เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 222: แม่กวางเสียสติ

บทที่ 222: แม่กวางเสียสติ

บทที่ 222: แม่กวางเสียสติ


“อะไรนะ ไม่มีแม้แต่คนเดียวรึ!?” ดวงตาที่หรี่ลงของหลางซัวเบิกกว้างในทันที และเขาก็ผุดลุกขึ้นยืน

บัดนี้สีหน้าเกียจคร้านเปลี่ยนไปกลายเป็นสีหน้าที่เหลือเชื่อ

“เจ้าแน่ใจหรือว่านั่นคือเผ่าที่เรากำลังหมายตาอยู่?”

ภูตหมาป่าผู้มารายงานข่าวตกใจกับเสียงแหลมสูงของคนเป็นหัวหน้า และตอบด้วยเสียงสั่นสะท้าน

“ใช่ หัวหน้า ข้าแน่ใจว่าเป็นเผ่านั้น พวกมันไม่มีคนคอยคุ้มกันเลย”

แม้ว่ามันจะเป็นเพียงการสำรวจจากระยะไกล แต่เขาก็เห็นทุกอย่างรอบ ๆ เผ่าได้ชัดเจน เขาพบว่าไม่มีภูตเดินลาดตระเวนอยู่รอบเผ่าเลย

ไม่มีแม้แต่รอยเท้าบนพื้นด้วยซ้ำ!

เขาแน่ใจว่าภูตของเผ่านั้นไม่ออกมาจากที่ซ่อนตั้งแต่หิมะตก

“หึ ๆๆ” หลางซัวหัวเราะเบา ๆ หลังจากความประหลาดใจที่ฉายอยู่บนใบหน้าของเขาหายไป จากนั้นเขามองออกไปนอกถ้ำอย่างแน่วแน่

“อูหลิว ดูเหมือนว่าเผ่านี้จะไม่ได้แข็งแกร่งอย่างที่เจ้าพูด เป็นเพียงเรื่องบังเอิญที่หลางเมี่ยได้รับบาดเจ็บ” น้ำเสียงที่ชายหนุ่มเปล่งออกมามีแต่ความดูถูกดูแคลน

เนื่องจากฤดูหนาวเป็นช่วงเวลาที่เสี่ยงมากที่สุดในการถูกภูตต่างเผ่าปล้น ซึ่งเผ่านี้ไม่มีแม้แต่คนคอยป้องกันเลย

สรุปแล้วพวกมันไม่มีกำลังพอหรือไม่มีสมองกันแน่?

ยามนี้อูหลิวยืนเงียบ ๆ อยู่ที่มุมถ้ำราวกับวิญญาณ โดยที่ร่างกายของเขาถูกปกคลุมด้วยเงามืด มีเพียงดวงตาสีเขียวเข้มคู่หนึ่งเท่านั้นที่ยังขยับ

เมื่อชายชราได้ยินคำพูดของหลางซัว ริมฝีปากเหี่ยวย่นของเขาก็กระตุก 2 ครั้ง

“ท่านหัวหน้า อย่าประมาทศัตรู—”

ก่อนที่เขาจะทันได้พูดจบประโยค เขาก็ถูกผู้นำสูงสุดของเผ่าขัดจังหวะ

“ที่นั่นเป็นเพียงเผ่าเล็ก ๆ อูหลิว เจ้าคิดมากเกินไป”

“ท่านหัวหน้า…” เสียงของชายสูงวัยแหบแห้งพลางหลุบตาลงต่ำ

ขณะนี้หลางซัวนิ่งเงียบไป และจู่ ๆ แววตาของเขาก็ว่างเปล่าไปชั่วครู่ แต่ในไม่ช้าเขาก็กลับมาเป็นปกติ

ต่อมา ชายหนุ่มโบกมืออย่างไม่ใส่ใจ “เอาล่ะ รอให้พายุหิมะหยุดก่อนค่อยบุกโจมตี เข้าใจไหม?”

หลังจากพูดจบเขาก็เอนกายลงบนก้อนหินแบบเกียจคร้านประหนึ่งว่าเขากำลังยุ่งแล้วไม่สนใจสิ่งที่เกิดขึ้นรอบตัวอีก

หลางซัวทำตัวปกติเหมือนนี่เป็นแค่การไปกินข้าวบ้านเพื่อนเท่านั้น

ในครั้งนี้เขาตัดสินใจบุกจู่โจมเผ่าที่เป็นเป้าหมายเพื่อปล้นสิ่งของเล็ก ๆ ทว่ามีค่า ‘มหาศาล’

ขณะเดียวกัน อูหลิวไม่ได้เอ่ยปากพูดอะไรอีก เขาทำเพียงแค่ถอนหายใจเบา ๆ

...

ณ ถ้ำหลังเผ่า

ปัจจุบันเหล่าภูตชายใช้หินปิดกั้นทางเข้าถ้ำจนเหลือเพียงช่องไว้ระบายอากาศเล็กน้อยเท่านั้น

เนื่องจากข้างนอกมีพายุหิมะตกหนัก เมื่อมองไปรอบ ๆ จะเห็นเพียงเกล็ดหิมะสีขาวพัดกระหน่ำลงมานับไม่ถ้วน แล้วมันก็ปกคลุมช่องระบายอากาศอย่างรวดเร็ว

หัวหน้าเผ่าไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องส่งภูตไปเฝ้าทางเข้าถ้ำเพื่อป้องกันไม่ให้ทางเข้าถูกปิดจนไม่มีรูระบายอากาศ มิฉะนั้นภูตที่อยู่ภายในจะขาดอากาศหายใจตายกันหมด

เนื่องจากทุกคนที่อยู่ในถ้ำเป็นผู้ชาย จึงไม่มีใครลำบากกับการที่ต้องย้ายมาอยู่ที่นี่ ยกเว้นครอบครัวของลู่หลีที่ปลีกตัวไปนั่งอยู่เพียงลำพังในโถงถ้ำแห่งหนึ่ง ส่วนภูตคนอื่น ๆ อาศัยอยู่รวมกันในโถงถ้ำขนาดใหญ่โดยมีคนประมาณสิบกว่าคน

อีกทั้งแต่ละคนนำเสบียงอาหารติดตัวมาด้วย ทำให้พวกเขาสามารถหยิบมันออกมากินได้ทุกเมื่อหากรู้สึกหิว

ผู้อาวุโสของเผ่าเองก็อาศัยอยู่ในถ้ำรวมกับภูตชายคนอื่นเช่นกัน

หลังจากผ่านวันที่วุ่นวาย ท้องฟ้าข้างนอกก็เริ่มมืดลง จากนั้นเหล่าภูตทั้งหลายก็หยิบอาหารออกมากินกันทีละคน

“ท่านผู้เฒ่า…”

เมื่อชายหนุ่มคนหนึ่งเห็นว่าผู้นำสูงสุดของเผ่ายังคงทำตัวนิ่งเฉยอยู่ เขาก็อดไม่ได้ที่จะเอนตัวไปถามด้วยน้ำเสียงเป็นกังวล

“เราไม่จำเป็นต้องลาดตระเวนนอกเผ่าจริง ๆ หรือ? ถ้าจู่ ๆ กลุ่มภูตหมาป่าบุกโจมตี เราจะไม่รู้เรื่องอะไรเลยนะ”

ปัจจุบันยกเว้นหวงเยว่กับเป้าเฟิง เกือบทุกคนในเผ่ารู้เกี่ยวกับการคุกคามของภูตเผ่าหมาป่าแล้ว

ยามนี้คนเป็นหัวหน้าเผ่ากัดเนื้อรมควันในมือของเขา ก่อนจะเคี้ยวและกลืนมันอย่างช้า ๆ จากนั้นเขามองไปที่ภูตหนุ่มที่ดูอ่อนเยาว์และมีพลังที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ตน

“กลุ่มภูตหมาป่าสามารถส่งภูตมากกว่าร้อยตัวไปซุ่มโจมตีพวกหูเฉียงได้อย่างง่ายดาย เจ้าคิดว่าการส่งภูต 2-3 คนออกไปลาดตระเวนจะสามารถหยุดพวกมันได้หรือไม่?”

“ไม่ต้องพูดถึงการส่งคนออกไปไม่กี่คนเลย ต่อให้ข้าส่งพวกเจ้าไปทั้งหมด พวกเจ้าก็ไม่สามารถเอาชนะศัตรูกลุ่มเล็ก ๆ ได้อยู่ดี”

น้ำเสียงของชายสูงวัยนั้นราบเรียบ แต่สิ่งที่เขาพูดกลับเสียดแทงหัวใจของทุกคน

ชายหนุ่มเจ้าของคำถามชะงักไปครู่หนึ่ง

ดูเหมือนว่าจะเป็นดังที่อีกฝ่ายกล่าว...

“แต่เราจะรอให้พวกมันโจมตีเผ่าของเราก่อนหรือ?” ภูตชายคนเดิมเกาหัวเพราะเขายังคงไม่เข้าใจ

หัวหน้าเผ่าหรี่ตามองคนถามพลางตอบว่า “อืม รอก่อน”

“ท่านผู้เฒ่า หากกับดักที่หูเจียวเจียวตั้งไว้ใช้ไม่ได้ผล เราก็ถึงฆาต” เห็นได้ชัดว่าชายหนุ่มผู้นี้ยังไม่เลิกกังวล

จากนั้นเขากวาดตาไปรอบ ๆ เพื่อมองดูภูตที่กำลังกินเนื้อรมควันอย่างใจเย็น และเห็นว่าไม่มีคนไหนเป็นห่วงเกี่ยวกับสถานการณ์ของเผ่าเลย

ทุกคนเลิกดิ้นรนเอาชีวิตรอดกันแล้วหรือไง?

“ข้างนอกมันหนาวเย็นมาก ก่อนที่ภูตหมาป่าจะมาถึง ภูตที่ลาดตระเวนจะแข็งเป็นน้ำแข็งตายไปเสียก่อน หรือจะให้ข้าส่งเจ้าไป?”

“ข้า…” พอภูตหนุ่มได้ฟังอย่างนี้ เขาก็คิดว่าหัวหน้าเผ่ากำลังทดสอบตนเอง ดังนั้นเขาจึงลุกขึ้นพร้อมตอบตกลงทันที

ทว่าก่อนที่เขาจะได้พูดอะไรเพิ่มเติม เขาก็ถูกใครบางคนตบไหล่และบังคับให้นั่งลง

แล้วคนคนนั้นก็ฉวยโอกาสนี้ยัดเนื้อรมควันชิ้นหนึ่งใส่มือชายหนุ่มปากมากด้วย

“เจ้าเด็กโง่ ทำตัวสบาย ๆ กินอะไรสักหน่อยเถอะ ถ้าอิ่มแล้วเจ้าจะได้มีแรงต่อสู้กับฝูงภูตหมาป่า”

ขณะที่ผู้เป็นหัวหน้าเผ่าพูด เขาก็ใส่เนื้อรมควันเข้าไปในปากของเขา พร้อมกับส่งสัญญาณให้อีกฝ่ายกินมัน

ภูตหนุ่มที่ถูกห้ามปรามไว้จึงกัดเนื้อกินเหมือนคนโดนสะกดจิต

ไม่นานผมบนศีรษะของเขาก็ลุกชันขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งมันแสดงให้เห็นว่าเขาอยู่ในสภาวะตึงเครียดทางจิตใจอย่างมาก

ในตอนนั้นเอง หูชิงเกาที่เดินผ่านมาเห็นฉากนี้ก็หัวเราะพลางตบไหล่เขา “ไอ้หนู อย่ากังวลไปเลย ไม่อย่างนั้นเจ้าจะทำให้ตัวเองตกใจตายก่อนที่ภูตหมาป่าจะมาถึง”

ถ้าจิ้งจอกหนุ่มจำไม่ผิด เด็กคนนี้น่าจะเป็นภูตแมว

เมื่อชายหนุ่มเห็นใบหน้าที่หล่อเหลาและรอยยิ้มมีเสน่ห์ของหูชิงเกา หูของเขาก็แดงระเรื่อ ก่อนที่เขาจะพยักหน้าเหมือนถูกอีกคนสะกดจิตซ้ำ ๆ

ขณะเดียวกัน ข้างนอกถ้ำก็มีเสียงวุ่นวายดังขึ้น

“เกิดอะไรขึ้น?” หัวหน้าเผ่าขมวดคิ้ว พลางหันไปถามพวกภูตที่อยู่ด้านนอก

“ท่านผู้เฒ่า เป็นแม่ของลู่หลี นางก่อกวนทุกคนเพื่อหาอาหารกินข้างนอก” ภูตชายคนหนึ่งอธิบายอย่างรวดเร็ว

เมื่อหูชิงเกาได้ยินว่ามันเป็นแม่กวางเฒ่า ใบหน้าของเขาก็เต็มไปด้วยความโกรธ

“ผู้หญิงคนนี้ นางยังกล้ามาสร้างปัญหาในถ้ำอีก ท่านผู้เฒ่า ข้าจะโยนนางออกไปให้อยู่ท่ามกลางหิมะสัก 2-3 วัน แล้วดูว่านางจะยังกล้าสร้างปัญหาอีกหรือไม่”

ชายสูงวัยยกมือขึ้นเพื่อส่งสัญญาณให้จิ้งจอกหนุ่มไม่ต้องกังวล

“ข้าจะไปดูเอง”

เขาพูดจบแล้วก็ลุกขึ้นเดินออกจากถ้ำ

ภายในถ้ำแห่งนี้มีทางเชื่อมอยู่มากมาย แล้วเส้นทางนั้นก็พาไปยังโถงถ้ำน้อยใหญ่จำนวนนับไม่ถ้วน

ส่วนหูชิงเกาเดินติดตามประมุขของเผ่าไปอย่างรวดเร็ว หลังจากเดินในทางคดเคี้ยวสักพักหนึ่ง ในที่สุดพวกเขาก็เห็นหญิงชรากำลังนอนกลิ้งไปมาอยู่บนพื้น

ก่อนหน้านี้ลู่หลีของนางกินเนื้อชิ้นสุดท้ายของครอบครัวไปหมดแล้ว เสบียงของนางที่เหลืออยู่จึงมีเพียงส้มโอที่ทางหัวหน้าเผ่ามอบให้กับพวกภูตหญิงโดยเฉพาะ ดังนั้นพวกนางจึงยังพอมีเสบียงหลงเหลือให้กินในฤดูหนาวได้ชั่วขณะหนึ่ง

แต่ภูตในถ้ำกำลังกินเนื้อรมควันกันอย่างเอร็ดอร่อย แล้วนางที่มีเพียงส้มโออย่างเดียวจะกินอร่อยได้อย่างไร?

ปัจจุบันนางกำลังหิวโหยมาก

ยามนี้ลู่หลีกินอิ่มแล้วจึงหลับอยู่ในถ้ำ ส่วนพ่อกว่างเฒ่าก็คอยเฝ้าส้มโอไว้ไม่ยอมห่าง ซึ่งผู้ชายในบ้านทั้ง 2 คนพึ่งพาไม่ได้ ลู่มู่จึงตัดสินใจออกมาขออาหารคนอื่นกิน

“ข้าไม่สน! เจ้ามีเนื้อตั้งเยอะแยะ เจ้าควรแบ่งมันให้ข้าบ้าง…” หญิงชราตะโกนลั่นขณะกลิ้งไปมา

“ถ้าเจ้าไม่ให้เนื้อข้า ข้าก็จะไม่ยอมไปไหน ถ้าเจ้ายังใจจืดใจดำได้อีก ก็รอดูจนกว่าข้าจะอดตายไปเลย!”

แน่นอนว่าภูตที่อยู่ด้านข้างไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับนาง

เนื่องจากภูตชายไม่สามารถทำอะไรกับภูตหญิงได้มากนัก ตอนนี้ผู้ชายคนหนึ่งถูกดึงชายกระโปรงหนังสัตว์จนไม่สามารถหนีไปได้

“อะแฮ่ม!”

จังหวะนั้นเอง หัวหน้าเผ่าจงใจกระแอมเสียงดัง และภูตทั้งหมดก็หันไปมองเขาเป็นตาเดียว

--------------------------------------------------

พูดคุยท้ายตอนกับเสี่ยวเถียว: ปวดหัวกับแม่กวางนี่จริง ๆ ทำให้คนอื่นเขาเดือดร้อนไปทั่ว เฮ้อ

จบบทที่ บทที่ 222: แม่กวางเสียสติ

คัดลอกลิงก์แล้ว