- หน้าแรก
- ท่านบาทหลวง ได้โปรดอธิษฐานเพื่อพวกเราด้วย
- ท่านบาทหลวง ได้โปรดอธิษฐานเพื่อพวกเราด้วย ตอนที่ 1 แอนตัน
ท่านบาทหลวง ได้โปรดอธิษฐานเพื่อพวกเราด้วย ตอนที่ 1 แอนตัน
ท่านบาทหลวง ได้โปรดอธิษฐานเพื่อพวกเราด้วย ตอนที่ 1 แอนตัน
ท่านบาทหลวง ได้โปรดอธิษฐานเพื่อพวกเราด้วย ตอนที่ 1 แอนตัน
ว่ากันว่าการจะเป็นผู้ล่าบนจุดสูงสุดของห่วงโซ่อาหารนั้น แค่มีเงินอย่างเดียวย่อมไม่เพียงพอ และการจะเป็นบุรุษผู้ยิ่งใหญ่บนยอดขุนเขานั้น จำเป็นต้องมีอำนาจอยู่ในมือ คนมีเงินก็เป็นได้แค่คนมีเงินธรรมดา ๆ ทว่าเมื่อใดที่คนผู้นั้นต้องเผชิญหน้ากับผู้กุมอำนาจเบ็ดเสร็จ ความแตกต่างนั้นกลับเห็นได้อย่างเด่นชัดเสมอ
“จงกัดก่อน และอย่าให้ใครมากัดเราทีหลังได้” นั่นคือคติประจำใจของชายผู้ใช้ทั้งเล็บและเขี้ยวฟันฉีกทึ้งผิวหนังของเหล่าคนรวย จนกระทั่งเขาทรงพลังมากพอที่จะไม่เพียงแค่กัด แต่พร้อมจะขย้ำกลืนกิน
ในชีวิตนี้หลายคนอาจสงสัยว่าจะแสวงหาอำนาจได้จากที่ใด แต่เพียงบุรุษผู้มีความคิดแจ่มชัดเท่านั้นที่รู้ว่าจะช่วงชิงมันมาจากไหน และจะฝังเขี้ยวลงบนใคร
ลึกเข้าไปในผืนป่าอันกว้างใหญ่ ที่ซึ่งหมู่แมกไม้หยัดยืนดั่งยักษ์ใหญ่ผู้เงียบงัน มีบุรุษนามว่าแอนตันเป็นผู้ปกครอง ในฐานะเจ้าของบริษัทตัดไม้ที่กำลังเติบโต ชีวิตของเขาถูกขีดเขียนด้วยความทะเยอทะยานอันไร้ขอบเขตและความโหดเหี้ยมในเชิงธุรกิจอันไร้ที่สิ้นสุด สำหรับแอนตันแล้ว ธรรมชาติเป็นเพียงบ่อเงินบ่อทอง เป็นทรัพยากรที่ไม่เคยหมดสิ้นซึ่งสามารถขูดรีดได้อย่างไร้ความปรานีครั้งแล้วครั้งเล่า
ตั้งแต่เยาว์วัย แอนตันเรียนรู้ถึงความสำคัญของเล่ห์เหลี่ยมและความไร้ยางอายในโลกธุรกิจ ในฐานะทายาทของบริษัทค้าไม้เล็ก ๆ เขาตระหนักได้อย่างรวดเร็วว่าหากต้องการสั่งสมความมั่งคั่งและอำนาจ ก็ต้องเหี้ยมโหดไร้ความปรานี เมื่อเติบใหญ่ขึ้น ความโลภได้กลายเป็นเข็มทิศเพียงหนึ่งเดียวของเขา นำทางไปตามเส้นทางอันมืดมิดและเต็มไปด้วยเล่ห์อุบาย ที่ซึ่งธุรกิจสีเทาคือสิ่งที่สร้างกำไรได้งดงามที่สุด
ไม่นานนักชื่อของแอนตันก็กลายเป็นสัญลักษณ์ของธุรกิจสีเทา เขาติดสินบนเจ้าหน้าที่รัฐเพื่อให้ได้ใบอนุญาตตัดไม้ในเขตป่าสงวน เพิกเฉยต่อกฎหมายสิ่งแวดล้อมอย่างไม่เกรงกลัว เขาจ้างคนงานราคาถูกที่ขาดการฝึกฝน ปล่อยให้พวกเขาเสี่ยงชีวิตในการทำงานอันตราย และที่เลวร้ายไปกว่านั้น เขาโค่นต้นไม้โดยไม่มีขีดจำกัด ทิ้งไว้เพียงผืนป่าที่รกร้างและระบบนิเวศที่ถูกทำลายย่อยยับตามหลัง
มโนธรรมของแอนตันด้านชาไปเพราะความหลงใหลในการสร้างความร่ำรวยให้ตนเองและการแสวงหาอำนาจที่ญาติพี่น้องของเขาไม่เคยมีใครทำได้ เขาเย้ยหยันผู้ที่ใส่ใจในการอนุรักษ์ธรรมชาติ โดยตีตราพวกเขาว่าเป็นพวกนักอุดมคติโลกสวย
“ไม้เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับชีวิตยุคใหม่” แอนตันกล่าวอย่างดูแคลนในการให้สัมภาษณ์ทางโทรทัศน์ “ผู้คนต้องการเฟอร์นิเจอร์ กระดาษ และบ้าน ถ้าพวกเขาไม่อยากให้เราตัดต้นไม้ แล้วทำไมถึงยังซื้อผลิตภัณฑ์ของเราอยู่ล่ะ”
และเขาก็พูดถูกในเรื่องหนึ่ง สังคมยุคใหม่ได้สร้างความสะดวกสบายและความหรูหราขึ้นบนรากฐานของการตัดไม้อย่างโหดเหี้ยม ผู้บริโภคต่างเสพผลิตภัณฑ์จากไม้อย่างไม่ใส่ใจถึงผลที่จะตามมา ส่วนใหญ่แล้วผู้คนไม่เคยรู้ด้วยซ้ำว่าผลิตภัณฑ์ที่วางอยู่เต็มบ้านของพวกเขานั้นมาจากที่ใด
แอนตันใช้สิ่งนี้เป็นข้ออ้าง เป็นหนทางชำระล้างมโนธรรมที่เปรอะเปื้อนด้วยความโลภของตนเอง เขาบอกเหล่านักวิจารณ์ว่า แทนที่จะมาประท้วงเขา พวกนั้นควรส่องกระจกแล้วตั้งคำถามกับบทบาทของตัวเองในการทำลายป่า มันเป็นกลยุทธ์เบี่ยงเบนความสนใจชั้นครู เป็นความพยายามอันน่าสมเพชที่จะปัดความผิดของตนเอง แล้วโบ้ยให้ผู้อื่นเป็นฝ่ายแบกรับข้อหาในฐานะผู้สร้างอุปสงค์ให้แก่ความร่ำรวยของเขา
หลายปีผ่านไป ทรัพย์สมบัติของแอนตันยังคงพอกพูนขึ้นเรื่อย ๆ บริษัทของเขาขยายไปทั่วโลก ปล้นสะดมผืนป่าทั่วทุกมุมโลกอย่างไม่เกรงกลัวกฎหมาย ความโลภและความโหดร้ายของเขาไม่มีที่สิ้นสุด เสียงสะท้อนแห่งการทำลายล้างที่เขาทิ้งไว้ดังก้องอยู่ในหัวใจของผู้ที่ได้เห็นการไล่ล่าความมั่งคั่งอย่างไม่หยุดยั้งของเขา
แต่ดังที่มักเกิดขึ้นในชีวิต โชคชะตาย่อมมีแผนการของมันเอง บุรุษผู้ท้าทายธรรมชาติมาอย่างยาวนาน ในที่สุดก็จะได้พบกับช่วงเวลาที่เปราะบางที่สุด และน่าขันที่สุดในชีวิตของตน
มันเป็นวันแดดจ้ากลางผืนป่า วันที่เหตุการณ์ซึ่งเปลี่ยนชีวิตของแอนตันไปตลอดกาลได้บังเกิดขึ้น ขณะที่กำลังควบคุมการตัดไม้ด้วยตนเอง เขาอยู่ในใจกลางเขตป่าสงวนซึ่งห้ามตัดไม้อย่างเด็ดขาด ด้วยความไม่ไยดีต่อคำเตือนของลูกน้อง เขายิ่งถลำลึกเข้าไปในป่า หมกมุ่นอยู่กับการค้นหาต้นไม้ที่ทรงคุณค่าและทำกำไรได้มากที่สุดสำหรับลูกค้าระดับสูงของเขา
แล้วมันก็เกิดขึ้น ต้นไม้ยักษ์ต้นหนึ่งซึ่งรากของมันยึดเกาะผืนดินมานานหลายศตวรรษเริ่มเอนไหว แอนตันผู้มืดบอดด้วยความทะยานอยากที่จะให้งานนี้สมบูรณ์แบบ ไม่ได้ตระหนักถึงหายนะที่กำลังจะมาเยือน เสียงคำรามของต้นไม้ที่ล้มลงดังสนั่นหวั่นไหว และก่อนที่เขาจะทันได้ขยับตัว เงาทะมึนแห่งความตายก็ทอดทับลงมา
ต้นไม้โค่นลงมาพร้อมกับเสียงกระแทกราวกับฟ้าร้อง บดขยี้ร่างของแอนตันไว้ใต้มวลสารอันมหาศาลของมัน ช่างเป็นเรื่องตลกร้ายที่โหดเหี้ยมเกินกว่าจะหาใดเปรียบ บุรุษผู้ใช้ทั้งชีวิตทำลายป่าไม้และท้าทายธรรมชาติ กลับต้องจบชีวิตลงด้วยพลังอันไร้ความปรานีของต้นไม้ที่ยืนยงมานานนับศตวรรษ
“ดูเหมือนว่าสุดท้ายธรรมชาติก็มาเอาชีวิตฉันไปจนได้ รู้อย่างนี้ขายน่าจะบริษัททิ้งไปเสียตั้งแต่ตอนที่ยังทำได้” วาจาสุดท้ายของแอนตันยังคงไร้ซึ่งความสะทกสะท้านแม้ในวาระสุดท้ายของชีวิต เขาเพียงแค่เสียดายที่ไม่มีโอกาสได้ใช้ชีวิตอีกสักหน่อย ทว่ากลับรู้สึกสงบนิ่งอย่างน่าประหลาดภายใต้ความตายของตนเอง
ข่าวการเสียชีวิตของแอนตันสั่นสะเทือนอุตสาหกรรมไม้และจุดประกายปฏิกิริยาที่หลากหลาย บ้างก็โศกเศร้าต่อการสูญเสียผู้นำธุรกิจผู้เฉียบแหลม บ้างก็เฉลิมฉลองความตายของเขาว่าเป็นดั่งกงกรรมกงเกวียน แต่ไม่ว่าผู้คนจะมีความเห็นต่อเขาเช่นไร มรดกแห่งการทำลายล้างและความโหดร้ายของเขาก็เป็นสิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้ แม้กระทั่งในหมู่นักธุรกิจที่ไม่ได้ขูดรีดป่าสงวน แต่กลับใช้แรงงานเด็กในประเทศด้อยพัฒนาเพื่อสร้างผลิตภัณฑ์ที่เข้าถึงเก้าในสิบครัวเรือน
แท้จริงแล้ว เรื่องราวของแอนตันทำหน้าที่เป็นเครื่องเตือนใจอันมืดมนถึงผลพวงของความโลภที่ไม่เคยถูกควบคุมและการขาดความยั้งคิดต่อธรรมชาติ ชีวิตอันเห็นแก่ตัวและธุรกิจสีเทาของเขาทิ้งรอยแผลเป็นลึกไว้บนผืนดินและในมโนธรรมของผู้ที่ได้เห็นการไล่ล่าผลกำไรอย่างไม่ลดละของเขา
ขณะที่ข่าวการเสียชีวิตของเขาแพร่กระจายออกไป การถกเถียงในสังคมเกี่ยวกับบทบาทของผู้บริโภคในการทำลายป่าก็ปะทุขึ้น การประท้วงและข้อเรียกร้องให้มีการตัดไม้อย่างยั่งยืนยิ่งขึ้นก็ทวีความรุนแรงขึ้น เมื่อผู้คนเริ่มตั้งคำถามกับพฤติกรรมการบริโภคของตนเองและความรับผิดชอบในการอนุรักษ์ธรรมชาติ
ชีวิตของแอนตันที่เต็มไปด้วยความโลภและความโหดร้าย ได้มาถึงจุดจบอันน่าเศร้าอย่างไม่คาดคิด แต่ราวกับไม่มีใครคาดคิด ทรัพย์สมบัติที่แอนตันสั่งสมมาจากการขูดรีดผืนป่ากลับถูกบริจาคให้กับบริษัทที่รับผิดชอบการฟื้นฟูสถานที่ซึ่งถูกบริษัทของเขาเองทำลาย นี่เป็นเรื่องตลกที่เขาตั้งใจเขียนไว้เอง โดยเชื่อว่าตนคงไม่ตายเร็วขนาดนี้ ทว่าเรื่องตลกง่าย ๆ นี้กลับทำให้ทุกคนนิ่งเงียบไป โดยไม่รู้ว่าจะนิยามตัวตนของแอนตันได้อย่างไร
ปีศาจหรือเป็นเพียงแค่มนุษย์คนหนึ่ง?
แม้กระทั่งหลังความตาย แอนตันก็ได้ทิ้งแรงสั่นสะเทือนครั้งใหญ่ต่อความยึดมั่นในอัตตาของผู้คนเอาไว้เบื้องหลัง