- หน้าแรก
- ข้ามโลกมาอยู่สำนักหญิงล้วน แต่ดันอ่านตำราเทพออกแค่คนเดียวซะงั้น
- บทที่ 19 ในนามแห่งดวงจันทร์ ข้าจะลงทัณฑ์แกเอง!
บทที่ 19 ในนามแห่งดวงจันทร์ ข้าจะลงทัณฑ์แกเอง!
บทที่ 19 ในนามแห่งดวงจันทร์ ข้าจะลงทัณฑ์แกเอง!
บทที่ 19 ในนามแห่งดวงจันทร์ ข้าจะลงทัณฑ์แกเอง!
"คุณชาย งานของเราล้มเหลวครับ" ฉีต้าคุกเข่าลงศีรษะแทบจรดพื้น รายงานด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
"ล้มเหลวเหรอ?" ต้านไถจิ่นกำถ้วยชาแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน
"ขอรับ เจ้าสำนักตำหนักบุปผาล่อง หลินจืออวิ้น เป็นผู้ฝึกตนระดับวงแหวนนภา พวกข้าน้อยสี่คนต้านทานไม่ไหว" ฉีต้าตอบตามความจริง
"เพล้ง!"
ถ้วยชาในมือต้านไถจิ่นแตกละเอียด น้ำชาไหลซึมออกมาเปียกชุ่มมือขวาของเขา
แต่เขาเหมือนจะไม่รู้สึกเจ็บปวด ถามต่อด้วยน้ำเสียงเย็นชา "แล้วสายของเราล่ะ?"
"ถูกจับได้แล้วขอรับ"
ความเงียบเข้าปกคลุมห้องพักครู่ใหญ่ ก่อนที่ต้านไถจิ่นจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล "เรื่องนี้จะโทษเจ้าก็ไม่ได้ ลำบากเจ้าแล้ว ไปพักผ่อนเถอะ"
"ข้าน้อยมิกล้า" ฉีต้าตัวสั่นเทา ไม่ใช่เพราะความอ่อนน้อม แต่เพราะเขารู้นิสัยเจ้านายดี ยิ่งโกรธจัด ต้านไถจิ่นจะยิ่งพูดจาอ่อนหวานน่ากลัว
หลังจากฉีต้าออกไป ใบหน้าของต้านไถจิ่นก็เปลี่ยนเป็นบิดเบี้ยวด้วยความโกรธแค้น เขาปัดข้าวของบนโต๊ะทิ้งกระจัดกระจาย ขบกรามแน่น อกกระเพื่อมแรงราวกับสัตว์ป่าคลุ้มคลั่ง
"ตำหนักบุปผาล่อง... ดีมาก" ต้านไถจิ่นกัดริมฝีปากจนเลือดซิบ "อีกไม่นานพวกแกจะได้รู้ซึ้งว่าการเป็นศัตรูกับข้า ต้านไถจิ่น จะมีจุดจบยังไง"
เขาอุตส่าห์เกาะแข้งเกาะขาตระกูลเซียวมาตั้งนาน ยอมทำงานสกปรกให้เซียวเวิ่นเจี้ยนสารพัด หวังจะได้วิชาระดับทองคำมาครอบครอง เพื่อยกระดับตระกูลต้านไถให้ยิ่งใหญ่เหนือใครในเมืองชางอวิ๋น แต่กลับมาสะดุดขาตัวเองล้มเพราะสำนักเล็กๆ ที่มีแต่ผู้หญิง
การพ่ายแพ้ให้กับผู้หญิง เป็นเรื่องที่ลูกผู้ชายผู้หยิ่งยโสอย่างเขายอมรับไม่ได้เด็ดขาด
แต่พอนึกถึงว่าจะต้องรับมือกับยอดฝีมือระดับวงแหวนนภา เขาก็ปวดหัวตึบ
ตระกูลต้านไถมีแค่ท่านบรรพชนเพียงคนเดียวที่อยู่ระดับวงแหวนนภา แต่ท่านเป็นเสาหลักของตระกูล ย่อมไม่ยอมลดตัวมาแย่งชิงที่ดินเล็กๆ บนเขาชิงเฟิงแน่ พวก "พระเอก" ระดับเทพๆ แบบนี้มักจะรักศักดิ์ศรีและระมัดระวังตัวแจ
ยิ่งไปกว่านั้น ท่านบรรพชนไม่ค่อยโปรดปรานเขาเท่าไหร่ แต่กลับไปเอ็นดูน้องชายคนเล็กวัยสิบขวบมากกว่า ดังนั้นเรื่องที่เขาร่วมมือกับเซียวเวิ่นเจี้ยน ท่านบรรพชนจึงไม่ระแคะระคายเลยแม้แต่น้อย
จะบีบให้ตำหนักบุปผาล่องยอมคายที่ดินเขาชิงเฟิงออกมาได้ยังไงนะ?
ต้านไถจิ่นคิดจนหัวแทบระเบิด
ทันใดนั้น เขาก็ตาเป็นประกาย นึกถึงทรัพย์สินอีกแห่งของตำหนักบุปผาล่องในเมืองชางอวิ๋น... "หอชิงเฟิง"
----------------
"จงเหวิน!"
ระหว่างทางไปเมืองฝูเฟิง จงเหวินพบกับสาวน้อยชุดเขียวหน้าตาหมดจด ท่าทางทะมัดทะแมง เดินสวนมา
นั่นคือ เจิ้งเยว่ถิง คุณหนูใหญ่แห่งสำนักดาบทอง
"แม่นางเจิ้ง กำลังจะไปเขาชิงเฟิงหรือครับ?" จงเหวินแกล้งถามทั้งที่รู้อยู่แล้ว
"ใช่ ข้าจะไปฟังไซอิ๋วต่อ ว่าแต่ท่านลงเขามาทำไมเวลานี้ จะไปเมืองฝูเฟิงเหรอ?" เจิ้งเยว่ถิงถามกลับ
"ผมกำลังจะไปบอกคุณพอดี ช่วงนี้อย่าเพิ่งขึ้นเขาเลยครับ อาจจะมีอันตราย"
"อันตราย? มีคนจะเล่นงานตำหนักบุปผาล่องงั้นเหรอ?" เจิ้งเยว่ถิงเป็นสาวห้าวชอบลุย พอได้ยินคำว่า "อันตราย" แทนที่จะกลัว นางกลับตาเป็นประกาย "งั้นข้าจะไปช่วยพวกท่านสู้ด้วย!"
จงเหวินต้องเสียน้ำลายกล่อมอยู่นานกว่านางจะยอมล้มเลิกความคิด แล้วเดินตามเขากลับไปที่เมืองฝูเฟิง
ที่หน้าประตูเมือง ทั้งสองเจอสมุนพรรคสราญรมย์กำลังรังแกหญิงชาวบ้าน เจิ้งเยว่ถิงทนดูไม่ได้ กระโดดเข้าไปเตะต่อยพวกมันจนวิ่งหนีหางจุกตูด
"สักวันข้าจะกวาดล้างไอ้พวกเดรัจฉานพรรคสราญรมย์ให้สิ้นซาก" เจิ้งเยว่ถิงกำหมัดแน่นหลังจากช่วยหญิงชาวบ้านได้แล้ว
"สำนักดาบทองกับพรรคสราญรมย์ไม่ถูกกันเหรอครับ?"
"แม้ภายนอกจะดูสงบ แต่เมืองฝูเฟิงมันแคบ อุดมการณ์เราก็ต่างกัน ลับหลังก็กระทบกระทั่งกันตลอดแหละ"
"ได้ยินว่าหัวหน้าพรรคกับรองหัวหน้าพรรคสราญรมย์เพิ่งโดนลอบสังหาร ตายหนึ่งเจ็บหนึ่ง ตอนนี้ไม่ใช่โอกาสดีที่จะจัดการพวกมันเหรอครับ?" จงเหวินยิ้ม
"ต้วนฉางหง หัวหน้าพรรคสราญรมย์ไม่ได้เจ็บหนักขนาดนั้น เขาเป็นยอดฝีมือระดับวงแหวนพิภพ ถึงจะสู้พ่อข้าไม่ได้ แต่ก็ฆ่าให้ตายยาก" เจิ้งเยว่ถิงส่ายหน้าอย่างเซ็งๆ "ถ้าเปิดศึกเต็มรูปแบบแล้วฆ่าเขาไม่ตาย การรับมือกับยอดฝีมือระดับวงแหวนพิภพที่ไม่มีภาระผูกพันและจ้องจะล้างแค้น เป็นเรื่องน่าปวดหัวมาก"
"แล้วถ้าต้วนฉางหงตายล่ะ?"
"คงไม่ง่ายขนาดนั้นหรอก แต่ถ้าเขาตายจริง สำนักดาบทองเราจะบุกถล่มพรรคสราญรมย์ให้ราบคาบทันที"
วันนั้นคงมาถึงในไม่ช้า... จงเหวินคิดในใจ
หลังจากซื้อของเสร็จ ก่อนกลับเขา จงเหวินแวะไปที่ถ้ำลับ ใช้ "การถ่ายทอดความรู้" ส่งวิชา "กระบี่ปลิดวิญญาณ" ให้เหลิ่งอู๋ซวง และกำชับให้นางซ่อนตัวให้ดี อย่าให้ใครพบเห็นในช่วงสองวันนี้
"เจ้าจะเป็นอันตรายไหม?" เหลิ่งอู๋ซวงถามด้วยความเป็นห่วงเมื่อรู้ว่าจะมีคนบุกเขา
"ไม่หรอก บนเขามีเทพพิทักษ์อยู่ รับรองพวกมันมาแล้วไม่ได้กลับ" จงเหวินโบกมือลาอย่างเท่ๆ แล้วเดินจากไป
----------------
"ท่านเจ้าสำนักหลิน นี่ท่านกำลังทำให้ข้าลำบากใจนะ ข้าเป็นเจ้าเมือง มีหน้าที่ดูแลทุกข์สุขราษฎร มีชาวบ้านมาร้องเรียนว่า 'หอชิงเฟิง' ขายยาปลอมทำให้คนตาย แม้ข้าจะเชื่อว่าคนของท่านไม่ทำเรื่องเลวทรามพรรค์นั้น แต่ก่อนความจริงจะกระจ่าง ข้าคงปล่อยคนไม่ได้" จ้าวเทียนหาว เจ้าเมืองชางอวิ๋น พูดด้วยน้ำเสียงเป็นมิตร "ท่านรออีกสักสองสามวันเถอะ ข้าจะให้คนไต่สวนอย่างยุติธรรม รับรองไม่ปรักปรำคนบริสุทธิ์แน่"
"ท่านเจ้าเมือง สมุนไพรใน 'หอชิงเฟิง' ข้าดูแลการปลูกเองกับมือ รับประกันด้วยเกียรติยศว่าไม่มีทางปลอมปน" หลินจืออวิ้นขมวดคิ้ว "เกรงว่าจะมีคนจงใจสร้างสถานการณ์กลั่นแกล้ง ขอท่านโปรดตรวจสอบให้ละเอียด"
"ท่านเจ้าสำนักหลิน ทุกอย่างต้องว่ากันด้วยหลักฐาน คนตายเพราะกินยาของ 'หอชิงเฟิง' จริงๆ ฟังความข้างเดียวจากท่าน คงไม่สามารถทำให้ชาวบ้านเชื่อถือได้" จ้าวเทียนหาวยังคงเล่นลิ้น
"ท่านเจ้าเมือง ข้ายอมจ่ายค่าประกันตัวหนึ่งพันผลึกวิญญาณ" หลินจืออวิ้นรู้ว่าคุยไปก็เสียเวลา จึงเข้าประเด็น "แค่ประกันตัวเท่านั้น หากวันหน้าพิสูจน์ได้ว่าผิดจริง ข้าจะพาคนมามอบตัวรับโทษด้วยตัวเอง ขอท่านโปรดเมตตา"
"เอ่อ..." จ้าวเทียนหาวเริ่มลังเล
หนึ่งพันผลึกวิญญาณไม่ใช่เงินน้อยๆ แม้แต่จวนเจ้าเมืองก็ถือว่าเป็นเงินก้อนโต
พอเห็นหลินจืออวิ้นควักตั๋วแลกเงินออกมา จ้าวเทียนหาวตาลุกวาว ความโลภเข้าครอบงำ "ท่านเจ้าสำนักหลิน วันนี้ก็ดึกแล้ว เชิญพักที่จวนเจ้าเมืองสักคืน เรื่องประกันตัวค่อยคุยกันพรุ่งนี้ดีไหม?"
"ขอบคุณในความหวังดี แต่ข้าอยากพาคนกลับไปวันนี้เลย" หลินจืออวิ้นรู้ทันว่าเขาถ่วงเวลา จึงไม่ยอม
"ท่านเจ้าสำนักหลิน ข้าเป็นเจ้าเมือง จะเห็นแก่ผลประโยชน์เล็กน้อยแล้วละทิ้งความถูกต้องได้ยังไง" จ้าวเทียนหาวแสร้งทำเป็นผู้ผดุงความยุติธรรม แต่สายตายังจับจ้องตั๋วเงินไม่วางตา
"ท่านเจ้าเมือง เอาอย่างนี้ ตำหนักบุปผาล่องจะจ่ายเพิ่มอีกห้าร้อยผลึกวิญญาณ เป็นค่าทำขวัญให้ครอบครัวผู้เสียชีวิต" หลินจืออวิ้นกัดฟันพูด "รวมเป็นหนึ่งพันห้าร้อย นี่คือที่สุดเท่าที่ข้าจะหาได้แล้ว"
แม้จงเหวินจะบอกว่าไม่ต้องเสียดายเงิน แต่หลินจืออวิ้นก็อยากช่วยเขาประหยัดบ้าง ข้ออ้าง "ค่าทำขวัญ" ก็แค่คำพูดสวยหรู นางรู้ดีว่าเงินนี้สุดท้ายก็เข้ากระเป๋าเจ้าเมือง
จ้าวเทียนหาวกะจะโก่งราคาอีกหน่อย แต่เห็นหลินจืออวิ้นทำท่าจะกลับ ก็รีบเปลี่ยนท่าที "ท่านเจ้าสำนักพูดจาน่าเลื่อมใส ยอมควักเงินส่วนตัวเยียวยาผู้เสียหาย ช่างมีคุณธรรมยิ่งนัก ถ้าข้ายังขัดขวางอีกก็คงแล้งน้ำใจเกินไป ตกลงตามนี้ ท่านรับคนกลับไปดูแลก่อน รอเรียกตัวเมื่อไหร่ค่อยมา ส่วนเงินนี่ข้าจะนำไปมอบให้ครอบครัวผู้เสียชีวิตด้วยตัวเอง"
"ท่านเจ้าเมืองช่างเที่ยงธรรม ข้าน้อยนับถือ" หลินจืออวิ้นคารวะ แต่ในใจขยะแขยงเต็มทน
หลังจากจ่ายเงิน ไม่นานเฉียวเอ้อเหนียงและคนอื่นๆ ก็ถูกปล่อยตัวออกมา
"ท่านเจ้าสำนัก" เฉียวเอ้อเหนียงเห็นหลินจืออวิ้นก็โล่งอก "นึกว่าจะไม่ได้เจอท่านอีกแล้ว"
"ลำบากเจ้าแล้วเอ้อเหนียง" เห็นสภาพอิดโรยของทุกคน หลินจืออวิ้นรู้ว่าคงโดนทรมานมาไม่น้อย นางรู้สึกโกรธแค้น "ข้าจะทวงความยุติธรรมให้พวกเจ้าแน่ แต่ตอนนี้ต้องรีบกลับเขาชิงเฟิงก่อน ข้าเตรียมรถม้าไว้แล้ว"
"รีบขนาดนั้นเลยหรือเจ้าคะ? ข้าอยากจะแวะไปดูที่ร้านก่อน" เฉียวเอ้อเหนียงงง
"อย่าเพิ่งห่วงร้านเลย" หลินจืออวิ้นรีบตัดบท "ศัตรูของเราคือตระกูลต้านไถ ป่านนี้พวกมันคงบุกเขาชิงเฟิงแล้ว เราต้องรีบกลับไปช่วย พวกเจ้าอยู่ที่นี่ก็อันตราย"
"ตระกูลต้านไถ!" เฉียวเอ้อเหนียงตกใจ "ได้เจ้าค่ะ พวกเรารีบไปกันเถอะ"
"ไปกันเถอะ" หลินจืออวิ้นหันกลับไปมองจวนเจ้าเมืองด้วยสายตาเย็นชา "สักวัน ข้าจะกลับมาคิดบัญชี"
----------------
หลังจากหลินจืออวิ้นจากไปไม่นาน ฉีห้า ลูกน้องของต้านไถจิ่นก็มาถึงจวนเจ้าเมือง
"ท่านเจ้าเมือง หลินจืออวิ้นกำลังมาที่นี่ คุณชายใหญ่ฝากบอกว่าขอให้ท่านช่วยถ่วงเวลานางไว้ในเมืองจนถึงพรุ่งนี้เช้า"
"เอ่อ... ท่านมาสายไปก้าวหนึ่ง หลินจืออวิ้นเพิ่งพาคนของ 'หอชิงเฟิง' ออกไปเมื่อกี้นี้เอง" จ้าวเทียนหาวแกล้งตกใจ "แย่จริง!"
"อะไรนะ! เป็นไปไม่ได้!" ฉีห้าหน้าถอดสี "ตอนได้รับรายงานนางเพิ่งลงเขา นางจะมาถึงเร็วขนาดนี้ได้ยังไง แถมสายสืบในเมืองก็ไม่เห็นรายงานว่านางเข้ามา"
"นางคงปลอมตัวเข้ามา เจ้าสำนักตำหนักบุปผาล่องช่างเจ้าเล่ห์นัก!" จ้าวเทียนหาวตีหน้าเศร้าเล่าความเท็จ
"ท่านสัญญากับคุณชายใหญ่แล้ว ทำไมถึงปล่อยคนไปง่ายๆ แบบนี้?" ฉีห้าเริ่มขึ้นเสียง
"ใจเย็นๆ น้องชาย คุณชายต้านไถแค่บอกให้จับคน แล้วแกล้งปล่อยให้ส่งข่าวล่อหลินจืออวิ้นมา" จ้าวเทียนหาวพูดเสียงเรียบ "เมื่อครู่นางก็มาถึงจวนเจ้าเมืองแล้ว ข้าก็ทำตามสัญญาครบถ้วน ไม่เห็นผิดตรงไหน"
"ท่าน..." ฉีห้าเถียงไม่ออก "งั้นท่านก็รีบสั่งปิดประตูเมือง กักตัวนางไว้สิ"
"เรื่องนี้... บอกตามตรง นางยอมจ่ายหนักเพื่อประกันตัวคน ข้าเพิ่งรับเงินมา จะให้กลับคำสั่งขังนางไว้ ก็ดูจะเป็นการหักหาญน้ำใจกันเกินไป" จ้าวเทียนหาวถอนหายใจ "นางเป็นถึงเจ้าสำนัก แถมยังเป็นระดับวงแหวนนภา หวังว่าคุณชายต้านไถจะเข้าใจความลำบากใจของข้า"
หลินจืออวิ้นถังแตกจนต้องไปยืมเงินคนอื่น จะเอาเงินที่ไหนมาจ่ายหนัก?
แถมสำนักก็เล็กนิดเดียว มีแต่ผู้หญิง จะมามีอิทธิพลอะไร?
ชัดเจนว่าแกจงใจปล่อยคนเพื่อกวนตีนคุณชายใหญ่!
ฉีห้าโกรธจนตัวสั่น แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ ได้แต่กัดฟันคารวะแล้วเดินกระแทกเท้าจากไป
แค่ขี้ข้าตระกูลต้านไถ ยังกล้ามาเบ่งใส่ข้าที่เป็นถึงเจ้าเมือง!
มองดูฉีห้าเดินจากไป จ้าวเทียนหาวหรี่ตาลง
ตำหนักบุปผาล่อง อาจจะเป็นหมากตัวสำคัญในการเล่นงานตระกูลต้านไถ
แถมเจ้าสำนักหลินยังสวยหยาดเยิ้มปานนั้น ถ้าได้มาเป็นเมีย ได้ทั้งคนสวย ได้ทั้งยอดฝีมือระดับวงแหวนนภา ฮ่าๆๆ ต่อไปใครจะกล้าหือกับข้า...
----------------
"คุณดูไม่ตื่นเต้นเลยนะ?" ซ่างกวานหมิงเยว่ถามจงเหวินที่กำลังหยอกล้อโลลิน้อยอย่างสบายอารมณ์
"ก็มีพี่สาวซ่างกวานอยู่ทั้งคนนี่นา" จงเหวินตอบโดยไม่หันมามอง
"แล้วถ้าแม้แต่ท่านอาก็รับมือไม่ไหวล่ะ?" ซ่างกวานหมิงเยว่ลองเชิง
"พี่สาวซ่างกวานเก่งกว่าเจ้าสำนักหลินตั้งเยอะ ถ้าตระกูลต้านไถมีคนระดับนั้น คงไม่ต้องใช้วิธีล่อเสือออกจากถ้ำหรอก บุกมาตรงๆ ก็จบแล้ว" จงเหวินวิเคราะห์
"เจ้าคนนี้ ไม่น่ารักเอาซะเลย" ซ่างกวานหมิงเยว่เบ้ปาก
"ตอนกินข้าว คุณหนูซ่างกวานไม่ได้พูดแบบนี้นี่ครับ" จงเหวินสวนกลับ
ซ่างกวานหมิงเยว่: "คุณ.….."
เจอเด็กหนุ่มปากจัดกว่าตัวเอง นางไปไม่เป็นเลย
ฮึ เห็นแก่กับข้าวอร่อยๆ หรอกนะ!
เงียบไปสักพัก นางก็ถามขึ้นอีก "ทำไมคุณถึงเรียกท่านอาข้าว่าพี่สาว ข้าก็กลายเป็นรุ่นหลานคุณสิ?"
จงเหวิน: "ช่วยไม่ได้ พี่สาวซ่างกวานยังดูสาวและสวยขนาดนี้ จะให้เรียกป้าเรียกน้า มโนธรรมในใจผมมันรับไม่ได้จริงๆ ครับ"
ซ่างกวานหมิงเยว่: ".….."
ความหน้าด้านระดับนี้... นับถือจริงๆ
ซ่างกวานจวินอี๋หัวเราะคิกคัก "เยว่เอ๋อร์ ไม่นึกเลยว่าจะมีคนต่อปากต่อคำกับเจ้าได้ขนาดนี้ แพ้ทางกันจริงๆ เอาเถอะ ต่อไปเจ้ากับจงเหวินก็นับรุ่นกันเอง ไม่ต้องสนใจข้าหรอก"
จงเหวินรีบผสมโรง "ดีเลยครับ พี่สาวซ่างกวาน ผมเห็นพี่แล้วรู้สึกถูกชะตาเหมือนเจอพี่สาวแท้ๆ งั้นต่อไปผมเรียกพี่ซ่างกวานเฉยๆ นะครับ"
"ได้สิ งั้นข้าขอรับเจ้าเป็นน้องชายบุญธรรมเลยแล้วกัน" ซ่างกวานจวินอี๋ยิ้มหวาน
ซ่างกวานหมิงเยว่: ".….."
ทำไมรู้สึกเหมือนโดนแย่งความรักไปชอบกล?
ขณะกำลังคุยกันเพลินๆ ซ่างกวานจวินอี๋ก็หน้าตึงเครียด "มาแล้ว!"
จงเหวินเงี่ยหูฟัง แต่ไม่ได้ยินอะไรเลย
"กี่คน? ฝีมือประมาณไหน?" ซ่างกวานหมิงเยว่ถาม
"ยี่สิบหก... ไม่สิ ยี่สิบเจ็ดคน ระดับวงแหวนพิภพเจ็ดคน ระดับวงแหวนมนุษย์ยี่สิบคน" ซ่างกวานจวินอี๋ระบุพิกัดแม่นยำ "มีระดับพิภพคนหนึ่งพาระดับมนุษย์หกคนอ้อมไปทางประตูหลัง"
เรดาร์มนุษย์ชัดๆ!
จงเหวินอิจฉาตาร้อน
"กะจะล้อมกรอบสินะ ไม่มีระดับนภามาด้วยก็เบาใจหน่อย" ซ่างกวานหมิงเยว่ผ่อนคลายลง
"ข้าไปดูข้างหลังเอง" หลิวชีชีลุกขึ้นคว้ากระบี่ แววตามุ่งมั่น "หอคัมภีร์อยู่ด้านหลัง จะให้พวกมันเข้าไปไม่ได้"
"ข้างหลังมีระดับพิภพอยู่คนหนึ่ง เธอสู้ไม่ได้หรอก" จงเหวินเตือนสติ
"ข้าไปด้วย" ซ่างกวานหมิงเยว่อาสา "ข้าเพิ่งขึ้นระดับพิภพมาหมาดๆ น่าจะพอถ่วงเวลาได้ ท่านอา จัดการทางนี้เสร็จแล้วรีบไปช่วยพวกเรานะ"
ซ่างกวานจวินอี๋พยักหน้า
สองสาวเพิ่งออกไป ประตูใหญ่ของตำหนักบุปผาล่องก็ถูกพัง "โครม!" เงาดำหลายสิบสายพุ่งเข้ามาในลานบ้าน แล้วตรงดิ่งมาที่ห้องที่มีแสงไฟ
ประตูห้องถูกถีบเปิดออก เผยให้เห็นซ่างกวานจวินอี๋ จงเหวิน อินหนิงเอ๋อร์ และเสี่ยวเตี๋ย นั่งอยู่ข้างใน
"ลุย!" หัวหน้าโจรชุดดำสั่งการสั้นๆ
ไม่พูดพร่ำทำเพลง สมกับเป็นตัวร้ายมืออาชีพ
สี่เงาดำระดับวงแหวนพิภพพุ่งเข้าใส่คนในห้องทันที
ซ่างกวานจวินอี๋สะบัดมือเบาๆ สี่คนนั้นก็กระเด็นกลับไปเหมือนโดนดีด
มีระดับวงแหวนนภา!
หัวหน้าโจรตกใจตาเหลือก
ซ่างกวานจวินอี๋ไม่รอช้า ก้าวพริบตาเดียวไปโผล่หน้าหัวหน้าโจร ชี้มือไปกลางอากาศ เกิดวังวนพลังปราณขนาดใหญ่ดูดร่างโจรทั้งสี่เข้าไปรวมกัน
แรงดูดมหาศาลทำให้พวกโจรทรงตัวไม่อยู่
หัวหน้าโจรทุ่มสุดตัว ฟันดาบใส่ใจกลางวังวนหวังทำลายค่ายกล
"ตูม!"
วังวนระเบิดออก แรงระเบิดกระแทกหัวหน้าโจรเซถลา ส่วนลูกน้องสองคนที่อยู่ใกล้สุด โดนแรงอัดจนร่างฉีกขาด เลือดสาดกระจาย ตายคาที่
โหดสัส!
จงเหวินกลืนน้ำลาย
อีกสองคนที่เหลือบาดเจ็บสาหัส รีบถอยหนี
"ข้าจะถ่วงเวลาไว้! พวกแกไปจับตัวประกัน!" หัวหน้าโจรตะโกนสั่ง แล้วเงื้อดาบฟันใส่ซ่างกวานจวินอี๋ที่กำลังไล่ล่าลูกน้อง
พร้อมกันนั้น สมุนระดับวงแหวนมนุษย์นับสิบคนในลานบ้านก็กรูกันเข้ามา
เป้าหมายคืออินหนิงเอ๋อร์และเสี่ยวเตี๋ย เพื่อใช้เป็นตัวประกันต่อรอง
ซ่างกวานจวินอี๋หันกลับมาฟาดฝ่ามือใส่กลุ่มโจร แต่มีโจรคนหนึ่งกระโดดเอาตัวเข้าบัง พลีชีพรับพลังฝ่ามือจนร่างแหลกเหลว
พวกเดนตาย!
ซ่างกวานจวินอี๋ชะงัก จังหวะนั้นเอง หัวหน้าโจรก็ฟันดาบเข้ามาถึงตัว นางต้องหันไปรับมือ ทำให้เสียจังหวะช่วยเด็กๆ
อินหนิงเอ๋อร์หน้าซีด แม้จะมีพลังระดับวงแหวนมนุษย์ขั้นหก แต่ปกติปลูกแต่สมุนไพร ไม่เคยฝึกสู้จริง เจอคนรุมเป็นสิบ แถมต้องปกป้องเสี่ยวเตี๋ย นางทำอะไรไม่ถูก
นางกัดฟันซัดพลังฝ่ามือใสโจรคนแรกที่พุ่งเข้ามา
โจรคนนั้นหลบได้อย่างง่ายดาย แล้วสวนกลับด้วยกรงเล็บ หมายขย้ำหน้าอกนาง
อินหนิงเอ๋อร์ใจหายวาบ
"เสี่ยวเตี๋ย หนีไป!" นางตะโกนสุดเสียง
ถ้ารู้แบบนี้ ข้าน่าจะตั้งใจฝึกวิชา...
นางนึกเสียใจ
"ไอ้สารเลว! เห็นสาวสวยหน่อยไม่ได้ จะลวนลามท่าเดียว!" เสียงของจงเหวินดังขึ้นข้างหู "ในนามแห่งดวงจันทร์ ข้าจะลงทัณฑ์แกเอง!"
สิ้นเสียง ฝ่ามือของโจรคนนั้นก็เปลี่ยนทิศทาง... พุ่งเข้าใส่ตัวมันเองซะงั้น!
[จบตอน]