- หน้าแรก
- ย้อนเวลาพลิกชะตา ปี 1994
- บทที่ 18 - การค้นหา
บทที่ 18 - การค้นหา
บทที่ 18 - การค้นหา
บทที่ 18 - การค้นหา
เมื่อทั้งสองใกล้ถึงหมู่บ้าน หลินอี้พบว่ามีเพียงแสงไฟกระจัดกระจายไม่กี่ดวงตามมุมหมู่บ้าน สิ่งที่รื่นเริงที่สุดในเวลานี้คือเสียงหมาเห่ารับกันเป็นทอดๆ และหิ่งห้อยที่บินว่อนเต็มท้องฟ้า
"ทุกคนหลับกันหมดแล้ว"
คำชวนคุยของหลินอี้ ไม่ได้รับการตอบรับ
เข้าหมู่บ้านมาอย่างเงียบเชียบตลอดทาง ถ้าไม่ใช่เพราะมือข้างหนึ่งที่โอบเขาอยู่ หลินอี้คงนึกว่าคนข้างหลังไม่อยู่แล้ว
"พี่น่าเจิน"
"......"
"น่าเจิน?" เรียกไปหลายครั้งก็ไม่ตอบ หลินอี้เตรียมจะจอดรถ กลัวว่าเธอหลับไปแล้วจะไม่ปลอดภัย
"ขับรถของเธอไป" เห็นท่าทางของหลินอี้ เสียงเอื่อยๆ จากข้างหลังก็ดังขึ้นในที่สุด
"ไขข้อข้องใจให้ผมหน่อยได้ไหม" หลินอี้เชื่อว่าอีกฝ่ายฟังรู้เรื่อง
"อยากฟังจริง?"
"อือ"
"ของเก่าสินะ ตอนเห็นเธอทำตัวลับๆ ล่อๆ ฉันเดาความเป็นไปได้ไว้สี่อย่าง แต่พอลองวิเคราะห์ที่มาของบรรพบุรุษเธอ และพฤติกรรมปกติของบ้านเธอ ฉันก็ตัดความเป็นไปได้อีกสามอย่างทิ้งไปทีละข้อ"
ในค่ำคืนที่เงียบสงัด เสียงของผู้หญิงช่างล่องลอยแต่ชัดเจนและมั่นใจ
แต่หลินอี้ในตอนนี้รู้สึกเหมือนกินแมลงวันเข้าไป กลืนไม่เข้าคายไม่ออก บ้านไม้นี่มันเชื่อถือไม่ได้จริงๆ พร้อมกันนั้นก็รู้สึกจนปัญญาที่โดนบดขยี้ด้วยไอคิว
"แต่ฉันก็แค่เดา คนอื่นที่อยู่ไกลบ้านเธอหน่อยอาจไม่ได้สังเกต แต่ก็ประมาทไม่ได้"
พูดถึงตรงนี้ น่าเจินกระชับมือที่โอบแน่นขึ้น ปลอบว่า "เธออย่าเพิ่งตื่นตูม เรื่องของปู่เฉิงวั่ง (ปู่ของหลินอี้) สมัยก่อนไม่ใช่ความลับ ฉันก็แค่ว่างจนเบื่อเลยคิดไปในทางนี้"
"งั้นพี่ก็ว่างจัดจริงๆ นั่นแหละ"
ความจริงหลินอี้ก็เคยคิดเรื่องนี้ แต่เขาไม่มีที่เก็บ บ้านไม่ปลอดภัย เอาไปฝากบ้านญาติก็ไม่ปลอดภัย ที่อื่นยิ่งไม่ปลอดภัยเข้าไปใหญ่
เพราะบ้านคือเซฟเฮาส์สุดท้ายในใจของหลายคน ไม่เก็บไว้ที่บ้านจะให้ไปเก็บที่ไหน?
มาถึงสี่แยกก็ดึกมากแล้ว ยุคสมัยที่ไม่มีความบันเทิงอะไร ทุกคนต่างปิดประตูเข้านอนกันหมด
ร้านโชห่วยก็ไม่ยกเว้น
"เป็นอะไร" รถจอดแล้ว แต่คนข้างหลังไม่ขยับ
"ขาชา แล้วก็ตะคริวกินนิดหน่อย" น้ำเสียงอู้อี้นิดๆ
น่าเจินที่โอบเอวเขาอยู่ไม่ขยับ หลินอี้ก็ขยับไม่ได้
"เธอพยุงฉันหน่อย" ครู่ใหญ่ น่าเจินถึงยอมลงจากรถ
"ระวัง!" แต่เตือนช้าไป ผู้หญิงยืนไม่อยู่ก้นจ้ำเบ้าลงไปนั่งกับพื้น สองมือยันพื้นจ้องหลินอี้ตาแป๋ว
นี่เป็นสภาพที่ดูไม่ได้ที่สุดเท่าที่หลินอี้เคยเห็นเธอ ปกติเป็นผู้หญิงที่แค่ขยับตัวนิดเดียวก็ดูสบายๆ เป็นธรรมชาติ วันนี้กลับทุลักทุเลขนาดนี้
"ยังเป็นตะคริวอยู่ไหม"
โดนค้อนวงใหญ่ พร้อมกับมือข้างหนึ่งที่ยื่นมาขอความช่วยเหลือ
……
พยุงน่าเจินเข้าบ้านตัวเองเสร็จ หลินอี้ก็ขึ้นไปชั้นสอง ตรวจดูตำแหน่งกองฟางอย่างละเอียด พอแน่ใจว่าไม่มีอะไรผิดปกติถึงโล่งอก
แต่เพื่อความรอบคอบ เขายังรื้อฟางออกดู กล่องยังอยู่
เหลือบมองคนที่ตามมา หลินอี้ตัดสินใจอุ้มกล่องไม้เดินตึงตึงตึงลงบันได เลี้ยวกลับลงมาชั้นล่าง
หากระสอบปุ๋ยมาห่อ ตรงกลางยัดฟาง พยายามห่อให้กลม เพราะทรงสี่เหลี่ยมมันสะดุดตาเกินไป
หลินอี้ห่อไปบ่นไป "ผมรู้แล้ว ที่ขาพี่เป็นตะคริวน่ะของปลอม พี่แค่อยากเข้าบ้านผมมาดูเจ้านี่ใช่ไหม"
"ก็แค่อยากรู้อยากเห็น ขาก็ชาจริง" น่าเจินใช้มือลูบคลำกล่องไม้ไปมาอย่างครุ่นคิด เหมือนตกอยู่ในภวังค์ชั่วขณะ
"ความลับผมมีแค่นี้แหละ"
ถ้าเป็นคนอื่น หลินอี้คงไล่ตะเพิดไปแล้ว แต่น่าเจินเดาได้ว่าเป็นของเก่า นอกจากจะไม่แตะต้อง กลับยังช่วยเขาเฝ้าบ้าน
แถมวันนี้อุตส่าห์ไปไกลถึงในเมือง เพียงเพื่อบอกเขาว่าจะไปโรงเรียนแล้ว เตือนให้เขาระวังตัว จะบอกว่าในใจไม่ซาบซึ้งก็คงโกหก
"ของสิ่งนี้ทำให้ฉันนึกถึงเรื่องหนึ่ง" น่าเจินสัมผัสได้ว่าหลินอี้หงุดหงิด พูดประโยคนี้จบแล้วคิดนิดหนึ่ง ถึงพูดต่อ:
"เวลาว่างๆ ฉันมักจะขบคิดความลับเรื่องหนึ่ง คิดมาหลายปีแล้ว พอเห็นกล่องไม้นี้ จู่ๆ ก็เหมือนบรรลุอะไรบางอย่าง แต่ก็ยังไม่ค่อยแน่ใจ"
"ของเก่า?" หลินอี้สวนกลับอย่างหงุดหงิด ดึงฟางมากำมือหนึ่งมัดต่อ
"ใช่"
"จริงดิ?" การเคลื่อนไหวของหลินอี้ชะงัก เงยหน้ามองเธอ
เมื่อกี้เขาพูดว่าของเก่ากะจะกวนประสาทเธอเฉยๆ ไม่นึกว่าจะทายถูก?
"ความจริงก็ได้แรงบันดาลใจจากเธอนั่นแหละ พอเห็นกล่องนี้ ฉันถึงคิดไปในทางนั้น" น่าเจินกะพริบตา ในที่สุดก็มีแววซุกซนบ้างแล้ว
"อยู่ที่ไหน" เรื่องของเก่า หลินอี้ได้รับอิทธิพลจากหยางฮวามาเต็มๆ คลั่งไคล้สุดๆ
น่าเจินขมวดคิ้ว ไม่พูด
หลินอี้เห็นท่าทีนั้น ก็ก้มหน้าทำงานต่อ
"น่าจะอยู่ในโลงศพ" ผ่านไปครู่ใหญ่ น่าเจินพูดออกมาสามพยางค์ ฟังดูน่าขนลุกในค่ำคืนนี้
"โลงที่ยังไม่ได้ฝัง?" หลินอี้กำลังจะพูดว่า โลงศพในสุสานโบราณมีเยอะแยะ แต่ก็รีบปฏิเสธความคิดนั้น
น่าเจินพยักหน้าแล้วก็ส่ายหน้า จากนั้นเดินมาตรงหน้าหลินอี้ กระซิบว่า "เมื่อก่อนใครเป็นเจ้าที่ดินรายใหญ่ที่สุดในหมู่บ้าน?"
"พ่อของโก่วเหล่าเป่า" คนทั้งอำเภอรู้ดีว่าก่อนปลดแอก พ่อของ "โก่วเหล่าเป่า" เป็นเจ้าที่ดินรายใหญ่ พี่ชายแท้ๆ ของแกหนีข้ามช่องแคบไปเมื่อปี 49 เป็นถึงนายพล
แต่นายพลฝั่งโน้นมีเยอะแยะ คนนั้นไม่ค่อยดังเท่าไหร่
"ปู่ฉันบอกว่า บ้านเขามีโลงศพสามโลง สองโลงเป็นของพ่อแม่โก่วเหล่าเป่า"
เห็นหลินอี้ตั้งใจฟัง น่าเจินพูดต่อ "อีกโลง ตอนนั้นบอกว่าเตรียมไว้ให้พี่ชายเขา เพราะไปเป็นทหารหลายปีไม่มีข่าวคราว ตอนพ่อแม่โก่วเหล่าเป่าสั่งทำโลงศพ ก็เลยสั่งเผื่อลูกชายคนโตมาด้วยอีกโลง"
"อื้ม ก็ปกตินี่" หลินอี้พูดจบก็รู้ตัวว่าพูดผิด ถ้าปกติแล้วน่าเจินจะพูดทำไม เลยถามต่อ "พี่จะบอกว่าโลงที่สามน่าสงสัย?"