- หน้าแรก
- ตระกูลแห่งมังกร : ข้าคือเรการ์ ทาร์แกเรียน
- ตระกูลแห่งมังกร : ข้าคือเรการ์ ทาร์แกเรียน ตอนที่ 51 เผยความสามารถ
ตระกูลแห่งมังกร : ข้าคือเรการ์ ทาร์แกเรียน ตอนที่ 51 เผยความสามารถ
ตระกูลแห่งมังกร : ข้าคือเรการ์ ทาร์แกเรียน ตอนที่ 51 เผยความสามารถ
ตระกูลแห่งมังกร : ข้าคือเรการ์ ทาร์แกเรียน ตอนที่ 51 เผยความสามารถ
“ไร้สาระ! ข้าเห็นความโหดร้ายของเจ้ากับตาตัวเอง!”
ความเดือดดาลของอลิเซนต์ลุกโชนดั่งเปลวเพลิง สายตาของนางเต็มไปด้วยความรังเกียจขณะจับจ้องไปยังเรการ์
ริมฝีปากของเรการ์บิดเป็นรอยยิ้มเยาะ “หากข้าตั้งใจจะทำร้ายเขาจริง ๆ ท่านคงไม่มีโอกาสเข้ามาขวางแล้วอุ้มเขาไว้ในอ้อมแขนเหมือนแม่ลูกอ่อนหรอก”
อลิเซนต์เหลือบมองหน้าอกตนเองตามสัญชาตญาณ และพบว่าชุดนอนของนางเปียกชุ่มไปหมด ใบหน้าของเอกอนก็เปรอะเปื้อนไปด้วยคราบน้ำตาและน้ำมูก
เรการ์โยนเสื้อคลุมให้นางโดยไม่พูดอะไรพร้อมกับเบือนหน้าหนี “ท่านอบรมสั่งสอนลูกชายตัวเองไม่ได้ ข้าในฐานะพี่ชายจึงต้องรับหน้าที่นี้แทน”
“ข้าเชื่อสายตาของตัวเอง” อลิเซนต์สวนกลับ ความเกลียดชังที่นางมีต่อเรการ์นั้นฉายชัดออกมาขณะที่นางเช็ดคราบสกปรกออกจากใบหน้าของเอกอน
“บอกแม่มาสิ เอกอน” นางวิงวอนด้วยน้ำเสียงสิ้นหวัง “เขาทำร้ายเจ้าหรือไม่?”
เอกอนสะอื้นไห้ไม่หยุด เหลือบมองเรการ์อย่างหวาดวิตกจนไม่กล้าเอ่ยปาก
เรการ์เลิกคิ้วขึ้นอย่างพึงพอใจ
อลิเซนต์กัดฟันแน่น หัวใจเต้นระรัว ก่อนจะตบหน้าเอกอนฉาดใหญ่แล้วตวาดว่า “ตั้งสติเดี๋ยวนี้ เอกอน!”
“บอกแม่มา! เรการ์ทำร้ายเจ้าใช่หรือไม่?” เสียงของนางแหลมสูงขึ้น
เอกอนสะดุ้งเฮือกกับแรงตบ แก้มของเขาแดงขึ้นอย่างรวดเร็วขณะพูดตะกุกตะกักทั้งน้ำตา “เขา . . . เขาตีข้า . . .แล้วก็เอาไฟเผาข้า . . .”
เรการ์ขมวดคิ้วเล็กน้อยเมื่อได้ยินคำกล่าวหานั้น ก่อนจะเหลือบมองเด็กชายที่ตัวสั่นเทาอย่างดูแคลน
“เจ้าเด็กเหลือขอ กล้าใส่ไฟรึ!” เขาพึมพำกับตัวเอง
ความโกรธของอลิเซนต์ปะทุขึ้นขณะเผชิญหน้ากับเรการ์ “ได้ยินไหม! เอกอนกล่าวหาว่าเจ้าทุบตีเขา และข้าก็เห็นกับตาว่าเจ้าใช้กำไลร้อน ๆ นั่นเผาเขา! เขาไปทำอะไรให้เจ้าถึงต้องโหดร้ายขนาดนี้?”
เรการ์นิ่งอึ้งไปเมื่อเผชิญหน้ากับข้อกล่าวหาของอลิเซนต์ ซึ่งเขาไม่สามารถหาคำพูดใดมาตอบโต้ได้เลย
เมื่อเห็นเรการ์นิ่งเงียบ อลิเซนต์จึงตีความว่าเป็นความเฉยเมย ความขุ่นเคืองในใจของนางก็พลุ่งพล่านขึ้น พร้อมที่จะสาดถ้อยคำตำหนิออกมาเป็นชุด
แต่ก่อนที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะได้เอ่ยคำใดออกมา เสียงฝีเท้าเร่งรีบก็ดังมาจากทางเดิน ขัดจังหวะการเผชิญหน้าอันตึงเครียด
สายตาของเรการ์เหลือบขึ้นไปจับจ้องการมาถึงของผู้บัญชาการอัศวินคิงการ์ด แฮร์โรลด์ ซึ่งกำลังประคองวิเซริส โดยมีเรนีร่าในชุดคลุมเดินตามมาติด ๆ
แม้จะยังมีอาการมึนงง แต่วิเซริสก็พยายามรวบรวมสติพลางเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงอ่อนแรง “เกิดเรื่องวุ่นวายอะไรขึ้น ถึงได้ส่งเสียงดังรบกวนความสงบยามดึกเช่นนี้?”
พอเห็นสามีเดินทางมาถึง น้ำตาของอลิเซนต์ก็ไหลพราก เสียงร้องไห้ของนางเต็มไปด้วยความเจ็บปวด “ท่านลองมองดูเอกอนสิเพคะ! หากข้าไม่เข้ามาขวาง ป่านนี้เขาคงถูกเรการ์ทรมานไปแล้ว!”
เอกอนไม่รอช้า เขาร่วมส่งเสียงร้องไห้ประสานกับมารดาของตนทันที
ความเงียบงันอันน่าอึดอัดปกคลุมไปทั่วห้องพักในเรือ ทุกสายตาจับจ้องไปที่สองแม่ลูกซึ่งกอดกันกลมและร้องไห้ปานจะขาดใจ
วิเซริสมองไปยังเรการ์ พร้อมกับสีหน้าฉายแววกังขา และสั่งด้วยน้ำเสียงทรงอำนาจ “เรการ์ ที่แม่ของเจ้าพูดเป็นความจริงหรือไม่?”
“นางไม่ใช่แม่ของข้า เป็นเพียงแม่เลี้ยง” เรการ์สวนกลับด้วยน้ำเสียงไร้ความเคารพ
การเผชิญหน้าทวีความรุนแรงขึ้นเมื่อเรการ์ปฏิเสธข้อกล่าวหาของอลิเซนต์อย่างแข็งกร้าว
มารดาผู้ให้กำเนิดของเขาสิ้นใจไปนานแล้วระหว่างคลอดบุตร อลิเซนต์จึงเป็นได้เพียงแม่เลี้ยงในสายตาเขา ซึ่งเป็นบุคคลที่เขาดูแคลนมาตลอด เพราะนางนั้นโลภในสิทธิ์การสืบทอดบัลลังก์ของพี่สาวเขา
“พอได้แล้ว! ไม่ว่านางจะเป็นแม่เลี้ยงของเจ้าหรือไม่ แต่นางก็ทำหน้าที่ของแม่ในชีวิตเจ้า เจ้าต้องแสดงความเคารพต่อนาง!” วิเซริสตวาดตำหนิบุตรองค์โตในความยโสโอหัง
เรการ์คิดจะโต้เถียงกลับไป โดยชี้ว่าผู้ที่ดูแลเขาคือคนรับใช้ส่วนตัวต่างหาก แต่เมื่อตระหนักถึงตำแหน่งราชินีของอลิเซนต์ เขาจึงเลือกที่จะนิ่งเงียบ เพราะเข้าใจดีว่าไม่ว่าอย่างไรความดีความชอบก็ต้องตกเป็นของนางอยู่ดี
เมื่อเห็นท่าทีท้าทายของน้องชาย เรนีร่าจึงเปลี่ยนเรื่อง “เรการ์ เกิดอะไรขึ้น? เหตุใดนางจึงกล่าวหาว่าเจ้าทำร้ายเอกอน?”
การเลือกใช้คำว่า ‘ทำร้าย’ แทนคำว่า ‘ทรมาน’ ของนางไม่รอดพ้นสายตาของอลิเซนต์ไปได้ ในใจของเรนีร่าเรการ์เป็นน้องชายที่เชื่อฟังและอยู่ในโอวาท ไม่มีทางทำร้ายผู้อื่นได้
อลิเซนต์จับนัยนั้นได้และสวนกลับทันที “เขาเป็นปีศาจต่างหาก เขาใช้กำไลเหล็กที่ร้อนแดงเผาเอกอน!”
วิเซริสสัมผัสได้ถึงความตึงเครียด ก่อนจะสังเกตเห็นกำไลเหล็กสีแดงก่ำในมือของเรการ์ด้วยความประหลาดใจ “เรการ์ กำไลในมือของเจ้า . . .”
ไม่ต้องสงสัยเลย กำไลนั้นแผ่ความร้อนรุนแรงออกมา และการกระทำอันอาจหาญของเรการ์ที่ใช้มือเปล่าคว้าเหล็กร้อน ๆ ไว้ได้นั้นก็สร้างความตกตะลึงให้แก่บิดาผู้ชราภาพของเขาจนถึงขั้วหัวใจ จนกระทั่งวิเซริสชี้ให้เห็น ทุกคนจึงได้ตระหนักถึงความจริง รวมถึงอลิเซนต์ที่เพิ่งเผชิญหน้ากับเรการ์เมื่อครู่นี้ด้วย
เมื่อเผชิญกับสีหน้าตกตะลึงของทุกคน เรการ์ก็กล่าวขึ้นอย่างไม่ใส่ใจ “หลังจากแผลไฟไหม้หายดี ความทนทานต่อเปลวไฟของข้าก็ดีขึ้นมาก”
“เห็นไหมเพคะ! ข้าบอกแล้วว่าเขาเป็นปีศาจ! คนที่ไหนจะไม่กลัวไฟ!” อลิเซนต์ร้องกล่าวหาพลางโอบกอดเอกอนไว้แน่นด้วยความหวาดผวา แต่ก็ไม่มีใครคล้อยตามความคิดของนาง
เมื่อวิเซริสหายจากอาการมึนงงแล้ว เขาก็สั่งการอย่างรวดเร็ว “ผู้บัญชาการแฮร์โรลด์ ปิดทางเดิน อย่าให้ใครเข้ามาใกล้”
แฮร์โรลด์พยักหน้ารับคำอย่างเคร่งครัด สายตาของเขาทอดมองเรการ์ชั่วครู่ก่อนจะจากไป ทิ้งให้เหลือเพียงสมาชิกในครอบครัวอยู่ภายในห้องพัก
วิเซริสสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ สายตาจับจ้องไปยังเรการ์พลางกล่าวถามอีกครั้ง “เรการ์ เจ้าเจ็บหรือไม่?”
“ไม่พ่ะย่ะค่ะ แค่อุ่น ๆ นิดหน่อย” เรการ์ตอบตามความจริง นับตั้งแต่ถูกเปลวเพลิงของมังกรเผา พลังแห่ง ‘โลหิตและเปลวเพลิง’ ดูเหมือนจะแข็งแกร่งขึ้น ทำให้เขาแทบจะต้านทานเปลวไฟธรรมดาได้โดยสิ้นเชิง แม้จะกำกำไลเหล็กที่ร้อนระอุไว้ ฝ่ามือของเขาก็ยังคงไร้รอยพุพอง มีเพียงความรู้สึกร้อนเล็กน้อยเท่านั้น
ความประหลาดใจของวิเซริสฉายชัดอย่างยิ่งขณะมองเรการ์ด้วยความทึ่ง “ดูเหมือนว่าเปลวเพลิงของมังกรได้ปลุกสายเลือดโบราณในตัวเจ้าให้ตื่นขึ้น และมอบความกล้าหาญที่จะไม่เกรงกลัวต่อไฟ”
ตลอดประวัติศาสตร์อันรุ่งโรจน์ของตระกูลทาร์แกเรียนมีเรื่องเล่ามากมายเกี่ยวกับผู้มีพรสวรรค์และความสามารถพิเศษ แม้จะไม่มีใครทนทานต่อไฟได้ แต่กระนั้นวิเซริสก็เชื่อว่านี่คือสิ่งที่แสดงออกถึงมรดกที่พวกเขามีร่วมกัน ดังคำกล่าวในตำนานของตระกูลที่ว่า “โลหิตและเปลวเพลิงล้วนมาจากแหล่งเดียวกัน”
เรการ์ไม่ได้คัดค้าน และยอมรับการคาดเดาของบิดา เขารู้ดีว่าไม่อาจปิดบังความสามารถของตนได้ตลอดไป และการแสดงความสามารถอย่างรอบคอบในตอนนี้ อาจเป็นการปูทางไปสู่การยอมรับที่มากขึ้นในอนาคต
“ฝ่าบาท! เรการ์ทำร้ายเอกอน ท่านต้องนำตัวเขามาลงโทษ!” เมื่อเห็นการสนทนาระหว่างสองพ่อลูก อลิเซนต์ก็แทรกขึ้นมาอย่างร้อนรน น้ำเสียงของนางเต็มไปด้วยความเร่งรีบ
ในสายตาของนางการกระทำของเรการ์ต่อลูกของนางเป็นสิ่งที่ให้อภัยไม่ได้ เอกอนเป็นดั่งหลักยึดทางใจของนาง และนางจะไม่มีวันยอมให้ใครมาทำร้ายลูก ๆ ของนางเด็ดขาด
บัดนี้วิเซริสควบคุมสติอารมณ์ได้แล้ว เขาสำรวจเอกอนที่กำลังเสียขวัญ สังเกตเห็นรอยตบแดงช้ำบนใบหน้า และอาการตื่นตระหนกอย่างเห็นได้ชัด จากนั้นจึงหันไปมองเรการ์ด้วยสีหน้าขุ่นมัว “เขาเป็นน้องชายเจ้า เหตุใดเจ้าจึงตีเขา?”
“เขายั่วโมโหเฮเลน่าและพยายามจะขโมยกำไลที่ข้ามอบให้นาง ข้าแค่ตีเขาก็เท่านั้น” เรการ์เล่าตามความจริง พลางชี้ไปที่แก้มของเอกอนอย่างขบขันเล็กน้อย “บาดแผลที่ร้ายแรงที่สุดบนตัวเขา ไม่ใช่ฝีมือข้า”
เอกอนผงะถอยเมื่อเรการ์ชี้นิ้วมาทางเขา ก่อนจะซุกตัวเข้าสู่อ้อมแขนของมารดาและก้มหน้าลงด้วยความละอาย
หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง วิเซริสก็ตระหนักได้ว่ารอยบนใบหน้าของเอกอนนั้นไม่น่าจะเกิดจากเรี่ยวแรงของเด็กในวัยเรการ์ ทำให้เขาเดินเข้าไปหาอลิเซนต์ จับมือของเอกอนไว้แน่น แล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงเข้มงวด “เอกอน มองหน้าพ่อ”
เอกอนที่กำลังร้องไห้ฟูมฟายยอมทำตาม อลิเซนต์จึงเขย่าตัวเขาแรง ๆ พร้อมกระตุ้นว่า “ท่านพ่อของเจ้าอยู่นี่แล้ว ทำตัวให้กล้าหาญหน่อย”
“ถ้าเจ้ากล้าหาญจริงก็เผชิญหน้ากับเรการ์ให้ได้อย่างที่เจ้ารังแกเด็กผู้หญิงสิ” เรนีร่าแทรกขึ้นมาด้วยน้ำเสียงเย็นชาและแดกดัน
เรนีร่ารู้ดีว่าเฮเลน่านั้นชอบอยู่กับเรการ์มากกว่า และตัวนางเองก็รังเกียจนิสัยชอบรังแกผู้อื่นของเอกอน คำพูดของนางจึงเป็นการปกป้องน้องชายของตนนั่นเอง