- หน้าแรก
- ผู้พิทักษ์ป่า : เข้าป่าวันแรก ก็เก็บ ‘ลิงซ์สาว’ ได้ซะงั้น?
- ผู้พิทักษ์ป่า : เข้าป่าวันแรก ก็เก็บ ‘ลิงซ์สาว’ ได้ซะงั้น? ตอนที่ 23 เจ้าตัวเล็กดวงซวย
ผู้พิทักษ์ป่า : เข้าป่าวันแรก ก็เก็บ ‘ลิงซ์สาว’ ได้ซะงั้น? ตอนที่ 23 เจ้าตัวเล็กดวงซวย
ผู้พิทักษ์ป่า : เข้าป่าวันแรก ก็เก็บ ‘ลิงซ์สาว’ ได้ซะงั้น? ตอนที่ 23 เจ้าตัวเล็กดวงซวย
ผู้พิทักษ์ป่า : เข้าป่าวันแรก ก็เก็บ ‘ลิงซ์สาว’ ได้ซะงั้น? ตอนที่ 23 เจ้าตัวเล็กดวงซวย
หลังจากป้อนอาหารลูกเสือเสร็จ เฉินอิ่งเก็บของเข้าที่แล้วมานั่งคุยกับหัวหน้าทีมลี่ในลานบ้าน
“หัวหน้าลี่มีธุระอะไรหรือเปล่าครับ?”
“ไม่มีอะไรมากหรอก แค่อยากมาคุยเรื่องยาที่จะใช้รักษาแพนด้าต่อจากนี้หน่อย”
หัวหน้าทีมลี่โบกมือยิ้ม ๆ “ได้ยินว่าคุณอยากลองใช้ยาแผนโบราณกับมันเหรอ?”
“มีแผนว่าจะทำแบบนั้นครับ ผมส่งใบสั่งยาไปให้อาจารย์ผม ศาสตราจารย์ไป๋ช่วยดูให้แล้ว แต่เรื่องการตัดสินใจใช้ยา ผมคงทำคนเดียวไม่ได้ ถ้าจะใช้ยาแผนโบราณหรือเทคนิคแพทย์แผนจีนจริง ๆ คงต้องให้อาจารย์ผมมาคุมเองครับ”
นี่คือสิ่งที่เขาเตรียมไว้เมื่อคืนหลังจากกลับเข้าห้อง
เสี่ยวเซินกับคนอื่นเล่าเรื่องที่หมอผู้หญิงคนนั้นดูถูกสัตวแพทย์แผนจีนให้ฟัง เฉินอิ่งไม่ได้แสดงอาการโกรธออกมา แต่ข้างในเดือดปุด ๆ
ให้ไปเถียงฉอด ๆ โดยเฉพาะกับผู้หญิง เขาทำไม่เป็นหรอก อีกอย่างผลการรักษาไม่ได้วัดกันที่ใครเสียงดังกว่า แต่วัดกันที่อาการดีขึ้นจริงไหมต่างหาก
การใช้เทคนิคแพทย์แผนจีนรักษาเมินตุนเอ๋อร์ เป็นข้อสรุปที่เขาได้จากทักษะการแพทย์ระดับ 100 ของระบบ ดังนั้นไม่มีทางผิดพลาดแน่นอน
หัวหน้าทีมลี่ไม่ได้ซักไซ้ไล่เลียงอะไรมาก แค่ถามคำถามอ้อม ๆ สองสามข้อ แล้วก็ไม่ได้พูดอะไรมาก ให้กำลังใจเฉินอิ่งนิดหน่อยแล้วก็กลับไป
ทันทีที่เขาเดินเข้าเขตบ้านแพนด้า เสี่ยวเซินก็วิ่งมาถามว่าหัวหน้าทีมลี่พูดอะไรบ้าง
“ไม่มีไรมาก แค่ถามเรื่องสัตวแพทย์แผนจีนนิดหน่อย นายไปหาความรู้ใส่ตัวเพิ่มเถอะ กลุ่มผู้เชี่ยวชาญไม่ได้มาสอนให้ฟรี ๆ ง่าย ๆ นะ”
ส่วนเรื่องความกังขาของทีมแพทย์ เฉินอิ่งไม่เก็บมาใส่ใจ
วันนี้คนเยอะพี่เสือก็ไม่อยากออกไปเดินเล่น หลังจากดูแลสามแม่ลูกเสร็จ เขาเลยกะว่าจะขึ้นเขาไปดูลาดเลาสักหน่อย
จินหยาหายเงียบไปสองวันแล้ว สงสัยไปหาพี่ชาย
วันนี้เฉินอิ่งตั้งใจจะเดินไปจุดที่ช่วยจินหยาไว้ ตรงนั้นน่าจะเป็นอาณาเขตของจินหยา มีสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดเล็กและนกอาศัยอยู่เยอะ
จินหยาชอบกินกระต่าย แถวนั้นกระต่ายป่าคงไม่ถึงกับล้นป่า แต่ก็ต้องระวังไม่ให้เธอล่าล้างผลาญจนสัตว์อื่นอดตาย
จากตรงนี้จะไปเนินเขาที่ช่วยจินหยา ต้องข้ามลำธารกว้างประมาณ 5-6 เมตร โดยใช้สลิงข้ามฟาก
คนสมัยนี้ไม่ค่อยเห็นสลิงข้ามฟากแบบโบราณกันแล้ว วันนี้ว่าง ๆ เฉินอิ่งเลยกะจะถ่ายคอนเทนต์ลงเพจสักหน่อย
ถ่ายตอนโหนสลิงนี่แหละเวิร์ค!
สลิงยาวประมาณ 20 เมตร หลังจากเสริมความแข็งแรงแล้ว รับน้ำหนักได้สูงสุด 200 กิโลกรัม
จริง ๆ แล้วหลายพื้นที่บนเขาเลิกใช้สลิงข้ามแม่น้ำกันไปแล้ว ที่นี่ยังเก็บไว้ก็เพื่อความสะดวกของเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าเวลาจะมาสถานีช่วยเหลือ
เขาแขวนโทรศัพท์ไว้ที่คอ เปิดโหมดอัดวิดีโอ แล้วปล่อยโดรนบินเก็บภาพมุมสูง
เมื่อเตรียมตัวพร้อม เฉินอิ่งสวมอุปกรณ์เซฟตี้ง่าย ๆ เกี่ยวตะขอนิรภัยเข้ากับสายสลิง ก่อนจะถีบส่งตัวเองเบา ๆ อาศัยความลาดเอียงของสลิง ร่างเขาก็พุ่งข้ามไปอีกฝั่งด้วยความเร็ว
ฟิ้ว!
จุดสิ้นสุดอีกฝั่งเป็นสนามหญ้าเล็ก ๆ มีต้นไม้สองต้นปลูกไว้สำหรับใช้เท้าเบรกโดยเฉพาะ การใช้เท้าเบรกก็ต้องมีเทคนิค พลาดนิดเดียวขาหักได้ง่าย ๆ
เฉินอิ่งแทบจะเป็นคนพื้นที่อยู่แล้ว เรื่องโหนสลิงนี่ชำนาญระดับปรมาจารย์
ไม่ถึงสองนาที เขาก็ข้ามมาถึงอีกฝั่ง เขาเก็บอุปกรณ์ยัดใส่เป้ หยิบไม้เท้าเดินป่าออกมา แล้วมุ่งหน้าเข้าป่าลึก
ไม้เท้าในมือมีไว้แหวกทางและไล่งูเป็นหลัก ไม่มีใครรู้หรอกว่าใต้กอหญ้ารก ๆ จะมีตาสี่ดวงจ้องมองอยู่หรือเปล่า และเพื่อความปลอดภัยเพิ่มเติม เขาใส่รองเท้าเดินป่าหุ้มข้อด้วย
เดินไปได้ไม่ไกลก็เห็นฝูงแกะภูเขาวิ่งไล่จับกันอยู่บนเขาฝั่งตรงข้าม
ภูมิประเทศแถวนี้หลากหลายมาก ฝั่งตรงข้ามพืชพรรณไม่หนาแน่นเท่าฝั่งนี้ เป็นทุ่งหญ้าอัลไพน์ ส่วนฝั่งนี้มีแค่หุบเขาใหญ่คั่นกลาง แต่กลับเป็นป่าดงดิบทึบ
บังคับโดรนถ่ายฝูงแกะภูเขาสักพัก เฉินอิ่งก็เดินลึกเข้าไปในป่า
ใต้ต้นสนต้นหนึ่ง กระรอกน้อยขนสีน้ำตาลแดงกำลังวิ่งวนไปวนมาอย่างกระวนกระวาย
พอได้ยินเสียงคนมา กระรอกน้อยก็รีบปีนขึ้นต้นไม้ไปหลบ แอบมองลงมาอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ
เฉินอิ่งกะจะเดินเลี่ยงไป แต่จู่ ๆ ก็ได้ยินเสียงร้องเบา ๆ
เขารีบวิ่งไปที่ต้นไม้ ยังไม่ทันได้มองรอบ ๆ ก็โดนลูกสนปาใส่หัวเข้าให้
“จี๊ด ๆ ๆ อย่าเข้ามานะ ไอ้คนใจร้าย ไปให้พ้น!”
กระรอกน้อยส่งเสียงร้องเหมือนจะร้องไห้ เดี๋ยวโผล่เดี๋ยวหลบอยู่บนต้นไม้ ทั้งกลัวทั้งร้อนรน
“ไม่ต้องกลัว ฉันไม่ทำร้ายเธอหรอก ได้ยินเสียงเหมือนกระรอกบาดเจ็บ อยู่ตรงนี้ใช่ไหม?”
เขาไม่กล้าขยับตัวเร็ว ค่อย ๆ ขยับเข้าไปใกล้ต้นสนทีละนิด ซึ่งยิ่งเข้าใกล้เสียงร้องก็ยิ่งชัดเจน
เขาใช้ไม้เท้าเขี่ยใบไม้กิ่งไม้ออก ก็เห็นลูกกระรอกขาติดอยู่ เป็นลูกกระรอกแดง ตัวเท่ากล้วยหอมรวมหาง
เมื่อเห็นลูกโดนเจอ แม่กระรอกก็รวบรวมความกล้ากระโดดลงมา กะจะกัดเจ้าสัตว์สองขาให้ตายกันไปข้าง
เฉินอิ่งมือไว คว้าหนังคอแม่กระรอกไว้ทัน
“อย่าเพิ่งวุ่นวาย มาช่วยลูกเธอก่อน”
เขาดูไม่ออกว่าเจ้าตัวเล็กไปติดอยู่ใต้ขอนไม้ได้ยังไง
คิดไม่ออกก็ช่างมัน ช่วยชีวิตสำคัญกว่า
อาจเพราะสัมผัสผิวหนัง แม่กระรอกสัมผัสได้ถึงความเป็นมิตรของเฉินอิ่ง พอโดนปล่อยลงพื้น มันก็ไม่โจมตีอีก แต่นั่งรออยู่ใกล้ ๆ อย่างว่าง่าย
เมื่อยกขอนไม้ออกก็เผยให้เห็นลูกกระรอกที่ติดอยู่ เจ้าตัวเล็กกลัวจนตัวสั่นระริกในอุ้งมือเฉินอิ่ง
เขาตรวจร่างกายอย่างละเอียด โชคดีนอกจากแผลถลอกและรอยฟกช้ำ ไม่มีกระดูกหัก แต่เห็นเจ้าตัวเล็กไม่กล้าขยับ อาจจะมีกระดูกร้าวก็ได้
เฉินอิ่งวางเป้ หยิบกล่องพยาบาล ฆ่าเชื้อแผล ทายาสมานกระดูกสูตรทำเอง แล้วพันผ้าพันแผลเล็ก ๆ ให้สองรอบ
วัยกำลังโตแบบนี้ขอแค่ไม่หัก ร้าวนิดหน่อยเดี๋ยวก็หาย
ด้วยยาสูตรพิเศษของเขา ไม่ถึงอาทิตย์ก็วิ่งปร๋อ
ยานี้เมิ่งเหยียนคอนเฟิร์มมาแล้วว่าดีจริง!
ทำแผลเสร็จ ส่งลูกคืนแม่ เฉินอิ่งก็เทถั่วที่เตรียมมาใส่มือให้แม่กระรอกชิม
แม่กระรอกคว้าลูกกระโดดขึ้นต้นไม้แผล็บเดียว สักพักก็ลงมาใหม่ ยัดถั่วจากมือเฉินอิ่งจนแก้มตุ่ย แล้วกลับขึ้นต้นไม้ไปไม่ลงมาอีกเลย
เหตุการณ์นี้ทำเอาแผนรวนไปนิดหน่อย เขาเก็บของ เทถั่วที่เหลือไว้ตรงที่นั่ง แล้วย่องออกมาเงียบ ๆ
พอเขาไปได้ไม่นาน แม่กระรอกก็ลงมาอีก และเห็นสัตว์สองขาหายไปแล้ว แต่ที่เก่ายังมีของอร่อยเหลืออยู่ ทำให้รีบโกยถั่วเข้าปาก ยืนมองซ้ายขวา แล้ววิ่งกลับขึ้นต้นไม้ไป
หลังจากแยกจากสองแม่ลูกกระรอก เฉินอิ่งก็เจอร่องรอยสัตว์ร้ายแถวนั้น
จะตามไปดูดีไหมนะ? เขาลังเลเล็กน้อย