- หน้าแรก
- ผู้พิทักษ์ป่า : เข้าป่าวันแรก ก็เก็บ ‘ลิงซ์สาว’ ได้ซะงั้น?
- ผู้พิทักษ์ป่า : เข้าป่าวันแรก ก็เก็บ ‘ลิงซ์สาว’ ได้ซะงั้น? ตอนที่ 25 คำเตือนกลางดึกจากจินหยา
ผู้พิทักษ์ป่า : เข้าป่าวันแรก ก็เก็บ ‘ลิงซ์สาว’ ได้ซะงั้น? ตอนที่ 25 คำเตือนกลางดึกจากจินหยา
ผู้พิทักษ์ป่า : เข้าป่าวันแรก ก็เก็บ ‘ลิงซ์สาว’ ได้ซะงั้น? ตอนที่ 25 คำเตือนกลางดึกจากจินหยา
ผู้พิทักษ์ป่า : เข้าป่าวันแรก ก็เก็บ ‘ลิงซ์สาว’ ได้ซะงั้น? ตอนที่ 25 คำเตือนกลางดึกจากจินหยา
เสี่ยวเซินรับอาสาทำงานต่อให้ เฉินอิ่งเลยปลีกตัวไปดูพี่เสือดาวกับลูก ๆ ได้
ยังไม่ทันได้เปลี่ยนชุด เฉินอิ่งก็ยกถาดมื้อดึกเข้าไปในคอกสัตว์
พี่เสือนอนเอกเขนกอยู่บนแท่นไม้ พอเฉินอิ่งก้าวเข้ามา มันก็ลุกพรวด สูดจมูกฟุดฟิด กระโดดลงมาเดินวนรอบตัวเขา
“โฮก ไปไหนมา? ตัวเหม็นกลิ่นเสือหึ่งเชียว”
เฉินอิ่งที่เพิ่งคลุกคลีกับอึเสือและขลุกอยู่ในจุดที่เสือฉี่รดต้นไม้แสดงอาณาเขตมาพักใหญ่ ถึงกับเงียบกริบ
“กลิ่นแรงขนาดนั้นเลยเหรอ?”
“โฮก ตัวเองไม่ได้กลิ่นหรือไง?”
พี่เสือเดินวนอีกรอบ พอไม่เห็นบาดแผลบนตัวเขา เธอก็เลิกสนใจ
“โฮก อยากออกไปเดินเล่น พาไปหาเจ้าทึ่มตัวโตนั่นหน่อยสิ”
“ได้สิ แต่เจ้าสองแสบนี่ล่ะ? จะไปด้วยไหม?”
พี่เสือมองลูกอ้วนกลมสองตัวด้วยหางตาอย่างเหยียด ๆ แต่สุดท้ายสัญชาตญาณความเป็นแม่ก็ชนะ เธอต้อนลูก ๆ ออกจากห้อง
ก่อนไปเฉินอิ่งโทรบอกทางบ้านแพนด้าไว้ก่อน สองหนุ่มเวรดึกคืนนี้ต่างจากหมอผู้หญิงคนก่อน แทนที่จะกังวลกลับตื่นเต้นถามเฉินอิ่งว่าจะได้ใกล้ชิดพี่เสือไหม
เฉินอิ่งไม่กล้ารับปากแทนพี่เสือ บอกแค่ว่าถ้าพี่เสืออารมณ์ดีก็ทักทายได้
เมินตุนเอ๋อร์ที่กำลังเคี้ยวไผ่แก้ง่วง สะดุ้งตื่นตัวตรงแหนว
กลิ่นคุ้นเคยใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ เมินตุนเอ๋อร์ทิ้งไผ่ในมือ เกาะลูกกรงชะเง้อมองไปที่ประตู
ไม่นานเฉินอิ่งก็พาพี่เสือเข้ามาในคอกชั้นใน เขาไม่กล้าเปิดกรงให้ทั้งคู่เจอกันตรง ๆ เพราะยังไม่พร้อมจะท้าทายประสาทสัมผัสของเจ้าหน้าที่ทั้งศูนย์
ถึงอย่างนั้นเจ้าหน้าที่หน้าจอมอนิเตอร์ก็ลุ้นจนหัวใจแทบจะผูกเป็นปม
“โฮก ไงเจ้าทึ่ม สบายดีไหม?”
“งื้ด งื้ด เธอนั่นแหละทึ่ม มีลูกแล้วยังซ่าจนพุงแตกอีก”
“โฮก พูดแล้วของขึ้น! ถ้าฉันไม่เพิ่งคลอดลูก เรี่ยวแรงยังไม่ฟื้น คิดว่าไอ้ตัวพรรค์นั้นจะทำอะไรฉันได้เรอะ?”
เพื่อนเก่าไม่ได้เจอกันนาน นั่งคุยกันผ่านลูกกรงอย่างออกรส
“โฮก ว่าแต่ปีนี้เธอก็หาคู่เหมือนกันไม่ใช่เหรอ? เจอที่ถูกใจบ้างยัง?”
“งื้ด งื้ด ยังเลย! ยัยเด็กนั่นหลอกฉัน บอกว่าที่นี่มีหมีหนุ่มหล่อ ๆ เพียบ ฉันยังไม่เห็นสักตัว”
เฉินอิ่งที่แอบฟังอยู่ใกล้ ๆ ถึงกับสะดุ้ง เผลอหันไปมองกล้องวงจรปิด
สีหน้าเหวอรับประทานของเขาทำเอาเจ้าหน้าที่หน้าจอมอนิเตอร์งงเป็นไก่ตาแตก
“หมอเฉินเป็นไรอ่ะ? มองมาทางเราทำหน้าอย่างกับเห็นผี การมอนิเตอร์มันเรื่องปกตินี่นา เราไม่ได้ว่าอะไรที่แกพาพี่เสือเข้าไปซะหน่อย”
“ฉันว่าหมอเฉินไม่ได้ดูโกรธนะ เหมือนแกได้ยินอะไรที่ไม่น่าเชื่อมากกว่า แต่แกฟังภาษาสัตว์ออกเหรอ?”
สองหนุ่มหัวเราะร่า
“บ้าเหรอ นายเชื่อจริง ๆ เหรอว่าแกเป็นดรูอิดยุคใหม่ ฟังภาษาสัตว์รู้เรื่อง?”
คนพูดเลิกคิ้วยักไหล่ “ใครจะไปรู้ บางทีแกอาจจะฟังออกจริง ๆ ก็ได้”
ปากพูดไปงั้น แต่ใจจริงก็ไม่เชื่อ ความจริงเลยหลุดลอยไปต่อหน้าต่อตา
เฉินอิ่งละสายตาจากกล้อง ลูบคางครุ่นคิด
แพนด้ายักษ์ในเขตอนุรักษ์มีไม่น้อย แต่ไม่รู้พิกัดแน่นอน และบางทีเมินตุนเอ๋อร์อาจจะไม่สนใจหมีป่าแถวนี้ก็ได้
ไอเดียจับคู่แพนด้าป่ากับแพนด้าเลี้ยงก็น่าสน แต่จะทำยังไงให้สำเร็จล่ะ? ต้องหาทางลองดูสักตั้ง
จริง ๆ ในประเทศก็เคยมีเคสผสมเทียมยีนสัตว์ป่าสำเร็จมาแล้ว ได้ลูกหมีตัวผู้แข็งแรงด้วย
แต่เมินตุนเอ๋อร์เป็นตัวเมีย ถ้าไม่สนหมีป่า จะสนหมีเลี้ยงจริงเหรอ?
แต่ก็คุ้มที่จะเสี่ยงไม่ใช่เหรอ? เผื่อฟลุ๊ค!
เกิดเมินตุนเอ๋อร์แพ้ทางคนหล่อขึ้นมาล่ะ?
คุยกันพอหอมปากหอมคอ พี่เสือก็เริ่มอยากยืดเส้นยืดสายก่อนนอน เธอบอกลาเพื่อนเก่าง่าย ๆ แล้วสะบัดก้นเดินออกมา
“พวกนายมาเก็บกวาดให้เมินตุนเอ๋อร์หน่อยนะ ฉันไปก่อน”
โบกมือให้กล้องทีหนึ่ง เฉินอิ่งก็วิ่งเหยาะ ๆ ตามพี่เสือไป
ตอนเดินผ่านคอกเมิ่งเหยียน พี่เสือแวะหยุดดูนิดหนึ่ง แต่เมิ่งเหยียนช่วงนี้ใจกล้าขึ้นเยอะ หรือไม่ก็การ์ดตก หลับสนิทไม่รู้เรื่องรู้ราว
พวกเขาเดินไปยังที่เดิม เจ้าสองแสบกำลังวิ่งไล่จับลูกกระต่ายป่า กระต่ายเป็น ๆ ด้วย!
“พี่อิ่ง นี่พี่หวังจากสถานีป่าไม้จับมาเมื่อบ่าย บอกว่าเอาไว้ให้ลูกเสือฝึกฝีมือ”
ต้วนอู้หลินนั่งยอง ๆ อยู่หน้าประตู กับ “เสี่ยวเติ้ง” เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าหน้าใหม่จากข้างบ้าน
เห็นเฉินอิ่งกับพี่เสือมา ต้วนอู้หลินกับเสี่ยวเติ้งก็ขยับเปิดทางให้ พลางชี้ให้ดูกระต่ายตัวจิ๋ว
เฉินอิ่งมองหน้าเขาอย่างพูดไม่ออก ลูกเสือเพิ่งจะกี่เดือนเอง จะให้ล่าสัตว์เป็น ๆ แล้วเหรอ?
ดูสิ นั่นมันเรียกว่าล่าที่ไหน เรียกว่าเล่นกับเพื่อนใหม่ชัด ๆ
ตัวหนึ่งกระโจนใส่แบบทุลักทุเล พลาดเป้าแล้วกลิ้งหลุน ๆ ลงไปกองกับพื้น แล้วก็ลุกขึ้นมาดึ๋งดั๋งใหม่ หาความน่ากลัวไม่เจอ มีแต่ความน่าเอ็นดูล้วน ๆ
พอเฉินอิ่งกับพี่เสือมา ต้วนอู้หลินกับเสี่ยวเติ้งก็เกรงใจ ทักทายเสร็จก็ขอตัวกลับห้องพัก
“คืนนี้ผมจะลงคลิปในโซเชียลนะ”
เสี่ยวเติ้งยังเด็กมาก เป็นคนหมู่บ้านเสี่ยวไจ้ จบม.ปลายแล้วอยู่ดูแลย่าที่บ้าน เพิ่งได้บรรจุเป็นเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า
อายุแค่ 19 ปี ไฟแรงเฟร่อ นับถือเฉินอิ่งกับอินลี่เป็นไอดอล
“พี่ต้วนอู้หลิน สอนผมตัดต่อวิดีโอหน่อยสิครับ”
ต้วนอู้หลินสอนเสี่ยวเติ้งใช้แอพตัดต่อในมือถืออย่างใจเย็น แนะนำว่าว่าง ๆ ก็ถ่ายคลิปสั้น ๆ ลงเน็ต เผื่อดังขึ้นมาจะได้ช่วยที่บ้านขายของป่าได้
หมู่บ้านเสี่ยวไจ้อยู่ลึกเข้าไปในหุบเขา การเดินทางลำบาก เศรษฐกิจไม่ค่อยดี ถ้าใช้ช่องทางออนไลน์ขายของได้ ก็จะเป็นผลดีกับทั้งเสี่ยวเติ้งและหมู่บ้าน
เฉินอิ่งไม่ห้ามเรื่องกิจกรรมยามว่าง ขอแค่ไม่ผิดกฎระเบียบ
ส่วนตัวเขาไม่อินกับการโพสต์คลิปเท่าไหร่ ตั้งแต่ต้วนอู้หลินกับเสี่ยวเซินมา เขาก็ยกหน้าที่อัพเดตเพจสถานีให้สองคนนี้จัดการ
ตอนนี้แอคเคาท์เขาส่วนใหญ่เน้นให้ความรู้ โพสต์บทความ ตอบคำถามชาวเน็ต หรือช่วยดูรูปสัตว์ว่าใช่สัตว์สงวนไหม
ต้วนอู้หลินกับเสี่ยวเติ้งไปได้ไม่นาน เฉินอิ่งกำลังจะหาที่เก็บกระต่ายน้อยไว้ให้ลูกเสือฝึกวันหลัง จู่ ๆ ก็ได้ยินเสียงสัตว์ร้องคุ้นหูดังมาจากนอกรั้วลวดหนาม
“นั่นจินหยาเหรอ? เกิดอันตรายหรือเปล่า?”
ลืมเรื่องกระต่ายน้อยไปเลย เฉินอิ่งพุ่งตัวไปตามเสียงทันที
พี่เสือเองก็กระโดดขึ้นไปยืนบนก้อนหิน ส่งเสียงร้องเตือนภัยแล้วมองซ้ายมองขวา
ลูกเสือสองตัวรู้หน้าที่ รีบหมอบราบไปกับพื้นหญ้า พรางตัวเงียบกริบ
เฉินอิ่งวิ่งไปถึงรั้วลวดหนาม เห็นจินหยายืนอยู่บนโขดหิน จ้องมองไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือด้วยท่าทีระแวดระวัง
เงาไม้ไหววูบวาบตามลมดึก เฉินอิ่งมองไม่เห็นภัยคุกคามอะไร และกำลังจะเอ่ยปากถามจินหยา แต่ทันใดนั้นระบบก็เด้งแจ้งเตือนขึ้นมา