- หน้าแรก
- ข้ามโลกมาอยู่สำนักหญิงล้วน แต่ดันอ่านตำราเทพออกแค่คนเดียวซะงั้น
- บทที่ 11 ช่วยบอกชื่อของคุณหน่อยได้ไหม?
บทที่ 11 ช่วยบอกชื่อของคุณหน่อยได้ไหม?
บทที่ 11 ช่วยบอกชื่อของคุณหน่อยได้ไหม?
บทที่ 11 ช่วยบอกชื่อของคุณหน่อยได้ไหม?
ยามเช้าตรู่ แถวของผู้คนที่รอเข้าเมืองชางอวิ๋นยาวเหยียดจนมองไม่เห็นหาง
ในฐานะเมืองใหญ่อันดับสี่ของมณฑลหนานเจียง ความหนาแน่นของผู้คนย่อมไม่อาจเทียบกับเมืองเล็กๆ อย่างฝูเฟิงได้
ในทางกลับกัน แถวของผู้คนที่ออกจากเมืองกลับดูบางตา ส่วนใหญ่เป็นนักเดินทางที่ค้างคืนในเมือง
ค่าที่พักในเมืองชางอวิ๋นนั้นแพงหูฉี่ ชาวบ้านทั่วไปที่เข้ามาทำมาหากินในเมืองจึงมักหลีกเลี่ยงการค้างคืน
ในกลุ่มคนที่กำลังออกจากเมือง มีเงาร่างหนึ่งใหญ่หนึ่งเล็กเดินปะปนอยู่
คนแก่กว่าเป็นชายชราวัยหกสิบ ผมและเคราขาวโพลน ใบหน้าแดงเปล่งปลั่ง สวมชุดคลุมสีเทา ด้านหลังสะพายห่อผ้าขนาดยาว
ส่วนคนเด็กกว่า เป็นเด็กสาววัยแรกรุ่นอายุราวสิบสามสิบสี่ปี ดวงตากลมโต ใบหน้าหมดจดแฝงความไร้เดียงสา รูปร่างผอมบาง สวมชุดสีเหลือง บนหลังสะพายห่อผ้าขนาดเกือบเท่าตัว ดูโงนเงนไม่สมส่วน
ทหารยามหน้าประตูเมืองไม่ได้ตรวจตราขาออกเข้มงวดนัก ทั้งสองจึงผ่านด่านออกมาได้อย่างราบรื่น
"ท่านปู่ ต่อไปเราจะไปที่ไหนกันคะ?" เด็กสาวเอ่ยถาม
ชายชราหยิบแผนที่ออกมาพิจารณาอยู่ครู่ใหญ่ ก่อนจะเอ่ยว่า "ท่านบรรพชนวาดแผนที่นี้ไว้ลวกๆ เหลือเกิน กระดาษก็เก่า ตัวหนังสือก็เลือนราง คงต้องค่อยๆ ค้นหาไปตามเทือกเขาชิงอวิ๋นแล้วล่ะ"
"หนูได้ยินมาว่าเทือกเขาชิงอวิ๋นยาวตั้งสองพันกว่าลี้ ต้องเดินนานแค่ไหนกว่าจะทั่ว แถมบนเขาชิงอวิ๋น เขาชิงซง เขาชิงเฟิง เขาชิงเฉิง ล้วนมีสำนักผู้ฝึกตนตั้งอยู่ เราสุ่มสี่สุ่มห้าเข้าไปแบบนี้ จะโดนเขาไล่ออกมาไหมคะ" เด็กสาวเบะปาก บ่นอุบอิบ
"นังหนูเอ๊ย ซากโบราณสถานของสำนักยุคโบราณแห่งนี้น่ะไม่ธรรมดาเลยนะ ท่านบรรพชนของเราบังเอิญหลงเข้าไปในเขตชั้นนอก ได้ของดีกลับมาแค่นิดหน่อย ก็สามารถก่อตั้งสำนักเทพศาสตราของเราขึ้นมาได้ น่าเสียดายที่หลังจากนั้นท่านมีภารกิจรัดตัว เลยไม่ได้กลับไปสำรวจให้ละเอียด" ชายชราลูบเคราพลางเล่าความหลัง "ตอนนี้สำนักเทพศาสตราของเราตกต่ำลง เหลือแค่เราสองคนปู่หลาน เดิมทีปู่ก็กะจะวางมือใช้ชีวิตบั้นปลายอย่างสงบ แต่ไม่นึกเลยว่าเจ้าจะมีพรสวรรค์สูงส่งขนาดนี้ สวรรค์ยังไม่ทอดทิ้งสำนักเทพศาสตรา ขอแค่เจอซากโบราณสถาน เราปู่หลานต้องฟื้นฟูความยิ่งใหญ่ของสำนักกลับมาได้แน่"
ชายชรากำลังร่ายยาวอย่างออกรส ทันใดนั้นก็มีเสียง "โครกคราก" ดังขัดจังหวะ
"ท่านปู่ หนูหิวแล้ว"
"......"
หนึ่งชั่วยามผ่านไป
"ท่านปู่ หนูหิวจนเดินไม่ไหวแล้ว" เด็กสาวทำหน้ามุ่ย
"เฮ้อ ลำบากเจ้าแล้วนังหนู เป็นเพราะปู่ไร้ความสามารถเอง เงินติดตัวก็มีไม่กี่เหรียญ จะเช่ารถม้าม้ายูนิคอร์นก็ไม่ไหว ข้างหน้าใกล้ถึงเมืองฝูเฟิงแล้ว เดี๋ยวถึงเมืองแล้วปู่จะซื้อซาลาเปาให้กินนะ"
"อื้อ"
ครึ่งชั่วยามผ่านไป
"ท่านปู่ ทำไมยังไม่ถึงเมืองฝูเฟิงอีก?"
"ใกล้แล้วๆ อยู่ข้างหน้านี่เอง นังหนู อดทนอีกนิด ซาลาเปาเนื้อร้อนๆ หอมๆ กวักมือเรียกเจ้าอยู่นะ"
"อื้อ"
ผ่านไปอีกครึ่งชั่วยาม ในที่สุดสองปู่หลานก็มองเห็นเงาของตัวเมืองอยู่ไกลลิบๆ
ภายใต้แสงแดดแผดเผา เด็กสาวรู้สึกหน้ามืดตาลาย เดินเซไปเซมา ในหัวมีแต่คำว่า "ซาลาเปาเนื้อ" คอยหล่อเลี้ยงจิตใจ
"เห็นไหมนังหนู ข้างหน้านั่นแหละเมืองฝูเฟิง" ชายชราพูดให้กำลังใจเสียงใส
ภาพเมืองค่อยๆ ปรากฏชัดขึ้นเรื่อยๆ ประตูเมืองอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม
ทว่า... บนถนนเบื้องหน้า กลับมีร่างของคนผู้หนึ่งยืนขวางทางอยู่
เมื่อเข้าไปใกล้ ก็เห็นชัดเจนว่าเป็นชายหนุ่มชุดขาวอายุไม่ถึงสามสิบ หน้าตาจัดว่าหล่อเหลา แต่จมูกงุ้มเหมือนเหยี่ยวทำให้ดูเสียองค์ประกอบไปบ้าง
"เสิ่นต้าฉุย (เสิ่นค้อนยักษ์)?" เสียงของชายหนุ่มชุดขาวทุ้มนุ่มน่าฟัง
"ท่านคือ...?" ชายชราผู้มีบุคลิกเหมือนเซียนวิเศษ แต่ดันมีชื่อบ้านๆ ว่าเสิ่นต้าฉุย เอ่ยถาม
"เซียวเวิ่นเจี้ยน (เซียวถามกระบี่)"
"อัจฉริยะหนุ่มอันดับสองแห่งทำเนียบวีรบุรุษต้าเฉียน มีธุระอะไรกับตาแก่ไม้ใกล้ฝั่งอย่างข้าหรือ?" สีหน้าของเสิ่นต้าฉุยเคร่งเครียดขึ้นทันที ชื่อเสียงของเซียวเวิ่นเจี้ยนสร้างแรงกดดันให้เขาไม่น้อย
"ส่งกระบี่สุริยันจันทรามา" เซียวเวิ่นเจี้ยนพูดสั้นๆ ได้ใจความ ไม่ยอมเปลืองน้ำลายแม้แต่คำเดียว
เสิ่นต้าฉุยหน้าเปลี่ยนสี "นึกไม่ถึงว่า 'คุณชายกระบี่ไร้เทียมทาน' ผู้โด่งดัง จะเป็นคนหน้าไม่อายที่จ้องจะแย่งชิงสมบัติของผู้อื่น!"
"อย่าให้ข้าต้องลงมือ" เซียวเวิ่นเจี้ยนยังคงวางมาดขรึม
"นังหนู ถอยไปไกลๆ" เสิ่นต้าฉุยไม่มีทีท่าว่าจะยอมจำนน
"เฮ้อ!" เซียวเวิ่นเจี้ยนถอนหายใจ ยื่นมือขวาคว้าจับกลางอากาศ ปรากฏฝ่ามือทองคำขนาดยักษ์ก่อตัวขึ้น พุ่งเข้าตะปบเสิ่นต้าฉุย
"เปลี่ยนปราณเป็นรูปลักษณ์ ขอบเขตวงแหวนนภาจริงๆ ด้วย!"
เสิ่นต้าฉุยตะโกนลั่น ปล่อยหมัดสวนออกไป พลังหมัดก่อตัวเป็นพยัคฆ์ร้ายคำรามก้อง พุ่งเข้าปะทะฝ่ามือทองคำ
"ตูม!" พลังปราณมหาศาลสองสายปะทะกันกลางอากาศ เกิดเสียงดังสนั่นหวั่นไหว คลื่นลมกระแทกกระจายออกไปรอบทิศ ฝุ่นตลบอบอวล
เซียวเวิ่นเจี้ยนสลับเท้า ใช้วิชาตัวเบาอันลึกลับ โผล่มาอยู่ตรงหน้าเสิ่นต้าฉุยในพริบตา มือขวาเปลี่ยนเป็นสันมือ ฟันฉับลงมา ปราณคมมีดพุ่งตรงเข้าใส่หน้าผากชายชรา
เสิ่นต้าฉุยไม่หลบ กลับตะเบ็งเสียงคำราม คลื่นเสียงอัดแน่นด้วยพลังปราณพุ่งออกจากปาก กระแทกเข้าใส่เซียวเวิ่นเจี้ยน
สองยอดฝีมือระดับวงแหวนนภา งัดวิชาเด็ดออกมาซัดกันนัวเนีย เสียงปะทะดังสนั่น หินแตกกระจาย ฝุ่นฟุ้งตลบ
"ท่านปู่สู้ๆ อัดไอ้คนเลวให้ตายเลย! ท่านปู่สู้... หิวจัง..." เด็กสาวที่หลบอยู่ไกลๆ ตะโกนเชียร์เสียงอ่อย
สู้กันไปสักพัก เสิ่นต้าฉุยเริ่มออกอาการอ่อนแรง แม้จะอยู่ในขอบเขตวงแหวนนภาเหมือนกัน และระดับพลังอาจจะสูงกว่าเซียวเวิ่นเจี้ยนเล็กน้อย แต่ทักษะวิญญาณและอาวุธยังเป็นรอง บวกกับเซียวเวิ่นเจี้ยนหนุ่มแน่นกว่า เลือดลมสมบูรณ์กว่า ตาชั่งแห่งชัยชนะจึงเริ่มเอียงไปทางฝ่ายตรงข้าม
"ตูม!" ปะทะกันสุดแรงอีกครั้ง เซียวเวิ่นเจี้ยนเพียงแค่เซเล็กน้อย แต่เสิ่นต้าฉุยกลับถูกกระแทกถอยหลังไปหลายก้าว แขนขวาสั่นระริก แทบจะยกไม่ขึ้น
เซียวเวิ่นเจี้ยนไม่เปิดโอกาสให้พักหายใจ กรงเล็บปราณขนาดยักษ์พุ่งเข้าตะปบกระโหลกศีรษะเสิ่นต้าฉุยอีกครั้ง
ทันใดนั้น แสงสีทองเจิดจ้าก็วาดผ่านอากาศ
กรงเล็บยักษ์ที่อัดแน่นด้วยพลังปราณของเซียวเวิ่นเจี้ยน ถูกตัดขาดสะบั้นจนสลายไป
เซียวเวิ่นเจี้ยนขมวดคิ้ว แววตาฉายแววเย็นเยียบ
ห่อผ้าด้านหลังของเสิ่นต้าฉุยหลุดออกตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ ในมือซ้ายของเขากำกระบี่ยาวที่เปล่งแสงระยิบระยับไว้แน่น
"นี่คือกระบี่สุริยันในชุดกระบี่สุริยันจันทราสินะ? สมคำร่ำลือจริงๆ" นี่เป็นประโยคที่ยาวที่สุดที่เซียวเวิ่นเจี้ยนพูดในวันนี้ "สมบัติระดับนี้ เจ้าปกป้องไว้ไม่ได้หรอก"
"ก็ลองดูสิ" เสิ่นต้าฉุยถือกระบี่เทพไว้ในมือ พลังความกล้าหาญพุ่งสูงขึ้น
"วันนี้ข้าจะละเว้นเจ้าไปก่อน"
เซียวเวิ่นเจี้ยนพูดจบ ก็ไม่รอให้เสิ่นต้าฉุยตอบโต้ หันหลังเดินจากไปทันที ทิ้งมาดเท่ไว้เบื้องหลัง
"ท่านปู่! ท่านไล่อันดับสองของทำเนียบวีรบุรุษไปได้ด้วย สุดยอดไปเลย!" เด็กสาววิ่งตื๋อเข้ามาหาเสิ่นต้าฉุย ตื่นเต้นยกใหญ่
"เฮ้อ คลื่นลูกหลังไล่คลื่นลูกหน้า เซียวเวิ่นเจี้ยนคนนี้เก่งสมคำร่ำลือจริงๆ อายุไม่ถึงสามสิบก็บรรลุวงแหวนนภาแล้ว ถ้าปู่ไม่มีศาสตราวุธเทพในมือ เกรงว่า..." ชายชราเริ่มบ่นพึมพำ
"ท่านปู่ หนูหิว"
"......"
กลับเข้ามาในถ้ำอีกครั้ง ห้องโถงหินยังคงว่างเปล่า หนังสือบนโต๊ะยังวางอยู่ที่เดิม แต่ผลไม้หายเกลี้ยง
จงเหวินเดินไปที่โต๊ะ วางตะกร้าสานกับโคมไฟลง แล้วหยิบหนังสือขึ้นมา
หน้าปกเขียนด้วยอักษรจีนว่า 《วิธีสร้างปืนไฟเทพเจ้า》
พอหลับตา ข้อความก็ปรากฏบนชั้นหนังสือในหัว:
"ตรวจพบหนังสือ 'หมวดศาสตราวุธ' เรื่อง 《วิธีสร้างปืนไฟเทพเจ้า》 ต้องการบันทึกหรือไม่? ใช่/ไม่"
ใช้จิตสำนึกเปิดอ่านหนังสือในหัว ตัวอักษรไหลผ่านสายตา จงเหวินถึงได้รู้ความจริงว่า ถ้ำแห่งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ แต่ถูกขุดเจาะโดยผู้อาวุโสท่านหนึ่งของหุบเขาโอสถราชา
ต่างจากคนอื่นในหุบเขาที่หมกมุ่นอยู่แต่เรื่องยา ผู้อาวุโสแซ่หลงท่านนี้มีนิสัยชอบการต่อสู้ แทนที่จะวิจัยยา กลับทุ่มเททั้งชีวิตให้กับการสร้างอาวุธ
ด้วยความเห็นที่ไม่ลงรอยกับเจ้าหุบเขา ผู้อาวุโสหลงจึงหนีออกจากหุบเขาด้วยความโมโห มาขุดถ้ำเก็บตัววิจัยอาวุธอยู่คนเดียวบนเขานี้
และ "ปืนไฟเทพเจ้า" (เสินหั่วชง) ก็คือผลงานชิ้นเอกของท่าน
ตามตำราระบุว่า อาวุธชนิดนี้ใช้พลังปราณของผู้ใช้น้อยมาก หากใช้วัสดุชั้นยอดสร้าง ปืนไฟเทพเจ้าระดับท็อปถึงขั้นสามารถสังหารยอดฝีมือระดับราชันวิญญาณได้เลยทีเดียว
สุดยอดอาวุธ!
อ่านคำบรรยายสรรพคุณของปืนไฟเทพเจ้าแล้ว จงเหวินตื่นเต้นจนหัวใจเต้นโครมคราม ยอมใจในความอัจฉริยะของผู้อาวุโสหลงจริงๆ
พอลืมตาขึ้น จงเหวินก็พบว่ามีกระบี่เล่มหนึ่งพาดอยู่ที่คอ
มองไล่ไปตามตัวกระบี่ ด้ามจับอยู่ในมือขาวผ่องเรียวบาง เจ้าของมือไม่ใช่ใครอื่น แม่สาวชุดดำที่เขาเพิ่งรักษาให้เมื่อคืนนั่นเอง
"สวัสดีตอนเย็น!"
จงเหวินยิ้มทักทายอย่างไม่สะทกสะท้าน แล้วเปิดผ้าคลุมตะกร้า หยิบจานอาหารออกมาวางเรียง
"หิวแล้วใช่ไหม? กินผลไม้ไม่อิ่มท้องหรอก พี่เอาของกินมาฝาก" จงเหวินแนะนำเมนูทีละอย่าง "นี่ซาลาเปาไก่ นี่แผ่นแป้งย่าง แล้วก็น้ำแกงไก่ รีบกินตอนร้อนๆ นะ จะได้ฟื้นตัวไวๆ"
แม่สาวชุดดำจ้องเขาเขม็ง กระบี่ยังคงจ่อคอหอยจงเหวินราวกับพร้อมจะเชือดได้ทุกเมื่อ
จงเหวินยังคงพล่ามต่อไม่หยุด "พลังชีวิตเธอฟื้นแล้วก็จริง แต่ผลกระทบจากวิชานั้นยังไม่หายขาด ต้องบำรุงเยอะๆ นี่ 'ยาบำรุงรากฐาน' (เผยหยวนตัน) พี่ปรุงเอง ช่วยซ่อมแซมร่างกาย กินหลังอาหารเม็ดนึงนะ แล้วก็เสื้อผ้าพวกนี้พี่ซื้อมาจากตีนเขา ลองใส่ดูว่าพอดีไหม ต่อไปอย่าเอาผ้ามาพันหน้าอกแน่นๆ แบบนั้นอีกนะ มันไม่ดีต่อสุขภาพ..."
"หุบปาก!" แม่สาวชุดดำหน้าแดงแว้บ ตวาดลั่น "เจ้าไม่กลัวตายหรือไง?"
จงเหวินรู้สึกว่าคมกระบี่กดลงมาที่คอแน่นขึ้นอีกนิด เขายิ้ม "เธอจะฆ่าฉันเหรอ?"
"เจ้า... เจ้าทำแบบนั้นกับข้าเมื่อวาน ข้าต้องฆ่าเจ้าแน่"
"ฉันแค่รักษาเธอนะ แม่นางอย่าคิดลึกสิ"
"เจ้า..." แม่สาวชุดดำโกรธจนอกกระเพื่อม เสื้อรัดรูปแทบจะปริแตก
"เอาน่าๆ อย่าโมโห เดี๋ยวแผลฉีก" จงเหวินค่อยๆ ใช้นิ้วดันกระบี่ออกห่างจากคอ "นั่งลงกินข้าวก่อน กินเสร็จเดี๋ยวพี่ตรวจอาการให้"
แม่สาวชุดดำจ้องหน้าเขาอยู่นาน สุดท้ายก็ยอมลดกระบี่ลง เดินไปนั่งที่โต๊ะหิน หยิบซาลาเปามากัดคำหนึ่ง
พอได้ซดน้ำแกงไก่ สีหน้าของนางก็เปลี่ยนเป็นประหลาดใจสุดขีด
"อร่อยล่ะสิ? สูตรลับเฉพาะของพี่เองนะเนี่ย" จงเหวินยิ้มกริ่ม
แม่สาวชุดดำหน้าแดง ค้อนเขาไปวงหนึ่ง จะวางชามลงก็เสียดาย สุดท้ายก็ยกซดต่อ
คงจะหิวจริงๆ นางกินเร็วมาก แป๊บเดียวอาหารในตะกร้าก็เกลี้ยง แต่ท่วงท่าการกินยังดูดีมีสกุล
"มา ยื่นมือมา พี่จะจับชีพจรให้" จงเหวินเห็นสีหน้านางดีขึ้น ก็ยื่นมือไปจะจับข้อมือ
แม่สาวชุดดำลุกพรวด ถอยหลังไปสองก้าว กระชับกระบี่ในมือแน่น
"ถ้าจะทำร้ายเธอ เธอตายไปเป็นล้านรอบแล้ว" จงเหวินหัวเราะ "บอกแล้วไงว่าเป็นหมอ จะฆ่าฉันหรือจะยื่นมือมา เร็วๆ เข้า!"
เห็นนางยังลังเล จงเหวินงัดไม้ตายออกมาใช้:
"ไม่อยากแก้แค้นแล้วเหรอ?"
แววตาของนางเปลี่ยนเป็นดุดันทันที
"ไม่รีบรักษาให้หาย แล้วจะเอาแรงที่ไหนไปแก้แค้น?" คำพูดของจงเหวินแทงใจดำ
แม่สาวชุดดำยอมยื่นมือขวาออกมาในที่สุด
จงเหวินวางนิ้วลงบนข้อมือนุ่มนิ่ม ตรวจชีพจรไปพลางสังเกตสีหน้านางไปพลาง
เทียบกับเมื่อคืน สีหน้าของนางดูมีเลือดฝาดขึ้นมาก แก้มอิ่มเอิบใต้แสงโคมไฟดูเนียนนุ่มน่าสัมผัส สวยสะกดใจ
"ชีพจรแม้จะยังเสียหายอยู่บ้าง แต่พลังชีวิตกลับมาแล้ว เธอยังเด็ก พื้นฐานร่างกายดี บวกกับฤทธิ์ยาบำรุงรากฐาน ผลกระทบจากวิชานั้นจะค่อยๆ หายไปเอง" ปากพูดวิชาการ แต่สายตาจงเหวินแอบชำเลืองมองภูเขาไฟคู่ที่หน้าอกนางเป็นระยะ
มองกี่ทีก็ยังอลังการ!
เลือดกำเดาแทบพุ่ง
ตอนนี้นางไม่ได้พันผ้าแล้ว เพราะ... ผ้าผืนนั้นถูกจงเหวินแอบเอาไปทิ้งตั้งแต่เมื่อคืน
"ต้องใช้นานแค่ไหนกว่าจะหายดี?" แม่สาวชุดดำอดถามไม่ได้
"ปกติคงครึ่งปี แต่ถ้ากินยาของพี่ น่าจะสองเดือนก็หายขาด"
"อีกตั้งสองเดือน ป่านนั้นไอ้ชั่วต้วนฉางหงคงหายเจ็บแล้ว ข้ารอไม่ได้!" นางพูดเสียงแข็ง
จงเหวินครุ่นคิด "ก่อนบาดเจ็บ เธออยู่ระดับไหน?"
นางตอบตามตรง "วงแหวนพิภพ ขั้นห้า"
จงเหวิน: "ต้วนฉางหงอยู่ขั้นหก แถมตอนนี้คงระวังตัวแจ เธอพลังด้อยกว่า แถมเจ็บหนัก ถึงไปฆ่าตอนนี้ก็ไม่สำเร็จหรอก"
นางตอบอย่างเด็ดเดี่ยว "ขอแค่ฆ่ามันได้ ตายก็ไม่เสียดาย"
มือซ้ายที่รองอยู่ใต้ข้อมือนาง กับมือขวาที่จับชีพจรอยู่ รวบเข้าหากัน กุมมือนางไว้แน่น จงเหวินพูดเสียงขรึม "แลกชีวิตกับไปตายฟรี มันคนละเรื่องกัน"
แม่สาวชุดดำตกใจ พยายามดึงมือออกแต่สู้แรงจงเหวินไม่ได้ นางหยุดดิ้น ก้มหน้าลง ขอบตาแดงระเรื่อ "ข้าไม่มีทางเลือกอื่น"
จงเหวินเชยคางนางขึ้น จ้องตา แล้วพูดจริงจัง "ถ้าเธอยอมออกจากองค์กรนักฆ่า พี่จะช่วยเธอแก้แค้นเอง"
แม่สาวชุดดำใจเต้นตึกตัก หลบสายตา "จะ... เจ้าจะช่วยข้ายังไง?"
จงเหวิน: "เธอว่าฝีมือพี่เป็นยังไง?"
แม่สาวชุดดำ: "อ่อนมาก ถ้าข้าไม่เจ็บ เจ้าตายไปนานแล้ว"
จงเหวิน: "......"
คุยดีๆ ไม่เป็นรึไงแม่คุณ!
"แล้วถ้าบอกว่า พี่เพิ่งอยู่วงแหวนมนุษย์ ขั้นสองล่ะ?" จงเหวินปรับอารมณ์ถามใหม่
"อะไรนะ!" แม่สาวชุดดำเบิกตากว้าง "เป็นไปไม่ได้!"
วงแหวนมนุษย์ขั้นสองกับวงแหวนพิภพขั้นห้า ห่างกันราวฟ้ากับเหว ต่อให้บาดเจ็บ ยอดฝีมือระดับพิภพก็ควรจะขยี้มดปลวกระดับมนุษย์ขั้นสองได้สบายๆ แต่จงเหวินกลับสู้กับนางได้อย่างสูสี เรื่องนี้มันเหลือเชื่อเกินไป
"นั่นแปลว่า" จงเหวินอธิบาย "วิชาที่พี่ใช้ มันเหนือชั้นกว่าวิชาฆ่าคนที่หอหมื่นทองสอนเธอเยอะ"
"แล้วไง? พลังเจ้าต่ำเตี้ยเรี่ยดินขนาดนี้ ต่อให้เรารุมสองคน ก็สู้ต้วนฉางหงไม่ได้หรอก" นางยังไม่เข้าใจ
"แล้วถ้าพี่สอนวิชานั้นให้เธอล่ะ?"
"จะ... เจ้า..." นางพูดไม่ออก
"ด้วยระดับพลังของเธอ บวกกับวิชาของพี่ แค่ต้วนฉางหงคนเดียว จัดการได้ง่ายๆ สบายมาก"
"ทำไม... ทำไมต้องช่วยข้าขนาดนี้?" นางถามเสียงสั่น "เพื่อช่วยนักฆ่าใกล้ตายคนหนึ่ง ถึงกับยอมไปมีเรื่องกับเจ้าพ่อมาเฟียระดับพิภพขั้นหก เจ้าได้อะไร?"
"เพราะว่า..." แววตาของจงเหวินเป็นประกายเจิดจ้า "พี่พอใจจะทำ!"
คนจริงยุค 5G ก็ต้องอินดี้แบบนี้แหละ!
มองดูใบหน้าของจงเหวินที่ต้องแสงไฟเป็นประกาย แม่สาวชุดดำถึงกับเหม่อลอยไปชั่วขณะ
...
"สองวันนี้พักผ่อนให้เยอะๆ กินยาให้ตรงเวลา อย่าเพิ่งใช้พลังปราณ" จงเหวินเก็บจานชามพลางสั่งความ "พี่จะมาหาบ่อยๆ รอร่างกายคงที่เมื่อไหร่ พี่จะสอนสุดยอดวิชาให้"
"อืม"
"พี่ไปก่อนนะ ดูแลตัวเองด้วย!"
"อืม"
"ถ้ามีอันตราย ให้ขึ้นไปหาพี่ที่ยอดเขา"
"อืม"
"จริงสิ ช่วยบอกชื่อของคุณหน่อยได้ไหม?"
"...... เหลิ่งอู๋ซวง (เหมันต์ไร้เกล็ดน้ำค้าง)."
ต้านไถจิ่นมองดูชายหนุ่มชุดขาวตรงหน้าด้วยความอิจฉา
อายุไม่ถึงสามสิบ แต่ครองอันดับสองในทำเนียบวีรบุรุษแห่งจักรวรรดิต้าเฉียนได้อย่างมั่นคง
"คุณชายกระบี่ไร้เทียมทาน" เซียวเวิ่นเจี้ยน ตำนานที่มีลมหายใจ
ประโยคเด็ดที่ว่า "ผู้ชายทุกคนอยากเป็นเขา ผู้หญิงทุกคนอยากเป็นเมียเขา" ใช้กับคนคนนี้ได้ไม่ผิดเพี้ยน
เล่าลือกันว่า เซียวเวิ่นเจี้ยนบรรลุวิถีกระบี่ตั้งแต่วัยเยาว์ แต่ตั้งแต่อายุยี่สิบห้า เขาก็ไม่เคยจับกระบี่อีกเลย
ด้วยความหยิ่งทะนง เขาถือคติว่าถ้าหากระบี่เทพที่คู่ควรไม่ได้ สู้ไม่ใช้กระบี่เลยดีกว่า
แต่ถึงจะเลิกใช้กระบี่ อันดับในทำเนียบวีรบุรุษของเขาก็ไม่เคยตกลงเลยตลอดหลายปีที่ผ่านมา
ในฐานะบุตรชายคนโตของตระกูลต้านไถ หนึ่งในสี่ตระกูลใหญ่แห่งเมืองชางอวิ๋น ต้านไถจิ่นมักจะมองคนอื่นด้วยสายตาดูแคลน ยากนักที่ใครจะอยู่ในสายตา แต่เมื่ออยู่ต่อหน้าเซียวเวิ่นเจี้ยน เขาไม่มีความริษยาเลยแม้แต่น้อย มีแต่ความชื่นชมและศรัทธา
ถ้าคนอื่นเก่งกว่าเรานิดหน่อย เราอาจจะอิจฉา แต่ถ้าเขาเก่งกว่าเราแบบคนละชั้น ความอิจฉามันก็ไร้ความหมาย
ตอนนี้ต้านไถจิ่นคิดแค่อย่างเดียว คือเกาะขาทองคำข้างนี้ไว้ให้แน่น อย่าให้หลุด
"ช่วยตามหาคนสองคนให้หน่อย" เซียวเวิ่นเจี้ยนยังคงพูดน้อยต่อยหนัก
"ใครครับ?"
"เสิ่นต้าฉุย กับ เสิ่นเสี่ยวหว่าน แห่งสำนักเทพศาสตรา"
"จะให้จับเป็นหรือ...?"
"เสิ่นต้าฉุยอยู่ระดับวงแหวนนภา คนของเจ้าฆ่าเขาไม่ได้หรอก"
"เข้าใจแล้วครับ ได้เรื่องเมื่อไหร่จะรีบแจ้งให้ทราบ"
"เรื่องที่เขาชิงเฟิงเป็นยังไงบ้าง?"
"ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด อีกไม่นานเขาชิงเฟิงก็จะตกเป็นกรรมสิทธิ์ของท่านครับ" น้ำเสียงของต้านไถจิ่นเจือความประจบสอพลอ "ถึงตอนนั้น เรื่องเคล็ดวิชา..."
"วางใจเถอะ ได้โฉนดที่ดินเขาชิงเฟิงเมื่อไหร่ ข้าจะมอบ 《เคล็ดวิชาเมฆาม่วง》 ให้เจ้าทันที" เซียวเวิ่นเจี้ยนตอบหน้านิ่ง
"ขอบคุณคุณชายเซียวมากครับ!"
ต้านไถจิ่นฮึกเหิมสุดขีด ภาพตัวเองฝึกวิชาระดับทองคำสำเร็จและก้าวเข้าสู่ขอบเขตวงแหวนนภา ลอยเด่นอยู่ตรงหน้า...
[จบตอน]