- หน้าแรก
- เวนส์เดย์ : ขอโทษที พอดีพลังจิตของฉันแกร่งที่สุด
- เวนส์เดย์ : ขอโทษที พอดีพลังจิตของฉันแกร่งที่สุด ตอนที่ 52 โพคัพ V 💸
เวนส์เดย์ : ขอโทษที พอดีพลังจิตของฉันแกร่งที่สุด ตอนที่ 52 โพคัพ V 💸
เวนส์เดย์ : ขอโทษที พอดีพลังจิตของฉันแกร่งที่สุด ตอนที่ 52 โพคัพ V 💸
เวนส์เดย์ : ขอโทษที พอดีพลังจิตของฉันแกร่งที่สุด ตอนที่ 52 โพคัพ V
ความโกรธของลุคพุ่งสูงขึ้นเมื่อเห็นสภาพของอีนิด เสื้อคลุมสีแดงของเธอมีรอยตัดหลายแห่งซึ่งมีเลือดซึมออกมาจากผิวหนัง
โชคดีที่บาดแผลดูไม่ลึกและไม่ร้ายแรงนัก หน้ากากสีขาวไม่ได้อยู่บนใบหน้าของอีนิดอีกต่อไป สีหน้าของเธอดูราวกับว่าแม่ของเธอเพิ่งเสียชีวิตไปหมาด ๆ เหมือนกับว่าเธอร้องไห้มาอย่างหนัก
“อีนิด เธอเป็นอะไรไหม” ลุคตะโกนถาม เขาอยากจะขยี้ไอ้พวกสารเลวพวกนี้ให้แหลกคามือ แต่ถ้าขยับตัวเมื่อไหร่ ชีวิตของอีนิดก็จะตกอยู่ในอันตราย
“ลุค . . .” อีนิดเอ่ยเสียงแผ่ว ดวงตาของเธอบวมและแดงก่ำ ริมฝีปากสั่นระริกขณะเอ่ยชื่อแฟนหนุ่ม
‘ทำไมเธอดูเศร้าขนาดนั้น’ ลุคคิดอย่างไม่เข้าใจสภาพของอีนิด
ลุคได้ส่งข้อความทางโทรจิตไปหาอีนิดตั้งแต่ตอนที่เขาเห็นคนคลุมหน้าในสุสานแคร็กสโตนแล้ว โดยบอกเธอว่าอย่าเหยียบขึ้นมาบนเกาะเด็ดขาด แต่มันก็สายเกินไป จากนั้นแฟนสาวของเขาก็หยุดสื่อสารกับเขาทางจิตใจ ซึ่งอาจหมายความว่าเธอได้รับบาดแผลทางใจอย่างรุนแรงหรือมีเหตุการณ์บางอย่างเกิดขึ้น
“ฉันขอโทษ . . . ซาบริน่าตายเพราะปกป้องฉัน” อีนิดพูดด้วยน้ำเสียงแหบแห้ง และน้ำตาก็ไหลออกมาอีกครั้ง
‘ซาบริน่าตายงั้นเหรอ?’ ลุคคิดพร้อมกับเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง
“เป็นการเสียสละที่น่าจดจำ” คนคลุมหน้าพูดด้วยน้ำเสียงขบขัน อีนิดมองมันอย่างโกรธเกรี้ยว แต่เธอขยับตัวไม่ได้เพราะเชือกที่มัดรัดไปทั้งตัว แม้แต่พละกำลังทางกายที่เหนือกว่าของเธอก็ไม่สามารถทำลายมันได้
เชือกนั่นไม่ได้ทำจากวัสดุธรรมดา ไม่อย่างนั้นเธอคงใช้กรงเล็บหลากสีของเธอทำลายมันไปแล้ว
“จัดการมันซะ” คนคนเดิมออกคำสั่ง
มนุษย์หมาป่าเริ่มเคลื่อนตัวเข้าหาลุคอย่างระมัดระวัง เช่นเดียวกับคนไร้หน้า พวกมันไม่รู้ว่าเจ้าหมอนี่จะหยุดโจมตีเพียงเพราะพวกมันมีตัวประกันหรือไม่
ส่วนอมารันธ์ เธอยังคงเฝ้ามองลุคอยู่เฉย ๆ ไม่มีทีท่าว่าจะโจมตี เธออยากจะรู้ว่าเขาแคร์คนอื่นหรือไม่
เมื่อมนุษย์หมาป่าเหวี่ยงหมัดเข้าใส่ ลุคก็หลบได้ด้วยฮาคิสังเกต เขาไม่จำเป็นต้องใช้คลื่นพลังจิตด้วยซ้ำ ความเร็วของมนุษย์หมาป่าช้าลงมากเมื่อเทียบกับตอนแรก
“ไม่ ไม่ ไม่ . . . แกยังไม่เข้าใจสถานะของตัวเองสินะ แกห้ามโจมตีหรือป้องกันตัว แน่นอนว่าถ้าแกอยากให้แฟนของแกปลอดภัย” คนคลุมหน้าพูดพลางวางมือลงบนไหล่ของอีนิด
ลุคเห็นเปลวไฟลุกออกมาจากมือของคนคลุมหน้าและแผดเผาบริเวณไหล่ของอีนิด จนเธอร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด
“ไอ้สารเลว หยุดนะ!” ลุคตะโกนอย่างเดือดดาล ด้วยความโกรธเขาไม่สามารถหลบลูกเตะของมนุษย์หมาป่าที่กระแทกเข้าที่ท้องของเขาจนตัวลอยไปกระแทกกับต้นไม้ได้
“ไอ้มนุษย์หมาป่าเวรนั่น” ลุคคำรามอย่างเจ็บปวด ไม่เคยมีครั้งไหนในชีวิตที่เขาตกอยู่ในสภาพที่น่าสังเวชเช่นนี้ แต่เขาไม่สนใจ เขาต้องช่วยอีนิดให้ได้
เขาจะช่วยเธอยังไงดี? เธออยู่ห่างออกไปประมาณสิบเมตร และคนคลุมหน้านั่นก็คงมีวิธีป้องกันคลื่นพลังจิตของเขา ไม่ว่าจะเป็นวัตถุโบราณหรือวิธีอื่น การสะกดให้หยุดนิ่งหรือสร้างวัตถุล่องหนด้วยพลังจิตคงใช้ไม่ได้ผล
นอกจากนี้ทันทีที่เขาลงมือ เขาก็จะถูกมนุษย์หมาป่าโจมตี โชคดีที่พละกำลังของมันลดลงไปมากตั้งแต่โดนเขาฟาดด้วยต้นไม้
‘ต้นไม้!’ ลุคคิดในใจ เขาหลับตาลงและรวบรวมสมาธิ
ด้วยความสามารถพิเศษในการรับรู้ เขาก็เริ่มมองเห็นทุกสิ่งที่ดวงตาของเขามองไม่เห็น ลึกลงไป . . . ใต้ผืนดิน!
“ดูเหมือนว่าไอ้เวรนี่จะยอมรับชะตากรรมของมันแล้ว” มนุษย์หมาป่าพูดพร้อมกับแสยะยิ้มชั่วร้าย มันต้องล้างแค้นไอ้สารเลวที่ทำให้มันตกอยู่ในสภาพน่าสมเพชนี้ให้ได้
“ไม่ต้องห่วงชีวิตฉัน ลุค! อย่าให้พวกมันฆ่านายได้นะ!” อีนิดร้องไห้พลางตะโกน เป้าหมายของคนพวกนี้คือการฆ่าทุกคนให้หมด ไม่ว่าพวกมันจะฆ่าเธอตอนนี้หรือหลังจากที่จัดการลุคเสร็จแล้วก็เหมือนกัน
ขณะที่มนุษย์หมาป่ากำลังจะลงมือสังหารลุค พื้นดินก็เริ่มสั่นสะเทือน
ในที่สุดพื้นดินก็ปริแตกออก รากไม้จำนวนมหาศาลก็พุ่งทะลุผืนดินขึ้นมาอย่างดุร้ายน่าเกรงขาม ราวกับหนวดของอสูรกาย
มนุษย์หมาป่าไม่คาดคิดว่าจะถูกโจมตีจากรากไม้นับสิบที่พุ่งเข้าใส่ด้วยความเร็วสูงและเสียบร่างของมันจนพรุน มันกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดและดิ้นรน แต่ก็ทำอะไรไม่ได้
“แก! ฉันบอกให้แกอยู่เฉย ๆ ไง!” คนคลุมหน้าตะโกน เตรียมที่จะสังหารอีนิด แต่ทว่าใต้เท้าของมันก็มีรากไม้โผล่ขึ้นมาโจมตีและปกป้องอีนิดเช่นกัน
‘พวกมันมาถึงนี่ได้ยังไง!’ คนคลุมหน้าคิดอย่างตกตะลึงขณะมองรากไม้นับสิบที่พุ่งเข้าใส่
มันใช้ทักษะไฟของตนเพื่อปัดป้องรากไม้นักฆ่า แต่ก็โดนบาดที่เสื้อคลุมไปหลายแผล และไม่ได้ครอบครองตัวประกันอีกต่อไป
‘นี่มันอันตรายเกินไปแล้ว! มันไม่ควรจะทรงพลังขนาดนี้’ คนไร้หน้าคิดขณะเห็นรากไม้ผุดออกจากพื้นดินมากขึ้นเรื่อย ๆ ราวกับว่าป่าทั้งป่ามีชีวิตขึ้นมาและกำลังโจมตีพวกมัน
รากไม้เหล่านั้นหนาเท่าแขนที่เต็มไปด้วยกล้ามเนื้อและบิดเกลียวเหมือนงู พวกมันเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูงและคล่องแคล่วอย่างยิ่ง
‘แข็งแกร่งขึ้นระหว่างการต่อสู้ พรสวรรค์ของช่างน่ากลัวจริง ๆ’ เอ็ดการ์คิดพลางมองลุคด้วยความภาคภูมิใจ เขาสามารถช่วยแฟนสาวของเขาและพลิกสถานการณ์กลับมาได้ ทั้งที่ต้องสู้สี่ต่อหนึ่ง
คนไร้หน้าถูกรากไม้เส้นหนึ่งรัดจนรู้สึกเหมือนกำลังจะถูกบีบให้แหลกเหมือนผลไม้ โชคดีที่เขามีเครื่องเคลื่อนย้ายมิติอยู่ในมือแล้ว เขาเปิดใช้งานมันโดยไม่ลังเลแม้แต่วินาทีเดียวและหายตัวไปจากที่นั่น
“ว้าว ทำให้ฉันประหลาดใจได้เรื่อย ๆ เลยนะ! แบบนี้ยิ่งทำให้ฉันอยากได้ตัวเธอมากขึ้นไปอีก” อมารันธ์พูดพลางหลบหลีกรากไม้นักฆ่า ความคล่องแคล่วของเธอเหนือกว่าสหายมนุษย์หมาป่าของเธอมาก
‘แต่ว่านี่มันเริ่มอันตรายแล้วนะ’ อมารันธ์คิดขณะเห็นรากไม้ที่ต้องการจะฉีกเธอเป็นชิ้น ๆ มากขึ้นเรื่อย ๆ เธอตระหนักได้ว่าเป้าหมายของลุคคือการสังหารพวกเธออย่างโหดเหี้ยม
อมารันธ์หยิบเครื่องเคลื่อนย้ายมิติที่เหมือนของคนไร้หน้าออกมาจากกระเป๋าและเปิดใช้งาน เธอหายตัวไปในวินาทีต่อมา บริเวณที่เธอเคยยืนอยู่ถูกรากไม้ถล่มใส่ แต่ก็ไม่มีใครอยู่ที่นั่นอีกแล้ว
“ชิ ไอ้พวกหนูสกปรก” ลุคสบถ เขาทุ่มเทสมาธิทั้งหมดไปที่ชายคลุมหน้าที่เหลืออยู่เพียงคนเดียว ซึ่งเป็นคนที่เขาอยากจะฆ่ามากที่สุด เพราะมันกล้าทำร้ายและข่มขู่อีนิด
‘ทำไมทุกอย่างถึงลงเอยแบบนี้!!? เขาไม่ควรจะทรงพลังขนาดนี้’ ชายคลุมหน้าคิดอย่างโกรธแค้นขณะจ้องมองลุคด้วยความเกลียดชัง และมองดูสหายของตนทิ้งมันไป
สภาพของมันก็ไม่ดีเช่นกัน ตอนนี้มันกลายเป็นเป้าหมายเดียวของรากไม้ แม้ว่าไฟของมันจะเผารากไม้ได้อย่างง่ายดาย แต่ก็ยากที่จะเผาทั้งหมดให้เป็นเถ้าถ่าน
‘อย่างน้อย ฉันก็จะฆ่าแฟนของแก!’ ชายคลุมหน้าคิดพลางมองไปยังอีนิด มันรู้ว่าลุคแคร์เด็กผู้หญิงคนนี้ มันสามารถสร้างความเจ็บปวดอย่างมหาศาลให้เขาก่อนที่มันจะจากไปได้
“ตายซะ!” ชายคลุมหน้าตะโกน และจากดวงตาของมันก็ยิงลำแสงไฟออกมาซึ่งเผาผลาญรากไม้ทุกเส้นที่ขวางทางและพุ่งตรงไปยังอีนิด
‘ลำแสงไฟเหรอ?’ ลุคคิดอย่างประหลาดใจขณะมองไปที่อีนิด สีหน้าของเขากลับมาเคร่งเครียด เขากำลังควบคุมรากไม้จำนวนมากเกินไป ทำให้เขาไม่สามารถเคลื่อนย้ายอีนิดด้วยพลังจิตได้ทันเวลา เพราะเธอถูกมัดและเคลื่อนไหวไม่สะดวก
ลุคเฝ้ามองอย่างสิ้นหวังขณะที่ลำแสงไฟเคลื่อนเข้าใกล้อีนิดมากขึ้นเรื่อย ๆ ในจังหวะนั้นเองสัตว์สี่เท้าตัวหนึ่งก็กระโจนออกมาในวินาทีสุดท้าย ช่วยให้อีนิดรอดพ้นจากการถูกเผาเป็นจุล
พื้นดินบริเวณที่ลำแสงไฟพาดผ่านกลายเป็นสีดำสนิท มีเปลวไฟลุกไหม้อยู่ประปราย
‘ชิ หนีไปได้อย่างฉิวเฉียด’ คนคลุมหน้าคิดอย่างเดือดดาล ตอนนี้มันต้องหนีออกจากที่นี่แล้ว ภารกิจของมันล้มเหลว มันไม่เคยคิดเลยว่าสิ่งที่ควรจะเป็นการสังหารหมู่พวกผู้แปลกแยกที่มีอุดมการณ์อ่อนแอจะจบลงแบบนี้
“ยัยสารเลว! แกจะหนีไปตอนนี้เลยเหรอ!?” ลุคตะโกนอย่างโกรธเกรี้ยวขณะมองดูคนคลุมหน้าล้วงกระเป๋าเพื่อหาเครื่องเคลื่อนย้ายมิติ เมื่อเห็นลำแสงไฟนั่น เขาก็รู้ทันทีว่ามันคือยัยตัวแสบซาบริน่า สเปลล์แมน
เขาใช้สมาธิทั้งหมดไปที่รากไม้เส้นเดียวและโจมตีซาบริน่า ความเร็วของรากไม้เส้นนั้นเหนือกว่าก่อนหน้านี้มาก เพราะลุคตัดสินใจควบคุมแค่รากไม้เส้นเดียว ประกอบกับความโกรธของเขา
รากไม้แทงทะลุตาของซาบริน่า แต่ก่อนที่มันจะเจาะทะลุสมองของเธอ หญิงสาวก็หายตัวไปจากจุดนั้น
“บัดซบ!” ลุคสบถพลางกระทืบเท้าลงบนพื้นด้วยความโกรธ เป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาด และรู้สึกเจ็บปวดไปทั่วกระดูกจากการกระทำนั้น
. . .
“บ้าเอ๊ย! บ้า! บ้า!” ซาบริน่าตะโกนอย่างเกรี้ยวกราดขณะทุบพื้นด้วยกำปั้นบอบบางของเธอ เธอรู้สึกเจ็บปวดและแสบร้อนที่ตาซ้าย หรือพูดให้ถูกคือ บริเวณที่เคยเป็นตาซ้ายของเธอ ตอนนี้มันถูกทำลายโดยรากไม้ไปแล้ว
“ใจเย็นก่อน ซาบริน่า” คนไร้หน้าพูด เขาลดผ้าคลุมหน้าลงแล้ว ใบหน้าของเขาไม่มีปาก จมูก หรืออะไรเลย แต่ถึงอย่างนั้นเวลาเขาพูดก็ยังได้ยินเสียง ราวกับว่าปากที่ปิดสนิทของเขากำลังขยับ
“หุบปาก! ทำไมแกไม่ช่วยซิดฆ่าไอ้สารเลวนั่น” ซาบริน่าถามพลางจ้องมองคนไร้หน้าด้วยตาข้างเดียว
“เราพยายามแล้ว ตอนแรกความสามารถของฉันตอบโต้เขาได้ จนกระทั่งเขายกต้นไม้หนักหลายร้อยกิโลกรัมขึ้นมา และเราก็ทำอะไรไม่ได้อีกเลย . . . พลังของเขามันอยู่ในระดับสูงแล้ว ข้อมูลของเธอมันผิด” คนไร้หน้าแก้ตัว
ซาบริน่าทำได้เพียงเดาะลิ้นและไม่พูดอะไรอีก นี่เป็นความผิดพลาดของเธอ แผนของเธอจะสมบูรณ์แบบถ้าความแข็งแกร่งของลุคเป็นไปตามที่เธอคิดไว้ แต่มันไม่ใช่
“แล้วแก ทำไมไม่ช่วยซิด? ถ้าแกโจมตีไอ้สารเลวตระกูลโพข้าง ๆ ซิด เขาก็คงลุกขึ้นมาไม่ได้แล้ว” ซาบริน่าถามพลางมองไปที่อมารันธ์ น้ำเสียงของเธอไม่เกรี้ยวกราดเท่าตอนที่คุยกับลูกครึ่ง
“ฉันคิดว่าซิดคนเดียวก็น่าจะพอจัดการมันได้ด้วยหมัดเดียว แต่เขาดันไร้ประโยชน์และตายอยู่ที่นั่น” อมารันธ์ตอบพลางยักไหล่อย่างไม่ใส่ใจ
“ระวังคำพูดของแกด้วย ยัยลูกครึ่ง!” คนไร้หน้าตะโกน ซิดเป็นเพื่อนของเขา และเขาก็ตายไปแล้ว
“ลูกครึ่งอย่างนั้น ลูกครึ่งอย่างนี้ หุบปากของแกไปซะถ้าไม่อยากให้ฉันอ้าปากแกแล้วดึงลิ้นแกออกมา พวกไร้หน้ามีลิ้นกันรึเปล่านะ” อมารันธ์ถามด้วยรอยยิ้มเยือกเย็น
“พอได้แล้วทั้งสองคน ได้เวลากลับไปที่สถาบันศิลปะศาสตร์มืดแล้ว” ซาบริน่าพูดขัดจังหวะการทะเลาะ
‘ท่านพ่อต้องโกรธแน่ ๆ . . .’ ซาบริน่าคิดอย่างจำยอม