- หน้าแรก
- ผู้พิทักษ์ป่า : เข้าป่าวันแรก ก็เก็บ ‘ลิงซ์สาว’ ได้ซะงั้น?
- ผู้พิทักษ์ป่า : เข้าป่าวันแรก ก็เก็บ ‘ลิงซ์สาว’ ได้ซะงั้น? ตอนที่ 56 ถ้าได้ไปปรับทัศนคติ ต้องพาพี่อิ่งไปด้วยนะ
ผู้พิทักษ์ป่า : เข้าป่าวันแรก ก็เก็บ ‘ลิงซ์สาว’ ได้ซะงั้น? ตอนที่ 56 ถ้าได้ไปปรับทัศนคติ ต้องพาพี่อิ่งไปด้วยนะ
ผู้พิทักษ์ป่า : เข้าป่าวันแรก ก็เก็บ ‘ลิงซ์สาว’ ได้ซะงั้น? ตอนที่ 56 ถ้าได้ไปปรับทัศนคติ ต้องพาพี่อิ่งไปด้วยนะ
ผู้พิทักษ์ป่า : เข้าป่าวันแรก ก็เก็บ ‘ลิงซ์สาว’ ได้ซะงั้น? ตอนที่ 56 ถ้าได้ไปปรับทัศนคติ ต้องพาพี่อิ่งไปด้วยนะ
จินหยาไม่ขยับ แถมยังหลับตาหาววอดอีกต่างหาก
แม่ชะมดรออยู่พักหนึ่ง พอเห็นจินหยาไม่ขยับ ก็รีบพุ่งออกมาคาบหนูภูเขาเข้าปาก กินอย่างตะกละตะกลามโดยตายังจ้องเขม็งไปที่จินหยา
จินหยาไม่ได้ตั้งใจจะขู่แม่ชะมด เธอแอบหรี่ตามองลอดช่องเล็ก ๆ สังเกตดูแม่ชะมด
เธอเคยเห็นแม่ลูกสัตว์มาเยอะ แต่เพิ่งเคยเจอตัวที่ทิ้งลูกก็คราวนี้แหละ
ถ้าไม่ใช่เพราะเฉินอิ่งดูจะเอ็นดูเจ้าพวก “จิ้งจอกแรคคูน[1]” ครอกนี้ เธอคงไม่สนใจหรอก
หลังจากกินหนูไปตัวหนึ่งเมื่อกี้กับอีกกว่าครึ่งตัวตอนนี้ แม่ชะมดรู้สึกอิ่มเกินกว่าจะกินต่อ แต่ก็เสียดายถ้าจะทิ้ง ด้วยความรีบร้อน เธอเดินวนไปวนมาข้างรัง มองหาที่ซ่อนอาหาร
ตอนนั้นเองจินหยาก็กระโดดลงมา ทำให้แม่ชะมดตกใจรีบมุดหนีเข้าไปในรังลึก จินหยาหยิบหนูที่กินเหลือขึ้นมาแล้วจัดการกินต่อจนหมด จากนั้นเธอก็จากไปอย่างรวดเร็ว สะบัดอุ้งเท้าทิ้งกลิ่นหนูเอาไว้
ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา จินหยาจะเอาอาหารมาให้แม่ชะมดทุก ๆ สองสามวัน หรือแม้แต่ยืนเฝ้าลูกชะมดให้ตอนที่แม่มันออกไปล่าเหยื่อ
แม่ชะมดเปลี่ยนจากอาการหวาดระแวงในช่วงแรก มาเป็นปลงตกในภายหลัง
ในเมื่อสู้จินหยาก็ไม่ได้ หนีก็ไม่พ้น เธอเลยถือคติ “อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด”
เช้านี้จินหยาและเฉินอิ่งตื่นพร้อมกัน
ถึงเวรเฉินอิ่งทำมื้อเช้า หลังกินเสร็จ ลุงอี้กับเสี่ยวเซินที่เข้ากะดึกก็มากินต่อ พอกินเสร็จพวกเขาก็จะไปนอน ส่วนคนอื่น ๆ ในทีมก็ทำงานตามตารางต่อไป
วันนี้เฉินอิ่งไม่มีงานอะไรมาก เขาวางแผนจะไปที่ศูนย์เพื่อเอาเอกสารอนุมัติสร้างสถานีสังเกตการณ์ป่าไม้กลับมา และติดตามเรื่องเงินทุนโครงการ
เขายังตั้งใจจะแวะไปดูพวกลูกชะมดด้วย
เมื่อวานที่เป็นวันหยุด เขาได้เจอกับดีไซเนอร์ในเมือง ดีไซเนอร์ยังมีงานค้างอยู่นิดหน่อย จึงนัดกันวันจันทร์หน้าว่าจะขึ้นเขามาวัดพื้นที่จริงด้วยกัน
ตอนแรกเขายื่นเรื่องขอสร้าง “สถานีฉุกเฉินป่าไม้” หรือกะท่อมป่า
หลังจากยื่นรายงานไป ผู้อำนวยการไป๋ได้แก้ไขเพิ่มเติม โดยผนวกความต้องการของแผนกดูนกเข้าไปด้วย เพิ่ม “สถานีดูนก” ไว้ด้านบนสถานีฉุกเฉิน
ยิ่งไปกว่านั้นสถานีช่วยเหลือที่มีอยู่เดิมจะถูกยกระดับเป็น “สถานีพิทักษ์ป่าขั้นพื้นฐาน” นั่นหมายความว่าสถานีฉุกเฉินป่าไม้จะทำหน้าที่ทั้งสังเกตการณ์และฉุกเฉิน กลายเป็นสถานีเฝ้าระวังและช่วยเหลือแห่งใหม่ที่ใช้ร่วมกันระหว่างสัตว์ป่าและนกหายาก
ด้วยการดูแลของผู้อำนวยการไป๋และการช่วยประสานงานของศาสตราจารย์ไป๋ รายงานจึงได้รับการอนุมัติอย่างราบรื่น
อย่างไรก็ตามเงินทุนก่อสร้างที่อนุมัติมาไม่ได้ถูกใช้สร้างกระท่อมป่าทั้งหมด
ตามราคาตลาด โครงสร้างเหล็กเบาสามชั้นจะมีราคาประมาณ 1,800 หยวนต่อตารางเมตร
แม้พวกเขาจะไม่เน้นการตกแต่งและได้รับส่วนลดมากมาย แต่ค่าขนส่งวัสดุและค่าแรงงานขนย้ายเข้าป่าทำให้ราคารวมสำหรับอาคารสามชั้นพื้นที่ประมาณ 180 ตารางเมตร พุ่งเกินสี่แสนหยวนไปแล้ว
ทางกรมจัดสรรงบให้สองแสน ทางศูนย์ให้อีกหนึ่งแสน และเงินทุนวิจัยสมทบอีกหนึ่งแสน ซึ่งน่าจะพอสร้างตัวตึกได้
แต่มันยังไม่จบแค่นั้น อุปกรณ์สำหรับสถานีดูนกชั้นบนต้องจัดหาโดยแผนกของพวกเขาเอง ในขณะที่เฉินอิ่งรับผิดชอบอุปกรณ์และวัสดุโครงการที่เขาต้องการ
โครงการเล็ก ๆ นั่นได้รับทุนวิจัยมาแค่สองแสนหยวน แต่ใคร ๆ ก็รู้ว่าแค่เครื่องมือผ่าตัดชิ้นเดียวราคาก็ปาเข้าไปเกินงบแล้ว
ศาสตราจารย์ไป๋รับปากว่าจะช่วยหาอุปกรณ์มือสองให้ และเมื่อรวมกับอุปกรณ์ที่มีอยู่เดิมที่ศูนย์ สถานีฉุกเฉินก็น่าจะพอเปิดดำเนินการได้แบบถูไถ
เขาไม่ได้คาดหวังว่าจะต้องควักเนื้อตัวเองมากขนาดนี้ อย่างน้อยก็ไม่เยอะเท่าที่คิดไว้ตอนแรก
ตอนนั้นเขามุ่งมั่นจะสร้างให้ได้ แม้จะต้องออกเงินเอง ซึ่งเสี่ยวเซินกับต้วนอู้หลินก็คิดข้ออ้างหาเงินมาช่วยสมทบทุนไว้แล้ว
หลังมื้อเช้า ตามธรรมเนียม เฉินอิ่งไปดูอาการเสือไฟ ซึ่งตอนนี้ยืนได้มั่นคงแล้ว ยังไม่ทันได้นั่งลง สายจากต้วนอู้หลินก็โทรเข้ามา
“พี่อิ่ง รีบมาเร็ว ไข่กำลังจะฟักแล้ว!”
หลังจากผ่านไปเกือบเดือน ถ้าไข่ยังไม่ฟักอีก เขาคงเชื่อแล้วว่ามีนาจาซ่อนอยู่ข้างใน
ทุกคนในสถานีที่ว่างงานรีบวิ่งไปที่ห้องทำงานของต้วนอู้หลินเพื่อเป็นพยานเหตุการณ์หาดูยากอย่างไข่ฟัก
หัวใจของเฉินอิ่งเต้นแรงไม่เป็นจังหวะ
ยังไงซะ นี่ก็เป็นไข่ที่ได้จาก “ระบบ” ใครจะไปรู้ว่าเป็นสายพันธุ์อะไร ถ้าเกิดเป็นตัวที่ไม่ควรมาอยู่ที่นี่ เขาจะอธิบายยังไง?
เขาไม่เคยรู้สึกประหม่าขนาดนี้มาก่อน แม้แต่ตอนสอบเข้ามหาวิทยาลัยก็ตาม
ภายใต้สายตาจดจ่อของทุกคน การเคลื่อนไหวภายในไข่ฟองหนึ่งเริ่มรุนแรงขึ้นเล็กน้อย
รอยร้าวปรากฏขึ้น ตามด้วยจะงอยปากเล็ก ๆ และกรงเล็บน้อย ๆ สลับกันดันเปลือกออกมา และในไม่ช้า ลูกนกขนฟูพร้อมขนปีกก็โผล่ออกมา
ด้วยระยะเวลาฟักตัวที่ยาวนาน ทุกคนเดาไว้แล้วว่านกพวกนี้น่าจะเป็นนกที่เดินหากินได้ทันทีหลังฟัก แต่เนื่องจากพวกเขาไม่ใช่นักปักษีวิทยา จึงไม่มีใครรู้แน่ชัดว่าเจ้าตัวเล็กพวกนี้เป็นสายพันธุ์อะไร
เสี่ยวเซินไวสุด ถ่ายรูปและค้นหาในอินเทอร์เน็ต แต่ไม่เจอข้อมูล
เฉินอิ่งชำเลืองมองมือถือเสี่ยวเซิน ถ่ายรูปเองบ้าง แต่แทนที่จะค้นหาออนไลน์ เขาส่งตรงหาพี่ไต้ ขอให้เธอส่งต่อให้ผู้เชี่ยวชาญด้านนก
คำถามเฉพาะทางต้องให้ผู้เชี่ยวชาญตอบ!
สามนาทีต่อมา โทรศัพท์ก็ดังขึ้น แต่เมื่อเห็นเบอร์แปลก เฉินอิ่งลังเลที่จะรับตอนแรก แต่พอนึกถึงรูปที่ส่งไป เขาก็รีบเดินออกไปที่ลานเพื่อรับสาย
“หมอเฉินใช่ไหมครับ? ผมชื่อซ่งฮาลู่ ศึกษาเรื่องนก ผมอยากถามว่ารูปที่คุณส่งมาถ่ายที่ไหนครับ?”
“เอ่อ ในห้องทำงานที่นี่แหละครับ เราเจอไข่ครอกหนึ่งมาก่อนหน้านี้ ไม่รู้ว่าเป็นพันธุ์อะไร เลยเอามาฟักเอง มีปัญหาอะไรหรือเปล่าครับ?” เขาถามปลายสายอย่างระมัดระวัง
“ปัญหาใหญ่เลยล่ะ!” เสียงของผู้เชี่ยวชาญซ่งสูงปรี๊ดขึ้นมาหลายคีย์ “เปิดวิดีโอคอลหน่อย ผมต้องดูให้ชัด ๆ คุณรู้ไหม เรื่องนี้เรื่องใหญ่ ตามทฤษฎีแล้ว นกชนิดนี้ไม่ควรปรากฏตัวในขอบเขตสถานีช่วยเหลือของคุณ”
ซวยแล้วไง!
ด้วยความตื่นตระหนก เฉินอิ่งวางสาย แล้วโทรกลับแบบวิดีโอ หามุมกล้องที่ดีที่สุด แล้วเงยหน้าขึ้นเห็นเพื่อนร่วมงานทำหน้าตาตื่น
“ไม่มีอะไรหรอก ผู้เชี่ยวชาญซ่งคงรู้แล้วว่าเป็นนกอะไร เขาแค่กังวลนิดหน่อยว่าเราจะดูแลมันได้ไม่ดี . . .”
“ไม่ใช่กังวลนิดหน่อย กังวลมากต่างหาก! คุณรู้ไหมว่านี่คือนกอะไร? ไก่ฟ้าหางขาวรุ้ง สัตว์คุ้มครองระดับหนึ่งของชาติ สายพันธุ์ใกล้สูญพันธุ์!”
“ชิบหาย!” ต้วนอู้หลินตัวสั่นเทา
ไข่ครอกนี้อยู่ในห้องทำงานเขามาเกือบเดือน ไม่มีใครสนใจมันจริงจังเลย
สายตาเชือดเฉือนของต้วนอู้หลินหันขวับมาทางเฉินอิ่ง ถ้าเขาโดนเรียกไปปรับทัศนคติ เขาต้องลากพี่อิ่งไปด้วยแน่!
เฉินอิ่งรู้สึกเหงื่อไหลย้อยลงตามสันหลังเหมือนกัน ใครจะไปรู้ว่าเป็นเจ้านี่?
อย่างมากที่สุด เขาเดาว่าอาจจะเป็นไก่ฟ้าหางเขียวรุ้ง เพราะเคยมีคนเห็นที่ภูเขาหิมะ
แต่ไก่ฟ้าหางขาวรุ้งเป็นสายพันธุ์ที่มีบันทึกว่าพบแค่ที่เขาเกาลี่กงในประเทศเท่านั้น
เขาจะอธิบายยังไงดีว่าไปเจอไข่ครอกนี้ในที่ที่ไก่ฟ้าหางขาวรุ้งไม่เคยปรากฏตัวมาก่อน?
เหงื่อเย็น ๆ ค่อย ๆ ซึมเปียกขอบกางเกง
ในขณะที่สมองกำลังจะระเบิดเป็นโจ๊ก ไข่อีกสามฟองที่เหลือก็เริ่มมีรอยร้าว
สายตาของทุกคนที่จ้องมองไข่พวกนี้เปลี่ยนไปแล้วตอนนี้ มันเข้มข้นและแทบจะช่วยลูกนกเจาะเปลือกด้วยสายตา
[1] เปรียบเปรยเนื่องจากหน้าตาคล้ายหมาจิ้งจอก