- หน้าแรก
- ตระกูลแห่งมังกร : ข้าคือเรการ์ ทาร์แกเรียน
- ตระกูลแห่งมังกร : ข้าคือเรการ์ ทาร์แกเรียน ตอนที่ 90 ปราบมันด้วยหน้ากากของมันเอง 💸
ตระกูลแห่งมังกร : ข้าคือเรการ์ ทาร์แกเรียน ตอนที่ 90 ปราบมันด้วยหน้ากากของมันเอง 💸
ตระกูลแห่งมังกร : ข้าคือเรการ์ ทาร์แกเรียน ตอนที่ 90 ปราบมันด้วยหน้ากากของมันเอง 💸
ตระกูลแห่งมังกร : ข้าคือเรการ์ ทาร์แกเรียน ตอนที่ 90 ปราบมันด้วยหน้ากากของมันเอง
ภายใต้มนตราอันร้ายกาจแห่ง [โลหิตมังกรแท้] และ [โลหิตและเปลวเพลิง] เรการ์ยังคงยืนหยัดอยู่ท่ามกลางเปลวเพลิงน้ำมันเผาไหม้โดยไม่บาดเจ็บแม้แต่น้อย
แม้เปลวไฟจะไร้ผลต่อเขา แต่มันกลับดึงดูดเงาดำให้ยิ่งแผ่ขยายเข้ามา ทว่าด้วยสภาพของมันที่เป็นเพียงภาพลวง เงาเหล่านี้จึงถูกเพลิงร้อนแรงกลืนกินจนไร้อันตราย
กลางทะเลเพลิง แคนนิบาลสัมผัสได้ถึงอารมณ์ที่เปลี่ยนไปของเจ้านายมันจึงคำรามก้อง ก่อนจะหันไปเผชิญหน้ากับเงาดำไร้หัวที่ไต่ขึ้นมาบนร่างของมัน
แคนนิบาลสลัดซากมังกรเงาที่ถูกเผาครึ่งทิ้งไป แล้วพ่นเพลิงมังกรสีมรกตอันเร่าร้อนออกมาเป็นเกราะกำบัง ก่อนจะตีกระพือปีกอย่างแรงทะยานผ่านทะเลเพลิงอย่างไม่เป็นอะไรเลย
เรการ์รีบเก็บหน้ากากสีแดงกลับเข้าที่พร้อมย่อตัวหลบ เปลวไฟลวกผ่านผิวเนื้อและชุดผ้าของเขา แต่เขาก็ฝืนทนยืนหยัดอยู่กลางเปลวเพลิง จนเมื่อไฟสงบลงเงาทุกสายก็หายไปอย่างไร้ร่องรอยอีกครั้ง ทิ้งไว้เพียงความว่างเปล่าและความเงียบงัน
เรการ์ลุกขึ้นด้วยความระวัง หยิบเสื้อผ้าชุดหลวมจากกำไลออกมาเปลี่ยนอย่างรวดเร็ว แล้วถอนหายใจเบา ๆ
“โฮกกกก!!!” เสียงคำรามของแคนนิบาลปลุกสติเขาอีกครั้ง มังกรยักษ์ร่อนลงจากฟ้า ทอดเงาทาบซากของมังกรเงา
แม้เหล่าเงายังคงโหมกระหน่ำไม่หยุด แต่การต่อสู้ก็ยังไม่ถึงจุดจบ
เรการ์หยิบหน้ากากแดงขึ้นมาอีกครั้ง สายตาไตร่ตรอง “หน้ากากนี่คือสัญลักษณ์ แต่ว่าจะคืนมันอย่างไร?”
เงาดำไร้หัวแตกต่างจากสิ่งอื่น มันมีเป้าหมาย มีความตั้งใจ เหมือนกับว่ามันมีสติสัมปชัญญะ แถมจากการโจมตีหลายครั้ง รวมถึงการหมายเอาชีวิตเขาและโจมตีหางของแคนนิบาล เขาเริ่มแน่ใจว่านี่คือผลงานชิ้นแรกของผู้ผูกเงาผู้สร้างมันขึ้นมา
“เงาไร้หัว . . . กับหน้ากาก . . .” ความคิดของเรการ์แล่นวาบ และเหมือนนึกอะไรบางอย่างออกทันที
“แคนนิบาล! พาข้าไปหาพวกนักโทษ!” เขาสั่งทันที พร้อมกับแผนล้างคำสาปผุดขึ้นในใจ
แคนนิบาลเชื่อฟังคำสั่ง ร่อนลงกลางสนามรบ พ่นเพลิงใส่เงาที่อยู่ข้างล่างอย่างไม่ปรานี แล้วมุ่งหน้าไปยังกลุ่มเชลยตรงกลางลานโล่ง
อีกฟากหนึ่งเงาดำไร้หัวกลับปรากฏขึ้นอีกครั้ง มันยืนอยู่บนหลังของมังกรเงา บงการการอาละวาดรอบใหม่เพื่อกลืนชีวิตคนเป็นและเติมพลังให้เงาทั้งหลาย
ฟึ่บ!
ลูกศรเพลิงก็พุ่งฝ่าอากาศเสียบเข้ากลางอกของมัน ทำให้เงาดำไร้หัวหยุดลง หันไปมองต้นทางของศร และพบหญิงสาวผมหยักศกสีน้ำตาลที่กำลังง้างคันธนูอีกครั้ง
ทันใดนั้นเงาดำก็บิดตัวแปรเปลี่ยนเป็นม่านเงา พุ่งเข้าหาร่างของเด็กสาวอย่างรวดเร็ว
“หนีไป! มังกรกำลังจะมา!” สกายลาร์ร้องเตือน แต่เสียงของนางถูกกลบด้วยเสียงโกลาหล ก่อนจะถูกชนกระเด็นไปโดยนักรบคนเถื่อนผู้หนึ่ง
“โฮกกกก!!!”
เพลิงมังกรสีเขียวพุ่งลงจากฟ้า เผาผลาญสิ่งมีชีวิตและเงาดำจนสิ้นซาก
กองทัพนักรบคนเถื่อน และทหารแห่งตระกูลบรูนและแครบบ์ยืนต้านเงาดำด้วยอาวุธชุบน้ำมัน ซึ่งพวกเขาสูญเสียไม่มากนักในการสู้ศึกครั้งนี้
เรการ์ลงจากหลังมังกร มองหาหัวของผู้ผูกเงาในกลุ่มนักโทษ ทว่าไม่พบแม้แต่เงา
“หัวผู้ผูกเงาอยู่ไหน เจ้าเห็นมันไหม?” เขาหันไปถามสกายลาร์
แต่ไม่ทันที่นางจะตอบ เสียงตะโกนหนึ่งก็ดังขึ้น “ข้ามี! กะโหลกมันอยู่ที่ข้า!”
ทันใดนั้นบาร์ตก็วิ่งหน้าตาตื่น โดยที่ถือกะโหลกไว้ในมือ ส่วนองครักษ์ของเขาหายไปหมดแล้วไม่รู้
แซมชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ก็ควงดาบยาวฝ่าฝูงชนเข้ามาเช่นกัน
เมื่อเห็นบาร์ตถือกะโหลก เรการ์ตะโกนลั่น “ทำลายมัน! เอากะโหลกไปเผา!”
“รับทราบพ่ะย่ะค่ะ! เจ้าชาย!” บาร์ตงุนงงไปชั่วครู่ แต่ก็ไม่ลังเลรีบโยนกะโหลกใส่กองไฟทันที
. . .
เปลวไฟลุกวาบ ควันดำลอยพวยพุ่ง เสียงกรีดร้องไร้เสียงของเงาถูกกลบในพริบตา เถ้าถ่านแตกกระจายใต้ฝ่าเท้าของฝูงชน
ครืด!
เงาทุกสายหยุดนิ่ง ราวกับถูกตรึงไว้ ชาวบ้านและทหารจึงอาศัยจังหวะนี้ฟาดฟันพวกมันจนร่วง และเมื่อล้มลงเงาทุกตัวก็สลายไปเป็นเพียงความว่างเปล่า
กลางเศษกระดูกกระจัดกระจาย เงาดำไร้หัวโผล่ออกมาอีกครั้ง คอไร้หัวบิดเบี้ยว ก่อนจะค่อย ๆ งอกศีรษะใหม่ขึ้นมา ใบหน้าที่เหมือนกับผู้ผูกเงาที่ถูกฆ่าไป แต่มันไร้อารมณ์ แม้ปากจะอ้าออกคล้ายจะพูด แต่เงาจะพูดได้อย่างไร?
มันค่อย ๆ ปรับร่างตนเองให้เหมาะกับศีรษะใหม่ และเงารอบพื้นก็เริ่มเคลื่อนไหวอีกครั้ง
“สกายลาร์ ยิงมัน!” เรการ์ตะโกน
ฟึ่บ!
ลูกศรพุ่งออกจากสายธนู ปลายศรเสียบทะลุหน้ากากสีแดง ฝังเข้าไปในหน้าผากของเงานั้น
ฉัวะ!
ทันใดนั้นหน้ากากแดงก็แผ่แรงดูดมหาศาล ดูดเงาทั้งหมดเข้าไปในตัวเอง
เงาของผู้ผูกเงาหายไป เงาทุกสายในลานโล่งก็พลันสลายกลายเป็นหมอกสีดำ ล่องลอยไปตามลม แม้แต่มังกรเงาและซากของมันก็ไม่อาจต้านทาน พวกมันเหี่ยวแห้งและพังทลายเป็นผุยผง
ในพริบตาศัตรูทั้งหมดหายไป เหลือเพียงความเงียบงันและสายตาตื่นตะลึงของผู้คน
“มันจบแล้วจริงหรือ?” เรการ์พึมพำด้วยความไม่แน่ใจ มองดูเงาที่เพิ่งสลายหายไป
แคนนิบาลคำรามเบา ๆ กระพือปีกอย่างเกียจคร้าน ราวกับรับรองว่าทุกอย่างปลอดภัยแล้ว
กองทัพและผู้รอดชีวิตที่ยังยืนหยัด ต่างหันมาจับจ้องมังกรกับเจ้าชาย ตราบใดที่พวกเขายังอยู่ ความหวังก็ยังไม่ดับสูญ
เรการ์มองแคนนิบาลด้วยความภาคภูมิใจ “ใครจะไปคิดว่าเราจะปราบมันได้ง่ายขนาดนี้?”
เขาเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะขึ้นไปตั้งตัวตรงบนหลังมังกร แล้วยกแขนขึ้นสูง ประกาศต่อฝูงชนที่รวมตัวกัน ทำให้ทั้งนักรบคนเถื่อน ทหารหุ้มเกราะ ขุนนางอย่างแซมและบาร์ต ต่างมองขึ้นไปหาเขา ส่วนแคนนิบาลก็เชิดตัวสูงรับน้ำหนักของเจ้านาย
เรการ์สูดลมหายใจลึก ๆ ท่ามกลางแสงจันทร์ และประกาศเสียงของเขาดังสะท้อนกึกก้อง
“สุภาพบุรุษทั้งหลาย! จากความพยายามของพวกท่านทุกคน ข้าขอประกาศว่า . . .”
“คำสาปได้สิ้นสุดลงแล้ว!!!!”
เสียงประกาศสะท้อนทั่วสนามรบอันว่างเปล่า แหบพร่าทว่าเปี่ยมอำนาจ
“เราชนะแล้ว!”
“ต่อให้มีคำสาปก็ไม่อาจต้านเราได้!”
“ชัยชนะแด่มังกร! ชัยชนะแด่เจ้าชาย!”
เสียงโห่ร้องดังกระหึ่ม ดาบและขวานถูกชูขึ้นเหนือหัว ฉลองชัยแห่งค่ำคืนที่แสนยาวนาน
ท่ามกลางฝูงชนผู้ยินดี เรการ์ยิ้มกว้าง ความตื่นเต้นพลุ่งพล่านในอก
ครั้งนี้เขาไม่ได้พึ่งพาครอบครัว ไม่ได้อยู่ใต้ร่มเงาใคร มีเพียงเขาและแคนนิบาล นี่คือการผจญภัยของพวกเขา . . .
ชัยชนะครั้งแรกที่เป็นของเขาโดยแท้จริง!
“เพื่อนข้า เราทำได้แล้ว!” เรการ์กระซิบ พลางลูบเกล็ดแข็งของสหายตัวโต