- หน้าแรก
- หมอจีนปากแจ๋ว: ไลฟ์สดทีไร คนไข้ขิตยกช่อง
- บทที่ 284 - พวกขี่มอเตอร์ไซค์คือผู้กล้า
บทที่ 284 - พวกขี่มอเตอร์ไซค์คือผู้กล้า
บทที่ 284 - พวกขี่มอเตอร์ไซค์คือผู้กล้า
บทที่ 284 - พวกขี่มอเตอร์ไซค์คือผู้กล้า
"มันจะเกินจริงไปหน่อยไหม? ร้องซะเสียขวัญเชียว"
"เพื่อน... ในโรงพยาบาลน่ะ การล้างแผลสดคือสิ่งที่เจ็บปวดที่สุดแล้ว นายคิดว่าเขาแกล้งทำรึไง?"
"กระดูกหน้าแข้งทิ่มทะลุเนื้อออกมาขนาดนั้น มันต้องเจ็บเจียนตายอยู่แล้ว ถ้าเปลี่ยนเป็นนายไปนั่งตรงนั้น นายอาจจะร้องดังกว่าเขาจนกระจกคลินิกแตกก็ได้"
การล้างแผลดูเหมือนจะเป็นขั้นตอนพื้นฐานที่ใครๆ ก็ทำได้ แต่ในความเป็นจริง ฝีมือกลับแตกต่างกันราวฟ้ากับเหว
เพราะบาดแผลแต่ละแบบย่อมต้องการวิธีทำความสะอาดที่จำเพาะเจาะจง
หมอที่มีฝีมือระดับครูจะช่วยลดความทรมานของคนไข้ได้มหาศาล ส่วนหมอที่ฝีมือไม่ถึงขั้น การล้างแผลแต่ละครั้งก็ไม่ต่างจากการส่งคนไข้ลงไปทัวร์นรก
แน่นอนว่าหลักการสำคัญที่สุดของการล้างแผลคือต้องขจัดสิ่งสกปรกและฆ่าเชื้อให้หมดจด ส่วนคนไข้จะเจ็บหรือไม่นั้น หมอส่วนใหญ่มักจะจัดไว้เป็นเรื่องรอง
ชาวเน็ตที่ดูเหตุการณ์ผ่านหน้าจอรู้สึกราวกับกำลังดูการทรมานนักโทษ ทุกครั้งที่ปากคีบของฉินเจียงขยับ กัวเฟิงก็จะแผดเสียงร้องโหยหวนจนสุดเสียง
แม้แต่พลเมืองดีที่ช่วยประคองมายังทนดูไม่ไหว "หมอครับ หาอะไรมาอุดปากเขาไว้หน่อยดีไหม? ผมกลัวว่าเขาจะเผลอกัดลิ้นตัวเองจนขาด"
ฉินเจียงตอบด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย "ไม่ต้องหรอก กัดลิ้นตายน่ะมันมีแต่ในนิทานหลอกเด็ก ความจริงเจ็บกว่าเดิมเยอะ คนทั่วไปไม่มีความกล้าขนาดนั้นหรอก"
เรื่องการกัดลิ้นตายที่เห็นในละครกำลังภายในน่ะเป็นความเข้าใจที่ผิดมหันต์
ประการแรก ใต้ลิ้นไม่มีเส้นเลือดใหญ่ขนาดที่จะทำให้เลือดไหลจนตายได้ ต่อให้คุณกัดลิ้นจนขาดจริงๆ เลือดก็จะหยุดเองในไม่ช้า ไม่เหมือนกับการตัดเส้นเลือดใหญ่ที่ข้อมือหรือลำคอที่เลือดจะพุ่งไม่หยุดจนเสียชีวิต
ประการที่สอง ร่างกายมนุษย์มีกลไกป้องกันตัวเองโดยอัตโนมัติ สมองจะสั่งห้ามไม่ให้เราทำร้ายตัวเองรุนแรงขนาดนั้น
การกัดลิ้นให้ขาดน่ะ เป็นสิ่งที่สมองสั่งบล็อกไว้โดยเด็ดขาด
ยอดคนที่ใจเด็ดพอจะกัดลิ้นตัวเองจนขาดได้จริงๆ นั้นหาได้ยากยิ่งกว่างมเข็มในมหาสมุทร
คนส่วนใหญ่แค่ลองกดฟันลงไปนิเดียว สมองก็จะแผดเสียงเตือนอย่างรุนแรงจนต้องชะงักมือ เอ้ย ชะงักปากทันที
เมื่อฉินเจียงคีบเศษหินก้อนสุดท้ายออกจากบาดแผล ชายวัยกลางคนคนหนึ่งก็วิ่งหน้าตั้งเข้ามาในคลินิก
"ลูก! ลูกพ่อ! เป็นยังไงบ้าง?!"
"พ่อ... ผม... ผมเจ็บ..."
กัวเฟิงในตอนนี้เจ็บจนน้ำตาไหลพราก ใบหน้าบิดเบี้ยวจนแทบไม่เหลือเค้าเดิม
ชายวัยกลางคนเดินเข้ามาดูแผลแล้วถึงกับหน้าซีดเป็นไก่ต้ม
กระดูกหน้าแข้งสีขาวโพลนของลูกชายโผล่พ้นออกมาทักทายอากาศข้างนอก กล้ามเนื้อและเส้นเอ็นถูกกระดูกที่หักฉุดกระชากออกมาจนดูสยดสยองราวกับฉากในหนังผี
ตอนที่คุยโทรศัพท์เขารู้แค่ว่าลูกขี่รถล้ม แต่ไม่นึกเลยว่าแผลจะฉกรรจ์ขนาดนี้!
เขาถามเสียงสั่นเครือ "หมอครับ... ขาลูกชายผมจะยังเดินได้เหมือนเดิมไหม?"
ฉินเจียงยังคงล้างแผลต่อไปพลางตอบ "ต้องรอดูผลการผ่าตัดศัลยกรรมกระดูกหลังจากนี้ครับ"
"ถ้าการผ่าตัดราบรื่นดี ลูกชายคุณก็น่าจะกลับมาเดินได้ปกติ แต่อย่าหวังว่าจะไปวิ่งแข่งหรือเล่นกีฬาหนักๆ ได้เหมือนเมื่อก่อนเลย"
"แต่ถ้าการผ่าตัดล้มเหลว... โอกาสที่จะต้องตัดขาเพื่อรักษาชีวิตก็มีสูง"
พอได้ยินคำว่าตัดขา ชายวัยกลางคนก็บันดาลโทสะฟาดเพียะลงบนไหล่กัวเฟิงหนึ่งทีด้วยความทั้งรักทั้งแค้น
"พ่อเตือนแกกี่รอบแล้ว! จะไปไหนถ้าไม่ขับรถยนต์ดีๆ ก็เดินเอา ใครสั่งใครสอนให้ไปขี่มอเตอร์ไซค์แว้นแบบนี้!"
"เคยบอกแล้วใช่ไหมว่ามอเตอร์ไซค์น่ะมันคือเนื้อหุ้มเหล็ก! ไม่ว่าคนอื่นจะมาชนหรือแกจะล้มเอง คนที่ซวยที่สุดก็คือแกนั่นแหละ!"
คำพูดนี้ได้รับเสียงปรบมือเกรียวกราวจากชาวเน็ตในไลฟ์สด
"มอเตอร์ไซค์น่ะถึงจะเท่แต่ก็เสี่ยงตายสุดๆ เพื่อนคนนี้ยังถือว่าดวงแข็งที่แค่ขาหัก ผมมีเพื่อนคนหนึ่งรักมอเตอร์ไซค์ยิ่งกว่าชีวิต พอล้มคว่ำปุ๊บก็ไปเฝ้ายมบาลปั๊บเลย"
"นับถือใจพวกนักบิดจริงๆ นะ เหมือนพวกเขาเอาชีวิตแขวนไว้บนเส้นด้ายตลอดเวลา กล้าหาญหรือประมาทก็แยกไม่ออก"
"ผมว่าพวกคุณมองโลกแง่ร้ายไปนะ ขอแค่เคารพกฎจราจรและใส่อุปกรณ์ป้องกัน มอเตอร์ไซค์มันก็ปลอดภัย"
"อย่ามาโลกสวยเลยพี่ชาย! ผมถามหน่อย ใครขี่มอเตอร์ไซค์แล้วไม่เคยบิดเกินร้อยบ้าง? ใครไม่เคยแทรกเลนตอนรถติดบ้าง? ถนนจำกัดหกสิบแต่พวกคุณซัดกันร้อยยี่สิบ อย่ามาบอกว่าพวกผมเหยียดเลย มันคือความจริง!"
ยานพาหนะทุกชนิดย่อมมีโอกาสเกิดอุบัติเหตุ
แต่ความแตกต่างระหว่างมอเตอร์ไซค์กับรถยนต์คือระบบป้องกันภัยที่ต่างกันราวฟ้ากับเหว
รถยนต์มีตัวถังเหล็กคอยซับแรงกระแทก มีถุงลมนิรภัย ถ้าไม่ได้ซิ่งจนทะลุนรกจริงๆ โอกาสรอดชีวิตก็สูง
แต่มอเตอร์ไซค์ไม่ใช่แบบนั้น ไม่ว่าคนอื่นจะมาชนหรือคุณจะสะดุดก้อนกรวดล้มเอง แค่ตัวกระเด็นออกจากรถ แผลถลอกหรือกระดูกหักก็กลายเป็นของแถมที่หนีไม่พ้น
โชคร้ายหน่อย หัวกระแทกขอบฟุตบาท ต่อให้ใส่หมวกกันน็อกราคาแพง อย่างน้อยๆ ก็ได้กลายเป็นเจ้าชายนิทรานอนเฝ้าโรงพยาบาล
ยิ่งมอเตอร์ไซค์สมัยนี้ชอบฝ่าไฟแดง ขี่บนทางเท้า และมุดซ้ายมุดขวาจนกล้องวงจรปิดจับไม่ทัน รัฐบาลถึงต้องคุมเข้มในเมืองใหญ่ ไม่อย่างนั้นคงเละเทะไปมากกว่านี้
ฉินเจียงล้างแผลเสร็จพอดี รถพยาบาลที่จะรับช่วงต่อก็มาถึงที่หน้าคลินิก
หมอกระดูกที่ลงมาดูแผลถึงกับต้องอุทานออกมาด้วยความทึ่ง
"หมอฉิน แผลนี่คุณล้างคนเดียวเลยเหรอ?"
ฉินเจียงพยักหน้าส่งๆ "อืม"
"สุดยอด! คุณล้างแผลได้เนี้ยบมาก นี่มันงานระดับอาจารย์หมอเลยนะเนี่ย! สะอาดจนแทบไม่ต้องทำอะไรเพิ่มเลย!"
หมอกระดูกตื่นเต้นจัดจนต้องคว้าโทรศัพท์ขึ้นมาถ่ายรูปเก็บไว้เป็นตัวอย่าง
ต้องเข้าใจว่าแผลกระดูกหักแบบเปิดนั้น เศษหิน ดิน และฝุ่นจะฝังเข้าไปในเนื้อลึกมาก
เปรียบเทียบง่ายๆ เหมือนคุณซื้อเนื้อหมูสดมาแล้วทำหล่นลงบนกองขี้ดิน
คุณต้องใช้สำลีและแอลกอฮอล์ค่อยๆ คัดแยกเอาสิ่งแปลกปลอมออกจากเนื้อทีละนิดจนเกลี้ยงเกลา
ที่ยากที่สุดคือ "เนื้อหมู" ชิ้นนี้ยังมีความรู้สึกเจ็บปวด ถ้าลงมือพลาดอาจทำให้เส้นประสาทเสียหายซ้ำซ้อน หรือทำคนไข้ช็อกจนหยุดหายใจได้
แต่ฉินเจียงทำสำเร็จอย่างงดงาม
เขาเคลียร์สิ่งแปลกปลอมได้หมดจด แถมยังคุมสถานการณ์จนกัวเฟิงไม่สลบไปเสียก่อน
ในแง่ของการปฐมพยาบาลเบื้องต้น ฉินเจียงคือปรมาจารย์ของจริง
"หมอฉิน รบกวนเซ็นเอกสารส่งตัวตรงนี้ด้วยครับ"
ฉินเจียงตวัดปากกาเซ็นชื่อ หลังจากนี้ภาระจะตกไปอยู่ที่ทีมศัลยกรรมกระดูกของโรงพยาบาล
ขณะเดียวกัน พ่อของกัวเฟิงก็รีบสแกนจ่ายค่ารักษาทันที
(ติ๊ง!)
(ตรวจพบว่าโฮสต์พูดจาขวานผ่าซาก ชี้แจงอาการแฝงของผู้ป่วยได้อย่างแม่นยำ เป็นประโยชน์ต่อผู้ป่วยมหาศาล ภารกิจเสร็จสิ้น)
(ขอแสดงความยินดีกับโฮสต์ที่ได้รับรางวัล: ยาต้มเซิงกานจื่อเฟย)
หลังจากเคลียร์ค่าใช้จ่าย ชายวัยกลางคนก็ก้มหัวขอบคุณฉินเจียงไม่หยุด
ทีแรกเขาแอบเคืองที่เห็นหมอฉินลงมือรุนแรงจนลูกเขาร้องเหมือนโดนเชือด
แต่พอได้ยินหมอจากโรงพยาบาลใหญ่ชมเปาะขนาดนี้ เขาถึงได้ตระหนักว่าฉินเจียงนั่นแหละคือผู้ช่วยชีวิตตัวจริง!
"ขอบคุณมากครับหมอฉิน ขอบคุณจริงๆ!"
ฉินเจียงโบกมือลา "รีบไปเถอะ ขานั่นน่ะรอช้ากว่านี้ไม่ได้แล้ว"
(จบแล้ว)