- หน้าแรก
- ตระกูลแห่งมังกร : ข้าคือเรการ์ ทาร์แกเรียน
- ตระกูลแห่งมังกร : ข้าคือเรการ์ ทาร์แกเรียน ตอนที่ 41 แอบหนีเที่ยว
ตระกูลแห่งมังกร : ข้าคือเรการ์ ทาร์แกเรียน ตอนที่ 41 แอบหนีเที่ยว
ตระกูลแห่งมังกร : ข้าคือเรการ์ ทาร์แกเรียน ตอนที่ 41 แอบหนีเที่ยว
ตระกูลแห่งมังกร : ข้าคือเรการ์ ทาร์แกเรียน ตอนที่ 41 แอบหนีเที่ยว
ทันทีที่เรนีร่าก้าวออกจากห้องของเรการ์ อารมณ์ที่หม่นหมองอยู่แล้วกลับยิ่งหนักอึ้งขึ้นไปอีก สิ่งเดียวที่นางปรารถนาในเวลานี้ก็คือได้กลับห้องของตนเอง แช่ตัวในอ่างน้ำอุ่นผ่อนคลาย แล้วซุกตัวอยู่ใต้ผ้าห่มนุ่มสบายเพื่อหลับใหลอย่างสงบ เพราะวันทั้งวันช่างยาวนานเกินไปสำหรับนางเสียจริง
เมื่อรุ่งเช้ามาถึง วันใหม่ก็เริ่มต้นขึ้น เรนีร่าเอ่ยทักทายโคลที่เฝ้ายามอยู่หน้าห้อง แล้วเดินเข้าห้องของตนด้วยความเหนื่อยล้าอย่างเห็นได้ชัด นางถอดเครื่องประดับออกอย่างใจลอย ก่อนจะเทไวน์ลงแก้วจากเหยือกบนโต๊ะอย่างเคยชิน
ขณะนั้นเองสายตาของเรนีร่าก็สะดุดเข้ากับห่อของบางอย่างที่วางเด่นอยู่บนโต๊ะ พร้อมกับความอยากรู้อยากเห็นเริ่มจู่โจม นางกวาดตามองไปรอบห้องเพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีใครอยู่ จากนั้นจึงค่อย ๆ คลี่ห่อออกอย่างระมัดระวัง และเห็นว่าภายในบรรจุเสื้อผ้าธรรมดาที่ทำจากป่าน และแผนที่กระดาษแผ่นหนึ่งที่วาดเส้นทางอย่างหยาบ ๆ
เรนีร่าก้มพิจารณาแผนที่อย่างละเอียด และก็ต้องตกตะลึงเมื่อพบว่ามันแสดงเส้นทางลับภายในเรดคีป รวมถึงทางเข้าที่อยู่ในห้องของนางเอง เมื่อนางทำตามที่แผนที่ระบุไว้ก็พบกับผนังที่ประดับด้วยภาพแกะสลัก เมื่อกดลงไปกลับเผยให้เห็นประตูซ่อนที่เชื่อมออกสู่ภายนอกตัวปราสาทอันเงียบสงัดในยามราตรี และเบื้องหลังประตูนั้นคือบันไดทอดลึกลงไปในความมืดอย่างลึกลับน่าค้นหา
ริมฝีปากของเรนีร่าแต้มด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ ขณะจินตนาการถึงการผจญภัยที่รออยู่เบื้องหน้า นางเป็นผู้รักการสำรวจโดยสันนิสัย และรู้สึกตื่นเต้นทุกครั้งที่ได้ออกค้นหาสิ่งใหม่ ๆ ราวกับได้ขี่มังกรโผบินอีกครั้ง
ทันใดนั้นเรนีร่าก็ถอดชุดอันหรูหราออก แล้วสวมชุดป่านเรียบง่ายแทน เมื่อตรวจดูว่าไม่มีกลิ่นแปลกปลอมหลงเหลือ นางก็ค่อย ๆ ลอบออกจากห้องและมุดเข้าสู่ทางลับที่รออยู่เบื้องหลังผนัง
อุโมงค์มืดสลัวทอดยาว เรนีร่าเดินผ่านห้องที่มีหัวกะโหลกขนาดยักษ์ของบาเลอเรียนตั้งอยู่ และในที่สุดก็ไปถึงมุมลับแห่งหนึ่งของเรดคีป ซึ่งที่นั่นเองที่นางพบร่างหนึ่งสวมผ้าคลุมสีดำยืนรออยู่ล่วงหน้าแล้ว
เมื่อเห็นใบหน้าคุ้นเคย เรนีร่าก็เผลออุทานออกมา “ลุงเดม่อน?”
การปรากฏตัวของลุงผู้นี้ทำให้นางประหลาดใจไม่น้อย
เดม่อนยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์ก่อนเอ่ยชวน “อยากออกไปเปิดหูเปิดตากับข้าหรือไม่?”
แม้ตอนแรกจะลังเล แต่ความอยากรู้อยากเห็นก็เอาชนะทุกอย่าง แถมคำพูดหยอกเย้าของเดม่อนก็ยิ่งปลุกไฟในใจนางให้ลุกโชน
“ข้าไม่กลัวหรอก” เรนีร่าตอบเสียงแน่วแน่ “นำทางไปเลย”
เดม่อนพยักหน้ารับ ก่อนสวมฮู้ดปิดหน้าตา แล้วผายมือให้เรนีร่าตามเขาไป โดยที่ความตื่นเต้นผสมความหวาดหวั่นตีรวนอยู่ในใจของเจ้าหญิงผู้แอบหนีเที่ยว
. . .
เดม่อนพานางเดินผ่านถนนสายไหมอันคึกคัก ซึ่งถือเป็นหัวใจของชีวิตยามค่ำคืนในเมืองหลวง ต่างจากเวลากลางวันโดยสิ้นเชิง ที่นี่เต็มไปด้วยเสียงอึกทึกและแสงสี ผู้คนพลุกพล่าน พ่อค้าแม่ค้าตะโกนเร่ขายของหลากชนิด กลิ่นเครื่องเทศและสินค้าแปลกลอยอบอวลไปทั่ว
แม้จะได้รับการอบรมอย่างดีในฐานะเชื้อพระวงศ์ เรนีร่าก็ยังอดประหลาดใจกับภาพที่เห็นไม่ได้ ตรอกซอกซอยเต็มไปด้วยผู้คนมากหน้าหลายตา ตั้งแต่พ่อค้าที่ต่อรองราคาอย่างดุเดือด ไปจนถึงนักแสดงข้างถนนที่สร้างความบันเทิงให้ฝูงชน ชายหญิงต่างปล่อยตัวปล่อยใจในงานรื่นเริง โดยไม่สนสายตาของใคร ทั้งท่าทางและการแต่งกายล้วนจัดจ้านจนดึงดูดทุกสายตา
เรนีร่ายกมือป้องจมูกจากกลิ่นเหม็นบางจุด แต่ก็อดทึ่งกับความวุ่นวายที่เปี่ยมชีวิตชีวารอบตัวไม่ได้ ก่อนที่นางจะลอบมองผ่านนิ้วมือดูภาพบรรยากาศเบื้องหน้าอย่างเพลิดเพลิน เพราะนี่คือประสบการณ์ที่ไม่เคยพบมาก่อนในชีวิต
เมื่อเดินลึกเข้าไปอีกก็พบกับคณะละครกลางแจ้งที่มีผู้คนรุมล้อมชมการแสดง โดยเนื้อหาละครเกี่ยวข้องกับราชวงศ์ทาร์แกเรียน บนเวทีตัวละครแต่ละคนรับบทบาทแตกต่างกันไป มีทั้งเจ้าชาย เด็กชาย และเจ้าหญิงแสนตลกที่แต่งชุดขาวฟูฟ่องราวตัวตลก
“วันนี้เราจะเล่าขานตำนานแห่งบัลลังก์เหล็กผู้ยิ่งใหญ่ . . . ใครกันเล่าจะได้ครอบครอง?” นักแสดงนำเอ่ยเสียงดังมีชีวิตชีวา
“เมื่อกษัตริย์ผู้เมตตาแต่งตั้งบุตรสาวให้เป็นรัชทายาท อดีตราชินีกลับมีแต่บุตรผู้เฉื่อยชา จึงค่อย ๆ เลือนหายไปจากเวทีแห่งอำนาจ”
“แต่แล้วก็มีราชินีองค์ใหม่ปรากฏ พร้อมบุตรที่สมบูรณ์แข็งแรง แล้วคำถามจึงตามมา . . . ใครกันควรได้ขึ้นครองบัลลังก์?”
“พี่น้องของกษัตริย์? บุตรสาวของพระองค์? หรือเหล่าบุตรจากราชินีองค์ใหม่?”
กลางบทสนทนา เด็กชายสองคนที่รับบทเป็นบุตรต่างมารดาก็แย่งกันประกาศตนอย่างร้อนแรง
“ข้าคือเอกอน ผู้สืบสานนามแห่งผู้พิชิต อำนาจอยู่ในมือข้า!”
“และข้าคือมังกรนิทรา ทายาทแท้จริงของกษัตริย์! ข้าจะปลดปล่อยเปลวไฟใส่เจ้า!”
เสียงเฮฮาของผู้ชมดังกระหึ่ม สนุกสนานไปกับการล้อเลียนอันคึกคัก แต่เรนีร่ากลับไม่รู้สึกตลกเลย นางมองการแสดงด้วยสีหน้าเรียบเฉย
เมื่อถึงฉากไคลแมกซ์ ตัวละครที่สวมบทบาทเป็นเรการ์ก็กดฝ่ายตรงข้ามลงกับพื้น แล้วตะโกนอย่างโอ้อวด “ข้าคือบุตรองค์โตของกษัตริย์ ผู้เก่งกาจไร้เทียมทาน!”
ทันใดนั้นผู้ชมก็ตะโกนเชียร์ด้วยความเมามัน
เรนีร่าหัวเราะเหยียด ๆ ก่อนหันไปมองเดม่อนด้วยความไม่พอใจ “เรื่องตลกฝืด ๆ แบบนี้ ท่านยังข้ามาดูเนี่ยนะ?”
“นี่เป็นเพียงเรื่องตลกเท่านั้น แต่ชาวบ้านมากมายกลับเชื่อว่า บุตรชายอย่างเรการ์หรือเอกอนควรเป็นผู้สืบราชบัลลังก์” เดม่อนตอบเรียบ ๆ
“แล้วแต่พวกเขาจะคิดเถอะ ข้าไม่สนใจ” เรนีร่ากระแทกเสียง พร้อมเดินจากไปอย่างไม่แยแส
แต่แล้วเสียงของเดม่อนก็ดังตามมาด้านหลังว่า “หากเจ้าคิดจะเป็นราชินีในอนาคต ความเชื่อเหล่านั้นสำคัญนัก”
“เฮอะ บางครั้งข้าก็อยากสลัดสถานะ ‘รัชทายาท’ นี้ทิ้งเสียจริง ๆ” เรนีร่าบ่นอุบ
เดม่อนหัวเราะในลำคอ “หากเจ้าทิ้งตำแหน่งนี้ ใครบางคนก็จะได้มันแทน . . .”
เรนีร่าหันขวับ ตะโกน “รวมถึงท่านด้วยใช่หรือไมไม่!”
เดม่อนไม่ตอบ นอกจากยิ้มมุมปากอย่างเจ้าเล่ห์
เรนีร่าทนไม่ไหวอีกต่อไป และคว้าโหลแยมจากแผงลอยใกล้ ๆ ขว้างใส่เขาแล้ววิ่งหนีหายไปในฝูงชน พร้อมกับเสียงหัวเราะของชาวเมืองดังขึ้นล้อเลียน เหมือนจะเห็นใจนางอยู่กลาย ๆ
เดม่อนหลบโหลแยมอย่างคล่องแคล่ว ก่อนออกวิ่งไล่ตามนางไป
. . .
ในยามค่ำคืนที่สงบ เฮเลน่าหลับไปแล้วหลังจากเล่นสนุกมาทั้งวัน เรการ์จึงอยู่ตามลำพัง เขาปิดตะเกียงแล้วเอนตัวลงนอน และไม่นานความฝันก็เข้ามาโอบล้อมเขาอีกครั้ง
ในฝันเรการ์สวมชุดคลุมสีขาวและถือดาบในมือ ท่ามกลางสนามรบที่เต็มไปด้วยอาวุธหักพังและศพเกลื่อนกลาด กลิ่นคาวเลือดอบอวลอยู่ทุกอณู จนเขารู้สึกคลื่นไส้
เขาก้มมองเสื้อคลุม และพบจุดเลือดเล็ก ๆ ซึมออกมาบนผืนผ้าสีขาวบริสุทธิ์ แต่ก่อนจะทันคิดอะไร จุดเลือดนั้นก็แผ่ขยายอย่างรวดเร็ว จนย้อมครึ่งชุดให้กลายเป็นสีแดงเข้ม
ทันใดนั้นลมเย็นวูบหนึ่งก็พัดผ่านมิติแห่งความฝัน ปลิวชายเสื้อเปื้อนเลือดจนคลุมใบหน้าของเรการ์ พร้อมกับความหวาดกลัวบีบหัวใจเขาแน่น จนหายใจแทบไม่ออก
‘ถ้าอยู่นิ่ง เลือดจะซึมติดตัวข้าแน่!’
ความคิดตื่นตระหนกแล่นวาบขึ้น ก่อนที่เรการ์จะพยายามหนี หาทางหลบเสื้อคลุมนั้น แต่ยิ่งวิ่งมันยิ่งตามติด ราวกับเงาปีศาจที่ไม่มีวันสลัดได้ ทำให้หัวใจของเขาเต้นแรงไม่หยุด ลมหายใจขาดเป็นห้วง ท้ายที่สุดเสื้อคลุมสีเลือดก็โถมเข้าหาเขา ราวกับจะกลืนกินทุกสิ่ง
“ไม่เอา!” เขาร้องสุดเสียง ก่อนสะดุ้งตื่นขึ้นมาจากฝันร้าย ตัวเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อเย็น
“อ๊า!” เรการ์ร้องครางเบา ๆ ขณะพยายามลุกขึ้น แต่กลับเผลอแตะโดนแผลเป็นบนหลัง ทำให้สะดุ้งด้วยความเจ็บ
“ฝันร้ายอีกแล้ว . . .” เขาพึมพำ ฟันกัดริมฝีปากแน่น น้ำตาคลอขอบตา ก่อนที่เขาจะทิ้งตัวซุกหน้าลงกับหมอน ถอนหายใจยาวด้วยความเหนื่อยหน่าย แต่ก่อนที่เขาจะผล็อยหลับไปอีกครั้ง เสียงนกร้องหนึ่งก็ลอยเข้ามาทางหน้าต่าง . . .
“เสียงนกคัดคู?” เขาขมวดคิ้ว พยายามตั้งใจฟัง
เสียงนั้นดังเป็นจังหวะสม่ำเสมอ แตกต่างจากเสียงเรไรยามค่ำในเรดคีปโดยสิ้นเชิง ทำให้ความไม่สบายใจเริ่มก่อตัวขึ้นในอกอีกครั้ง
“เรดคีปไม่เคยมีนกคัดคู” เขาพึมพำเบา ๆ ความกังวลแผ่วเข้ามาอย่างเงียบเชียบ “มีบางอย่างผิดปกติ . . .”