- หน้าแรก
- ข้ามโลกมาอยู่สำนักหญิงล้วน แต่ดันอ่านตำราเทพออกแค่คนเดียวซะงั้น
- บทที่ 304 จะวางมาดไปทำไม
บทที่ 304 จะวางมาดไปทำไม
บทที่ 304 จะวางมาดไปทำไม
บทที่ 304 จะวางมาดไปทำไม
ไอ้เด็กนี่... แข็งแกร่งขึ้นอีกแล้ว!
สัมผัสได้ถึงกลิ่นอายอันน่าสะพรึงกลัวที่แผ่ออกมาจากร่างของกุ่ยเซียว โยวอู๋หยางอดตระหนกในใจไม่ได้
ไม่มีใครรู้ซึ้งถึงพรสวรรค์ของกุ่ยเซียวดีไปกว่าเขา
หลายปีก่อน เพียงเพราะคำพูดไม่กี่คำ เขาคิดจะสั่งสอนเด็กรุ่นหลังที่อวดดีผู้นี้ แต่ใครจะคาดคิดว่ากุ่ยเซียวในตอนนั้นที่มีพลังเพียงวงแหวนนภาขั้นสอง นอกจากจะไม่ยอมก้มหัวให้เขาที่เป็นถึงราชันแล้ว ยังกล้าใช้วิชาลับเผาผลาญโลหิตเข้าแลกหมัดกับเขาอย่างดุเดือด
การปะทะครั้งนั้น พรสวรรค์ในการต่อสู้ที่น่าเหลือเชื่อของกุ่ยเซียวสร้างความตกตะลึงแก่ทุกคนที่อยู่ในเหตุการณ์ เพียงแค่ระดับวงแหวนนภาขั้นสอง กลับสามารถต่อกรกับโยวอู๋หยางที่ก้าวสู่ระดับราชันมาหลายปีได้อย่างสูสี
หากวิชาลับเผาผลาญโลหิตไม่มีขีดจำกัดด้านเวลา ผลแพ้ชนะในวันนั้นคงยากจะคาดเดา
นับแต่นั้นมา โยวอู๋หยางก็ตระหนักได้ว่า ในบรรดาอัจฉริยะรุ่นใหม่ของวิหารเทพมืด กุ่ยเซียวอาจไม่ใช่คนที่เก่งที่สุด แต่แน่นอนว่าเป็นคนที่มีพรสวรรค์สูงที่สุด
เมื่อล่วงเกินอัจฉริยะระดับนี้ไปแล้ว ความคิดแรกของเขาคือต้องกำจัดทิ้งเสียตั้งแต่ยังไม่เติบใหญ่ เพื่อตัดไฟแต่ต้นลม
ทว่า ลี่เทียนเฟิงเข้ามาขวางไว้ทัน ทำให้แผนการของเขาล้มเหลว
แม้ดูเหมือนความบาดหมางจะจบลงด้วยการไกล่เกลี่ยของลี่เทียนเฟิง แต่ความแค้นที่ฝังลึกในใจกลับไม่เคยจางหาย
เมื่อได้ข่าวว่าลี่เทียนเฟิงตาย โยวอู๋หยางก็นึกถึงเรื่องในอดีตขึ้นมาทันที จึงฉวยโอกาสปรับเปลี่ยนลำดับสิบสองเสาหลักเพื่อกดดันกุ่ยเซียว และผลักดันเทียนเช่อ ศิษย์เอกของตนขึ้นมาแทน
แต่ผิดคาด กุ่ยเซียวที่ไร้คนหนุนหลังกลับยังคงอวดดี ถึงขั้นลงมือสังหารศิษย์รักของเขาอย่างโหดเหี้ยม
ความแค้นใหม่ผสมความแค้นเก่า โยวอู๋หยางไม่อาจระงับโทสะได้อีกต่อไป ตัดสินใจทิ้งศักดิ์ศรี ยอมลดตัวลงมาใช้ฐานะราชันสังหารกุ่ยเซียวที่เป็นเพียงระดับวงแหวนนภา
"พรสวรรค์ขนาดนี้ ช่างน่าเสียดายจริงๆ!" ปากแสร้งทำเป็นเสียดาย แต่มือกลับลงมือโหดเหี้ยม เรียกหมอกดำออกมาม้วนตัวเข้าหากุ่ยเซียวอย่างไม่ขาดสาย
ต่อให้ฆ่าไม่ได้ในทันที แค่ยื้อเวลาจนวิชาลับหมดฤทธิ์...
จากประสบการณ์ครั้งก่อน โยวอู๋หยางไม่ได้คิดจะปิดเกมเร็ว แต่เลือกใช้การกดดันด้วยพลังปราณ เพื่อบั่นทอนกำลังกายของกุ่ยเซียว และลดระยะเวลาของวิชาลับเผาผลาญโลหิต
"ย้าก!"
กุ่ยเซียวตวาดลั่น เหวี่ยงดาบยักษ์ฟันฉับ สร้างคลื่นพลังทำลายล้างผ่าหมอกดำที่ปกคลุมทางเดินจนแยกออกเป็นทางยาว จากนั้นก็ขยับเท้าแผ่วเบา พริบตาเดียวก็มาโผล่ตรงหน้าโยวอู๋หยาง
เผชิญหน้ากับราชัน เขากลับเป็นฝ่ายเปิดเกมรุกก่อน
"อวดดี!"
ถูกเด็กรุ่นหลังดูถูกเช่นนี้ ต่อให้เตรียมใจมาบ้าง โยวอู๋หยางก็อดโมโหไม่ได้ เขาประกบมือเข้าหากัน หมอกดำรอบตัวรวมตัวกันกลายเป็นกระบี่ปราณสีดำทมิฬ
"ไป!"
โยวอู๋หยางสะบัดแขนขวา กระบี่ปราณพุ่งเป็นเงาวูบวาบ ตรงเข้าแสกหน้ากุ่ยเซียวด้วยความเร็วปานสายฟ้า
เห็นกระบี่พุ่งมา กุ่ยเซียวพลิกดาบยักษ์ขึ้นมาตั้งรับ ใช้มันต่างโล่ที่มีเปลวไฟสีดำลุกโชน ป้องกันกระบี่หมอกดำไว้ได้สบาย
แต่ทว่า โยวอู๋หยางเพียงขยับนิ้วเบาๆ กระบี่ดำที่ถูกกันไว้ก็ลอยขึ้นฟ้า แยกร่างออกเป็นสามเล่ม บินวนเวียนโจมตีกุ่ยเซียวจากทิศทางต่างๆ ด้วยมุมที่คาดไม่ถึง การควบคุมแม่นยำดั่งจับวาง
เจอกับกระบวนท่าพลิกแพลงพิสดารเช่นนี้ กุ่ยเซียวเริ่มรับมือลำบาก เขาต้องควงดาบปัดป้องพัลวัน พร้อมกับกระโดดหลบไปมา ท่าทางที่เคยองอาจเริ่มดูทุลักทุเล
นี่คือจุดจบของการต่อต้านราชัน!
เห็นกุ่ยเซียวเพลี่ยงพล้ำ โยวอู๋หยางยิ้มกระหยิ่ม ตอนสู้กันครั้งแรกเขายังฝึกวิชานี้ไม่สำเร็จ แต่วันนี้ลองเอามาใช้ดู ผลลัพธ์ดีเกินคาด แม้แต่อัจฉริยะที่ใช้วิชาลับอย่างกุ่ยเซียวก็ยังรับมือไม่ไหว
แต่ทว่า ความดีใจอยู่ได้เพียงไม่กี่ลมหายใจ จู่ๆ เขาก็สัมผัสได้ถึงคลื่นความร้อนรุนแรงพุ่งมาจากทางขวา พอหันไปมอง ก็ต้องขวัญหนีดีฝ่อ
มังกรยักษ์สีดำทมิฬ ดวงตาสีแดงฉาน พ่นลมหายใจดำมืด ลำตัวหนาใหญ่ถูกห่อหุ้มด้วยเปลวไฟสีดำ ราวกับสัตว์ร้ายจากขุมนรก กำลังแยกเขี้ยวพุ่งเข้าใส่เขาอย่างบ้าคลั่ง
"มังกรเพลิงกลืนวิญญาณสังหาร!"
โยวอู๋หยางหน้าถอดสี คาดไม่ถึงว่ากุ่ยเซียวจะฝึกฝนหนึ่งในวิชาที่ยากที่สุดของวิหารเทพมืดจนสำเร็จ ด้วยความตกใจ เขาจึงกลิ้งตัวหลบอย่างทุลักทุเล รอดพ้นกรงเล็บมังกรไปได้อย่างหวุดหวิด
ยังไม่ทันได้หายใจทั่วท้อง มังกรดำที่น่าจะพุ่งผ่านไปแล้ว กลับเชิดหัวขึ้น ไล่ตามเขามาอีกระยะหนึ่งอย่างเหลือเชื่อ
"มังกรเชิดหัว!"
โยวอู๋หยางร้องเสียงหลง คราวนี้หลบไม่พ้น หัวมังกรกระแทกเข้าที่หน้าท้องเต็มแรง ความร้อนระอุแผ่ซ่านไปทั่วท้อง อวัยวะภายในแทบละลาย ร่างกระเด็นไปกระแทกกำแพงทางเดินอย่างแรง
ยังไม่ทันจะตกลงพื้น มังกรปราณสีดำอีกตัวก็คำรามลั่น พุ่งเข้าใส่เขาจากอีกมุม
"อ๊ากกก!!!"
ยังมึนงงจากการโจมตีครั้งแรก โยวอู๋หยางไม่มีทางสู้ โดนมังกรตัวที่สองชนกลางอกเต็มๆ เสียงกระดูกซี่โครงหักดังกร๊อบแกร๊บ พลังปราณร้อนแรงแทรกซึมเข้าสู่ร่างกาย อาละวาดทำลายล้างจนหัวใจเกือบหลอมละลาย
วินาทีนี้ ราชันผู้ยิ่งใหญ่เหลือลมหายใจเพียงครึ่งเดียว ไม่มีแรงประคองวิชาของตนอีกต่อไป กระบี่หมอกดำสามเล่มสลายหายไปในอากาศ
ร่างของกุ่ยเซียววูบไหว มาปรากฏตัวตรงหน้าโยวอู๋หยาง ง้างดาบยักษ์ขึ้นสูง
"จะ... เจ้ากล้าฆ่าข้า?" โยวอู๋หยางเค้นเสียงถามอย่างอ่อนแรง "สังหารผู้อาวุโส โทษถึงตายนะ"
"ไม่ว่าเจ้าจะเป็นผู้อาวุโสหรือนักบุญ" ใบหน้าของกุ่ยเซียวบิดเบี้ยวด้วยความอำมหิต "ใครคิดจะฆ่าข้า ข้าก็จะฆ่ามัน!"
"คิดว่าชนะข้าแล้วจะทำอะไรก็ได้งั้นรึ?" โยวอู๋หยางหัวเราะอย่างน่าสมเพช "ที่นี่คือวิหารเทพมืด มีคนที่เก่งกว่าเจ้าเป็นร้อย เจ้าจะฆ่าให้หมดได้รึไง?"
"เรื่องของข้า ไม่ต้องให้เจ้ามาเสือก" กุ่ยเซียวพูดเสียงเย็น ดาบยักษ์ฟันลงมาอย่างแรง
"ยั้งมือไว้!!!"
เสียงชราภาพดังมาจากที่ไกลๆ
แต่กุ่ยเซียวหาได้สนใจคำห้ามปราม ดาบยักษ์ที่ห่อหุ้มด้วยเปลวไฟสีดำฟันฉับเข้าที่คอของโยวอู๋หยาง
ศีรษะลอยละลิ่วขึ้นสู่ท้องฟ้า เลือดสาดกระจายเป็นทางโค้งสวยงาม ก่อนจะตกลงพื้น กลิ้งหลุนๆ ไปไกล
ราชันผู้ยิ่งใหญ่ จบชีวิตลงด้วยน้ำมือของผู้ฝึกยุทธ์ระดับวงแหวนนภา
"บังอาจนัก! กล้าสังหารผู้อาวุโส!"
เจ้าของเสียงชราภาพปรากฏตัวขึ้น เป็นชายชราผมขาวเคราขาว หน้าตาเปล่งปลั่ง
กุ่ยเซียวจ้องมองผู้มาใหม่ด้วยสายตาอำมหิต ไม่เอ่ยปาก
"ไอ้เด็กอวดดี!" ชายชราโกรธจัดที่โดนมองด้วยสายตาเช่นนั้น จึงซัดฝ่ามือออกไปเต็มแรง
กุ่ยเซียวรู้สึกเหมือนโดนภูเขาทับอก ปลิวกระเด็นไปกระแทกพื้นอย่างแรง มึนงงจนเห็นดาว ร่างกายแทบแหลกเหลว
ชายชราวูบเดียวก็มาถึงตัวกุ่ยเซียว หิ้วคอเขาขึ้นมาเหมือนหิ้วลูกไก่ "เจ้าละเมิดกฎสำนัก สังหารศิษย์ร่วมสำนัก ข้าจะพาเจ้าไปส่งหอวินัย ให้ความเป็นธรรมแก่ผู้อาวุโสโยว!"
พูดจบ เขาก็หิ้วกุ่ยเซียวเดินจากไป หายวับไปจากทางเดิน...
...
สมกับเป็นแหล่งท่องเที่ยวชื่อดังจริงๆ!
มองทะลุทะเลหมอกลงไปเห็นทิวสนและหินแปลกตาบนเขาเจ็ดยอด จงเหวินอดทึ่งในความงามไม่ได้
เขาเจ็ดยอดสูงเสียดฟ้า ยอดเขาเรียงรายสลับซับซ้อน หินผาสูงชัน ต้นสนเกาะเกี่ยวอยู่ตามหน้าผา รูปทรงงดงามแปลกตา ดูเขียวขจีมีชีวิตชา ราวกับสวนถาดธรรมชาติที่รังสรรค์อย่างวิจิตรตระการตา
ช่วงปลายฤดูร้อนต้นฤดูใบไม้ร่วง เป็นช่วงที่นักท่องเที่ยวหนาตา มองจากมุมสูงเห็นจุดสีดำเล็กๆ เคลื่อนไหวไปมาบริเวณเขาหน้า เหมือนมดไต่ยั้วเยี้ย ดูแปลกตาไปอีกแบบ
ส่วนเขาหลังที่สูงชันและอันตราย กลับไร้ผู้คนเงียบสงบ ตัดกับความคึกคักของเขาหน้าอย่างชัดเจน
นานๆ ทีจะเห็นเงาคนแวบผ่าน ส่วนใหญ่เป็นผู้ฝึกยุทธ์ที่รักสันโดษ กระจายตัวอยู่ห่างๆ แทบจะมองไม่เห็น
เทียบตำแหน่งกับแผนที่ในหัว จงเหวินตบหลังอินทรีเบาๆ ให้มันหยุดบินแล้วดิ่งลงไปทางเขาหลัง
พอถึงใต้ต้นสนต้นหนึ่ง จงเหวินกำชับอินทรีไม่กี่คำ แล้วลุยเดี่ยวไปยังตำแหน่งที่ระบุในแผนที่
ใช้เวลาเกือบครึ่งชั่วโมง ในที่สุดตำแหน่งที่ระบุใน 'แผนที่สำนักโบราณ' ก็ปรากฏแก่สายตา
จงเหวินซ่อนตัวหลังต้นสน มองดูภาพเบื้องหน้า คิ้วขมวดมุ่น รู้สึกว่างานเข้าแล้ว
ไม่ไกลนัก มีถ้ำแห่งหนึ่ง ปากถ้ำแคบมาก แม้แต่ผู้ชายตัวโตหน่อยก็ยังมุดเข้าไปลำบาก
หน้าถ้ำมีชายชุดดำนับสิบคนยืนล้อมอยู่ ทุกคนสวมชุดรัดกุม พกดาบพกกระบี่ กลิ่นอายนักเลงคลุ้งไปหมด
เห็นคนพวกนี้แล้ว จงเหวินนึกถึงพวกโจรเขาเหลียงซานขึ้นมาทันที
ด้านหน้ากลุ่มชายชุดดำ มีชายชุดแดงยืนอยู่
คนผู้นี้อายุราวสี่สิบ ผิวขาว หน้าตาพอดูได้ แต่แววตาฉายแววหื่นกาม เอวห้อยดาบยาว แต่ในมือถือพัดกลม ดูขัดหูขัดตาพิกล
ดูจากท่ายืน จงเหวินเดาได้ทันทีว่าไอ้ชุดแดงนี่คือหัวหน้า
หรือว่ามีคนเจอซากโบราณสถานแล้ว?
นี่คือความคิดแรกที่แวบเข้ามาในหัวจงเหวิน
แต่คำพูดถัดมาของชายชุดแดง ก็ล้มล้างข้อสันนิษฐานของเขา
"แม่นางคนสวย ออกมาเถอะ!" มันหัวเราะร่าอย่างน่ารังเกียจ "คิดว่าจะซ่อนตัวอยู่ในนั้นได้ตลอดชีวิตหรือจ๊ะ?"
เสียงของชายชุดแดงแหลมแสบแก้วหู ขัดกับหน้าตาอย่างสิ้นเชิง ฟังแล้วชวนหงุดหงิด
จงเหวินขมวดคิ้ว แค่ฟังเสียงก็รู้แล้วว่าไอ้หมอนี่ไม่ใช่คนดี
ภายในถ้ำเงียบกริบ ไร้การตอบรับ
"ในโลกนี้ ไม่มีอะไรที่ข้าหยุนเทียนเหออยากได้แล้วไม่ได้" ชายชุดแดงโบกพัดไปมา แผดเสียงแหลม "ในถ้ำไม่มีข้าวกิน ไม่มีน้ำดื่ม สภาพร่างกายเจ้าตอนนี้ ทนได้ไม่กี่วันหรอก จะดิ้นรนไปทำไม?"
ยังคงไร้เสียงตอบรับจากในถ้ำ
"นังตัวดี! จะวางมาดไปทำไม!" ชายชุดดำคนหนึ่งตะโกนด่า เดินอาดๆ ไปที่ปากถ้ำ ยกเท้าจะก้าวเข้าไป "ได้นายน้อยพวกเราหมายตา ถือว่าเป็นวาสนาของเจ้าแล้ว"
ทันทีที่เท้าข้างหนึ่งก้าวล้ำเข้าไป เกล็ดน้ำแข็งก็ผุดขึ้นรอบปากถ้ำ ร่างของชายชุดดำสัมผัสน้ำแข็งปุ๊บ ก็แข็งกลายเป็นประติมากรรมน้ำแข็งปั๊บ ขยับไม่ได้แม้แต่นิดเดียว
"นายน้อย วิชานางแปลกประหลาดนัก รออีกหน่อยดีไหมขอรับ?" ชายชุดดำอีกคนเสนอแนะ "นางบาดเจ็บหนัก แถมติดอยู่ในถ้ำ ไม่เกินสามวันคงหมดแรง ถึงตอนนั้นท่านจะทำอะไรกับนางก็ได้"
"ข้าท่องยุทธภพมาหลายสิบปี ไม่เคยเจอผู้หญิงเด็ดดวงขนาดนี้มาก่อน" แววตาหยุนเทียนเหอหื่นกระหายสุดขีด "รอสามวันไม่ไหวแล้ว เอาลูกระเบิดวิญญาณมา ระเบิดปากถ้ำซะ!"
ทั้งสองคนไม่สนใจไยดีเพื่อนที่กลายเป็นน้ำแข็งเลยสักนิด
"นายน้อย ถ้าใช้ระเบิดวิญญาณ อาจจะดึงดูดความสนใจคนอื่นนะขอรับ" ลูกน้องเตือน
"ช่างหัวมัน! วันนี้ข้าต้องได้แอ้มแม่นางคนนี้ให้ได้" หยุนเทียนเหอหน้ามืดตามัว "ต่อให้มีคนมาเห็นแล้วไง? ข้าเป็นถึงระดับวงแหวนนภา ใครจะกล้ามาขัดความสุขข้า?"
"ขอรับ!" ลูกน้องเห็นเจ้านายยืนกราน ก็ไม่กล้าขัด
ไม่นาน ลูกบอลสีเงินขนาดเท่าลูกวอลเลย์บอลหลายลูกก็ถูกวางเรียงรายรอบปากถ้ำ
พอลูกน้องถอยออกมา หยุนเทียนเหอก็ซัดฝ่ามือขวาออกไป ปราณก่อตัวเป็นหมาป่าสีเทา พุ่งชนลูกระเบิดอย่างจัง
"ตูม!!!"
เสียงระเบิดดังกึกก้อง แสงสว่างเจิดจ้าบาดตา พลังทำลายล้างมหาศาลกลืนกินปากถ้ำจนมิด
[จบตอน]