวันนั้น โวลเดอมอร์ก็หายตัวไปราวกับว่าทารกน้อยสามารถเอาชนะเขาได้ด้วยวิธีบางอย่าง ทิ้งไว้เพียงรอยแผลเป็นบนหน้าผากของเด็กน้อย ดังนั้นสังคมผู้วิเศษจึงเรียกขานเขาว่า ‘เด็กชายผู้รอดชีวิต’ และเฉลิมฉลองในนามของเขา เพราะพ่อมดโวลเดอมอร์ผู้นี้ได้สร้างความหวาดกลัวไว้อย่างมากมาย
ในตอนนี้เจมส์ไม่ได้สนใจปริศนาที่ว่าทำไมโวลเดอมอร์ถึงฆ่าแฮร์รี่ไม่ได้ แต่สิ่งที่เขากังวลที่สุดคือในอนาคตเขาจะถูกโจมตีและสังหารโดยพ่อมดศาสตร์มืดผู้นี้
สาเหตุของการโจมตียังไม่ชัดเจนสำหรับเขานัก จากสิ่งที่เขาพอจะได้อ่านจากหนังสือ คือทั้งเจมส์และลิลลี่ ภรรยาของเขา ต่างเป็นพ่อมดแม่มดที่มีพรสวรรค์และอนาคตไกล
ดังนั้นโวลเดอมอร์ที่ไม่สามารถดึงตัวพวกเขามาร่วมฝ่ายได้ จึงตัดสินใจกำจัดพวกเขาให้พ้นทาง เพราะพวกเขาอาจกลายเป็นตัวอันตรายในอนาคต
เจมส์รู้ดีว่ายังมีข้อมูลอีกมากที่ขาดหายไปและมีปริศนาให้ไข เพราะหนังสือแฮร์รี่ พอตเตอร์มีหลายเล่ม แต่ข้อเสียคือเขาไม่ได้อ่านพวกมัน และเล่มเดียวที่เขาได้อ่านก็อ่านไปเพียงไม่กี่บทเท่านั้น
‘ฉันจะตายในชีวิตนี้ไม่ได้ ไม่ใช่ตอนนี้ที่มีพ่อและแม่ที่รักฉัน’ เจมส์คิดในเปลด้วยความมุ่งมั่น
เขาไม่อยากมีความเสียใจแบบเดิมในชีวิตนี้อีก เขาจึงอยากใช้ชีวิตให้คุ้มค่าที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีพ่อแม่ที่รักเขาถึงสองคน
ทางเลือกหนึ่งที่จะไม่ตกเป็นเป้าหมายของพ่อมดศาสตร์มืดคือการไม่ฝึกเวทมนตร์ หรือเป็นเพียงพ่อมดดาษดื่นเพื่อที่โวลเดอมอร์จะได้ไม่สนใจเขา แต่เขาไม่อาจเลือกเส้นทางนี้ได้ เพราะเขาไม่รู้แน่ชัดว่าโวลเดอมอร์มาฆ่าเขาด้วยตัวเองเพียงเพราะเขาเป็นพ่อมดที่มีแววรุ่งจริงหรือไม่
ที่สำคัญที่สุด มันเป็นไปไม่ได้เลยที่เขาจะไม่ศึกษาเวทมนตร์ เพียงแค่เห็นพ่อแม่ใช้เวทมนตร์เขาก็หลงใหลมันเข้าแล้ว เขาอยากจะฝึกฝนเวทมนตร์ของตัวเองใจจะขาด และในชีวิตนี้ เขาจะทำตามสิ่งที่หัวใจเรียกร้อง
ดังนั้นทางเลือกเดียวที่เป็นไปได้คือต้องแข็งแกร่งให้มากพอที่จะเอาชนะโวลเดอมอร์ และเป็นคนสังหารมันซะเอง แม้เขาจะไม่ได้รู้สึกผูกพันกับครอบครัวเดิม แต่เขาก็ใช้ชีวิตในฐานะคนตระกูลรอธส์ไชลด์มาถึง 15 ปี และพวกเขาไม่เคยปรานีศัตรู
ไม่ใช่ทุกครอบครัวที่จะยืนหยัดอยู่บนจุดสูงสุดของโลกได้เป็นร้อยปี
แม้จะแทบไม่มีความรู้เรื่องอนาคต แต่จิตใจที่เป็นผู้ใหญ่และความเป็นอัจฉริยะอันยอดเยี่ยมทำให้เขามั่นใจว่าจะเอาชนะโวลเดอมอร์ได้ก่อนที่มันจะมาหาเขา เพราะการได้รับการยกย่องว่าเป็นอัจฉริยะในตระกูลที่ทรงอิทธิพลที่สุดตระกูลหนึ่งของโลก ทำให้เขามีความหยิ่งทะนงในศักดิ์ศรี
เป้าหมายในชีวิตนี้ถูกกำหนดไว้แล้ว แต่สิ่งที่เขาต้องการมากที่สุดคือการได้ใช้เวลาร่วมกับพ่อแม่ เขาถึงกับจินตนาการไปถึงตอนที่เริ่มเข้าเรียนในโรงเรียนเวทมนตร์ เพราะนี่จะเป็นครั้งแรกที่เขาจะได้ไปโรงเรียนและมีโอกาสได้ผูกมิตรกับเพื่อน ๆ
เมื่อคิดอะไรต่อมิอะไรมากมาย เขาก็เริ่มรู้สึกเหนื่อยอ่อนและผล็อยหลับไปในเปลอย่างรวดเร็ว