- หน้าแรก
- ผู้พิทักษ์ป่า : เข้าป่าวันแรก ก็เก็บ ‘ลิงซ์สาว’ ได้ซะงั้น?
- ผู้พิทักษ์ป่า : เข้าป่าวันแรก ก็เก็บ ‘ลิงซ์สาว’ ได้ซะงั้น? ตอนที่ 44 มีปริมาณแมวสูงขึ้นเล็กน้อย
ผู้พิทักษ์ป่า : เข้าป่าวันแรก ก็เก็บ ‘ลิงซ์สาว’ ได้ซะงั้น? ตอนที่ 44 มีปริมาณแมวสูงขึ้นเล็กน้อย
ผู้พิทักษ์ป่า : เข้าป่าวันแรก ก็เก็บ ‘ลิงซ์สาว’ ได้ซะงั้น? ตอนที่ 44 มีปริมาณแมวสูงขึ้นเล็กน้อย
ผู้พิทักษ์ป่า : เข้าป่าวันแรก ก็เก็บ ‘ลิงซ์สาว’ ได้ซะงั้น? ตอนที่ 44 มีปริมาณแมวสูงขึ้นเล็กน้อย
หากไม่มีอะไรผิดพลาด พวกเขาคงจะกลับถึงสถานีช่วยเหลือในอีกสามหรือสี่ชั่วโมง
แต่โดยปกติแล้ว ถ้าบอกว่าไม่มีเรื่องเซอร์ไพรส์ เรื่องเซอร์ไพรส์ก็มักจะเกิดขึ้นเสมอ
พวกเขาวางแผนจะพักผ่อนสักหน่อยที่หุบเขาป่าไผ่ ให้แม่แพนด้าได้กินไผ่สด ๆ และถือโอกาสเปลี่ยนกล้องอินฟราเรดตัวเก่าเป็นกล้องวิดีโอไประหว่างทาง
แม่แพนด้าบอกว่าอาหารที่นี่อุดมสมบูรณ์และแหล่งน้ำก็เพียงพอ ทำให้ที่นี่น่าจะกลายเป็นแหล่งขยายพันธุ์แห่งใหม่ในธรรมชาติ
บนเส้นทางจากหมู่บ้านชางซีไปยังหุบเขาป่าไผ่ พวกเขาพบ “ชิงถวน” (ก้อนมูลสีเขียว) สองสามก้อนที่แพนด้ายักษ์ต่างตัวทิ้งไว้จริง ๆ
จากกลิ่น แม่แพนด้าอนุมานว่าพวกมันเป็นตัวผู้ทั้งหมด สองตัวเป็นตัวเต็มวัย และอีกสามตัวเป็นวัยรุ่น
ภายในปีหน้า พวกมันคงพร้อมที่จะเข้าร่วมการแข่งขันหาคู่
เมื่อเทียบกับแพนด้ายักษ์ตัวผู้ ระยะเวลาการสืบพันธุ์ของตัวเมียจะนานกว่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับตัวเมียที่ต้องเลี้ยงลูก การเข้าร่วมทุก ๆ สองหรือสามปีถือว่าบ่อยแล้ว
แต่พอพวกเขามาถึงปากทางเข้าหุบเขาป่าไผ่ ทั้งแม่แพนด้าและคุณเลปัสต่างก็ส่งสัญญาณเตือน
โดยเฉพาะคุณเลปัสที่พุ่งตัวเข้าไปในป่าอย่างรวดเร็ว ไม่กี่วินาทีต่อมา พวกเขาก็ได้ยินเสียงคำรามของเสือโคร่ง
เฉินอิ่งลุกพรวดพราดขึ้นทันทีและสบตากับอาจารย์จ้าว
“เสือโคร่งเหรอ? เราไม่เห็นเสือบนเขาลูกนี้มาหลายปีแล้วนะ”
เฉินอิ่งรู้สึกตื่นเต้นเล็กน้อย คราวที่แล้วเขาได้เจอกับเสือแค่แวบเดียว คราวนี้เขาตั้งใจแน่วแน่ว่าจะต้องทักทายมันว่า “สวัสดีครับ พี่เสือ!” ให้ได้
ความคิดนั้นดูดี แต่โชคชะตามักจะเล่นตลกเสมอ กว่าพวกเขาจะไปถึง พี่เสือก็จากไปแล้ว ทิ้งลูกเสือไฟที่ร่อแร่ใกล้ตายไว้ตัวหนึ่ง
ประชากรแมวป่าในป่าแห่งนี้มีจำนวนสูงจนน่าตกใจ
เสือไฟสามารถหาคู่ได้ตลอดทั้งปี โดยทั่วไปจะเกี้ยวพาราสีในฤดูใบไม้ร่วงและฤดูหนาว และออกลูกในฤดูใบไม้ผลิ แต่ลูกเสือไฟตัวที่ถูกพี่เสือกัดนี้ดูเหมือนเพิ่งจะหย่านมได้ไม่นาน
ระบบไม่ได้มอบภารกิจให้ด้วยซ้ำ คงคิดว่าลูกเสือไฟตัวนี้คงไม่รอดแล้ว
เมื่อเฉินอิ่งรีบวิ่งเข้าไปดูก็พบว่าคอของลูกเสือเกือบจะถูกกัดจนขาด แขนขาอ่อนแรง แววตาเริ่มเลือนราง
เขายื่นนิ้วไปสัมผัสจังหวะการเต้นของหัวใจเจ้าตัวเล็ก ซึ่งแผ่วเบาจนแทบจะไม่หายใจแล้ว
เฉินอิ่งเป็นมืออาชีพด้านการช่วยชีวิตลูกสัตว์ แทบจะไม่ต้องคิด เขาหยิบชุดปฐมพยาบาลที่ได้รับจากระบบออกมาและรีบให้ยาเจ้าเสือไฟตัวน้อยทันที
อันที่จริงความเสียหายจากเขี้ยวเสือนั้นไม่ได้รุนแรงมากนัก ไม่มีการเสียเลือดมาก แต่มันเป็นแรงกัดจากกรามของเสือโคร่งต่างหากที่สร้างความเสียหายอย่างรุนแรงต่อกระดูกสันหลังส่วนคอของลูกเสือไฟ
ในวินาทีนั้นทักษะสัตวแพทย์แผนจีนด้านการจับกระดูกของเฉินอิ่งก็มีค่ามหาศาล
หลังจากคลำดูอย่างระมัดระวังอยู่ครู่หนึ่ง เขาก็สร้างภาพสามมิติของกระดูกสันหลังเสือไฟขึ้นในสมองอย่างรวดเร็ว
เหงื่อไหลย้อยจากหน้าผากของเฉินอิ่ง หยดลงบนหญ้าข้างหัวกะโหลกของลูกเสือไฟ
“กระดูกคอเคลื่อน กระดูกสันหลังส่วนหางเคลื่อน”
เมื่อได้ยินเฉินอิ่งพูดเช่นนี้ อีกสามคนก็แสดงความเสียใจออกมาทางแววตา
สำหรับสัตว์มีกระดูกสันหลัง การบาดเจ็บเช่นนี้แทบจะเป็นโทษประหารชีวิต
ถ้าอยู่ในสวนสัตว์ พวกเขาคงหันไปพึ่งพาการรักษาทางการแพทย์ด้วยเทคโนโลยีได้ทันท่วงที แต่ออกมากลางป่าแบบนี้ อย่าว่าแต่อุปกรณ์ไฮเทคเลย แม้แต่สภาพแวดล้อมการผ่าตัดที่ปลอดเชื้อก็ยังหาไม่ได้
อินลี่ขยับตัวอย่างรวดเร็ว ดึงเสื้อยืดสีขาวสะอาดออกมาพับเป็นสี่เหลี่ยมเพื่อรองข้างใต้ เขานั่งคุกเข่าที่ด้านหัวของลูกเสือไฟ ทำตามคำสั่งของเฉินอิ่งเพื่อประคองหัวของเจ้าตัวเล็กไว้
เอาเถอะ รักษาม้าตายให้เป็นม้าเป็น[1] แม้แต่พี่ถงเองก็ไม่ได้ตั้งความหวังกับการช่วยชีวิตครั้งนี้ หวังเพียงแค่ว่าสวรรค์จะเมตตาสัตว์ตัวน้อยผู้น่าสงสารตัวนี้
เริ่มจากจัดการกระดูกสันหลังส่วนเอวที่เคลื่อนของเสือไฟก่อน ด้วยเสียงดังกึกสองครั้ง กระดูกสันหลังก็กลับเข้าที่
เฉินอิ่งสูดหายใจลึก หยุดพักเพื่อเช็ดเหงื่อออกจากหน้าผาก แล้วลงมือจัดการกับกระดูกสันหลังส่วนคอของเสือไฟต่อ
สมาธิของเขาพุ่งสูงอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน เขารู้สึกเหมือนอยู่ในสภาวะลื่นไหล ประสาทสัมผัสทั้งหมดถูกปิดกั้น ยกเว้นที่ปลายนิ้วทั้งสาม
การจัดกระดูกสันหลังส่วนคอให้เข้าที่นั้นเป็นงานที่ยากมากอยู่แล้ว ยิ่งเป็นการจัดกระดูกให้สัตว์ป่า ซึ่งน่าจะไม่เคยมีใครเคยทำมาก่อน ยิ่งยากเข้าไปใหญ่ ความผิดพลาดเพียงนิดเดียวในระหว่างกระบวนการอาจทำให้เกิดความเสียหายถาวร
แต่สำหรับเสือไฟตัวนี้ สถานการณ์คงเลวร้ายไปกว่านี้ไม่ได้แล้ว
หลังจากสลับตำแหน่งกับอินลี่ เขาประคองหัวลูกเสือไฟไว้ในฝ่ามือ กำมือที่จับหัวไว้เล็กน้อยเพื่อป้องกันไม่ให้เสือไฟดิ้นจนอาการแย่ลง
มืออีกข้างตรึงกระดูกสันหลังไว้ด้วยสันมือ โดยมีนิ้วโป้งวางทาบอยู่ที่ด้านหลังหัวของเสือไฟ
การจัดกระดูกมักจะใช้เทคนิคการดึงให้ตึงแล้วจัดเข้าที่
แม้จะจัดกระดูกสำเร็จแล้ว ก็ยังต้องตรึงไว้สักพักเพื่อป้องกันไม่ให้เคลื่อนหลุดอีก
อย่างไรก็ตามด้วยความที่ไม่มีเครื่องมือใด ๆ ในป่า พวกเขาทำได้เพียงฉีดยาระงับประสาทให้ลูกเสือไฟหลับไปก่อน แล้วค่อยไปจัดการต่อหลังจากกลับถึงที่พัก
เนื่องจากเหตุการณ์เล็ก ๆ น้อย ๆ นี้ พวกเขาจึงไม่กล้าอยู่นานกว่านี้
อาจารย์จ้าวและอาจารย์หลินฝ่ายอุปกรณ์รั้งอยู่ต่อเพื่อตรวจสอบกล้องในพื้นที่และตามหารอยเท้าเสือโคร่ง
ส่วนเฉินอิ่งและอินลี่รีบพาแม่แพนด้าและลูกเสือไฟกลับไปยังสถานีช่วยเหลือ
เพื่อป้องกันไม่ให้แรงกระแทกบนถนนทำให้อาการของลูกเสือไฟแย่ลง พวกเขาจึงเดินทางด้วยความระมัดระวังอย่างยิ่ง และในที่สุดห้าชั่วโมงต่อมา พวกเขาก็เห็นถนนที่ทอดไปยังสถานีช่วยเหลือ
พี่หลิวรอพวกเขาอยู่ในรถริมถนน พอเห็นหน้าก็ไม่พูดพร่ำทำเพลง เขาอุ้มเฉินอิ่งขึ้นรถแล้วเลี้ยวรถขับลงเขาไปทันที
อินลี่อยู่ที่เดิม คอยนำทางแม่แพนด้ากับจินหยาเข้าสู่เขตของสถานีช่วยเหลือ
นอกจากพี่ไต้แล้ว ยังมีคนจากกลุ่มโครงการแพนด้าและสัตวแพทย์จากศูนย์ช่วยเหลือมารออยู่ที่โซนการแพทย์
พวกเขากระตือรือร้นที่จะเห็นกับตาตัวเองว่า แม่แพนด้าที่ไม่ทุกข์ร้อนเรื่องลูกหาย แถมยังสมัครใจลงจากเขามาเพื่อขอนมกินนั้น หน้าตาเป็นอย่างไร
หากพวกเขาสามารถเก็บตัวอย่างชีวภาพและเพิ่มความหลากหลายให้ธนาคารพันธุกรรมแพนด้าของเขตอนุรักษ์ได้ นั่นคงจะสมบูรณ์แบบมาก
คุณเลปัสเดินแยกไปทางตรงข้ามกับสถานีช่วยเหลือพร้อมกับเจ้าลิงซ์น้อย
เขาไม่ชอบอยู่ใกล้มนุษย์มากเกินไป และเนื่องจากเจ้าลิงซ์น้อยได้รับอาหารอย่างดีในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมาจนพลังงานล้นเหลือและตัวติดกับเขาทุกวัน จึงไม่เหมาะที่จะพามันเข้ามาในเขตของมนุษย์
จินหยาฮัมเพลงพลางมองดูพี่ชายและเจ้าลิงซ์น้อยจากไป แล้วหันไปมองแม่แพนด้าที่ดูลังเลเล็กน้อย
พอไม่มีเฉินอิ่งอยู่ บรรยากาศรอบตัวก็ดูไม่ค่อยน่าไว้วางใจขึ้นมาทันที
อินลี่ไม่ได้เซ้าซี้ เขาวิ่งไปที่สถานีช่วยเหลือ หวังจะพาจือหม่าออกมาให้แม่แพนด้าดู แต่กลับถูกหยุดไว้ที่ประตู
“คุณมั่นใจไม่ได้หรอกว่านั่นคือแม่ของจือหม่า ถ้าเกิดอันตรายขึ้นมา คุณรับผิดชอบไม่ไหวหรอกนะ”
หัวหน้าทีมวิจัยยืนขวางประตูเหล็กไว้ ไม่ยอมให้อินลี่เข้าไป
“อีกอย่างคุณไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญที่รับผิดชอบดูแลแพนด้า ดังนั้นคุณไม่ควรเข้ามายุ่งเรื่องนี้”
เมื่อเห็นท่าทีแข็งกร้าวของอีกฝ่าย อินลี่ก็ถอยออกมาและมองเขาด้วยสีหน้าเรียบเฉย
ชายคนนั้นจ้องกลับอินลี่อย่างแข็งขันในตอนแรก แต่ผ่านไปไม่กี่นาที เขาก็หลบสายตาไปอย่างอ่อนแรง
พี่ไต้ซึ่งได้สื่อสารกับฝ่ายบริหารไว้ก่อนหน้านี้ รีบวิ่งเข้ามา
“อาจารย์อู๋ ฉันส่งรายงานไปแล้ว และฝ่ายบริหารก็อนุมัติแล้ว ฉันน่าจะมีสิทธิ์พาจือหม่าไปพบแม่แพนด้านะคะ”
เอกสารประทับตราของศูนย์ พี่ไต้คงไม่โกหกเรื่องนี้ และความเห็นของสมาชิกคนอื่น ๆ ในกลุ่มก็เอนเอียงไปทางให้จือหม่าลองมีปฏิสัมพันธ์กับแม่แพนด้าดู แม้ว่าพวกเขาจะหวังให้การปฏิสัมพันธ์เกิดขึ้นภายในบ้านแพนด้าของศูนย์มากกว่าก็ตาม
“ฉันก็หวังอย่างนั้นเหมือนกัน แต่ถ้าไม่มีเฉินอิ่งอยู่ที่นี่ ถ้าพวกคุณใครสักคนสามารถล่อแม่แพนด้าได้ ฉันก็จะสนับสนุนเต็มที่ แต่ถ้าไม่มีใครทำได้ เราก็เหลือแค่ทางเลือกที่เสี่ยงเท่านั้น”
เสี่ยวเติ้งและเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าอีกสองสามคนที่อยู่ใกล้ ๆ ไม่กล้าพูดอะไร
แต่เมื่อได้ยินคำพูดของพี่ไต้ จู่ ๆ เสี่ยวเติ้งก็โพล่งขึ้นมา
[1] ทำให้ดีที่สุดแม้ความหวังริบหรี่