เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

DC บทที่ 41: เจ้าได้ยินแล้วนี่

DC บทที่ 41: เจ้าได้ยินแล้วนี่

DC บทที่ 41: เจ้าได้ยินแล้วนี่


หลังออกจากร้านอาหารซูหยางเดินตรงไปตามทางจนถึงประตูด้านตรงข้ามของเมือง

เมื่อเขาถึงประตูเมือง ซูหยางสังเกตเห็นคนกลุ่มใหญ่และรถม้าอีกสองสามคันรออยู่ด้านนอกประตูเมือง พวกเขาล้วนถืออาวุธสวมเกราะเหมือนว่าจะออกไปรบ ยังมีบางคนที่สวมชุดยาวดูเหมือนเป็นศิษย์ของบางสำนักปะปนอยู่ในกลุ่มคนด้วย

เมื่อถึงเวลาที่ซูหยางผ่านทหารยามและออกไปจากเมือง คนภายในกลุ่มนั้นหลายคนพากันมองไปที่เขาด้วยสายตาหลากความรู้สึก บ้างก็เต็มไปด้วยความรู้สึกอิจฉาบ้างก็ดูถูกเหยียดหยาม แต่แน่นอนนั่นย่อมยังมีหญิงหลายคนในกลุ่มที่มองเขาด้วยประกายความหลงไหลในแววตา

ภายใต้การจ้องมองของคนกว่าห้าสิบคน ซูหยางเดินไปตามทางอย่างเยือกเย็นสงบเงียบดุจน้ำในทะเลสาบ เขาไม่กังวลสนใจว่าคนกลุ่มนั้นจะทำอะไรกัน อย่างไรก็ตามหูเขาก็ยังได้ยินเสียงกระซิบกระซาบของฝูงชน

“นั่นมิใช่ศิษย์ของนิกายกุสุมาลย์พ้นพิสัยหรอกหรือ”

“นิกายไร้ยางอายที่เลือกศิษย์โดยพิจารณาหน้าตาก่อนและพรสวรรค์เป็นอันดับรองนั่นเหรอ”

“ใช่ นิกายนั่นแหละ”

“พวกเขาเอาแต่ร่วมเพศกันทั้งวันและคืนโดยไม่ยอมฝึกฝนให้เหมาะสม แม้ว่าจะมีพลังการฝึกปรือสูง แต่กลับมีประสบการณ์การต่อสู้เป็นศูนย์”

“พวกเขาฝึกวิชาเพื่อหน้าตา ดังนั้นพวกเขาไม่สนใจว่าจะมีพลังฝีมือสูงหรือไม่...”

ซูหยางทำท่าเหมือนกับว่าเขาไม่ได้ยินคำกล่าวอะไรเมื่อเหล่าศิษย์จากนิกายอื่นในฝูงชนพูดว่าร้ายนิกายของเขา เพียงแต่หัวเราะอยู่ในใจ แม้ว่าถ้อยคำเหล่านั้นจะระคายหูแต่นั่นก็มีความจริงแฝงอยู่ในนั้น

นิกายกุสุมาลย์พ้นพิสัยรู้จักกันดีว่ามีแต่คนสวยคนหล่อ ฝึกฝนเรื่องลามก และมีพลังการฝึกปรือสูง อย่างไรก็ตามศิษย์ส่วนใหญ่ล้วนมีประสบการณ์น้อยมากจนถึงกับไม่มีเลยแม้แต่น้อยเมื่อพูดถึงเทคนิคการต่อสู้ อย่างน้อยศิษย์นอกก็เป็นเช่นนั้น

จากสิ่งที่ซูหยางได้รับมาจากความทรงจำและสิ่งที่เขาพบเห็นด้วยตนเองจากบรรดาศิษย์นอก เหล่าศิษย์นอกล้วนมุ่งเน้นไปแต่การเพิ่มพลังการฝึกปรือโดยแทบจะไม่สนใจฝึกฝนเทคนิคเพื่อนำไปใช้ในการต่อสู้จริง ไม่ถือว่าเกินจริงหากจะพูดว่าศิษย์นอกส่วนใหญ่ล้วนใช้เวลาบนเตียงกับคู่ฝึกมากกว่าที่จะจับกระบี่ฝึกฝนจนเหงื่อไหล

ทันใดนั้นบางคนจากด้านหน้าพลันตะโกนเสียงดัง ทำให้ทุกคนต่างพากันมองไปที่เขา ชายร่างใหญ่หัวล้าน

“เอาละทุกคน พวกเราพร้อมที่จะเดินทางไปยังหุบเขาฟ้าคำรามแล้ว ถ้าตัวเจ้ายังไม่พร้อมตอนนี้เจ้าก็ควรกลับบ้านไปซะ”

บางคนในกลุ่มหัวเราะกับคำพูดของชายร่างใหญ่

“ถ้าพวกเจ้ามีคำถามใด ถามได้เลยตอนนี้”

“ต้องใช้เวลานานเท่าไหร่ในการเดินทางไปยังหุบเขาฟ้าคำราม” ชายร่างผอมหนังหุ้มกระดูกถือธนูในมือถาม

“ห้าวันโดยประมาณ”

“เจ้าคิดว่ามีแมวสายฟ้ามากเพียงใดที่นั่นให้พวกเราล่า”

“ไม่รู้ว่าพวกเรามีจำนวนมากน้อยเท่าไหร่ แต่พวกมันมีจำนวนอย่างต่ำเป็นร้อย” ชายร่างใหญ่ตอบ เขายังกล่าวต่ออีกว่า “ฟังนี่ นั่นมีแมวสายฟ้าจำนวนมากวิ่งเพ่นพ่านไปทั่วและพวกมันล้วนยากที่จะเอาชนะ อย่างไรก็ตามนี่หมายความว่าที่นั่นมีแต่ความมั่งคั่งให้พวกเราแบ่งปันกันภายหลัง”

เสียงคำรามข่มขวัญดุจฟ้าร้องกึกก้องพลันดังขึ้น จนเส้นผมซูหยางสั่นสะเทือน

“ช่างเป็นกลุ่มคนที่น่ารังเกียจ...” ซูหยางคิดในใจ เขามองดูกระดาษในมือ “ภารกิจนี้ดูท่าจะใหญ่กว่าที่คาด..”

ซูหยางออกจากเมืองขนนกพริ้วได้ชั่วเวลาหนึ่งแล้ว เขาเดินมือไพล่หลังอย่างเยือกเย็นอยู่บนทางกว้างเหมือนกับเดินเล่นอยู่ในสวนสาธารณะ เขามองซ้ายมองขวาดื่มด่ำอยู่กับธรรมชาติ เบื้องหลังเขาเป็นกลุ่มคนประมาณห้าสิบคน พวกเขาทุกคนมองซูหยางที่เดินนำหน้าด้วยความรู้สึกแปลกๆ

“ทำไมรู้สึกเหมือนว่าพวกเราถูกนำไปโดยเจ้าสุนัขนั่น” บางคนในกลุ่มชนพูดเสียงดัง

“เจ้าต้องการพูดว่า...ทำไมเราเดินตามรอยเขาหรือ”

“เรามิสามารถไปเร็วกว่านี้เพราะพวกเราถูกจำกัดไว้แค่นี้”

“นั่นยอมรับมิได้ ถ้าเป็นเช่นนี้พวกเราคงไปมิถึงที่นั่นภายในอาทิตย์หน้า เฮ้ย เจ้าเด็กเลวชุดขาว หลบไปให้พ้นทางก่อนที่พวกเราจะเหยียบเจ้า” ชายร่างใหญ่ร้องตะโกนเสียงดังน่าสะพรึงกลัว

เมื่อได้ยินเสียงดังเจี๊ยวจ๊าวมาจากด้านหลัง ซูหยางหันหน้ามองไปยังกลุ่มคน อย่างไรก็ตามเขาไม่ได้หยุดเดินเพียงมองกลับไปด้านหน้าหลังจากเหลือบมองไปเพียงครั้งเดียว

การกระทำเรียบง่ายเปี่ยมด้วยความทระนงของเขาทำให้หลายคนในกลุ่มโกรธแค้นขึ้นทันใด

“เจ้าเด็กเลว เจ้าอยากจะสู้กับพวกเราทุกคนด้วยตนเองรึ”

“หาที่ตายชัดๆ”

ซูหยางไม่ได้สนใจที่จะหันมามองอีกเป็นครั้งที่สองและก้าวเดินต่อไปอย่างผ่อนคลาย ทุกคนในกลุ่มล้วนมีพลังการฝึกปรืออย่างต่ำอยู่ที่เขตปฐมวิญญาณระดับเจ็ดโดยมีบางคนอยู่ที่เขตคัมภีร์วิญญาณระดับต้นๆ

คนกลุ่มใหญ่ย่อมแผ่แรงกดดันมากซึ่งทำให้คนขวัญอ่อนหวาดกลัวโดยง่าย แต่ในสายตาของซูหยาง พวกเขาเป็นเพียงแค่กลุ่มคนโง่เสียงดัง

“ฮึ่ม ดูซิว่าเจ้าจะกล้ามิสนใจอีกหรือไม่ หลังจากที่ข้าฟาดขวานใส่” ชายร่างใหญ่ก้าวตรงไปยังซูหยางพร้อมขวานเหล็กใหญ่ในมือ

ในเวลานั้นเองซูหยางพลันหยุดเดินหันกายมาเผชิญหน้ากับฝูงชน

“ข้ามิห้ามเจ้าให้แกว่งของเล่นนั่นมาที่ข้า แต่ให้รู้ไว้ว่าเจ้าจักมิได้ก้าวเท้าเข้าไปในหุบเขาฟ้าคำรามหากเจ้าทำเช่นนั้น...ตลอดไป” ซูหยางกล่าวเบาๆด้วยน้ำเสียงสงบนิ่ง ใบหน้าเรียบเฉยดังเช่นปกติ แต่เสียงกล่าวเบาๆของเขากลับดังราวกับแมลงบินอยู่ในหูของชายร่างใหญ่

“เจ้าพูดอะไรกับข้า เจ้าเด็กเลว” หน้าผากชายร่างใหญ่พลันมีเส้นเลือดปูดโปนขึ้นมาเมื่อเขาได้ยินคำขู่ของซูหยาง ใบหน้าแดงด้วยความโกรธ

ซูหยางยิ้มและกล่าวว่า “เจ้าได้ยินแล้วนี่” เขาหันกายเริ่มเดินไปอีกครั้ง

จบบทที่ DC บทที่ 41: เจ้าได้ยินแล้วนี่

คัดลอกลิงก์แล้ว