เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

เวนส์เดย์ : ขอโทษที พอดีพลังจิตของฉันแกร่งที่สุด ตอนที่ 52 โพคัพ V 💸

เวนส์เดย์ : ขอโทษที พอดีพลังจิตของฉันแกร่งที่สุด ตอนที่ 52 โพคัพ V 💸

เวนส์เดย์ : ขอโทษที พอดีพลังจิตของฉันแกร่งที่สุด ตอนที่ 52 โพคัพ V 💸


เวนส์เดย์ : ขอโทษที พอดีพลังจิตของฉันแกร่งที่สุด ตอนที่ 52 โพคัพ V

ความโกรธของลุคพุ่งสูงขึ้นเมื่อเห็นสภาพของอีนิด เสื้อคลุมสีแดงของเธอมีรอยตัดหลายแห่งซึ่งมีเลือดซึมออกมาจากผิวหนัง

โชคดีที่บาดแผลดูไม่ลึกและไม่ร้ายแรงนัก หน้ากากสีขาวไม่ได้อยู่บนใบหน้าของอีนิดอีกต่อไป สีหน้าของเธอดูราวกับว่าแม่ของเธอเพิ่งเสียชีวิตไปหมาด ๆ เหมือนกับว่าเธอร้องไห้มาอย่างหนัก

“อีนิด เธอเป็นอะไรไหม” ลุคตะโกนถาม เขาอยากจะขยี้ไอ้พวกสารเลวพวกนี้ให้แหลกคามือ แต่ถ้าขยับตัวเมื่อไหร่ ชีวิตของอีนิดก็จะตกอยู่ในอันตราย

“ลุค . . .” อีนิดเอ่ยเสียงแผ่ว ดวงตาของเธอบวมและแดงก่ำ ริมฝีปากสั่นระริกขณะเอ่ยชื่อแฟนหนุ่ม

‘ทำไมเธอดูเศร้าขนาดนั้น’ ลุคคิดอย่างไม่เข้าใจสภาพของอีนิด

ลุคได้ส่งข้อความทางโทรจิตไปหาอีนิดตั้งแต่ตอนที่เขาเห็นคนคลุมหน้าในสุสานแคร็กสโตนแล้ว โดยบอกเธอว่าอย่าเหยียบขึ้นมาบนเกาะเด็ดขาด แต่มันก็สายเกินไป จากนั้นแฟนสาวของเขาก็หยุดสื่อสารกับเขาทางจิตใจ ซึ่งอาจหมายความว่าเธอได้รับบาดแผลทางใจอย่างรุนแรงหรือมีเหตุการณ์บางอย่างเกิดขึ้น

“ฉันขอโทษ . . . ซาบริน่าตายเพราะปกป้องฉัน” อีนิดพูดด้วยน้ำเสียงแหบแห้ง และน้ำตาก็ไหลออกมาอีกครั้ง

‘ซาบริน่าตายงั้นเหรอ?’ ลุคคิดพร้อมกับเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง

“เป็นการเสียสละที่น่าจดจำ” คนคลุมหน้าพูดด้วยน้ำเสียงขบขัน อีนิดมองมันอย่างโกรธเกรี้ยว แต่เธอขยับตัวไม่ได้เพราะเชือกที่มัดรัดไปทั้งตัว แม้แต่พละกำลังทางกายที่เหนือกว่าของเธอก็ไม่สามารถทำลายมันได้

เชือกนั่นไม่ได้ทำจากวัสดุธรรมดา ไม่อย่างนั้นเธอคงใช้กรงเล็บหลากสีของเธอทำลายมันไปแล้ว

“จัดการมันซะ” คนคนเดิมออกคำสั่ง

มนุษย์หมาป่าเริ่มเคลื่อนตัวเข้าหาลุคอย่างระมัดระวัง เช่นเดียวกับคนไร้หน้า พวกมันไม่รู้ว่าเจ้าหมอนี่จะหยุดโจมตีเพียงเพราะพวกมันมีตัวประกันหรือไม่

ส่วนอมารันธ์ เธอยังคงเฝ้ามองลุคอยู่เฉย ๆ ไม่มีทีท่าว่าจะโจมตี เธออยากจะรู้ว่าเขาแคร์คนอื่นหรือไม่

เมื่อมนุษย์หมาป่าเหวี่ยงหมัดเข้าใส่ ลุคก็หลบได้ด้วยฮาคิสังเกต เขาไม่จำเป็นต้องใช้คลื่นพลังจิตด้วยซ้ำ ความเร็วของมนุษย์หมาป่าช้าลงมากเมื่อเทียบกับตอนแรก

“ไม่ ไม่ ไม่ . . . แกยังไม่เข้าใจสถานะของตัวเองสินะ แกห้ามโจมตีหรือป้องกันตัว แน่นอนว่าถ้าแกอยากให้แฟนของแกปลอดภัย” คนคลุมหน้าพูดพลางวางมือลงบนไหล่ของอีนิด

ลุคเห็นเปลวไฟลุกออกมาจากมือของคนคลุมหน้าและแผดเผาบริเวณไหล่ของอีนิด จนเธอร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด

“ไอ้สารเลว หยุดนะ!” ลุคตะโกนอย่างเดือดดาล ด้วยความโกรธเขาไม่สามารถหลบลูกเตะของมนุษย์หมาป่าที่กระแทกเข้าที่ท้องของเขาจนตัวลอยไปกระแทกกับต้นไม้ได้

“ไอ้มนุษย์หมาป่าเวรนั่น” ลุคคำรามอย่างเจ็บปวด ไม่เคยมีครั้งไหนในชีวิตที่เขาตกอยู่ในสภาพที่น่าสังเวชเช่นนี้ แต่เขาไม่สนใจ เขาต้องช่วยอีนิดให้ได้

เขาจะช่วยเธอยังไงดี? เธออยู่ห่างออกไปประมาณสิบเมตร และคนคลุมหน้านั่นก็คงมีวิธีป้องกันคลื่นพลังจิตของเขา ไม่ว่าจะเป็นวัตถุโบราณหรือวิธีอื่น การสะกดให้หยุดนิ่งหรือสร้างวัตถุล่องหนด้วยพลังจิตคงใช้ไม่ได้ผล

นอกจากนี้ทันทีที่เขาลงมือ เขาก็จะถูกมนุษย์หมาป่าโจมตี โชคดีที่พละกำลังของมันลดลงไปมากตั้งแต่โดนเขาฟาดด้วยต้นไม้

‘ต้นไม้!’ ลุคคิดในใจ เขาหลับตาลงและรวบรวมสมาธิ

ด้วยความสามารถพิเศษในการรับรู้ เขาก็เริ่มมองเห็นทุกสิ่งที่ดวงตาของเขามองไม่เห็น ลึกลงไป . . . ใต้ผืนดิน!

“ดูเหมือนว่าไอ้เวรนี่จะยอมรับชะตากรรมของมันแล้ว” มนุษย์หมาป่าพูดพร้อมกับแสยะยิ้มชั่วร้าย มันต้องล้างแค้นไอ้สารเลวที่ทำให้มันตกอยู่ในสภาพน่าสมเพชนี้ให้ได้

“ไม่ต้องห่วงชีวิตฉัน ลุค! อย่าให้พวกมันฆ่านายได้นะ!” อีนิดร้องไห้พลางตะโกน เป้าหมายของคนพวกนี้คือการฆ่าทุกคนให้หมด ไม่ว่าพวกมันจะฆ่าเธอตอนนี้หรือหลังจากที่จัดการลุคเสร็จแล้วก็เหมือนกัน

ขณะที่มนุษย์หมาป่ากำลังจะลงมือสังหารลุค พื้นดินก็เริ่มสั่นสะเทือน

ในที่สุดพื้นดินก็ปริแตกออก รากไม้จำนวนมหาศาลก็พุ่งทะลุผืนดินขึ้นมาอย่างดุร้ายน่าเกรงขาม ราวกับหนวดของอสูรกาย

มนุษย์หมาป่าไม่คาดคิดว่าจะถูกโจมตีจากรากไม้นับสิบที่พุ่งเข้าใส่ด้วยความเร็วสูงและเสียบร่างของมันจนพรุน มันกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดและดิ้นรน แต่ก็ทำอะไรไม่ได้

“แก! ฉันบอกให้แกอยู่เฉย ๆ ไง!” คนคลุมหน้าตะโกน เตรียมที่จะสังหารอีนิด แต่ทว่าใต้เท้าของมันก็มีรากไม้โผล่ขึ้นมาโจมตีและปกป้องอีนิดเช่นกัน

‘พวกมันมาถึงนี่ได้ยังไง!’ คนคลุมหน้าคิดอย่างตกตะลึงขณะมองรากไม้นับสิบที่พุ่งเข้าใส่

มันใช้ทักษะไฟของตนเพื่อปัดป้องรากไม้นักฆ่า แต่ก็โดนบาดที่เสื้อคลุมไปหลายแผล และไม่ได้ครอบครองตัวประกันอีกต่อไป

‘นี่มันอันตรายเกินไปแล้ว! มันไม่ควรจะทรงพลังขนาดนี้’ คนไร้หน้าคิดขณะเห็นรากไม้ผุดออกจากพื้นดินมากขึ้นเรื่อย ๆ ราวกับว่าป่าทั้งป่ามีชีวิตขึ้นมาและกำลังโจมตีพวกมัน

รากไม้เหล่านั้นหนาเท่าแขนที่เต็มไปด้วยกล้ามเนื้อและบิดเกลียวเหมือนงู พวกมันเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูงและคล่องแคล่วอย่างยิ่ง

‘แข็งแกร่งขึ้นระหว่างการต่อสู้ พรสวรรค์ของช่างน่ากลัวจริง ๆ’ เอ็ดการ์คิดพลางมองลุคด้วยความภาคภูมิใจ เขาสามารถช่วยแฟนสาวของเขาและพลิกสถานการณ์กลับมาได้ ทั้งที่ต้องสู้สี่ต่อหนึ่ง

คนไร้หน้าถูกรากไม้เส้นหนึ่งรัดจนรู้สึกเหมือนกำลังจะถูกบีบให้แหลกเหมือนผลไม้ โชคดีที่เขามีเครื่องเคลื่อนย้ายมิติอยู่ในมือแล้ว เขาเปิดใช้งานมันโดยไม่ลังเลแม้แต่วินาทีเดียวและหายตัวไปจากที่นั่น

“ว้าว ทำให้ฉันประหลาดใจได้เรื่อย ๆ เลยนะ! แบบนี้ยิ่งทำให้ฉันอยากได้ตัวเธอมากขึ้นไปอีก” อมารันธ์พูดพลางหลบหลีกรากไม้นักฆ่า ความคล่องแคล่วของเธอเหนือกว่าสหายมนุษย์หมาป่าของเธอมาก

‘แต่ว่านี่มันเริ่มอันตรายแล้วนะ’ อมารันธ์คิดขณะเห็นรากไม้ที่ต้องการจะฉีกเธอเป็นชิ้น ๆ มากขึ้นเรื่อย ๆ เธอตระหนักได้ว่าเป้าหมายของลุคคือการสังหารพวกเธออย่างโหดเหี้ยม

อมารันธ์หยิบเครื่องเคลื่อนย้ายมิติที่เหมือนของคนไร้หน้าออกมาจากกระเป๋าและเปิดใช้งาน เธอหายตัวไปในวินาทีต่อมา บริเวณที่เธอเคยยืนอยู่ถูกรากไม้ถล่มใส่ แต่ก็ไม่มีใครอยู่ที่นั่นอีกแล้ว

“ชิ ไอ้พวกหนูสกปรก” ลุคสบถ เขาทุ่มเทสมาธิทั้งหมดไปที่ชายคลุมหน้าที่เหลืออยู่เพียงคนเดียว ซึ่งเป็นคนที่เขาอยากจะฆ่ามากที่สุด เพราะมันกล้าทำร้ายและข่มขู่อีนิด

‘ทำไมทุกอย่างถึงลงเอยแบบนี้!!? เขาไม่ควรจะทรงพลังขนาดนี้’ ชายคลุมหน้าคิดอย่างโกรธแค้นขณะจ้องมองลุคด้วยความเกลียดชัง และมองดูสหายของตนทิ้งมันไป

สภาพของมันก็ไม่ดีเช่นกัน ตอนนี้มันกลายเป็นเป้าหมายเดียวของรากไม้ แม้ว่าไฟของมันจะเผารากไม้ได้อย่างง่ายดาย แต่ก็ยากที่จะเผาทั้งหมดให้เป็นเถ้าถ่าน

‘อย่างน้อย ฉันก็จะฆ่าแฟนของแก!’ ชายคลุมหน้าคิดพลางมองไปยังอีนิด มันรู้ว่าลุคแคร์เด็กผู้หญิงคนนี้ มันสามารถสร้างความเจ็บปวดอย่างมหาศาลให้เขาก่อนที่มันจะจากไปได้

“ตายซะ!” ชายคลุมหน้าตะโกน และจากดวงตาของมันก็ยิงลำแสงไฟออกมาซึ่งเผาผลาญรากไม้ทุกเส้นที่ขวางทางและพุ่งตรงไปยังอีนิด

‘ลำแสงไฟเหรอ?’ ลุคคิดอย่างประหลาดใจขณะมองไปที่อีนิด สีหน้าของเขากลับมาเคร่งเครียด เขากำลังควบคุมรากไม้จำนวนมากเกินไป ทำให้เขาไม่สามารถเคลื่อนย้ายอีนิดด้วยพลังจิตได้ทันเวลา เพราะเธอถูกมัดและเคลื่อนไหวไม่สะดวก

ลุคเฝ้ามองอย่างสิ้นหวังขณะที่ลำแสงไฟเคลื่อนเข้าใกล้อีนิดมากขึ้นเรื่อย ๆ ในจังหวะนั้นเองสัตว์สี่เท้าตัวหนึ่งก็กระโจนออกมาในวินาทีสุดท้าย ช่วยให้อีนิดรอดพ้นจากการถูกเผาเป็นจุล

พื้นดินบริเวณที่ลำแสงไฟพาดผ่านกลายเป็นสีดำสนิท มีเปลวไฟลุกไหม้อยู่ประปราย

‘ชิ หนีไปได้อย่างฉิวเฉียด’ คนคลุมหน้าคิดอย่างเดือดดาล ตอนนี้มันต้องหนีออกจากที่นี่แล้ว ภารกิจของมันล้มเหลว มันไม่เคยคิดเลยว่าสิ่งที่ควรจะเป็นการสังหารหมู่พวกผู้แปลกแยกที่มีอุดมการณ์อ่อนแอจะจบลงแบบนี้

“ยัยสารเลว! แกจะหนีไปตอนนี้เลยเหรอ!?” ลุคตะโกนอย่างโกรธเกรี้ยวขณะมองดูคนคลุมหน้าล้วงกระเป๋าเพื่อหาเครื่องเคลื่อนย้ายมิติ เมื่อเห็นลำแสงไฟนั่น เขาก็รู้ทันทีว่ามันคือยัยตัวแสบซาบริน่า สเปลล์แมน

เขาใช้สมาธิทั้งหมดไปที่รากไม้เส้นเดียวและโจมตีซาบริน่า ความเร็วของรากไม้เส้นนั้นเหนือกว่าก่อนหน้านี้มาก เพราะลุคตัดสินใจควบคุมแค่รากไม้เส้นเดียว ประกอบกับความโกรธของเขา

รากไม้แทงทะลุตาของซาบริน่า แต่ก่อนที่มันจะเจาะทะลุสมองของเธอ หญิงสาวก็หายตัวไปจากจุดนั้น

“บัดซบ!” ลุคสบถพลางกระทืบเท้าลงบนพื้นด้วยความโกรธ เป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาด และรู้สึกเจ็บปวดไปทั่วกระดูกจากการกระทำนั้น

. . .

“บ้าเอ๊ย! บ้า! บ้า!” ซาบริน่าตะโกนอย่างเกรี้ยวกราดขณะทุบพื้นด้วยกำปั้นบอบบางของเธอ เธอรู้สึกเจ็บปวดและแสบร้อนที่ตาซ้าย หรือพูดให้ถูกคือ บริเวณที่เคยเป็นตาซ้ายของเธอ ตอนนี้มันถูกทำลายโดยรากไม้ไปแล้ว

“ใจเย็นก่อน ซาบริน่า” คนไร้หน้าพูด เขาลดผ้าคลุมหน้าลงแล้ว ใบหน้าของเขาไม่มีปาก จมูก หรืออะไรเลย แต่ถึงอย่างนั้นเวลาเขาพูดก็ยังได้ยินเสียง ราวกับว่าปากที่ปิดสนิทของเขากำลังขยับ

“หุบปาก! ทำไมแกไม่ช่วยซิดฆ่าไอ้สารเลวนั่น” ซาบริน่าถามพลางจ้องมองคนไร้หน้าด้วยตาข้างเดียว

“เราพยายามแล้ว ตอนแรกความสามารถของฉันตอบโต้เขาได้ จนกระทั่งเขายกต้นไม้หนักหลายร้อยกิโลกรัมขึ้นมา และเราก็ทำอะไรไม่ได้อีกเลย . . . พลังของเขามันอยู่ในระดับสูงแล้ว ข้อมูลของเธอมันผิด” คนไร้หน้าแก้ตัว

ซาบริน่าทำได้เพียงเดาะลิ้นและไม่พูดอะไรอีก นี่เป็นความผิดพลาดของเธอ แผนของเธอจะสมบูรณ์แบบถ้าความแข็งแกร่งของลุคเป็นไปตามที่เธอคิดไว้ แต่มันไม่ใช่

“แล้วแก ทำไมไม่ช่วยซิด? ถ้าแกโจมตีไอ้สารเลวตระกูลโพข้าง ๆ ซิด เขาก็คงลุกขึ้นมาไม่ได้แล้ว” ซาบริน่าถามพลางมองไปที่อมารันธ์ น้ำเสียงของเธอไม่เกรี้ยวกราดเท่าตอนที่คุยกับลูกครึ่ง

“ฉันคิดว่าซิดคนเดียวก็น่าจะพอจัดการมันได้ด้วยหมัดเดียว แต่เขาดันไร้ประโยชน์และตายอยู่ที่นั่น” อมารันธ์ตอบพลางยักไหล่อย่างไม่ใส่ใจ

“ระวังคำพูดของแกด้วย ยัยลูกครึ่ง!” คนไร้หน้าตะโกน ซิดเป็นเพื่อนของเขา และเขาก็ตายไปแล้ว

“ลูกครึ่งอย่างนั้น ลูกครึ่งอย่างนี้ หุบปากของแกไปซะถ้าไม่อยากให้ฉันอ้าปากแกแล้วดึงลิ้นแกออกมา พวกไร้หน้ามีลิ้นกันรึเปล่านะ” อมารันธ์ถามด้วยรอยยิ้มเยือกเย็น

“พอได้แล้วทั้งสองคน ได้เวลากลับไปที่สถาบันศิลปะศาสตร์มืดแล้ว” ซาบริน่าพูดขัดจังหวะการทะเลาะ

‘ท่านพ่อต้องโกรธแน่ ๆ . . .’ ซาบริน่าคิดอย่างจำยอม

จบบทที่ เวนส์เดย์ : ขอโทษที พอดีพลังจิตของฉันแกร่งที่สุด ตอนที่ 52 โพคัพ V 💸

คัดลอกลิงก์แล้ว